Planet of the Plastic: เมื่อโลกกำลังจะจมอยู่ใต้กองขยะ ช่องทางการจัดการขยะจึงต้องเกิดขึ้น

Feature
13 Aug 2019
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล, ภาสกร ธวัชธาตรี

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2526 หรือ 20 กว่าปีก่อน กรุงเทพฯ ถูกจัดอันดับ 1 ใน 5 เมืองที่สกปรกที่สุดในโลก นั่นทำให้เกิดแคมเปญ ‘ตาวิเศษ’ การรณรงค์เรื่องความสะอาดของบ้านเมืองด้วยการทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง โดยมีเนื้อร้องที่ท่องได้จนขึ้นใจว่า ‘อ๊ะ อ๊ะ อย่าทิ้งขยะ ตาวิเศษเห็นนะ ทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง’ ในปี พ.ศ. 2527 ซึ่งใช้เวลานานพอสมควรกว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จ และก็ค่อยๆ ถูกลืมไปในเวลาต่อมา

     แต่เพราะโครงการตาวิเศษ จึงเกิดคำว่า ‘รีไซเคิล’ ที่เราคุ้นเคย แต่อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจกระบวนการรีไซเคิล ยังมองภาพปลายทางของขยะไม่ค่อยออก และเริ่มไม่แน่ใจว่าขยะนั้นผ่านกระบวนการจัดการอย่างถูกต้องมากน้อยแค่ไหน ท่ามกลางคำถามมากมาย ทุกวันนี้เรายังคงต้องร่วมมือกันค้นหาคำตอบ พร้อมทั้งไม่หยุดที่จะสื่อสารเรื่องการคัดแยกขยะให้ถูกต้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปพร้อมกับการลงมือทำ เพื่อสักวันหนึ่งการคัดแยกขยะและการตระหนักถึงผลเสียของขยะจะซึมซับเข้าไปถึงวิถีชีวิต ต่อให้ต้องใช้เวลายาวนานเป็นสิบๆ ปี เราก็คงยังต้องทำ แล้ววันหนึ่งในอนาคตอาจจะเห็นผลในรุ่นลูกรุ่นหลาน

     จากอุโมงค์แห่งคำถามที่เต็มไปด้วยขยะ เราก็ยังคงเห็นแสงที่ค่อยๆ สว่างขึ้น แสงนั้นก็คือกลุ่มคนตัวเล็กๆ ทั้งหลายที่มีเป้าหมายให้ผู้คนมีวินัยในการคัดแยกขยะด้วยวิธีการที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น ‘แพร์’ – ปภาวี พงศ์ธนาวรานนท์ หนึ่งในเจ้าของร้าน Reffiill Station ปั๊มน้ำยา, ‘ตู้’ – อนน เชาวกุล เจ้าของตู้ขยะแลกเงิน Refun Machine และ ‘แหม่ม’ – มยุรี อรุณวานนท์ ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร GEPP แอพพลิเคชันเก็บขยะที่มีรถเก็บขยะไปเก็บจริงถึงหน้าบ้าน

 

ขยะ

อนน เชาวกุล 

ผู้คิดค้นตู้ขยะแลกเงิน Refun Machine จากขวดพลาสติก

 

 

เข้าใจคำว่ารีไซเคิลกันอีกครั้ง

     จากข้อมูลโดยกรมควบคุมมลพิษ พบว่าคนไทยทิ้งขยะรวมกันกว่า 27 ล้านตันต่อปี ปริมาณนี้มากเท่ากับช้างโตเต็มวัยถึง 5.56 ล้านตัว ซึ่งเฉลี่ยแล้วคนหนึ่งคนทำให้ขยะเกิดมากถึง 1.15 กิโลกรัมต่อวัน และยังมีขยะที่กำจัดไม่ถูกต้องอีกกว่า 7.36 ล้านตัน สาเหตุที่ทำให้มีขยะมากขนาดนี้ก็เพราะว่าจำนวนคนเพิ่มมากขึ้น ชุมชนเมืองขยายตัว มาจากการท่องเที่ยวและการบริโภคที่มากขึ้น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ1

     “เมื่อขยะเกิดขึ้น และเมื่อเราใช้แล้ว ก็ต้องรู้จักการนำกลับมาใช้อีก ไอเดียรีไซเคิลจึงได้เกิดขึ้น” อนน เจ้าของ Refun Machine ได้เริ่มต้นเล่าถึงความสำคัญของการจัดการขยะด้วยการรีไซเคิล “เพราะปัญหาของขยะทุกวันนี้อยู่ที่การจัดการขยะ บ้านเราเอาไปลงหลุมฝังกลบ นี่ไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่เป็นการย้ายปัญหาไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งคนก็มองว่า หากทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะไม่มีที่ทิ้งขยะ ใช้เตาเผาขยะเพื่อนำไปเป็นพลังงานก็มีมูลค่าสูง การรีไซเคิลจึงเข้าท่าและน่าจะยั่งยืนกว่าในอีก 30-40 ปีข้างหน้า” 

     แต่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจคำว่ารีไซเคิลได้เท่ากันหมด และทำได้เหมือนกันทุกพื้นที่ ซึ่งเขาได้เล่าให้เราฟังว่า ในฐานะที่เป็นคนทำเรื่องรีไซเคิลอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี แต่ก่อนหน้านี้เขาก็อยู่กรุงเทพฯ เขาเห็นถึงพฤติกรรมการรีไซเคิลของคนเมืองที่ยังมีปัญหาอยู่

     “เราเห็นว่าปลายทางของคนเมืองกับคนต่างจังหวัดต่างก็มีรถเก็บขยะหรือซาเล้งมารับซื้อขวดพลาสติกเหมือนกัน ต่างกันตรงที่คนต่างจังหวัดมีพื้นที่ให้แยกขยะ มีเวลาให้คัดแยก หลายบ้านมีรถกระบะ สามารถขนขยะที่แยกแล้วไปโรงรับซื้อขยะด้วยตัวเองได้ และรถก็ไม่ติด ไม่เหมือนในเมืองที่คนส่วนใหญ่อยู่คอนโดฯ ใช้รถยนต์ และการจราจรก็ติดขัด ทำให้การเคลื่อนย้ายขยะทำได้ยาก”

 

     เขายังบอกอีกว่า ส่วนใหญ่ที่ดูเหมือนคนต่างจังหวัดจะเข้าใจและคัดแยกขยะได้คล่อง นั่นเป็นเพราะมันขายได้ เมื่อขายครั้งแรก มีซาเล้งที่รู้จักกันหรือบอกต่อๆ กันมาว่าพลาสติกแบบไหนขายได้บ้าง ขวดแบบไหนขายได้ราคาดี บวกกับพื้นที่บ้านต่างจังหวัด โดยเฉพาะในชุมชนเล็กๆ มีที่ให้เก็บขยะที่แยก และยังมีเวลามากพอประมาณในการมานั่งคัดแยกขยะ

     “ตรงข้ามกับคนเมือง รู้ว่าขยะต้องรีไซเคิล ต้องแยกขยะ ต้องช่วยกันดูแลโลก แต่กลับไม่รู้ว่าแยกแล้วจะจัดการอย่างไรต่อ” ซึ่งความเป็นจริงเขายังบอกกับเราว่า ที่ต่างจังหวัดก็ไม่ได้รู้ไปทุกคน แต่ละบ้านในต่างจังหวัดจะมีการแยกขยะกันหลายหลังคาเรือน แต่ก็มีอีกหลายหลังก็ไม่แยก และไม่มีการจัดการขยะด้วยซ้ำ รวมทั้งจัดการขยะอย่างผิดวิธีด้วย เรียกว่ามีทุกรูปแบบ แต่สุดท้ายก็ต้องมีวิธีการจัดการให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ แต่ละชุมชน ไม่ว่าจะเป็นต่างจังหวัดหรือในเมือง

     ต่อให้เป็นคนที่ไหน มีความรู้มากน้อยแค่ไหน จะสร้างขยะมากหรือน้อยก็ตาม เขาก็มีความเชื่อมั่นสุดใจว่า “ทุกคนควรได้อยู่ในโลกมีทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและมีที่จัดการขยะที่ดี และจะเกิดขึ้นได้หากทุกคนร่วมมือกัน”

 

ขยะ

 

แยกขยะง่ายๆ ด้วยตะกร้า 4 ใบ

     การคัดแยกขยะด้วยตะกร้า 4 สี เป็นวิธีที่ง่ายสำหรับผู้เริ่มต้นในการคัดแยกขยะภายในบ้านของตัวเอง โดยกำหนดลักษณะของขยะตามสีต่างๆ ดังนี้

     1. ขยะย่อยสลายได้ (สีเขียว) เช่น เศษอาหาร เศษผัก เปลือกผลไม้ ของใช้แล้วทิ้งจากเครื่องดื่มต่างๆ เช่น ชานมไข่มุกที่เหลือทิ้ง กากกาแฟ หรือใบชาที่นอนอยู่ก้นแก้ว เป็นต้น

     2. ขยะทั่วไป (สีน้ำเงิน) สำหรับขยะที่รีไซเคิลไม่ได้ เช่น กล่องโฟม ถุงพลาสติก ถุงขนม ถาดรองอาหาร กระดาษชำระ ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ผ้าอนามัยใช้แล้ว ตะเกียบไม้แบบใช้แล้วทิ้ง

     3. ขยะรีไซเคิล (สีเหลือง) กระดาษลัง กระดาษที่พิมพ์แล้ว กล่องนม โลหะ ขวดพลาสติกใส PET แก้ว ทองแดง

     4. ขยะอันตราย (สีแดง) ขยะที่มีสารอันตราย เช่น ถ่านไฟฉาย เครื่องใช้ไฟฟ้า กระป๋องสเปรย์ แบตเตอรี่มือถือ ตลับหมึกเครื่องพิมพ์

 

ขยะ

ปภาวี พงศ์ธนาวรานนท์

หนึ่งในเจ้าของร้าน Reffiill Station ปั๊มน้ำยาที่ให้เอาขวดไปเติมเองได้

 

 

การคัดแยะขยะทางออกที่ดีที่สุด

     ปัญหาขยะที่ยังคงคาราคาซังส่วนใหญ่ล้วนมาจากพลาสติก ที่หลายคนมองว่าคือวายร้าย เป็นต้นตอของการทำลายสิ่งแวดล้อม แต่สำหรับปภาวี เธอกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น “พลาสติกคือฮีโร่ของพ่อค้าแม่ค้า บ้านเราดันมีฮีโร่มากเกินความจำเป็น จนอาจถูกมองเป็นวายร้าย แต่เรากลับคิดตรงกันข้าม พลาสติกไม่ใช่ตัวร้าย ตราบใดก็ตามที่มันถูกใช้ซ้ำอยู่เรื่อยๆ หรือถูกแยกเป็นขยะให้ชัดเจน” 

     สิ่งนี้ฟังดูง่ายแต่กลับทำได้ยาก ในขณะที่หลายๆ ประเทศทำจนเป็นเรื่องปกติ เช่น การปฏิเสธถุงพลาสติกหรือไม่ใช้เลย เธอเล่าถึงลูกค้าชาวสวีเดนที่มาใช้บริการในร้าน Reffiill Station ให้ฟังว่า เขาเพิ่งมารู้ว่าปัญหาขยะกลายเป็นปัญหาระดับโลก เพราะที่บ้านเขาไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เขาเพิ่งรู้ว่าการคัดแยกขยะในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องปกติที่ควรทำ

     หรืออย่างในเมืองเอสกิลส์ทูนา หนึ่งในผู้นำด้านการจัดการขยะระดับโลก เขาให้ความรู้และการลงมือปฏิบัติเรื่องการคัดแยกขยะและการรีไซเคิลกับเด็กเล็ก ส่วนวันเด็กแห่งชาติคือวันที่เด็กๆ รวมตัวกันเพื่อเก็บขยะและทำความสะอาดเมือง ส่วนคุณครูก็ต้องได้รับการอบรมเรื่องนี้เป็นพิเศษ แถมยังต้องทำโครงการเกี่ยวกับขยะมาใช้ในโรงเรียน ในขณะที่ทางหน่วยงานของเมืองก็ได้ติดตั้งสถานีรีไซเคิลให้อยู่ในระยะไม่เกิน 300 เมตรจากแหล่งที่อยู่อาศัย เป็นต้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ประเทศสวีเดนกลายเป็นผู้นำเข้าขยะอันดับโลกต้นๆ ของโลก เพราะขยะที่จะนำมาใช้เป็นพลังงานเกือบจะเท่ากับศูนย์2

 

 

ขยะ

 

‘ธนาคารขยะ’ ช่องทางจัดการขยะที่เห็นผลอย่างยั่งยืน

     อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าระบบการจัดการขยะที่ต่างประเทศเท่านั้นที่ดีต่อใจ ในประเทศไทยเราก็มีหลากหลายหน่วยงานที่นำระบบการจัดการขยะมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างทางด้านจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งอนนได้เล่าให้ฟังว่า

     “เราทำธนาคารขยะให้กับโรงพยาบาลอุบลราชธานีมา 4-5 ปีแล้ว เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลต่างช่วยกันคัดแยกขยะ เมื่อแยกแล้วจะมีรถมารับซื้อขยะทุกวันตั้งแต่เวลา 13.00-15.00 น. ช่วงแรกๆ ก็แยกแบบเบสิก เวลาผ่านไปทุกคนเริ่มสนใจและสนุก การคัดแยกจึงค่อยๆ เข้มข้นขึ้น จนสามารถแยกขยะที่ดีได้มากยิ่งขึ้น ท้ายสุดขยะทั่วไปและขยะติดเชื้อก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ทุกอย่างต้องมีกระบวนการที่ง่ายและเหมาะกับบริบทขององค์กรด้วย ถึงจะประสบความสำเร็จในเวลาไม่ช้า”

     หนึ่งในวิธีการจัดการขยะที่ยั่งยืน คือการสื่อสารเพื่อให้คนในชุมชนช่วยกันลดปริมาณขยะและสามารถคัดแยกขยะได้จนเป็นความเคยชิน ผ่านรูปแบบของธนาคารขยะที่เห็นผลชัดเจนและยั่งยืน อย่างที่เมืองซูราบายา ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะชวา เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งประสบปัญหาขยะที่เป็นภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก โดยเฉพาะในปี 2544 เมืองนี้ได้ผลิตขยะมูลฝอยกว่า 2,000 ตันต่อวัน มีการทิ้งขยะในที่สาธารณะ ส่งผลให้ท่อระบายอุดตัน รวมทั้งการเผาขยะอย่างไม่ถูกต้อง

 

     อีกสามปีต่อมา พวกเขาจึงเริ่มจัดการขยะด้วยสองแนวทางหลัก คือการจัดการขยะอย่างยั่งยืนด้วยการลดขยะผ่านการคัดแยกขยะ และส่งเสริมให้คนในเมืองเกิดความภาคภูมิใจจนนำขยะกลับมาใช้ได้อีกครั้ง

     พวกเขาเริ่มต้นลดขยะด้วยการร่วมมือกับสมาคมสหกรณ์เทคโนโลยีนานาชาติคิตะคิวชูของญี่ปุ่น นำเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้กลายเป็นปุ๋ยหมัก และอีกห้าปีต่อมา เมืองนี้สามารถทำปุ๋ยหมักได้กว่า 19,000 ตะกร้า มีศูนย์ปุ๋ยหมักกระจายตัวอยู่ทั่วเมืองถึง 14 แห่ง และมีธนาคารขยะอีกกว่า 180 แห่ง

     ทุกอย่างได้รับความร่วมมือจากชาวเมือง พวกเขาได้เรียนรู้การใช้ประโยชน์จากขยะด้วยการรีไซเคิลและเข้าใจวิธีคัดแยกขยะอินทรีย์ พร้อมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย พร้อมโปรโมชันจูงใจที่หลากหลาย จนท้ายสุดชาวเมืองรู้สึกภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของการลดขยะ พร้อมๆ ทั้งสร้างรายได้จากการขายขยะรีไซเคิล ส่งผลให้ในปัจจุบันแทบจะไม่มีการทิ้งขยะบนถนนอีกเลย3

 

garbage

มยุรี อรุณวานนท์

ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร GEPP แอพพลิเคชันเก็บขยะที่มีรถเก็บขยะไปเก็บจริงถึงหน้าบ้าน

 

 

ปรับพฤติกรรมการทิ้งขยะเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้

     เมื่อการคัดแยกขยะเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ แต่ทว่าหลายคนอาจจะยังไม่คุ้นชิน

     “ลองพกหลอด ช้อน แก้วน้ำเองก่อนก็ได้ หรือนำภาชนะมาใส่ของใช้หรือวัตถุดิบต่างๆ อย่างที่เราตั้งใจอยากให้ทุกคนได้ลองเปลี่ยนแนวทาง หรือจะนำกลับมาใช้ซ้ำก็ได้” ปภาวีเสนอทางเลือกแบบที่ทำได้ง่ายที่สุดด้วยการไม่เพิ่มขยะ

     แต่ก็เข้าใจว่าวิธีการดังกล่าวเป็นเรื่องของวัยด้วย อย่างอาม่าของเธอชอบใช้กล่องโฟม แต่หลังจากใช้เสร็จจะนำไปล้างให้สะอาดและนำกลับมาใช้อีก ถุงพลาสติกก็เช่นกัน ถึงจะไม่เคยทิ้งแต่ก็ไม่เคยปฏิเสธ หรือคนวัยทำงานชอบดื่มกาแฟ ก็จะได้รับแก้วพลาสติก แต่ใครจะไปรู้ได้ว่าเบื้องหลังเขาอาจจะแยกขยะอย่างจริงจังอยู่ “เรื่องนี้ไม่มีถูก ไม่มีผิด ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และความสะดวกรายบุคคลด้วย” เธอยืนยัน

     เพื่อให้ทุกคนในเมืองได้เข้าถึงคำว่ารีไซเคิลและการคัดแยกขยะมากขึ้น Refun Machine ตู้แลกขยะอัตโนมัติที่ใช้งานง่ายจึงได้เกิดขึ้น ซึ่งอนนอธิบายว่า “เพียงแค่นำขวดที่ใช้แล้วมาหยอดใส่ตู้ 10 ขวดเล็กได้ 1 บาท ไม่ต่างจากซาเล้งที่คิดกิโลกรัมละ 5-6 บาท แต่เรานำมาตั้งเพื่อบริการให้กับทุกคนถึงในเมือง นอกจากนี้ยังมี Refun Bank ที่เป็นเครื่องมือสำหรับทำธนาคารขยะรีไซเคิลแบบง่ายๆ”

 

     เท่านั้นยังไม่พอ ภาคเอกชนคนตัวเล็กๆ ยังคงชูมือส่งแรงกายและนวัตกรรมเพื่อลดขยะอย่าง Application GEPP เข้ามาตอบโจทย์จริตคนเมืองที่ไม่ชอบความยืดเยื้อ ต้องการความสะดวกและเข้าถึงได้ง่าย GEPP จึงหาช่องทางการจัดการขยะด้วยแอพพลิเคชัน แต่มีบริการแบบแมนวล ด้วยการส่งรถกระบะไปรับขยะที่คัดแยกแล้วถึงหน้าบ้านตามวันและเวลาที่ได้นัดหมาย พร้อมย้ำชัดๆ ว่า

     “ทุกคนเริ่มต้นได้ด้วยการแยกขยะแบบเบสิกให้ได้ทุกวัน 3 ถุงหลักๆ คือ ขยะเปียก พลาสติก และกระดาษก็พอ เพราะท้ายสุดแล้วมาถึงตอนนี้เราคงจะ ‘หยุด’ โลกร้อนไม่ได้ แต่เรา ‘ชะลอ’ ได้ เพื่ออนาคตข้างหน้าในรุ่นลูกหลานของเราจะได้โลกดีๆ กลับมา เราอยากให้มองว่าการแยกขยะเป็นเรื่องปกติที่ ‘ต้องทำ’ ไม่ใช่สิ่งที่ ‘น่าจะทำ’ อีกต่อไป” มยุรี ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร GEPP บอกกับเรา

      ทั้งหมดคือน้ำเสียงที่จริงจังของทั้งสามองค์กรสามสไตล์ในการลดขยะ พวกเขาต่างลงมือทำ เพื่อย้ำให้รู้ว่าการคัดแยกขยะที่จะช่วยรักษาโลกได้นั้นจะต้องเกิดจากสองมือของทุกคนที่ช่วยกันทำ ไม่ใช่แค่เพียงคนใดคนหนึ่ง หรือรอแต่นโยบาย และไม่ใช่แค่ผ่านคำพูดแล้วสลายหายไปแต่ขยะพลาสติกนั้นยังคงล้นทะลักเพิ่มขึ้นทุกวัน

 


ที่มา:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ

เรื่องโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN