The Coffee Diaries: 30 | ‘Nomad Coffee Farm’ ในที่สุดก็ถึงจุดที่มีไร่กาแฟเป็นของตัวเอง

The Coffee Diaries
13 Jan 2020
เรื่องโดย:

สว่าง ทองดี

ในที่สุด ก็มาถึงจุดที่มีไร่กาแฟเป็นของตัวเอง! โดยตั้งชื่อให้ว่า ‘Nomad Coffee Farm’ 

        สำหรับใครหลายคน กาแฟอาจเป็นแค่เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ มีกลิ่นหอม ดื่มแล้วอร่อย ทำให้ร่างกายตื่นตัว สำหรับผม ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใด มัน ‘ดึงดูด’ ผมเข้าไปในหลุมดำของการอยากรู้ในเชิงกว้างและลึกมากขึ้นเรื่อยๆ และผมเองก็ยินยอมให้ตัวเองถูกดูดลงไปอย่างไม่ได้ขัดขืนใดๆ

        ตอนที่เริ่มต้น ผมแค่ต้องการขายกาแฟเป็นงานอดิเรก ทำแบบขำๆ เพื่อเพิ่มกิจกรรมยามว่าง (จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน) พอมารู้ตัวอีกที ก็ถลำลึกลงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว คิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากปริมาณความสงสัยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กล่าวคือ เมื่อรู้อย่างหนึ่งแล้ว ก็มาค้นพบว่ายังมีสิ่งที่ไม่รู้อีกสิบอย่าง จึงทำให้ต้องสืบสาวเรียนรู้เพื่อจะขจัดข้อสงสัย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อรู้วิธีชงกาแฟก็อยากรู้ว่าเจ้าเมล็ดกาแฟนั้นแท้จริงแล้วเขาเก็บและแปรรูปกันอย่างไร การแปรรูปแต่ละอย่างมีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร จึงเจียดเวลาขึ้นดอยไปอยู่กับชาวบ้าน เรียนรู้วิธีการเก็บและแปรรูปกาแฟ 

 

Nomad Coffee Farm

 

        พอได้เรื่องนี้แล้วก็เกิดความสงสัยต่อมาว่า แล้วการคั่วกาแฟล่ะ เขาทำกันอย่างไร คั่วกันกี่ระดับ และแต่ละระดับให้รสชาติและกลิ่นแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน หนีไม่พ้นต้องไปเรียนต่อเรื่องการคั่ว แถมยังหนักหนาจนถึงขั้นซื้อเครื่องคั่วตัวเล็กมาคั่วกาแฟเอง ต่อจากนั้นก็โยงใยไปสู่เรื่องของการทำความรู้จักรายละเอียดของกาแฟสายพันธ์ุต่างๆ เช่น ทิปิก้า เบอร์บอน คาทุย คาทูร์รา พาคามาร่า เกอิชา คาติมอร์ และอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นสายพันธุ์อันยิบย่อยภายใต้กาแฟที่มีชื่อสายพันธุ์ว่าอะราบิกา ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีเอกลักษณ์ของรสชาติที่ไม่เหมือนกัน คงคล้ายมะม่วงหรือกล้วยพันธุ์โน้นนี้ที่มีความอร่อยแตกต่างกันนั่นเอง 

        กล่าวโดยสรุปก็คือ เมื่อไม่อยากคาใจก็ออกดั้นด้น สืบเสาะ หาคำตอบ แล้วค่อยๆ สั่งสมความรู้และประสบการณ์ทีละเล็กละน้อย โดยตั้งเป้าหมายประจำปีว่าด้วยการเรียนรู้กระบวนการผลิตกาแฟตั้งแต่ต้นกล้าสู่ต้นแก้ว จากต้นจนปลายทางของสายพานกาแฟ 

 

Nomad Coffee Farm

 

        สำหรับการเรียนรู้ในปีที่แล้ว ผมโฟกัสไปที่การตรวจสอบคุณภาพกาแฟ ผ่านการเข้าห้องแล็บของบริษัทกาแฟแห่งประเทศปานามาราวสามเดือนเศษ ได้ทักษะวิชามาประมาณหนึ่ง กระทั่งในที่สุดปีนี้ตัดสินใจซื้อที่ดินบนดอยเพื่อทำไร่กาแฟ เท่ากับว่าเป็นการประเดิมปีใหม่ด้วยการผันตัวเองมาสู่สถานะเกษตรกรผู้ผลิตกาแฟ 

        เรื่องของเรื่องก็คือ ความอยากปลูกและทำไร่กาแฟเริ่มฟูมฟักขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ในระหว่างที่จากเมืองไทยไปออกเดินทางไกลในทวีปอเมริกาใต้หนึ่งปีเต็ม ซึ่งความรู้สึกนี้ค่อยๆ ก่อตัวและเพิ่มระดับความต้องการมากขึ้นทีละเล็กละน้อย เมื่อกลับมาเมืองไทยจึงเริ่มมองหาที่ทาง ขึ้นดอยโน้นนี้ ดูความเหมาะสมของทั้งพื้นที่และราคาที่สู้ไหว ค่อยๆ คิดพิจารณาอย่างไม่เร่งรัดตัวเอง ด้วยเข้าใจว่าเมื่อเวลามาถึงก็จะได้เอง ไม่อยากบุ่มบ่าม และก็ไม่รู้จะรีบร้อนไปทำไม แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้นั่งนอนรอให้กาแฟตกลงมาจากฟ้าเช่นกัน 

        จนมาถึงช่วงใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวกาแฟเมื่อปลายปีที่แล้ว ผมขึ้นไปหมู่บ้านขุนลาวเพราะติดต่อป้าผู้เป็นเจ้าของไร่กาแฟเพื่อขอซื้อเชอรี (ผลกาแฟสุก) ซึ่งเราพอจะรู้จักกันอยู่บ้างจากการที่ผมเคยอุดหนุนกาแฟกะลา (กาแฟแห้งพร้อมเปลือกชั้นใน) ของป้าเขามาก่อน ป้าเคยเล่าถึงเรื่องราวชีวิตของชาวบ้านบางครอบครัวที่ไม่สามารถดูแลไร่กาแฟของตนเองได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกินกำลัง ทั้งนี้เพราะลูกหลานรุ่นใหม่พากันร่ำเรียน เมื่อจบมาก็เลือกทำงานในเมือง ส่งผลให้แรงงานภาคเกษตรขาดแคลน

 

Nomad Coffee Farm

 

        ผมจึงใช้โอกาสนี้สำรวจพื้นที่เพาะปลูก ทั้งวัดความสูงจากระดับน้ำทะเล ดูทิศที่พื้นที่หันเข้าหาแดดว่าเป็นแดดเช้าหรือบ่าย ร่มเงา พันธุ์กาแฟที่ปลูกอยู่แล้ว และพื้นที่ว่างที่สามารถปลูกเพิ่ม ดูคุณภาพของดินคร่าว เช่น ความเป็นกรดด่าง ความชื้นในดิน เป็นต้น จนกระทั่งในที่สุดก็ตกปากรับคำกับทางเจ้าของไร่กาแฟว่าจะรับช่วงดูแลต่อให้ โดยร่วมหุ้นกับเพื่อนรุ่นพี่ในก๊วนละน้องชาย โดยตกลงกันว่าจะช่วยกันปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ให้กลับมามีสภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าต้นกาแฟที่ปลูกมาแล้วสิบกว่าปี ทว่าไม่ได้รับการตัดแต่งกิ่งหรือทำสาว (ตัดต้นตอเพื่อให้กิ่งงอกขึ้นใหม่) และที่สำคัญ สิ่งที่ตั้งใจเป็นอย่างมากก็คืออยากทำแบบไม่ใช้สารเคมีใดๆ 

        แต่ละก้าวบนถนนสายกาแฟเป็นย่างเท้าแสนเชื่องช้า อันที่จริง ด้วยระยะเวลาขนาดนี้ควรจะกลายเป็นธุรกิจใหญ่ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ทุกวันนี้ยังย่ำอย่างใจเย็น ให้เวลาตัวเอง ก้าวอย่างรอบคอบ และ ‘ทำเล็กๆ’ ตามแนวคิดที่ตนเองเชื่อ คือ ‘เล็กทว่าสวยงาม’ หรือ Small is beautiful นั่นเอง

 


<<ตอนที่แล้ว

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สว่าง ทองดี

นักท่องโลก (โลโซ) ด้วยจักรยาน เดินทางมาเกือบครบทุกประเทศในเอเชีย ปั่นเที่ยวหลายประเทศในยุโรป ผจญภัยนิดหน่อยในแอฟริกา ล่าสุดเพิ่งไปลุยทวีปอเมริกาใต้ แม้วัยจะเลยหลักสี่ แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะยึดไลฟ์สไตล์เดิม คือทำงาน เก็บเงิน เดินทาง เป้าหมายใหม่ขณะนี้คือหางานทำระหว่างทางเพื่อจะได้ไม่ต้องกลับเมืองไทยบ่อยๆ ล่าสุดกำลังจะเริ่มทำงานในไร่กาแฟ ณ ปานามา