เนิฟ ปาลกะวงศ์ฯ | เรียนรู้คุณค่าของชีวิตในการออกเดินทางตามหา ‘นาก’ ที่สิงคโปร์

Feature
6 Jul 2019
เรื่องโดย:

a day BULLETIN Team

คนไปสิงคโปร์ไม่ดูสิงโตพ่นน้ำเมอร์ไลออน ก็ช้อปปิ้งที่ออร์ชาร์ด ไม่ตามหาสตรีทอาร์ต ก็ไปกินข้าวมันไก่ ส่วนสิงคโปร์ครั้งที่สองในรอบเจ็ดปีของข้าพเจ้านั้นเพื่อ… ตัวนาก กิจกรรมซึ่งไม่ถูกบัญญัติไว้ในไกด์บุ๊กใดๆ เลยนี้ เกิดจากปณิธานส่วนตัวว่า “อยากเห็นนากตัวเป็นๆ ด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต”

     เนื่องจากนากในประเทศไทยเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ จึงหาดูยาก พิกัดใกล้สุดสำหรับตามหาคือ ‘สิงคโปร์’ ที่ต้องใช้คำว่าตามหา เพราะเป็นตัวนากธรรมชาติที่อาศัยแถวริมตลิ่งและแหล่งน้ำจืดต่างๆ ไม่ใช่นากสวนสัตว์ในกรงในบ่อแต่อย่างใด แม้การเข้าสวนสัตว์เป็นทางเลือกซึ่งน่าจะง่ายกว่า สะดวกกว่า แต่ข้อเสียใหญ่นอกจากค่าเข้าราคาแพงดั่งทอง (กล่าวคือคนละเกือบสองพันบาท) คือเราอยากเห็นวิถีชีวิตที่แท้จริงของน้อง ความเป็นอยู่ พฤติกรรมตอนออกหาปลา ตอนเล่นกัน ถ้าดูในสวนสัตว์คงไม่พ้นเป็นเพียงภาพจำลองเฉยๆ

     ความทาสตัวนากอันยาวนานกว่าสองปีของเราล้วนมีประสบการณ์ผ่านหน้าจอทั้งสิ้น เริ่มจากอินสตาแกรมของคุณแม่ชาวญี่ปุ่นที่เลี้ยงนากชื่อทาเคชิโยะไว้เป็นเพื่อนลูก เราเฝ้าส่องทุกวันจนเป็นกิจวัตร ต่อมาก็ติดตามนากอ้วนชอบกินไก่ปั้นก้อนชื่อคูจัง และเพียงไม่นานไทม์ไลน์ก็กลายเป็นช่องสัตว์โลก น้องคูจังติดคนเลี้ยงมาก ขี้เล่น พลังงานเยอะ เสียงดัง หนวกหู ร้องในทุกโหมดอารมณ์ของชีวิต พัฒนาการลำดับถัดไป เราเริ่มหาข้อมูลเพื่อทำความรู้จัก จนรู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่ชื่อ ‘นาก’ ในโลกมีมากกว่า 13 สปีชีส์ แต่ที่มนุษย์คุ้นหน้าคุ้นตามีเพียงไม่กี่พันธุ์ เช่น นากเล็กเล็บสั้นอย่างทาเคชิโยะ นากใหญ่ขนเรียบ (ที่อยู่ในสิงคโปร์) นากทะเลขนฟูๆ นากแอฟริกัน นากยักษ์ เป็นต้น

     ตลอดสองปี ภาคทฤษฎีแน่นประหนึ่งผู้อำนวยการศูนย์เพาะเลี้ยง เสียแต่ยังไม่เคยเจอตัวเป็นๆ จึงเป็นสาเหตุให้เราเดินทางมาสิงคโปร์ ถิ่นที่อยู่ของครอบครัวบิชัน (Bishan) เพื่อภารกิจตามหานากธรรมชาติฝูงใหญ่แห่งมารีนาเบย์ โดยอาศัยเก็บเล็กผสมน้อยข้อมูลเบื้องต้นเอาจากชมรมคนรักตัวนากแห่งสิงคโปร์ที่มีมากมาย และถามไถ่ชาวทาสบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ระบุไปในทิศเดียวกันว่า บ้านบิชันอยู่แถวอ่าวมารีนา ช่วงที่เหมาะสมคือตอนเช้าตรู่ ตั้งแต่หกโมงเช้าไม่เกินเก้าโมง และบ่ายแก่ๆ สี่โมงเย็นถึงหนึ่งทุ่มเป็นเวลาอาหาร ส่วนกลางวันที่แดดร้อน น้องๆ จะหลับอยู่ในรัง

     ครั้นเปิดกูเกิลแม็พส์ดูก็ชวนให้ชะล่าใจนัก เพราะเห็นระยะทางวนเป็นวงกลมรอบอ่าวเฉยๆ ไม่ซับซ้อน จึงไม่รู้สึกสงสัยรวมทั้งไม่ตื่นตระหนก ยกเว้นต้องตื่นเช้ามากๆ ที่เหลือก็ไม่น่าจะยากหรอก ทั้งยังวางแผนเรื่องตำแหน่งที่พักเป็นอย่างดี เลือกโรงแรมใกล้แม่น้ำสิงคโปร์เข้าไว้ หลังอ่านเจอว่าสองฝั่งแม่น้ำสิงคโปร์ก็มีครอบครัวเล็กๆ สองสามบ้าน ถ้าโชคดีอาจได้เจอง่ายๆ (อ๋อเหรอ)

     ทว่าตลอดชีวิตก็เหมือนไม่เคยจำว่า ติ่งสิ่งไหน มักไม่มีวาสนาต่อสิ่งนั้น และใดๆ ที่อ้างอิงรีวิว อาจเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของภูเขาน้ำแข็งที่หลอกตา ปัญหามันรอเราอยู่ตอนปฏิบัติต่างหาก! วัดได้จากสามวันแรกของภารกิจของเราในครั้งนี้

 

นากสิงคโปร์

 

Otter Study 101 รู้เรื่องตัวนากฉบับพื้นฐาน

     รากศัพท์ของคำว่า Otter มาจากภาษาอินโด-ยูโรเปียน กลุ่มเดียวกับคำว่า Water หมายถึงตัวที่อยู่ในน้ำ หลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่านากถือกำเนิดบนโลกนานกว่าห้าล้านปีแล้ว เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทุกทวีป ออกลูกทีละครอก ครอกละสองสามตัว ครองคู่เดียวตลอดชีวิต จับกลุ่มเป็นครอบครัวใหญ่มากกว่าฉายเดี่ยว มีลำดับชั้นทางสังคม ตัวเมียรับหน้าที่จ่าฝูง ตัวผู้คอยหาอาหารและดูแลลูกๆ นากวัยรุ่นจะเป็นทีมอนุบาลนากเด็กรุ่นต่อไป ออกหากินทั้งฝูง บ้านที่ญาติเยอะอาจมีสมาชิกมากถึงห้าสิบตัว สื่อสารกันด้วยเสียง แม้หน้าตาจะเหมือนบีเวอร์หรือแบดเจอร์จนคนเข้าใจผิดว่าชนิดเดียวกัน แต่นากก็คือนาก ที่สำคัญในความน่ารักปุกปุย นากยังถูกจัดให้เป็นสัตว์นักล่า หากินเก่งทั้งในน้ำและบนบก บางครั้งล่าเป็ด ไก่ และนกกระทาของชาวบ้านกินได้ถ้าจำเป็น

     นากแต่ละพันธุ์มีลักษณะเด่นต่างกัน ที่ปรากฏในโซเชียลฯ บ่อยๆ เรียกว่านากเล็กเล็บสั้น (Oriental Small-Clawed Otter) พันธุ์เล็กที่สุด ได้รับความนิยมเพราะไซซ์กำลังดี น่ารัก เหมือนเลี้ยงหมาผสมแมว คือตัวประมาณแมวไซซ์เขื่องๆ แต่ขี้วอแวกว่า เรียกร้องความสนใจเก่ง อ้อนเก่งพอๆ กับหมา หรือบางทีก็ยิ่งกว่าหมา น้ำหนักเมื่อโตเต็มวัยประมาณสิบกิโลกรัม มีอายุขัยราวสิบปี แต่อาจมากกว่านั้นหากถูกเลี้ยงโดยมนุษย์เช่นในศูนย์อนุรักษ์ ยาวไม่เกินหนึ่งเมตร พังผืดระหว่างนิ้วน้อย ผิดกับนากยักษ์ที่แผ่อุ้งเท้าได้ใหญ่กว่าเพื่อว่ายน้ำ

     ส่วนนากยักษ์ (Giant River Otter) เป็นนากที่ใหญ่สุดในโลก พบแถบทวีปอเมริกาใต้ บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำแพนทาเนล คนท้องถิ่นเรียกว่าฝูงหมาป่าแห่งลุ่มน้ำแอมะซอน นิสัยนักสู้ ดุดัน รักพวกพ้อง จู่โจมทีละทั้งฝูงเหมือนหมาป่า คำว่าตัวใหญ่ไล่เสือไม่ใช่แค่คำนิยาม แต่หมายถึงไล่เสือจริงๆ ความยาวตั้งแต่หัวจรดหางเกือบสองเมตรและน้ำหนักกว่าสี่สิบกิโล ทำให้นากยักษ์ที่โตเต็มวัยสามารถฆ่าจระเข้เคย์แมนซึ่งยาวกว่าตัวเองหลายเมตรได้สบาย และเคยมีคนเห็นว่านากจ่าฝูงฆ่าอนาคอนดายาวสิบเมตรตายมาแล้วเพื่อปกป้องลูกๆ แม้เสือจากัวร์ที่เป็นขาใหญ่ย่านใกล้เคียงก็ยังไม่กล้าเข้ามายุ่งในอาณาเขตของนาก

     นอกจากนี้ยังมีนากทะเล (Sea Otter) เจ้าของฉายานุ่มฟูว่า Teddy Bear Ocean หรือตุ๊กตาหมีแห่งมหาสมุทร นากน้ำเค็มสายพันธุ์ฟูๆ ขนๆ ดูนุ่มนิ่มที่ลอยน้ำไปมากลางทะเลแปซิฟิก ดำรงชีพในน้ำเป็นหลักแม้ไม่ใช่สัตว์น้ำ เพราะคล่องตัวกว่าเคลื่อนที่บนบก หางสั้น ดำน้ำได้ลึกเกือบร้อยเมตร และกลั้นหายใจได้นานถึงห้านาทีเพื่อจับปลาจับหอยกิน ฉลาด ทักษะดี รู้จักดัดแปลงของใกล้ตัวมาใช้เป็นเครื่องมือทุบเปลือกหอยก่อนกิน เช่น ก้อนหิน ข้างเรือ ขวดแก้ว บันไดเหล็ก

    เคยสงสัยว่าทำไมนากทะเลต้องชอบปั่นเหนียง ถูเนื้อตัวตลอดเวลา เรามารู้ทีหลังว่านากไม่มีชั้นไขมัน มีเพียงชั้นขนละเอียดกันน้ำซึ่งได้ชื่อว่าหนาที่สุดในโลก เพียงหนึ่งตารางนิ้วกลับอัดแน่นด้วยขนกว่าหนึ่งล้านเส้น เลยต้องซักอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจัดเรียงเส้นขนให้เป็นระเบียบ จะได้กักเก็บความอบอุ่นไว้ภายใน อีกทั้งเพื่อขจัดสิ่งสกปรกไม่ให้ขนจับกันเป็นกระจุก เดี๋ยวน้ำเข้า แต่เพราะความฟูสวยนี้เอง ช่วงปี 1740-1900 นากทะเลจึงถูกล่าอย่างหนัก เอาหนังและขนไปใช้ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า

 

นากสิงคโปร์

 

วันแรก… เจอแต่ป้าย

     ป้ายสี่เหลี่ยมสีขาว ปิดไว้ตลอดแนวถนนย่าน Garden by the Bay เตือนนักท่องเที่ยวที่มาขี่จักรยาน เดิน วิ่ง ให้ระวังตัวนากข้ามถนน รวมถึงระบุข้อพึงปฏิบัติหากเจอนากกะทันหัน เช่น อย่าให้อาหาร อย่าเข้าใกล้ ดูห่างๆ อย่าใช้แฟลชถ่ายรูป อย่าปล่อยหมาไปฟัดนาก ตอนเจอป้ายแรกๆ ก็ดีใจ แสดงว่ามาถูกแหล่ง ปรากฏว่าผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เดินจนสุดเขื่อนมารีนาก็แล้ว ซัดไปเป็นสิบป้าย ไหนล่ะตัวนาก จบวันแรกด้วยความเซ็ง และข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครเตือนมาก่อนเลยว่า อ่าวมารีนานั้นกว้างใหญ่ไพศาล ใหญ่เกินกว่าจะเดินเท้าเพื่อหาน้อง แต่อย่างน้อยก็ยังพบร่องรอยนากขึ้นมาอาบแดดตรงโคนต้นไม้อยู่บ้าง ช่างมัน กลับไปตั้งหลักก่อนยังไม่สาย

 

นากสิงคโปร์

 

วันที่สอง… เจอแต่โคโมโด

     เช้านี้ (ที่คิดเอาเอง) ว่าวางแผนเป็นอย่างดี ตื่นเช้า เฝ้าตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น เริ่มต้นแถวป้ายเมื่อวาน เดินวนเวียน เฝ้าชะเง้อมองละแวกตลิ่ง สักพักเห็นพุ่มไม้สั่นไหว ใจก็สั่นตาม ลุ้นว่าเดี๋ยวน้องนากต้องวิ่งออกมาเป็นฝูงแน่ๆ ปรากฏว่ากลายเป็นพี่ตัวกินไก่แทนจ้ะ… โคโมโดตัวใหญ่จนอยากเกิดเป็นไก่ให้พี่กินด้วยความยำเกรง ใหญ่กว่าที่เคยเจอแถวสวนลุมมาตลอดทั้งชีวิต เดินส่ายอาดๆ ลงน้ำไป สิริรวมจำนวนที่นับได้วันนี้ทั้งสิ้น แปดตัวถ้วน ไม่มีนากปนสักตัวเดียว

     พอแดดเริ่มแรงก็ต้องถอย ไว้ค่อยกลับมาใหม่เย็นๆ รอบนี้คิดว่าจะหาเช่าจักรยานเพื่อความคล่องตัว แถวนี้มีวิธีเช่าที่ง่ายมาก คือระบบ Sharing Bike ทำให้เรามีจักรยานปั่นได้โดยไม่ต้องวิ่งวุ่นหาร้านเช่า เพียงแค่โหลดแอพฯ Mobike ไว้ในโทรศัพท์ สแกนหาว่าแถวนี้มีรถพร้อมใช้ตรงไหนบ้าง เดินไปสแกนคิวอาร์โค้ดบนตัวรถ ปลดล็อกเสร็จก็ปั่นได้เลย เมื่อเลิกใช้งานก็แค่กดล็อก สักพักแอพฯ จะทำการตัดเงินจากบัตรเครดิตที่ผูกไว้ คิดราคาตามที่ใช้จริง เริ่มต้นยี่สิบนาที ยี่สิบสามบาท ก็ถือว่าแพง เหมาะสำหรับใช้ระยะสั้นๆ (อนึ่ง ระบบนี้มีในเมืองไทยเช่นกัน แต่อาจมีบริการเฉพาะบางพื้นที่)

     ชีวิตการตามหานากในเวอร์ชันมีจักรยานใช้นั้นเพลิดเพลินและง่ายขึ้นมาก แต่… ก็ไม่เจออะไรอยู่ดี

 

นากสิงคโปร์

 

วันที่สาม… เจอสตรีทอาร์ตแบบงงๆ

     ทีเวลาที่ตั้งใจหา กว่าจะเจอกันนี่ยากเย็น พอไม่ตั้งใจ เดินงงๆ มาก็เจอเฉย หมดไปอีกทั้งเช้าและบ่ายโดยไม่ได้เนื้อหาสาระใดทั้งสิ้น

     สามวันที่ผ่านมาทำให้รู้ว่าตัวนากธรรมชาติหายากกว่าที่คิด ลำพังอ่านเพจต่างๆ อาจหลงเข้าใจผิดว่าสามารถพบเจอง่ายตลอดเวลาเหมือนหมาแมว ข้อมูลที่รู้พวกนั้นเป็นเพียงแค่เรื่องพื้นฐานทั่วไป คำบอกเล่าของนักวิ่ง คนปั่นจักรยาน ชาวประมงเองก็เหมือนไม่ค่อยช่วย แถมยังบั่นทอนกำลังใจอีกเมื่อได้ยินว่าบางทีมันหายไปเป็นอาทิตย์เลยกว่าจะกลับมาใหม่ ยังไงก็ขอให้โชคดีนะ พูดแบบนี้ทุกคน ฟังแล้วน้ำตาซึม

     เมื่อด้นหาด้วยตัวเองไม่สำเร็จ เราจึงส่งข้อความส่วนตัวไปยังชมรมคนรักตัวนากของสิงคโปร์ เพจอาสาสมัครต่างๆ ที่มีหลายสำนัก แนะนำตัวเพื่อขอคำแนะนำที่ละเอียดกว่านี้ว่าเราทำผิดพลาดตรงไหนหรือเปล่า ทำไมไม่เจอเลย น่าแปลกใจที่ไม่ค่อยได้ความร่วมมือ หมายถึงส่วนใหญ่ไม่ค่อยตอบ แม้ตอบก็ตอบผ่านๆ ยกเว้นเพจชื่อ Bernard Photojournals ที่ลงรูป คลิปวิดีโอสั้นๆ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของครอบครัวนากสิงคโปร์เรื่อยๆ เป็นหนึ่งในหลายเพจที่เรากดติดตาม ทั้งยังเป็นเพียงคนเดียวซึ่งเต็มใจอธิบาย กระนั้นก็ยังเจอคำถามชวนงง

     “ผมถามได้ไหมว่าอยู่ๆ คุณจะอยากตามหาตัวนากขนาดนี้ทำไมเหรอ”

     “เราชอบนากมาก อยากเห็นตัวจริงสักครั้ง แล้วเราก็เป็นนักเขียน เลยอยากเขียนถึงเรื่องนี้ ในเมืองไทยยังมีหลายอย่างเกี่ยวกับพวกมันที่คนยังเข้าใจผิดอยู่”

     พอรู้แบบนี้ แอดมินเบอร์นาร์ดจึงเล่าว่า ความจริงเพจส่วนใหญ่ในสิงคโปร์ไม่ค่อยอยากเผยแพร่ข้อมูลเชิงละเอียดเกี่ยวกับนากต่อผู้คนทั่วไปเท่าไหร่ เกรงว่าหากมีนักท่องเที่ยวรู้มากเข้า จะเป็นการรบกวนวิถีชีวิตของมันเกินไป แม้แต่ละเจ้าจะมีจุดเริ่มต้นสร้างเพจจากความนิยมชมชอบ เอ็นดู แต่เหตุผลสำคัญของคนเหล่านี้ก็คือช่วยกันเป็นหูเป็นตา ดูแลครอบครัวที่ใกล้สูญพันธุ์ให้มีชีวิตตามธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ สงบสุขที่สุด ถ้าใครแค่เข้ามาเพื่ออยากถ่ายรูปเล่นเฉยๆ หวังโพสต์อวดเพื่อเรียกยอดไลก์ เขาก็ไม่สนับสนุน

     “ถ้าคุณสังเกตดีๆ จะเห็นว่ารูปที่ผมลงในเพจ มักเป็นมุมแคบที่ไม่ทำให้คนรู้ว่าเป็นส่วนไหนของเมือง เราอยากแบ่งปันความน่ารักนะ แต่ไม่อยากให้คนเข้าถึงตัวพวกมันง่ายเกิน”

     มิสเตอร์เบอร์นาร์ด หรือ เบอร์นาร์ด เซียห์ (Bernard Seah) คือช่างภาพสารคดีที่นำเสนอชีวิตสัตว์มากมายในสิงคโปร์ผ่านเลนส์กล้องฟูลเฟรมประจำตัว ส่วนใหญ่เน้นนากเป็นหลัก มีแนวคิดในการอนุรักษ์และปกป้องพวกมันมาตลอดระยะเวลาเกือบสิบปีที่เฝ้าศึกษา ทำอย่างไรถึงจะรื่นรมย์กับความน่ารักของเด็กๆ ได้โดยไม่เบียดเบียน และเขาผู้นี้เองที่กลายเป็นเป็นแสงแห่งธรรม นำความหวังแก่เรา หลังขอคำปรึกษาเพิ่มเติมพักใหญ่ แอดมินเพจก็ชวนขึ้นมาว่าพรุ่งนี้หกโมงเช้า สนใจออกสำรวจนากด้วยกันไหม ดูของจริงกันไปเลย บทจะเข้าถึงง่ายก็ง่ายจนตกใจ จึงตอบตกลงไวมาก

 

 

วันที่สี่… เจอตัวเป็นๆ สักที Mission Complete! 

     เมื่อคนเจ้าถิ่นให้ความรู้กับเราว่าครอบครัวบิชันแห่งอ่าวมารีนาเป็นพันธุ์นากใหญ่ขนเรียบ (Smooth-coated Otter) ปัจจุบันมีสมาชิกกว่าหกสิบตัว สลับสับเปลี่ยนแหล่งหากินไปเรื่อยๆ การแกะรอยนากต้องใช้เวลาและความใจเย็น ช่วงแรกๆ เขาเคยหาอยู่เกือบอาทิตย์แต่ไม่เจอใครเลยก็มี ถ้าหาจุดที่จะเริ่มไม่เจอก็จะบอดไปตลอด

     “การถามคนท้องถิ่นเป็นวิธีที่ดี คนตกปลา นักวิ่ง คนขี่จักรยาน แต่คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่การถามว่าเคยเจอไหม ใช่! ใครๆ ก็เคยเจอ แต่เจอเมื่อสามวันก่อนไง ดังนั้น ต้องถามว่าวันนี้คุณเจอมันหรือยังต่างหาก”

     นากย้ายตำแหน่งตลอดเวลา แต่ละวันมันสามารถเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ เพื่อหาอาหารได้ไกลถึงสี่สิบกิโลเมตรจากจุดที่นอนปัจจุบัน ดังนั้น ถ้ารู้ว่าพิกัดล่าสุดมีคนเจอตรงไหน ก็จะหาต่อง่ายขึ้น

     เราตามมิสเตอร์เบอร์นาร์ดส่องโลกไปเรื่อยๆ จุดแล้วจุดเล่า ได้รับการสอนเกี่ยวกับทักษะสำคัญสำหรับช่างภาพสารคดีสัตว์ว่าต้องช่างสังเกต จึงจะเห็นร่องรอยที่น้องทิ้งไว้ เช่น รัง (holt) นากใหญ่ขนเรียบขุดรูริมตลิ่งเพื่อทำรังได้ลึกถึงสามเมตร ต้องจมูกดี เพื่อใช้ดมกลิ่นพิสูจน์ทราบว่ามูลนาก (spraint) ที่เจอนี้สดใหม่แค่ไหน รวมทั้งต้องมีเซนส์ในการคาดคะเนทิศทาง เพื่อเดาใจให้ถูกว่านากน่าจะว่ายน้ำต่อไปทางไหนของแนวแม่น้ำ

     นากตัวแรกที่เจอในชีวิต ปรากฏบริเวณไหนของอ่าวมารีนาก็ไม่แน่ใจเพราะมืดสลัว แถมรอบๆ ยังไม่มีจุดสนใจใดทั้งสิ้น ผู้นำทางชี้ให้ดูจากที่ไกลๆ มันไกลจนต้องยกกล้องขึ้นส่องแทนมองด้วยตาเปล่า เห็นตัวยาวๆ เพรียวๆ กำลังวิ่งลงน้ำ วินาทีนั้นดีใจมาก แม้ไม่ค่อยชัดแต่ก็ดีใจ ไกด์เนวิเกเตอร์จำเป็นอธิบายว่าน่าจะเป็นนากหนุ่มที่แยกออกมาอยู่ลำพัง ยังไม่ใช่ทั้งครอบครัว บางครั้งพวกที่โตแล้วอาจแยกตัวจากฝูง

     “สิ่งที่ผมพยายามบอกทุกคนเสมอคือ เมื่อเจอนาก จงดูห่างๆ เฝ้ามอง ศึกษาพวกมันโดยไม่เข้าไปรบกวนจะดีกว่า ถ้าคุณเจอครอบครัวที่มีครบทั้งพ่อแม่ลูก พี่น้องเมื่อไหร่ จะรู้ด้วยตัวเองเลยว่านี่ล่ะความสุขที่แท้จริง ได้เห็นมันเล่นสนุกตามธรรมชาติ ไม่ใช่การเอาตัวเองเข้าไปคลุกคลีกับมันหรอก”

 

นากสิงคโปร์

นากสิงคโปร์

 

     ส่วนที่จัดเป็นความสำเร็จสูงสุดแห่งภารกิจ คือจังหวะที่เจอนากฝูงใหญ่กำลังว่ายน้ำมาขึ้นฝั่งตรงท่าเรือแห่งหนึ่ง เป็นเวลาเช้าจนแดดออกแล้ว ใกล้ๆ มีนักเรียนมัธยมกำลังซ้อมพายเรือคายักกันหลายคน มิสเตอร์เบอร์นาร์ดที่ขี่สกูตเตอร์ไฟฟ้าสำรวจแถวนั้นกวักมือเรียก พอวิ่งตามไปก็พบครอบครัวที่มีนากเด็กเล็กๆ หลายสิบชีวิตยกพลขึ้นฝั่ง พร้อมใจยกก้น ส่ายหาง ทิ้งระเบิดกันใหญ่ ส่งเสียงคุยดังลั่น นักเรียนและครูฝึกยกโทรศัพท์ถ่ายรูปรัวๆ รวมทั้งเราที่รู้สึกตายตาหลับ

     จ่าฝูงว่ายน้ำนำลูกทีมลัดเลาะริมฝั่งไปเรื่อยๆ จนถึงตลิ่งที่มีหญ้าและพื้นทราย ไกลจากท่าเรือเกือบสามกิโลเมตร ความที่นากอยู่ไม่สุข เคลื่อนไหวตลอดเวลา นักสำรวจนากจึงต้องกระตือรือร้นตามมันไปด้วย โดยคอยทิ้งระยะห่าง ระวังไม่ทำให้มันตกใจ จนในที่สุดเราก็ได้โอกาสนั่งนิ่งๆ เสียทีเมื่อเห็นว่าตัวกินปลาปักหลักอยู่บริเวณนี้นานเป็นพิเศษเพื่ออาหารเช้า

 

นากสิงคโปร์

 

     เดิมทีเราจินตนาการไม่ออกว่าอารมณ์ตอนเจอนากตัวจริงจะเป็นยังไง กระทั่งได้ส่องกล้องมองน้องห่างๆ ถึงเข้าใจในความสงบและเพลินตาเหมือนดูช่อง National Geographic ปกติเป็นคนชอบดูสารคดีสัตว์โลกอยู่แล้ว นั่นเทียบไม่ติดเลยกับตอนที่ได้มานั่งทำตัวกลมกลืนไปกับดินฟ้าอากาศเพื่อส่องด้วยสองตา เห็นนากวัยรุ่นที่ว่ายน้ำเก่งแล้วลอยคอกินปลาอยู่กลางแม่น้ำ ส่วนนากอนุบาลก็รอให้พ่อแม่คาบปลามาให้บนฝั่ง จิกกัดตบตีแย่งสัมปทานปลากันเสียงดัง ตัวที่กินอิ่มตะกายมานอนอาบแดดต่อ คลุกทรายให้ขนแห้ง ด้วยความเป็นสัตว์สุขภาพจิตดี นากรุ่นพี่จะหาเกมมาชวนน้องเล่นไม่ขาด เล่นชักเย่อใบหญ้า เล่นสไลเดอร์ที่ริมตลิ่ง ทั้งขี้เล่นและเล่นขี้ กินปุ๊บอึปั๊บ ทิ้งทุ่นเสร็จก็เอาหางตีๆ ก่อนล้มตัวลงนอนคลุก ไกด์กิตติมศักดิ์เล่าว่านี่เป็นวิธีสร้างเอกลักษณ์ประจำฝูง แสดงตัวตน ประกาศอาณาเขตด้วยกลิ่น ดูน่ารักแบบตุๆ

     “พวกลูกนากยังไม่ค่อยรู้จักคน ถ้าเราเข้าใกล้เกินไป มันอาจจะพุ่งเข้าใส่ กัดทีเรื่องใหญ่เหมือนกัน”

 

นากสิงคโปร์

 

     เราเล่าให้มิสเตอร์เบอร์นาร์ดฟังว่าในเมืองไทยช่วงหลายปีมานี้มีกระแสเลี้ยงนากตามบ้านเรือนเยอะขึ้น ทั้งที่กฎหมายก็บอกว่าเป็นสัตว์ป่าสงวน แปลว่าห้ามเลี้ยง โลกโซเชียลฯ เปิดตลาดขายกันราคาถูกๆ หาง่ายไม่ต่างกับลูกแมวลูกหมา ควบคู่กับข่าวเจ้าของเผลอทำนากตกตึกลงมาตายบ้าง แอบเอาไปปล่อยเวลามันโตบ้าง ดูแล้วสังเวชใจ ชาวสิงคโปร์ผู้รักนากสีหน้าสลดลง

     “คุณรู้ไหม การได้ลูกนากมาเลี้ยง ร้อยทั้งร้อยต้องฆ่าแม่พรากลูกทั้งนั้น ที่คนขายชอบอ้างว่าแม่มันตายเลยเอาลูกมาเลี้ยงต่อไม่ค่อยมีจริงหรอก พูดเพื่อให้คนซื้อรู้สึกผิดน้อยลงเฉยๆ คุณก็เห็นว่าฝูงนากแข็งแรงขนาดไหน แม่นากฆ่าจระเข้ตายยังได้เพื่อปกป้องลูก แต่สิ่งที่จะทำให้นากตายได้ง่ายๆ ก็มีแค่มนุษย์เราเอง ที่เห็นคนญี่ปุ่นเลี้ยงนั่นก็เป็นนากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกส่งไปขาย”

     มนุษย์เป็นได้ทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย โลกนี้มีคนที่คอยปกป้องฟูมฟัก โครงการอุปถัมภ์นากกำพร้ามีจริง แต่แนวคิด วิธีการต่างจากพวกที่ซื้อมาเป็นสัตว์เลี้ยงอย่างสิ้นเชิง อาสาสมัครจะไม่เอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับนากเกินควร พยายามสอนทักษะเอาตัวรอดเพื่อในอนาคตลูกนากจะกลับสู่แหล่งน้ำได้โดยไม่ติดมือมนุษย์ ตรงข้ามกับการเลี้ยงทั่วไป แม้จะเห็นว่ากินดีอยู่ดีจนอ้วนพี แต่นั่นเท่ากับทำร้ายมันทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นวิธีได้มาครอบครอง หรือทำลายทักษะและสัญชาตญาณที่นากควรมีด้วยการทำให้มันเป็นสัตว์เลี้ยง

     เหตุผลที่นากสิงคโปร์กลายเป็นผู้รอดชีวิตอันมหัศจรรย์ ทั้งที่ปกติแล้วการจะได้พบเห็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ขนาดนี้ ถ้าไม่บุกบั่นเข้าป่าลึกโซนอเมริกาเหนือ ก็ต้องแถบลุ่มน้ำแอมะซอนแสนห่างไกลผู้คนเท่านั้น แต่นากเหล่านี้กลับสามารถกิน นอน ดำรงชีพได้สงบสุขใจกลางเมืองที่มนุษย์พลุกพล่าน เพราะชาวสิงคโปร์พยายามร่วมมือกันอนุรักษ์ ให้ความสำคัญกับสามสิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตของนาก ประกอบด้วยหนึ่ง น้ำสะอาด ตลอดสิบกว่าปีที่สิงคโปร์ใช้มาตรการเข้มงวดเรื่องความสะอาดของแหล่งน้ำสาธารณะ สอง แหล่งอาหาร กฎหมายห้ามตกปลาในเขตสงวน ช่วยให้นากมีอาหารอุดมสมบูรณ์ และสาม จิตสำนึกที่จะช่วยกันปกป้อง ไม่ล่า ไม่ซื้อขาย

 

นากสิงคโปร์

 

     โดยส่วนตัวแล้ว ถึงเราจะชอบนากจนอดกดติดตามอินสตาแกรมเพราะความน่ารักไม่ได้ แต่ก็ไม่เคยคิดว่าวิธีเอามันมาเลี้ยงจะเป็นทางเลือกที่ถูก ความสวยงามแท้จริงคือปล่อยให้สัตว์ป่าได้ใช้สัญชาตญาณเพื่อยังชีพของมันไป ไม่พยายามเปลี่ยนหรือยัดเยียดความเป็นมนุษย์ให้ การได้นั่งดูนากแม่ลูกดำน้ำหาปลาอย่างมีชีวิตชีวาในฐานะนักล่าแห่งแม่น้ำ ย่อมรู้สึกดีกว่าเห็นมันเล่นของเล่นพลาสติกหรือกินอาหารเม็ดเป็นไหนๆ

 


เรื่องและภาพ: บุญมนัสสวัสดี ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

a day BULLETIN Team

Where the Conversations Begin: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่