Gorgeous Georgia: 20 วันในจอร์เจีย การกลับไปใช้ชีวิตเพื่อโฟกัส ‘ชีวิต’ จริงๆ

Feature
13 Aug 2019
เรื่องโดย:

ฆนาธร ขาวสนิท

ผมไม่ได้จดจ้องกับชีวิตมากนัก หลังจากกลับมาทำงานประจำเมื่อปีก่อน (ก่อนหน้านี้ผมใช้เวลาพักร้อนยาวนานเกือบหนึ่งปีในประเทศอินเดีย) ผมแทบไม่ได้ก้มสำรวจชีวิตตัวเอง ชีวิตที่หมายถึง ‘การใช้ชีวิตจริงๆ’ คำนึงแต่สิ่งจำเป็นของการมีลมหายใจ ปลดเปลื้องอาภรณ์อุปโลกน์ภายนอกออก วันนี้จะกินอะไร คืนนี้จะนอนที่ไหน อากาศกี่องศา ฝนจะตกหรือไม่ ควรซักผ้าดีไหม ควรใส่เสื้อผ้าแบบใด พรุ่งนี้ควรเดินทางอย่างไร ชีวิตที่มีแต่เรื่องพวกนั้น

     เกือบหนึ่งปีกว่าๆ ผมใช้ชีวิตไปกับการไล่คว้าบางอย่างที่ผมเคยตัดสินใจละทิ้งไปแล้ว คุณค่าทางการงาน, ‘ผลลัพธ์’ (outcome) หรือ productivity ที่ดูเหมือนจะเป็นคำยอดฮิตเหลือเกินในยุคนี้ บนลูปของการทำอะไรอย่างเป็นรูทีน

     นั่นอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ผมป่วย กลายเป็นโรคยอดฮิตอย่าง ‘โรคซึมเศร้า’ (Major Depressive Disorder) ซึ่งถ้าอธิบายถึงภาวะของโรคคงกินพื้นที่มากไป แต่อย่างสั้นคือผมใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างไม่มีความสุข ทำงานได้ตามความรับผิดชอบ แต่มองไม่เห็นความหมายของชีวิตอีกต่อไป ผมจึงได้เวลาหยุดพักเป็นเวลาหนึ่งเดือนด้วยมีภาวะแบบนี้เป็นหนึ่งในเหตุผล

     และแล้ว ‘จอร์เจีย’ ก็ผุดขึ้นมาในหัว ด้วยหลายปัจจัย หนึ่ง—ผมไม่ต้องเสียเวลาทำวีซ่า (จอร์เจียอนุญาตให้คนไทยเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องทำวีซ่ายาวนานถึง 365 วัน) สอง—ทัศนียภาพของประเทศจากเทือกเขาคอเคซัสที่งดงาม และสาม—ค่าครองชีพที่ไม่ได้ต่างจากกรุงเทพฯ

     การเดินทางราวๆ 20 วันในประเทศจอร์เจียของผมจึงเริ่มต้นขึ้น อย่างคร่าวๆ สิ่งที่ผมพบเห็น นอกจากทัศนียภาพทอันงดงามของประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องราวของผู้คน เช่น ครอบครัวที่พัก Airbnb ในทบิลิซิที่ให้ไวน์เราฟรีๆ สองครั้งสองครา (ครั้งที่สองเป็นไวน์แดงชั้นดี ราคาน่าจะมากพอๆ กับค่าที่พักของเราสองสามคืนรวมกัน), บทสนทนายาวนานระหว่างผมกับชายหนุ่มชาวอิตาลีที่เพิ่งลงมาจากการ hiking ในเทือกเขาแถว Svaneti 4 วัน 4 คืน, หนุ่มเนิร์ดเยอรมัน hygienic ผู้ย้ำถามเราหลายครั้งถึงผ้าปูเตียงบนรถไฟตู้นอนแบบสี่เตียงระหว่างซุกดีดี-ทบิลิซิ (เพราะเขาคิดว่าเบาะมันสกปรกเกินกว่าจะเอนตัวลงนอนได้) ผู้มากับแก๊งสาวล้วนที่น่าจะเนิร์ดพอๆ กัน, หนุ่มลูกครึ่งสิงคโปร์-ไทย ผู้พูดไทยไม่ได้ และปั่นจักรยานมาจากสิงคโปร์ผ่านประเทศต่างๆ จนถึงจอร์เจีย ก่อนเข้าทำงานพาร์ตไทม์ในบาร์ย่านเมืองเก่า (Old Tbilisi) เพื่อหาเงินเดินทางต่อ

     และเพื่อนคนนั้นเอง (ซึ่งเรายังติดต่อกันอยู่ผ่านกล่องสนทนาของเฟซบุ๊ก) ที่ได้เขียนข้อความท่อนหนึ่งบอกผมหลังจากที่ผมกลับมาแล้ว และเกิดภาวะสับสนกับตัวเองบางอย่างว่า “สำหรับความเบื่อหน่ายจากชีวิตอันเร่งรีบของนาย ผมสัมผัสมันได้ไอ้พี่ชาย การใช้ชีวิตแบบหนูถีบจักรไม่ใช่ชีวิตที่ดีที่สุด มันโอเคอยู่หรอกที่คุณโอบกอดอารมณ์ความรู้สึกนั้น และมันก็ดีเยี่ยมเช่นกันที่นายพยายามจะหนีออกจากลูปที่เป็นอยู่ จงตามหัวใจของนายไป เจ้านกน้อย! นกน้อยควรเป็นอิสระ ไม่ควรถูกจองจำอยู่ในกรงเป็นเวลานาน”

     อย่างไรก็ตาม บทความนี้เป็นแค่บทความท่องเที่ยวจอร์เจียราคาประหยัดแบบ 101 ที่หากคุณอยากค้นหาอะไรบางอย่างให้แก่ชีวิตแล้ว คุณอาจต้องเริ่มต้นเดินทางด้วยตัวเอง

 

จอร์เจีย

Tbilisi —> Kazbegi —> Kutaisi —> Svaneti – – – (Zugdidi) – – – —> Tbilisi

 

เส้นทางการเดินทาง

     เส้นทางเดินทางของผมในระยะเวลาเกือบ 20 วัน เป็นแบบนี้ ผมเริ่มต้นบินจากสุวรรณภูมิ ไปต่อเครื่องที่บาห์เรน (ใช้ระยะเวลารอเครื่องในสนามบิน 21 ชั่วโมง) ก่อนแลนดิ้งสู่เมืองหลวงของจอร์เจียอย่างทบิลิซิ และด้วยจอร์เจียเป็นประเทศแบบแนวนอน ผมจึงต้องตัดสินใจเลือกการเดินทางเพียงฝั่งใดฝั่งหนึ่ง เพื่อให้ระยะเวลาที่มีคุ้มค่าและไม่เหนื่อยล้ามากนัก

 

สิ่งที่ควรรู้ และเครื่องมือจำเป็นในการเดินทาง

     1. Bolt: เป็นแอพพลิเคชันเรียกแท็กซี่เหมือน Grab หรือ Uber ที่ช่วยคุณได้ในเรื่องการโก่งราคาของแท็กซี่ทั่วไป

     2. การแลกเงิน: แนะนำให้แลกเงินเป็นดอลลาร์ฯ ก่อนจะไปแลกเป็นลารี (Lari) ในตัวเมืองทบิลิซิ ไม่ควรแลกที่สนามบินเพราะเรตราคาที่ได้จะต่ำมาก ย่านที่แนะนำให้แลกคือย่านรถไฟฟ้าใต้ดิน 300 Aragveli ซึ่งดูจะเป็นย่านที่มีร้านแลกเงินเยอะที่สุด และเรตราคาดีที่สุด (เรตที่ดีที่สุดที่ผมแลกได้ตอนนั้นคือ 2.940 ต่อ 1 ดอลลาร์ฯ)

     3. ผู้คน: ทุกประเทศมีทั้งคนที่หวังจะหาผลประโยชน์จากความไม่ประสีประสาของเราและคนที่อยากช่วยเหลือเราอย่างเต็มใจ ข้อสำคัญที่ควรรู้คือคนส่วนใหญ่ในประเทศจอร์เจียใช้ภาษาอังกฤษไม่คล่องนัก แต่ภาษามือซึ่งเป็นภาษาสากลก็ยังพอทำให้คุณรอดพ้นสถานการณ์ยากลำบากได้

 

การโดยสาร

     1. City Bus/Metro: ค่าเดินทางรถสาธารณะอย่างรถเมล์และรถไฟฟ้าใต้ดินในเมืองทบิลิซิคิดราคาเท่ากันคือ 0.50 ลารี ไม่ว่าจะเดินทางใกล้หรือไกลแค่ไหน สำหรับรถเมล์สามารถใช้เหรียญ 1 ลารี หรือ 0.50 ลารี หยอดได้ที่เครื่องซื้อตั๋วอัตโนมัติบนรถเมล์เลย หรือคุณสามารถซื้อบัตร AU+MS ในราคา 2 ลารี และเติมเงินท็อปอัพตามแต่ใจต้องการได้ในทุกสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งบัตรชนิดนี้ใช้ได้ทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้าใต้ดิน 

     2. Mashrutka: รถตู้ที่เรียกว่า mashrutka วิ่งระหว่างเมืองในราคาประหยัด โดยในเมืองหลวงอย่างทบิลิซิ คุณสามารถขึ้นรถได้ที่สถานีขนส่งคล้ายหมอชิตบ้านเราแถวตลาดหลังสถานีรถไฟใต้ดิน Didube Station (*ระวังโดนโก่งค่าโดยสาร จงเช็กอัตรากลางจากบทความรีวิวต่างๆ ดีๆ)

     3. Train: จอร์เจียมีเส้นทางรถไฟที่ค่อนข้างครอบคลุมสู่เมืองหลักๆ เช่น บาตูมี (Batumi) สามารถซื้อตั๋วล่วงหน้าได้ผ่านตู้อัตโนมัติสีส้ม ที่นอกจากจำหน่ายตั๋ว ก็ยังมีบริการหลากหลาย ทั้งการจ่ายเงิน ท็อปอัพค่าโทรศัพท์ และอื่นๆ อีกมากมาย

 

จอร์เจีย

 

Tbilisi: เมืองเก่าแก่เปี่ยมมนตร์ขลังที่ใช้เวลาท่องไปบนตรอกซอกซอยต่างๆ หลายวันก็ไม่นึกเสียดาย

     ราวกลางเดือนมิถุนายน ด้วยความมืดมนบางอย่างในชีวิตที่กำลังเจออยู่ ผมเขียนกลอนเปล่าบทหนึ่งโพสต์ในเฟซบุ๊กตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่า มันเป็นข้อความที่ทั้งเป็นส่วนตัว อ่านและทำความเข้าใจค่อนข้างยาก แต่อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เมื่อมองย้อนกลับไป มันกลับแสดงให้เห็นถึงภาวะวิกฤตของจิตใจที่กำลังพังทลาย นั่นเป็นช่วงระยะเวลาไม่นานก่อนผมจะมีโอกาสหยุดพักจากงานประจำยาวหนึ่งเดือนเต็ม…

 

ผมคือคนตาย

ไม่กี่วันต่อจากนี้ สิบปีข้างหน้า ห้าสิบปีที่กำลังเดินทางมา

ในอนาคต วันพิพากษามาถึง โลกเจอภัยพิบัติ

พี่ครับ… ผมคือคนตาย

ลูกชายพี่นั่งไทม์แมชีนย้อนกลับมาแล้ว

ผมยังมีชีวิต

เขามาทำภารกิจ

แต่สำหรับเขา ผมคือคนตาย

.

แม่ครับ… ผมตายไปแล้ว

เด็กน้อยวันนั้นสูญหาย เหลือเพียงวิญญาณบ้าใบ้สำหรับวันนี้

.

ผมคือคนตาย

ไม่กี่วันต่อจากนี้ สิบปีข้างหน้า ห้าสิบปีที่กำลังเดินทางมา 

ผมไม่เคยอยู่ในภารกิจกอบกู้มวลมนุษยชาติของหลานชายของแม่มาตั้งแต่แรก

.

เราจะไม่เจอกัน

เขาจะหนีให้ห่างจากผม

ภารกิจของเขาสำคัญที่สุด

มนุษย์ผู้ถูกทำลายใกล้สูญพันธุ์ควรหวนกลับ อารยธรรมต้องถูกกู้คืน

พาราด็อกซ์ของห้วงเวลาอาจเปลี่ยนแปลงหลายสิ่ง

และภารกิจของเขาอาจล้มเหลว

เพราะสำหรับเขา ผมคือคนตาย

.

ที่รัก… ผมคือคนตาย

เป็นความทรงจำของเมื่อวานนี้

เป็นซอมบี้ของปัจจุบัน

เป็นวิญญาณเร่ร่อนในอนาคต

.

ที่รัก… ลูกสาวของคุณย้อนกลับมาด้วย

เธอเป็นหนึ่งในทีมเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์

ทรราชต้องถูกสังหาร

มหาสมุทรต้องถูกรักษา

ผืนฟ้าต้องถูกปกป้อง

.

ที่รัก… ลูกคุณย้อนกลับมาแล้ว

แต่เราจะไม่ได้เจอกัน

ผมจะหนีให้ห่างจากเธอที่สุด

พาราด็อกซ์ของห้วงเวลาอาจผิดเพี้ยน

เพราะไม่กี่วันต่อจากนี้ สิบปีข้างหน้า ห้าสิบปีที่กำลังเดินทางมา 

ผมคือคนตาย

และไม่ว่าภารกิจของพวกเขาจะสำเร็จหรือไม่

พวกเขาก็จะยักไหล่

นั่งไทม์แมชีนกลับไป

สู่วันนี้ที่จากมา

สู่ความฝันของวันพรุ่งนี้

สู่ที่ที่พวกเขาจะเป็นคนตายของคนอีกรุ่น

.

สู่ที่ที่ผมคือคนตายมาตั้งแต่ต้น

.

ผมคือคนตาย

 

     ทว่าวันแรกในทบิลิซิเหมือนจะทำให้ผมคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง รถเมถ์สาย 37 จากสนามบิน ส่งผมใกล้ที่พักแบบ Airbnb ที่ผมจองไว้ล่วงหน้าเพียง 800 เมตร หน้าบ้านรั้วไม้แน่นหนา ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเป็นที่พักสำหรับนักเดินทาง ผมกดรหัสหน้าประตู เปิดเข้าไปในบ้าน แล้วสิ่งแรกที่จอร์เจียต้อนรับผมก็คือไวน์โฮมเมดซึ่งเจ้าของที่พักนำมาเสิร์ฟเป็นอภินันทนาการเองกับมือ — นั่นคือจุดเริ่มต้นของการกลับไปสำรวจ ‘ชีวิต’ อีกครั้ง

     (ผมใช้เวลาในทบิลิซิรวมๆ กันประมาณ 6 วัน รอบแรกเป็นแค่การพักผ่อน 2 วัน ก่อนเดินทางต่อไปยัง Kazbegi)

 

จอร์เจีย

 

Tbilisi มีอะไร?

     ‘เดิน’ : สมัยอยู่อินเดีย ในแต่ละวัน ผมเดินเป็นระยะทางมากกว่า 8 กิโลเมตร ในเมืองกลางหุบเขาชื่อดาร์จีลิง และทบิลิซิก็ได้นำผมย้อนกลับสู่การเดินอีกครั้ง การเดินที่ทำให้ผมกลับไปจดจ่อกับลมหายใจ ชีวิตสองข้างทาง และหนทางที่เรากำลังก้าวไป สู่เมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นทางข้ามผ่านระหว่างยุโรปและเอเชีย อยู่ใกล้เส้นทางการขนสินค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเส้นหนึ่งในประวัติศาสตร์อย่าง ‘เส้นทางสายไหม’ ลมหายใจของจอร์เจีย โดยเฉพาะทบิลิซิ จึงประกอบสร้างมาจากหลากหลายวัฒนธรรม ทั้งจากยุคกลาง ยุคนีโอคลาสสิก สถาปัตยกรรมแบบโบซาร์ที่มีรากมาจากศิลปะกรีก-โรมัน นูโวอาร์ต แนวทางแบบสตาลิน และศิลปะยุคใหม่

     เราสามารถเข้าสู่จุดท่องเที่ยวได้หลายทางทั้งทางรถเมล์และรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยให้ลงที่ Freedom Square หรืออีกชื่อเรียก Liberty Square ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นที่ดีในการเดินไปรอบๆ ย่านที่เรียกว่า Old Town ถนนที่ถูกปูเรียงด้วยหิน (cobbled street) จุดศูนย์กลางที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ของเมืองอันเก่าแก่แห่งนี้ ท่ามกลางสถาปัตยกรรมจากยุคที่จอร์เจียยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต หรือสถาปัตยกรรมสุดล้ำที่ถูกปลูกสร้างขึ้นมาใหม่ และร่องรอยทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่อยู่รอดผ่านการเปลี่ยนผ่านของเวลา และหากคุณรักการ hiking การเดินไต่เนินเขาเพื่อขึ้นไปชม Narikala Fortress ป้อมปราการที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 4 ในยุคสงครามของจักรวรรดิโรมัน-เปอร์เซียก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะบนเนินเขา Sololaki แห่งนั้น ยังมีอนุสาวรีย์อันยิ่งใหญ่อย่าง Mother of Georgia หรือ Kartlis Deda ที่สร้างในปี 1958 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบประวัติศาสตร์ 1,500 ปีของเมือง ตั้งตระหง่าน พร้อมทางเดินเล็กๆ ด้านหลังอันเป็นจุดที่เราสามารถเดินลงชื่นชมความงดงามของทั้งเมืองทบิลิซิได้เป็นอย่างดี

 

จอร์เจีย

จอร์เจีย

 

     ‘เดิน 2’ : Rustaveli Avenue เป็นอีกย่านที่เหมาะแก่การเดิน โดยเราสามารถนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่สถานี Rustaveli ได้เลย ถนนที่มีความยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตร จากย่าน Freedom Squre แห่งนี้ นับได้ว่าเป็นถนนสายศิลปะของทบิลิซิ แถมยังเป็นที่ตั้งของรัฐสภาจอร์เจีย ท่ามกลางสถาปัตยกรรมแบบยุโรปศตวรรษที่ 20 อย่ารีรอที่จะเข้าไปสัมผัสชีวิตที่ราวหลุดออกมาจากภาพวาดใน Georgian Museum of Fine Arts ที่เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2018 ซึ่งประดับประดาไปด้วยผลงานศิลปะมากกว่า 3,500 ชิ้น โดย 80 ศิลปินในรอบ 70 ปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นย่านศิลปะแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ตั้งของ Georgian National Opera and Ballet Theater of Tbilisi ที่มีศิลปะการแสดงสดแวะเวียนมาจัดแสดงอย่างสม่ำเสมอ

     สองข้างทางของ Rustaveli Avenue มีทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร (หากใครเบื่ออาหารจอร์เจีย บนถนนเส้นนี้มีร้านอาหารไทยที่มีคุณป้าใจดีให้บริการชื่อ Thai Curry) แถมยังเป็นสถานที่ที่มักมีขบวนประท้วงต่างๆ มาชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐบาลอีกด้วย

จอร์เจีย

จอร์เจีย

 

     ‘เดิน 3’ : Flea Market Dry Bridge ตลาดขายของมือสองที่ใหญ่ที่สุดในทบิลิซิ สินค้าคล้ายคลองถมบ้านเรา กล่าวคือเป็นประเภทของเก่าน่าสะสม ที่น่าสนใจคือชีวิตของผู้คน นักท่องเที่ยว การต่อรองราคา และการค้าขายที่ดำเนินไปในนั้น รวมถึงสินค้าต่างๆ ที่ผลิตมาตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียตรุ่งเรือง ซึ่งไม่น่าจะหาจากไหนในโลกได้ง่ายนัก

 

จอร์เจีย

จอร์เจีย

 

     ‘นั่ง’ : จาก Old Town เราสามารถเดินข้ามแม่น้ำ Mtkvari สู่สวนสาธารณะ Rike ผ่านสะพาน The Bridge of Peace สะพานแก้วที่เป็นอีกแลนด์มาร์กหนึ่งของทบิลิซิ ข้างบนนั้นคุณจะมองเห็นถนนหนทางอันสวยงามของตัวเมือง หรือถ้ายังไม่สาแก่ใจ รถเคเบิลอันมีสถานีตั้งอยู่ในสวนสาธารณะ Rike ก็สามารถนำพาคุณขึ้นไปยัง Narikala fortress และอนุสาวรีย์ Mother of Georgia จุดสูงสุดของทบิลิซิ (สามารถใช้บัตร AU+MS แทนการซื้อตั๋วได้เช่นกัน) ได้เช่นเดียวกับการเดินไต่เขา

 

     ‘เฝ้ามองและดื่มด่ำ’ : แน่นอนว่าจอร์เจียเป็นประเทศแห่งเครื่องดื่ม โดยเฉพาะไวน์ แม้ในเมืองหลวงอย่างทบิลิซิ เทียบราคากับเมืองที่ห่างไกลออกไปแล้วอาจสูงเกินไปบ้าง เช่น เบียร์สดใน Stepantsminda (Kazbegi) จะอยู่แค่ 3 ลารีต่อ 1 แก้วไพน์ แต่ในใจกลางทบิลิซิ ราคาที่ถูกสุดน่าจะตกอยู่ที่ 10 ลารี แต่คุณก็ไม่ควรพลาดโอกาสในการหาบาร์ดีๆ สักที่นั่งหย่อนใจ เฝ้ามองลมหายใจ และดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำของทบิลิซิที่ดำเนินไปในย่าน Old Town ซึ่งมีบาร์หลายประเภทให้เลือกสรรตามรสนิยมของคุณ คืนหนึ่งขณะพักอยู่ที่ทบิลิซิ ผมเลือกบาร์บนดาดฟ้าชื่อ METIS ซึ่งในสถานที่แห่งนั้นเองที่ผมได้พบกับเพื่อนชาวต่างชาติคนหนึ่ง ผู้บอกกับผมในภายหลังว่า “จงตามหัวใจของนายไป นกน้อย! นกน้อยควรเป็นอิสระ ไม่ควรถูกจองจำอยู่ในกรงเป็นเวลานาน”

 

จอร์เจีย

 

Kazbegi: ตามหัวใจสู่การไต่เขาสูงยาวนาน 12 กิโลเมตร สู่ Gergeti Trinity Church บนความสูง 2,170 เมตรเหนือน้ำทะเล

     คล้ายเป็นคำทำนายย้อนหลังของเพื่อนต่างชาติคนนั้น เพราะก่อนได้พบเขา ผมกำลังตามหัวใจของตัวเองไปสู่เมืองที่ชื่อว่า Stepantsminda เมืองเล็กๆ ใน Kazbegi National Park บนเนินเขาด้านเหนือของเทือกเขาคอเคซัส ในฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของจอร์เจีย ซึ่งเป็นเมืองยอดฮิตอีกแห่งที่นักท่องเที่ยวผู้มาจอร์เจียต้องมาสักครั้งหนึ่ง

     ส่วนการเดินทางนั้นมีรถ mashrutka ออกจากสถานี Didube ทุกๆ ชั่วโมงในราคาแค่ 10 ลารี ใช้เวลาราวๆ 3 ชั่วโมง ผ่านทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขาต่างๆ ระหว่างทาง

 

จอร์เจีย

 

Kazbegi มีอะไร?’

     ‘เดิน’ : จริงๆ แล้ว Stepantsminda และพื้นที่รอบๆ มีอะไรซ่อนอยู่มากมาย เช่น น้ำตก Gveleti ที่อยู่ห่างตัวเมืองออกไป 7 กิโลเมตร แต่สิ่งที่ผมเลือกทำในเวลา 3 คืน 4 วันที่นั่น ก็คือการซึมซับบรรยากาศของเมืองเล็กๆ จิบไวน์และเบียร์ท้องถิ่น และการ hiking สู่ Gergeti Trinity Church บนยอดเขาอันโด่งดัง เส้นทางการเดินนั้นถือว่าไม่ทรหดมากนัก แต่สำหรับคนที่สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์อย่างผมถือว่าหนักหนาพอสมควร สิ่งที่พอช่วยให้หายเหนื่อยได้บ้างคือทัศนียภาพของป่าสน ทุ่งดอกไม้ และบ้านเรือนจากมุมสูงของเทือกเขา นั่นเป็นอีกครั้งที่ผมได้สัมผัสลมหายใจของตัวเองชัดเจนขึ้นผ่านอาการหอบ รับรู้อาการตึงของน่อง และการปวดแปลบของฝ่าเท้าจากการเดินอันยาวนาน ชีวิตที่ต้องคำนึงแต่การเดินไปข้างหน้า จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ระมัดระวังทางลาดชัน และกรวดหินของหุบเขาที่เปราะบางพอๆ กับชีวิตของมนุษย์ (เพราะตอนเดินลง เราเลือกเส้นทางผิดจนเกือบพาชีวิตไปสู่เส้นแบ่งระหว่างความเป็นและตาย)

 

จอร์เจีย

จอร์เจีย

 

     ‘กิน’ : Stepantsminda เป็นที่เมืองแรกที่เราได้มีโอกาสกินอาหารจอร์เจียยอดฮิตอย่าง Shkmeruli ไก่ทอดในซอสนมสดและกระเทียม อีกอย่างที่รสชาติน่าจะถูกปากคนไทยคือ Kupati หรือไส้กรอกจอร์เจียน ที่ทำด้วยหมูบด พริกไทย และหอมหัวใหญ่ ในราคาที่แสนเป็นมิตร

 

จอร์เจีย

 

Kutaisi: เมืองสำหรับพักผ่อนจากการเดินทางเบาๆ ก่อนไปต่อยังเทือกเขา Svaneti

     คูไตซี (Kutaisi) เป็นเมืองเล็กๆ ใช้พักระหว่างทางก่อนจะเข้าสู่อีกเทือกเขาที่สูงสุดในสุดในจอร์เจียร์อย่าง Svaneti ที่เราหลงมาตามภาพอันสวยงามและบทความรีวิวภาษาอังกฤษของนักรีวิวสักคนในอินเทอร์เน็ต แน่นอน ในตัวเมืองนั้นสวยจริงตามภาพ เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปขนานแท้ แต่ก็น่าจะเปรียบได้กับทบิลิซิย่อส่วนเท่านั้น 

     การเดินทางจาก Stepantsminda รวดเดียวจนถึง Kutaisi จึงทำให้ผมคิดว่ามันอาจไม่คุ้มค่าความเหนื่อยล้านัก เพราะเราต้องนั่งรถย้อนกลับมายังสถานี Didube เมืองทบิลิซิตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนจะหา mashrutka ไปต่อในราคา 10 ลารี โดยใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง (ให้มองหาคิวรถ mashrutka ที่แปะป้ายหน้ารถว่า Batumi และถามคนขับว่าผ่านเมืองคูไตซีหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่จะใช้ถนนเส้นหลักเดียวกัน อย่าหลงเชื่อว่าการเดินทางสู่คูไตซีมีแค่การแชร์แท็กซี่ระหว่างนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่จะเรียกราคาเริ่มต้นที่ 50 ลารีเท่านั้น เพราะมันมีหนทางที่ถูกและนั่งสบายกว่าการไปเบียดกันในรถคันเล็กๆ เป็นไหนๆ)

จอร์เจีย

 

Kutaisi มีอะไร

     ‘เที่ยว’ : จริงๆ แล้วคูไตซีมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปอยู่พอสมควร ทั้งถ้ำ Prometheus และ Sataplia หรือหุบเขา Okatse และน้ำตก Kinchkha แต่ด้วยความขี้เกียจและขี้งกของผมเอง (เพราะหนทางเดียวที่จะไปได้คือการเหมารถแท็กซี่) ผมจึงตัดสินใจขอนอนพักผ่อนเล่นๆ สักสามคืนในตัวเมืองดีกว่า

 

จอร์เจีย

 

     ‘เดิน’ : การเดินทางของผมในจอร์เจียดูจะกลายเป็นทริปสำหรับการเดินไปเสียแล้ว ในตัวเมืองคูไตซีนั้นมีจุดหยุดพัก และใช้เวลาผ่อนคลายสั้นๆ อยู่ไม่น้อย เช่น Niko Berdzenishvili Kutaisi State History Museum พิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก จัดแสดงวัตถุโบราณที่ค้นพบในบริเวณรอบๆ เมือง แต่ที่แนะนำจริงๆ ก็คือการไต่เขา (อีกแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่ยากเย็นนัก) ขึ้นไปยัง Bagrati Cathedral โบสถ์นิกายออร์ธอด็อกซ์ขนาดใหญ่ ที่บนนั้นมีกำแพงพังๆ ให้ปีนเล่น และเป็นจุดชมวิวของทั้งเมืองคูไตซีที่ดีที่สุดแห่งหนึ่

 

จอร์เจีย

จอร์เจีย

 

Mestia: เมืองสงบงามกลางหุบเขาท่ามกลางยอดเขาที่สูงที่สุดในจอร์เจีย

     จากคูไตซี หลังแมคโดนัลด์สาขา Kutaisi II จะมีคิวรถ mashrutka วิ่งตรงสู่ Mestia ประมาณ 1-2 เที่ยวต่อวันในช่วงเช้าระหว่าง 8.00-9.00 น. สนนราคาที่ 25 ลารี วิ่งผ่านภูเขาและธรรมชาติอันสวยงามของเทือกเขา Svaneti สู่เมืองนาม Mestia จอดให้ผู้โดยสารลงยัง Seti Square ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง

     ผมพบเพื่อนชาวต่างชาติอีกคนที่นั่น ท่ามกลางควันบุหรี่บนระเบียงรวมหน้าห้องพัก เราแลกเปลี่ยนกันหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการ hiking ของเขา 4 วัน 4 คืน บนเทือกเขา Svaneti ศิลปวัฒนธรรมของอิตาลีดินแดนบ้านเกิดของเขา คำแนะนำของผมต่อเขาในการท่องเที่ยวในภูมิภาคอินโด-จีน รวมไปถึงเรื่องการถูกเหมารวม และตัดสินเพียงแค่รูปร่างหน้าตา “ถ้าไปฟลอเรนซ์ คนจะทักและล้อเลียนคุณว่า ไชน่า หรือไม่ก็เจแปน จงบอกพวกเขาว่า ‘ผมมาจากจากไทยแลนด์’ และผมคือพลเมืองโลกเช่นเดียวกับคุณ ผมก็เคยโดนเหมือนกัน หลายคนทักผมว่า เฮ้ย อเมริกัน แต่ไม่! ผมมันไอ้หนุ่มอิตาเลียนเว้ย”

     ย้อนคิดถึงตอนนี้ ระลึกไปถึงเทือกเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะตลอดเวลาอย่าง Svaneti วิวทิวทัศน์ชวนหยุดหายใจ ทุ่งหญ้า และซากปรักหักพังของหอคอยร้างต่างๆ รอบเมือง Mestia ละลายคำจำกัดความหรือนิยามที่ใครบางคนกำหนดให้หายไปกับธรรมชาติของโลก คำถามคือ ใช่หรือไม่ว่าเราต่างมีวิญญาณเสรีที่จะเป็นใครก็ได้ โผบินไปไกลแสนไกลแม้ร่างกายยังนั่งติดเก้าอี้ พ่นควันบุหรี่เป็นสาย นั่นเพราะเราคือโลก อย่างที่ ไมเคิล แจ็กสัน ร้องไว้ในเพลง ‘We are the World’

 

จอร์เจีย

 

Mestia มีอะไร?’

     ‘Hiking ของจริง!’ : แต่ผมไม่ได้ลอง! สารภาพตามตรงว่าผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อค้นหาความท้าทายแบบนั้น จุดประสงค์หลักที่ไปจอร์เจียก็เพื่อพักผ่อน การเดินเล่นไปมา แวะตามบาร์หรือคาเฟ่ในเมืองจึงเป็นสิ่งที่ผมเลือก แต่ก็อย่างว่า สำหรับคนที่รักในการเดิน ปีนเขา และเข้าป่า Mestia คือเมืองศูนย์กลางของการเริ่มต้นหลายๆ เส้นทาง hiking ในเทือกเขาแถบนี้ โดยมีตั้งแต่ระยะทางวันเดียวจนถึง 4-6 วัน หรือยาวนานเป็นสัปดาห์กันเลยทีเดียว

 

จอร์เจีย

 

     ‘หมู่บ้านมรดกโลก’ : Urhguli คืออีกหนึ่งหมู่บ้านที่ผมไม่ได้ไปเยือน เพราะมองจากภาพถ่ายแล้วก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจาก Stepantsminda  จะต่างกันแค่มันคือชุมชนที่ตั้งอยู่ในระดับที่สูงที่สุดของทวีปยุโรป ที่ระดับ 2,200 เมตรเหนือน้ำทะเล และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์กรยูเนสโก การเดินทางก็ไม่ได้ยากและแพงนัก กล่าวคือเราสามารถหารถมินิแวนแบบแชร์กับนักท่องเที่ยวคนอื่นได้ในย่าน Seti Square นั่นเอง

 

จอร์เจีย

จอร์เจีย

 

     ‘กินลมชมวิวของจริงบน chairlift’ : เมือง Mestia เป็นจุดหมายปลายทางของนักเล่นสกีในฤดูหิมะปกคลุม แต่ในเดือนกรกฎาคมที่ผมไปนั้นเป็นฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวเรียกว่า ‘น่ากรีน’ อย่างไรก็ตาม เราถือว่าโชคดีที่ได้ไปนั่ง chairlift หรือ skilift ที่ยังเปิดใช้งานในฤดูกาลนี้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมทัศนียภาพของยอดเขา Zuruldi

     ในวันท้ายๆ ของการอยู่ที่นี่ เราลองต่อราคาคนขับแท็กซี่เล่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะเรียกราคาเหมาเริ่มต้นถึง 50 ลารี จนได้ราคาลดลงมาเหลือแค่ 30 ลารี นั่นเองที่เราตัดสินใจนั่งรถยนต์ไปยังจุดเริ่มต้นของลิฟต์ที่ห่างจากตัวเมืองราว 8 กิโลเมตร และแน่นอน มันคุ้มค่า การได้นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่อนุญาตให้ร่างกายของเราสัมผัสอากาศเต็มๆ โดยไม่มีอะไรปิดบัง พร้อมกับเฝ้ามองภาพแบบพาโนรามาของเทือกเขาคอเคซัสคือสิ่งที่ดีงามที่สุดสำหรับการตัดสินใจครั้งนี้

 

จอร์เจีย

 

Zugdidi: สถานีรถไฟที่ละม้ายค่ายผู้อพยพ

     หนุ่มเนิร์ดชาวเยอรมันผู้ขึ้นมาในรถไฟเที่ยวขากลับสู่ทบิลิซิบอกเราว่า เขาหลงทาง เขาลงมากจาก Mestia เพื่อต่อรถไฟเที่ยวนอนที่ซุกดีดีสู่ทบิลิซิเหมือนกันกับเรา แต่ระหว่างการ hiking อยู่บนเขาแถบ Mestia เขาเล่าย้อนให้ฟังว่า เขาหลงทาง “เพื่อนผมแทนที่จะพาพวกเราขึ้นข้างบน เขากลับพาลงข้างล่าง พอถึงทางที่ควรลงข้างล่าง เพื่อนผมกลับพาเดินขึ้นข้างบน” แถมสถานที่ปลายทางที่ทีมของเขาหมายมั่นก็ไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง ภาพของทะเลสาบ Koruldi อันงดงามในภาพถ่ายที่ต้องใช้เวลาเดินยาวนานกว่า 4 ชั่วโมง กลับกลายเป็น “บ่อน้ำเน่าๆ” หากยึดตามสำนวนของเขา

 

0viNg0up

 

     รถไฟเคลื่อนตัวออกจากชานชาลาของสถานีรถไฟที่กำลังปรับปรุงจนดูราวกับค่ายผู้อพยพ จนหนึ่งในเพื่อนสาวของหนุ่มเนิร์ดต้องเอ่ยปากถามผมขณะเธอเพิ่งเดินเข้ามาในสถานีว่า “นี่มันสถานีรถไฟจริงๆ เหรอ” ผมตอบว่า ใช่ ก่อนหัวเราะ แต่เสียงหัวเราะนั้นกลับคล้ายจะเศร้าลึกอยู่ภายในขณะรถไฟออกเดินทาง ผมรู้ว่าอีกไม่กี่วัน วันหยุดของผมก็จะจบลง และเราจำนวนมากในโลกนี้ก็ล้วนแล้วแต่ไม่ต่างจากผู้อพยพ เป็นนักเดินทางผู้หลงทางอยู่เสมอ ทั้งในแง่กายภาพ และจิตวิญญาณ เราไต่เขาผิดทางลูกแล้วลูกเล่า แทนที่จะขึ้นเรากลับลง และแทนที่จะลงเรากลับทะยานขึ้น

     แต่แล้วจะเป็นอย่างไร เมื่อไม่ว่าใครก็หลงทางได้ทั้งสิ้น …ผมกำลังคิดถึงหลากหลายชีวิตของผู้คนที่นั่น ตอนนี้หนุ่มเนิร์ดและกลุ่มเพื่อนสาวของเขาผู้นั่งรถไฟมากจากเยอรมนี ผ่านโปแลนด์ และประเทศต่างๆ จนมาถึงที่นี่คงหลงทางอยู่ที่ไหนสักแห่ง เพื่อนชาวสิงคโปร์-ไทย แม้จะหาที่หลับที่นอนและที่ทำงานได้ แต่เมื่อถึงเดือนตุลาคมที่เขาจะเดินทางอีกครั้ง เขาก็คงหลงทางอีก

 

จอร์เจีย

 

     ผมก็ด้วย ขณะกำลังพิมพ์ต้นฉบับนี้ หน้าคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศ a day BULLETIN แอร์เย็นฉ่ำ ผมก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังหลงทางอยู่หรือไม่เช่นกัน

     แต่แล้วยังไง! “จงตามหัวใจของนายไป นกน้อย! นกน้อยควรเป็นอิสระ ไม่ควรถูกจองจำอยู่ในกรงเป็นเวลานาน” ผมนึกถึงคำพูดของเพื่อนผู้ได้พานพบกันระหว่างทางอีกครั้ง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ฆนาธร ขาวสนิท

ฮิปปี้ผู้เดินทางตามเส้นทางของดวงจันทร์