The Coffee Diaries: 26 | Galapagos Coffee เกาะประหลาด กาแฟมหัศจรรย์ ตอนที่ 4

The Coffee Diaries
4 Nov 2019
เรื่องโดย:

สว่าง ทองดี

สำหรับไร่กาแฟลาวาจาวา (Lava Java Coffee) การจะได้ใบรับรองว่าเป็นกาแฟอินทรีย์ต้องผ่านขั้นตอนและรายละเอียดมากมาย ทั้งยังต้องมีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่ออกใบรับรองอยู่เป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมออีกด้วย

        ลำพังการดำเนินการเพื่อจะได้รับการรับรองก็ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูงพอสมควร เพราะต้องฝึกอบรมพนักงานทุกคนให้เข้าใจระบบ ต้องผ่านการตรวจสอบสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะสิ่งตกค้างในดินและน้ำ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญขององค์กรที่จะทำการรับรองจะต้องมีการเก็บข้อมูลการปฏิบัติงานเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างละเอียดต่อเนื่องในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การดูแลพืช การควบคุมศัตรูพืชและเชื้อโรคต่างๆ วิธีการแปรรูปผลผลิต การจัดการของเสียอันเนื่องมาจากกระบวนการผลิตและแปรรูป แม้กระทั่งการคั่วเพื่อจัดจำหน่ายก็ต้องมีหลักฐานยืนยันเพื่อให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบ

 

Galapagos Coffee

 

        แม้กระบวนการต่างๆ ที่กล่าวมานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อเปรียบเทียบกับไร่กาแฟอื่นซึ่งไม่ได้ผลิตกาแฟออร์แกนิกแท้และไม่ต้องการใบรับรอง แต่การทำงานหนักและแรงกายแรงที่ใจที่ใส่ลงไปในนั้นก็มีข้อดีมหาศาลเช่นกัน เพราะข้อมูลทุกอย่างที่บันทึกไว้ในระบบสามารถนำมาต่อยอดเพื่อการพัฒนา หรือหากต้องการทำการวิจัยเกี่ยวกับกาแฟบนเกาะกาลาปากอสก็สามารถดึงข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาใช้เพื่อต่อยอดสิ่งที่ต้องการศึกษาได้ด้วยเช่นกัน

        ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือในส่วนของการตลาด พบว่าผู้บริโภคให้การสนับสนุนกาแฟซึ่งมีตราประทับเป็นกาแฟอินทรีย์จากองค์กรซึ่งเชื่อถือได้ โดยแทบไม่ได้สนใจเลยว่าราคากาแฟนั้นแพงกว่ากาแฟทั่วไปจากแหล่งเดียวกันราวๆ 20-30%  นั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคว่าพวกเขาใส่ใจคุณภาพสินค้ามากมายแค่ไหน ในขณะเดียวกันก็ต้องการสนับสนุนผู้ผลิตที่ใส่ใจรายละเอียดด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

        ความท้าทายในการจัดการไร่กาแฟเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อตัดสินใจมั่นเหมาะก็ต้องยืนหยัด พยายามดำเนินการในทิศทางซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเริ่มแรกนั้น เช่น การกำจัดวัชพืชนั้นใช้แรงงานคนตัดหญ้า ซึ่งกินเวลามากกว่า ค่าจ้างคนงานบนเกาะปกติก็แพงกว่าอยู่แล้ว แต่ไร่กาแฟลาวาจาวาจ่ายค่าจ้างสูงกว่าที่อื่น เพื่อรับประกันรายได้ของพวกเขา โดยหวังว่าจะเป็นแรงจูงใจหนึ่งในการทำงานด้วยกันไปนานๆ   

 

Galapagos Coffee

 

        ปัญหาอื่นๆ ที่ต้องเผชิญก็มีมากมาย แม้ในพื้นที่ห่างจากฝั่งนับพันกิโลเมตรเช่นนี้ โรคราสนิมบนใบกาแฟก็แพร่มาถึงกาลาปากอสเช่นกัน โดยเกิดการระบาดบนฝั่งทวีปก่อน แล้วจึงกระจายมายังที่นี่ในระยะ 4-5 เดือนหลังการระบาดหนักทั่วทั้งอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ทำให้ผลผลิตตกฮวบ กระทบถึงราว 30% ทางภาครัฐจึงจำเป็นต้องออกมาตรการผ่อนปรนให้นำสารเคมีมาใช้ควบคุมเชื้อรา ไร่อื่นๆ นำไปใช้เพื่อแก้ปัญหา แต่ไร่ลาวาจาวากลับยืนยันไม่ใช้วิธีนี้ โดยพยายามปลูกต้นกล้าใหม่ทดแทนต้นที่ตายไป มอดเจาะผลกาแฟ (Coffee borer disease) ก็ระบาดเช่นกัน เรียกว่าโรคอะไรแพร่กระจาย กาลาปากอสก็ประสบด้วย

        สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ คาดเดายากว่าจะเกิดอะไรขึ้นในแต่ละปี จึงตั้งรับยาก อย่างบางปีฝนตกหนักผิดปกติโดยเฉพาะช่วงที่กาแฟสุก ทำให้ผลกาแฟอมน้ำมากเกินไปจนปริแตก หรือบางปีต้องเผชิญภาวะแห้งแล้ง พวกนกหนูทั้งหลายก็พากันมากินผลกาแฟ ส่งผลต่อปริมาณผลผลิต

        เมื่อกาแฟจากแหล่งกาลาปากอสเริ่มมีชื่อเสียงก็เกิด ‘กาแฟสวม’ ทำให้ต้องมีการออกสิทธิบัตรคุ้มครอง (denomination of origin) โดยอาศัยความช่วยเหลือจากภาครัฐ ความร่วมมือของกลุ่มสหกรณ์กาแฟบนเกาะกาลาปากอส เพราะปัญหาคือกาแฟที่สวมรอยว่าเป็น Galapagos blend ขายด้วยราคาถูกกว่า (อาจใช้กาแฟกาลาปากอสในเบลนด์ดังกล่าวเพียง 5-10% เท่านั้น นอกนั้นเป็นกาแฟจากที่อื่น) เป็นการตัดราคากาแฟกาลาปากอสแท้ซึ่งมีราคาแพงกว่า

        มาตรการและความพยายามไม่ขายกาแฟสู่ภายนอก ก็มาจากแนวคิดที่ต้องการตัด ‘ค่าสิ่งแวดล้อม’ ที่เกิดขึ้นจากการขนส่ง แล้วสนับสนุนให้เกิดการบริโภคสินค้าท้องถิ่น ปัจจุบันนี้ราคาสินค้านำเข้ามาจากฝั่งถูกกว่ามาก ซึ่งก็รวมทั้งกาแฟด้วย ร้านค้าและภัตตาคาร รวมถึงเรือสำราญใช้กาแฟจากฝั่งแทบทั้งหมด แต่ความหวังไม่ริบหรี่เสียทีเดียว มีผู้ประกอบการบนเกาะบางส่วนเริ่มอุดหนุนกาแฟของกาลาปากอส นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็มักจะซื้อกาแฟคั่วแพ็กใส่ถุงทั้งที่วางจำหน่ายบนชั้นในซูเปอร์มาร์เกตและในร้านกาแฟ เพื่อนำไปเป็นของฝากของที่ระลึก

        ที่ค่อนข้างทำให้แปลกใจคือพบว่าลูกค้าซื้อกาแฟที่มีสติกเกอร์ออร์แกนิกแม้ว่าราคาจะแพงกว่าก็ตาม สมัยก่อนมีกาแฟเพียง 2-3 ยี่ห้อ แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นถึง 7-8 ยี่ห้อ เมื่อลองต่างมุมถึงข้อนี้ จะไม่รู้สึกว่ามีคู่แข่งมาแย่งตลาด แต่กลับจะเห็นว่าเป็นเรื่องดีเสียอีกที่เกิดการตื่นตัวขึ้น

 

Galapagos Coffee

 

        ไร่ลาวาจาวามีพื้นที่ประมาณ 40 เฮกตาร์ (ประมาณ 250 ไร่) ผลิตกาแฟกะลาได้ประมาณ 100-150 กระสอบต่อปี (กระสอบละ 60 กิโลกรัม) รวมทั้งรับซื้อผลกาแฟสุกแล้วมาทำการแปรรรูปเองจากไร่อีก 2 แห่งที่พิจารณาแล้วว่าใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากพอ พวกเขาปลูกกาแฟควบคู่ไปกับการฟื้นฟูป่า นำพืชดั้งเดิมมาปลูกเพิ่ม ลดจำนวนของพืชต่างถิ่นลง มีการจัดการกับของเสียหลังการเก็บเกี่ยวแปรรูปเพื่อนำไปใช้เป็นปุ๋ยและเพื่อควบคุมโรคระบาดอย่างรอบคอบ

        ประสบการณ์ที่สั่งสมทำให้เกิดการตระหนักเรียนรู้ แม้จะต้องประสบกับปัญหามากมาย แต่ด้วยความพยายามที่ใส่ลงไปอย่างอดทนนั้น เพราะรู้ว่าจะเกิดผลดีต่อทุกฝ่ายในระยะยาว

        สำหรับผู้บริโภคเอง บางทีเราอาจสนใจ ‘เทสต์โน้ต’ ของกาแฟมากกว่า นั่นไม่ผิด ดีเสียอีก เพราะหมายถึงเราใส่ใจรายละเอียดเวลาละเลียดจิบกาแฟ แต่หากเราต่างลองทบทวนและเพิ่มความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับ ‘เบื้องหลัง’ กระบวนการผลิตว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ ‘สิ่งแวดล้อม’ มากน้อยแค่ไหน กว่าต้นกาแฟเหล่านั้นจะเติบใหญ่จนกระทั่งผลิตผลซึ่งเดินทางไกลไปสู่มือคุณ เชื่อว่านอกจากกาแฟถ้วยอุ่นนั้นไม่เพียงแต่อร่อยและกระตุ้นให้ตื่น แต่บางที เราอาจจะเริ่มคิดว่าจะสามารถทำอะไรบ้างเพื่อสิ่งแวดล้อมและตอบแทนโลกใบนี้ที่เราอาศัยอยู่

 


<<ตอนที่แล้ว

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สว่าง ทองดี

นักท่องโลก (โลโซ) ด้วยจักรยาน เดินทางมาเกือบครบทุกประเทศในเอเชีย ปั่นเที่ยวหลายประเทศในยุโรป ผจญภัยนิดหน่อยในแอฟริกา ล่าสุดเพิ่งไปลุยทวีปอเมริกาใต้ แม้วัยจะเลยหลักสี่ แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะยึดไลฟ์สไตล์เดิม คือทำงาน เก็บเงิน เดินทาง เป้าหมายใหม่ขณะนี้คือหางานทำระหว่างทางเพื่อจะได้ไม่ต้องกลับเมืองไทยบ่อยๆ ล่าสุดกำลังจะเริ่มทำงานในไร่กาแฟ ณ ปานามา