The Coffee Diaries: 15 | ผลกาแฟและใบโคคา

The Coffee Diaries
19 Aug 2019
เรื่องโดย:

สว่าง ทองดี

ไม่แน่ใจนัก แต่น่าจะมีเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่มองจากไร่กาแฟแล้วสามารถเห็นยอดเขาหิมะในระยะไกลออกไป หนึ่งในนั้นคือแหล่งกาแฟซึ่งอยู่บนพื้นที่ลาดชันของเทือกเขาแอนดีสในประเทศโบลิเวีย เทือกเขายักษ์นี้ทอดตัวยาวจากเหนือจรดใต้ พาดผ่านแทบทุกประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ไหล่เขาด้านตะวันออกหันออกไปหามหาสมุทรแอตแลนติก ในขณะที่อีกด้านหันออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก

 

ใบโคคา

 

     เราอาจคุ้นเคยกับชื่อโคลอมเบียหรือบราซิลในฐานะแหล่งผลิตและส่งออกกาแฟลำดับต้นๆ ของโลก แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จักโบลิเวียในฐานะนี้ อันที่จริงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะโบลิเวียไม่ได้โดดเด่นเลยแม้แต่น้อยในเชิงปริมาณการผลิต อีกทั้งยังมีทีท่าว่าผลผลิตจะลดลงอีกด้วยซ้ำ ชาวสวนกาแฟของที่นั่นจำนวนมากเลิกปลูกกาแฟ น่าจะมาจากสาเหตุหลักสองสามประการ คือโรคระบาดซึ่งฆ่าต้นกาแฟ กับอีกประการคือนโยบายส่งเสริมการปลูกต้นโคคาของรัฐบาลปัจจุบันนั่นเอง

 

ใบโคคา

 

     เชื้อราสีเหลืองส้มหรือที่เรียกกันว่า ราสนิม ระบาดอย่างหนักเมื่อราว 5-6 ปีก่อน กินพื้นที่กว้าง ไล่ตั้งแต่อเมริกากลางลงมาถึงตอนใต้ของทวีป ทำให้ผลผลิตตกต่ำลดฮวบ กระทบเกษตรกรและนักธุรกิจกาแฟมหาศาล ชนิดต้องรื้อสวนกันถ้วนหน้าแล้วลงมือเพาะต้นกล้าปลูกกันใหม่ คนที่ยังมีเรี่ยวแรงและยังมีหวังกับพืชเศรษฐกิจชนิดนี้ไม่ยอมเลิกรา แต่ส่วนใหญ่หันไปเพาะปลูกอย่างอื่น หนึ่งในพืชเศรษฐกิจตัวใหม่คือโคคา เพราะค่อนข้างรับประกันราคาซึ่งส่งผลต่อรายได้และความคล่องตัวในการจับจ่ายใช้สอยในครัวเรือน กระบวนการผลิตก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเท่าการแปรรูปกาแฟอีกด้วย

 

ใบโคคา

 

     กรณีใบโคคา (บ้างก็ว่าน่าจะคล้ายใบกระท่อม) นั้นระบุว่าเป็นสิ่งเสพติดเพราะส่งผลต่อระบบประสาท ที่สำคัญยังใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตโคเคน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเมืองระหว่างประเทศโบลิเวียและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากโคเคนซึ่งลักลอบผลิตกันนั้นเดินทางออกนอกประเทศไปยังปลายทางคือ สหรัฐอเมริกา รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่พอใจ ในขณะเดียวกันทางประธานาธิบดีของโบลิเวียซึ่งเป็นชนเผ่าดั้งเดิมก็ไม่อินังขังขอบต่อท่าทีของมหาอำนาจโลก ออกกฎหมายรับรองให้การปลูกโคคานั้นเป็นสิ่งชอบธรรมถูกต้อง โดยให้เหตุผลว่าชาวโบลิเวียและชนเผ่าต่างๆ บริโภคโคคากันมานมนาน จัดว่าเป็นพืชท้องถิ่นอันเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดกับวิถีและจริตของคนแห่งเทือกเขาแอนดีสมาโดยตลอด จริงอยู่ แม้โคคาจะนำไปผลิตเป็นผงโคเคนได้ แต่จะมาห้ามปลูกห้ามจำหน่ายเป็นเรื่องไม่สมควร ดังนั้น ใบโคคาแห้งจึงขายกันโดยทั่วไปทุกหย่อมหญ้าในตลาดทั้งในเมืองและชนบท

 

ใบโคคา

 

     วิธีการบริโภคนั้นเพียงหยิบแต่ละใบมาใส่ปาก ใช้ฟันหน้ารูดเส้นใบตรงกลาง โยนแกนใบนั้นทิ้ง หยิบใบใหม่มาทำแบบเดียวกัน เมื่อได้หลายใบอยู่ในปากก็ดุนเข้ากระพุ้งแก้มข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ต้องเคี้ยว แต่ค่อยๆ ดูดเอาน้ำลายซึ่งผสมใบโคคาแล้วกลืนลงไป จนกระทั่งรู้สึกว่าจืด ไม่มีอะไรเหลือแล้วจึงคายก้อนโคคานั้นทิ้งเสีย เชื่อว่าการเคี้ยวใบโคคาเช่นนี้ช่วยให้ทำงานได้อึดกว่าปกติและไม่หิวง่าย อีกทั้งยังป้องกันอาการแพ้ความสูง (ในกรณีขึ้นไปที่ความสูงเกินสามหรือสี่พันเมตรจากระดับน้ำทะเล) ได้ด้วย

 

ใบโคคา

 

     ผมได้เคยลองเคี้ยวใบโคคาเมื่อคราวที่ขึ้นดอยไปอยู่กับชาวบ้าน ทำงานในไร่กาแฟราวครึ่งเดือน โดยติดต่อบริษัทกาแฟแห่งหนึ่งทางอินเทอร์เน็ต ขอเป็นอาสาสมัครเรียนรู้งานพร้อมกับศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการผลิต นอกจากได้ความรู้วิชากาแฟแล้ว ยังได้เห็นสิ่งอื่นด้วย ปกติก่อนเริ่มทำงาน พวกเพื่อนคนงานทั้งหลายซึ่งเป็นคนท้องถิ่น มักเปิดถุงพลาสติกบรรจุใบโคคาแห้ง พากันเคี้ยวและยัดเข้าข้างแก้ม พลางพูดคุยสัพเพเหระก่อนที่จะลงมือเก็บผลกาแฟสุก ส่วนตัวผมมองว่ามันเหมือนการเคี้ยวหมากพลูมากกว่า เพราะไม่เห็นจะส่งผลอะไรเลยต่อระบบประสาท ดังนั้น ถ้าจะถามความเห็นส่วนตัว จึงไม่ได้รู้สึกว่าเป็นของต้องห้ามแต่อย่างใด ยกเว้นเสียแต่ว่าจะนำเอาไปใช้เพื่อการผลิตโคเคน นั่นผิดเต็มประตูแน่

 

ใบโคคา

 

    ครอบครัวใหญ่ชาวดอยที่ผมไปอาศัยอยู่ด้วยชั่วคราวนั้นยังคงยืนยันที่จะปลูกกาแฟกันอีกครั้ง ต้นกาแฟเก่าต้องโค่นทิ้งเพราะโรคระบาด ต้นกล้าใหม่ซึ่งเพาะเองเมื่อโตมากพอก็นำลงดิน พวกเขาเริ่มได้กลับมาเก็บเกี่ยวผลจากน้ำพักน้ำแรงตัวเองอีกครั้ง กาแฟติดผล ถึงเวลาผลเหล่านั้นสุกปลั่ง ฤดูเก็บเกี่ยวที่ต้องยุ่งขิงในการเก็บพร้อมกับแปรรูปนั้น ทุกคนขมีขมัน มือเป็นระวิงเด็ดผลกาแฟ ในขณะที่ปากเคี้ยวใบโคคาไปด้วย

 


<<ตอนที่แล้ว          ตอนถัดไป>>

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สว่าง ทองดี

นักท่องโลก (โลโซ) ด้วยจักรยาน เดินทางมาเกือบครบทุกประเทศในเอเชีย ปั่นเที่ยวหลายประเทศในยุโรป ผจญภัยนิดหน่อยในแอฟริกา ล่าสุดเพิ่งไปลุยทวีปอเมริกาใต้ แม้วัยจะเลยหลักสี่ แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะยึดไลฟ์สไตล์เดิม คือทำงาน เก็บเงิน เดินทาง เป้าหมายใหม่ขณะนี้คือหางานทำระหว่างทางเพื่อจะได้ไม่ต้องกลับเมืองไทยบ่อยๆ ล่าสุดกำลังจะเริ่มทำงานในไร่กาแฟ ณ ปานามา