The Coffee Diaries: 21 | บ้านไร่กาแฟของหนูน้อยอันเชิล

The Coffee Diaries
30 Sep 2019
เรื่องโดย:

สว่าง ทองดี

ข้อความหนึ่งจากนวนิยายโด่งดัง The Alchemist (หนังสือเล่มนี้แปลเป็นไทยแล้วชื่อ ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน) แต่งโดยนักเขียนชาวบราซิลชื่อดัง เปาโล โคเอลโฮ ใจความว่า ‘หากเจ้าปรารถนาสิ่งใดอย่างยิ่งยวด ทั้งจักรวาลจะประสานกัน ช่วยให้เจ้าสำเร็จได้ดังหมาย’ ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับประโยคนี้

        ตัวอย่างหนึ่ง คือเมื่อครั้งดั้นด้นเดินทางจนถึงหุบเขาซานเดีย ประเทศเปรู ภารกิจคือการตามหาไร่กาแฟของครอบครัววีเซนตินา ผู้ได้รับรางวัลแชมป์โลกกาแฟประจำปี 2018 ที่เมืองซีแอตเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา ในหมวดหมู่ผู้ผลิตรายเล็ก ปัญหาคือไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่หมู่บ้านไหนกันแน่ โดยรอบหุบเขาเต็มไปด้วยหมู่บ้านมากมาย การตามหาไม่น่าจะเป็นเรื่องง่าย แต่ในเมื่อตั้งใจมั่นเหมาะแล้ว ผลจะเป็นอย่างไรก็เห็นว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

        แล้วสิ่งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญก็เกิดขึ้น ผมแวะถามชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เอารูปที่สกรีนช็อตจากมือถือให้พวกเขาดู สื่อสารภาษาสเปนงูๆ ปลาๆ ปรากฏว่าพวกเขารู้จักไร่กาแฟของครอบครัววีเซนตินา บอกว่าอยู่ห่างออกไปราวแปดกิโลเมตร ชายคนหนึ่งอาสาพาไปส่ง จึงพากันกระเตงกระเด้งกระดอนขี่มอเตอร์ไซค์บนถนนลูกรังไต่เขา จากนั้นต้องเดินขึ้นเขาอีกราวครึ่งชั่วโมงจึงไปถึงบ้านซึ่งอยู่ในไร่กาแฟนั้น

        เมื่อบอกความประสงค์ไป เจ้าบ้านก็ยินดีให้พักอาศัยด้วยโดยไม่มีอิดออดแม้แต่น้อยแม้พวกเขาไม่รู้จักมักจี่ผมมาก่อนก็ตาม เขาให้ผมกางเต็นท์นอนข้างลานตากกาแฟซึ่งมองเห็นวิวภูเขาสลับซับซ้อนสวยงาม อากาศดีมากเพราะห้อมล้อมด้วยป่าใหญ่ ยิ่งความสูงด้วยแล้วนับว่าเป็นแหล่งกาแฟที่อยู่สูงมาก เพราะเฉลี่ยอยู่ที่สองพันเมตรจากระดับน้ำทะเลทีเดียว จุดสูงสุดของไร่สูง 2,400 เมตร เทียบกับไทยก็เกือบจะยอดดอยอินทนนท์แล้ว อากาศหนาวแต่ไม่สาหัส น่าจะเพราะปัจจัยเสริมอื่นๆ เช่น อิทธิพลจากพื้นราบแอมะซอนซอนที่อยู่ห่างออกไปซึ่งได้รับอิทธิพลจากมหาสมุทรแอตแลนติกอีกที

        ถ้าเป็นบ้านเรา สูงขนาดนี้ต้นไม้ใบหญ้าหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นกาแฟอาจทนไม่ได้ก็เป็นได้ ภูมิประเทศและภูมิอากาศเฉพาะถิ่นแบบนี้เองที่ส่งเสริมให้กาแฟแห่งหุบเขาซานเดียมีเอกลักษณ์โดดเด่นจนไปคว้ารางวัลระดับโลกมาได้ อันที่จริงไม่เฉพาะครอบครัววีเซนตินาเท่านั้น ยังมีเกษตรกรรายอื่นจากหมู่บ้านอื่นๆ ในหุบเขาเดียวกันนี้ที่ส่งกาแฟประกวดแล้วได้รางวัลทั้งในระดับประเทศและระดับโลกเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นหุบเขาที่ไม่ธรรมดาเลยล่ะ

 

วีเซนตินา

 

        ผมพักอยู่กับครอบครัวนี้หนึ่งสัปดาห์ ช่วยงานกิจวัตรในช่วงเก็บเกี่ยวแปรรูปทุกอย่างที่ตนเองทำได้ ที่นั่นกาแฟเริ่มสุกในเดือนพฤษภาคม เก็บกันยาวไปจนถึงกันยายนโน่นแหละ ครอบครัวนี้อยู่กันห้าคน คือคุณวีเซนตินา คุณสามี แม่สามี น้องสาวสามี แล้วก็เจ้าลูกชายวัยซนน่ารัก ชื่อหนูน้อยอันเชิล แกเพิ่งจะสี่ขวบเศษและยังไม่ได้เข้าโรงเรียน วันๆ วิ่งเล่นในบ้านไร่ โดยมีลูกหมาน้อยเป็นเพื่อนรัก

        อันเชิลเป็นเด็กนิสัยดีและใฝ่รู้มาก ช่วงกลางวันช่วยงานพ่อแม่ ทำและเรียนรู้ทุกอย่าง สังเกตว่าพ่อแม่ไม่เคยบังคับให้ช่วยงาน ให้อิสระเจ้าลูกชายตัดสินใจเองว่าอยากทำอะไร เช่น เวลาเก็บกาแฟ แม่ก็จะผูกผ้าให้เหมือนกระสอบ แกก็ตามไปช่วย ทั้งยื่นแขนไปหรือโน้มกิ่งลงมาเพื่อเด็ดผลกาแฟสุก ทำไปสักพักก็เบื่อตามประสาเด็ก เลยไปวิ่งเล่นกับเจ้าตูบ เวลาพวกผู้ใหญ่โม่ผิวนอกผลกาแฟออก หรือล้างทำความสะอาดกะลา (กาแฟที่ยังมีเปลือกชั้นในแข็งหุ้ม) ก่อนนำขึ้นตาก ณ ลานตากยกพื้นสูง ต่างๆ เหล่านี้อันเชิลก็พยายามช่วยเท่าที่ตนจะทำได้ อันที่จริง นี่เป็นการเรียนรู้ทั้งกระบวนการผลิตโดยอัตโนมัติและเป็นธรรมชาติมากที่สุด เพราะเรียนรู้จากสถานที่จริง โดยการสังเกตและลงมือปฏิบัติไงครับ แบบนี้ความรู้ความเข้าใจแน่นดี

 

วีเซนตินา

 

        เวลาค่ำเย็นหลังทำงานเสร็จ หนูน้อยอันเชิลมักจะมาวนเวียนป้วนเปี้ยนหน้าเต็นท์สีฟ้าของผม ผมใช้เวลานิดหน่อยก่อนจะมืดในการสอนให้เขาเขียนอ่านเล็กๆ น้อยๆ เช่น หมายเลข พยัญชนะอังกฤษ ไม่ก็วาดรูปกัน ความใฝ่รู้ชนิดหิวกระหายใคร่รู้แสดงออกผ่านทางการจดจ่อกับกระดาษและดินสอ การพูดตาม รวมทั้งเสียงหัวเราะ ผมรู้สึกประทับใจในตัวเด็กน้อยคนนี้ และเชื่อว่าพ่อแม่ก็ภูมิใจในตัวเขามากด้วยเช่นกัน

        เท่าที่ได้ใช้เวลากับครอบครัวนี้ พอจะเห็นปัจจัยต่างๆ อันนำไปสู่ความสำเร็จ ได้เป็นแชมป์ผู้ผลิตกาแฟโลก อย่างแรกก็คือพวกเขามีความรู้ความเข้าใจในอาชีพที่ตนเองทำ ตั้งแต่เรื่องสายพันธุ์กาแฟที่นำมาปลูก ไปจนถึงวิธีการเก็บและแปรรูป ยังไม่พอ พวกเขายังใส่ใจทุกรายละเอียดด้วย ไม่ว่าจะเป็นวัสดุที่นำมาใช้ในการล้างเมล็ดกาแฟในขณะแปรรูป หรือรางตากที่ใช้วัสดุธรรมชาติเท่านั้น หรือการจัดการกับของเสียจากกระบวนการผลิตโดยนำไปรวมกันไว้ที่บ่อปุ๋ยหมักซึ่งมีเจ้าไส้เดือนดินคอยกินและย่อยเศษอินทรีย์เหล่านั้น จนเมื่อถึงเวลาก็ได้ปุ๋ยมูลไส้เดือนคุณภาพดี นำกลับไปเป็นปุ๋ยให้แก่ต้นกาแฟอีกครั้ง ที่นี่พวกเขาเลือกวิถีเกษตรอินทรีย์ โดยเข้าใจว่าดีต่อสุขภาพของทุกคน แค่หัวใจรักษ์โลกและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างนอบน้อมนี่ผมก็ให้รางวัลชนะเลิศแล้วล่ะครับ

 

วีเซนตินา

 

        แม้จะใช้เวลากับครอบครัวนี้เพียงสัปดาห์เดียว แต่ผมได้เรียนรู้บทเรียนมากมาย ทั้งเรื่องกาแฟและชีวิต หวังว่าวันหนึ่งจะได้กลับไปเยี่ยมเยือนพวกเขาอีก

        ขอบคุณพลังจักรวาลที่นำทางให้ผมได้พบพวกเขาครับ

 


<<ตอนที่แล้ว          ตอนถัดไป>>

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สว่าง ทองดี

นักท่องโลก (โลโซ) ด้วยจักรยาน เดินทางมาเกือบครบทุกประเทศในเอเชีย ปั่นเที่ยวหลายประเทศในยุโรป ผจญภัยนิดหน่อยในแอฟริกา ล่าสุดเพิ่งไปลุยทวีปอเมริกาใต้ แม้วัยจะเลยหลักสี่ แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะยึดไลฟ์สไตล์เดิม คือทำงาน เก็บเงิน เดินทาง เป้าหมายใหม่ขณะนี้คือหางานทำระหว่างทางเพื่อจะได้ไม่ต้องกลับเมืองไทยบ่อยๆ ล่าสุดกำลังจะเริ่มทำงานในไร่กาแฟ ณ ปานามา