จิตสำนึกสาธารณะญี่ปุ่น: การพลีชีพเพื่อชาติในมหาสงครามโลกครั้งที่สอง

Feature
25 Jul 2021
เรื่องโดย:

ปารณ ศรีสุนทร

‘ญี่ปุ่น’ คือหนึ่งในชนชาติที่มักจะได้รับการพูดถึงอยู่เนืองๆ และเป็นที่ยอมรับโดยถ้วนทั่วกันว่าเต็มเปี่ยมไปด้วย ‘จิตสำนึกสาธารณะ’ ไม่ว่าจะเป็นต่อตนเอง สังคม หรือประเทศชาติ ทว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จิตสำนึกที่คำนึงถึงสาธารณชนของคนญี่ปุ่นกลับถูกครอบงำด้วยลัทธิชาตินิยมสุดโต่ง ส่งผลต่อการกระทำที่เหี้ยมโหดมากมายตามมาหลังจากนั้น กลายเป็นบทเรียนขนานใหญ่ที่ถูกจารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์อันแสนเจ็บปวด คอยย้ำเตือนชาวญี่ปุ่นไม่ให้กลับไปกระทำผิดพลาดซ้ำอีก

        บทความตอนนี้จึงต้องการที่จะพาคุณย้อนกลับไปทบทวนช่วงเวลาในยุคมหาสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อชี้ให้เห็นถึงบริบททางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมบนหน้าประวัติศาสตร์ที่ส่งผลให้ญี่ปุ่่นกลายมาเป็นชนชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มี ‘จิตสำนึกสาธารณะแบบญี่ปุุ่่น’ ที่แม้ปัจจุบันคนทั่วโลกจะชื่นชมถึงความดีงามอย่างไรก็ตาม ในยุคหนึ่งญี่ปุ่นก็เคยเป็นแม่พิมพ์ที่บิดเบี้ยวมาก่อน จนกระทั่งก่อสงครามและสร้างความจงรักภักดีถึงขั้นสามารถพลีชีพเพื่อชาติ ทว่าหลังจากนั้นญี่ปุ่นก็ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์อันเลวร้าย และกลายมาเป็นการประกอบร่างสร้างตัวตนของคนญี่ปุ่นใหม่ในทุกวันนี้

 

ญี่ปุ่นยุคจรัสแสง

        อย่างที่ได้เล่าไปในบทความก่อนหน้า ถึงประวัติศาสตร์การก่อร่างสร้างคนและประเทศญี่ปุ่น ว่ามันย่อมไม่ได้ง่ายดายและสวยหรู กว่าจะผ่านเหตุการณ์สงครามน้อยใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในการปกครองระดับประเทศ การจัดระเบียบประชากรเป็นชนชั้นต่างๆ ด้วยอาชีพตามลัทธิขงจื๊อ ตลอดจนกระแสกดดันจากภายนอกบีบบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศทำการค้ากับนานาชาติ กลายมาเป็นมูลเหตุให้โครงสร้างระบบศักดินาปั่นป่วนภายใน ไร้เสถียรภาพจนล่มสลาย ถวายอำนาจอธิปไตยทั้งหมดทั้งมวลคืนพระจักรพรรดิ และได้นำพาประเทศก้าวเข้าสู่ยุคปฏิรูปการปกครองสมัยเมจิในปี 1868

        แน่นอนว่าไม่เพียงการเมืองการปกครองที่ได้รับการปฏิรูป ให้กลายเป็นรัฐชาติที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นจุดศูนย์กลาง แต่การต้องเผชิญหน้ากับอิทธิพลชาติตะวันตก ส่งผลให้ญี่ปุ่นพัฒนาอย่างก้าวกระโดดภายในไม่กี่ปี ทั้งในด้านอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม ผ่านการให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการศึกษาด้วยความหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นกุญแจนำพาประเทศให้ทัดเทียมกับชาติตะวันตก

        แต่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างดังกล่าว ย่อมส่งผลต่อกระบวนการภายในจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ใช้การศึกษาเป็นกลไกหล่อหลอมอุดมการณ์และความคิดของชาวญี่ปุ่น ให้รู้จักจงรักภักดีต่อพระจักรพรรดิ สำนึกคิดเรื่องจิตสาธารณะของคนญี่ปุ่นในยุคหนึ่ง จึงแน่นอนว่าย่อมไม่ใช่เพียงแค่การกระทำอะไรบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้เกิดผลดีแก่ตัวเอง และสังคมคนรอบข้าง แต่ด้วยบริบทของโลกสมัยใหม่ที่พ่วงมาด้วยลัทธิชาตินิยมนี้เอง ที่ขับเน้นให้คนชนชาติญี่ปุ่นมีสำนึกของความเป็นชาติเข้มข้นมาตั้งแต่ยุคสมัยก่อนสงคราม

        แนวคิดรัฐชาติสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญนั้น คนญี่ปุ่นไม่ได้รับเอามาเฉยๆ แต่จับผนวกเอาลัทธิจักรวรรดินิยมของชาติตะวันตกมาปรับตามให้เข้ากับความเป็นญี่ปุ่น ที่ยึดมั่นในความคิดเรื่อง ‘ประเทศมั่งคั่ง กองทัพเข้มแข็ง’ พัฒนาประเทศจนประสบความสำเร็จด้านอุตสาหกรรมและการทหาร เข้าลัทธิทหารนิยมแบบเต็มขั้น

        ความต้องการให้ประเทศทัดเทียมชาติตะวันตก ทำให้ญี่ปุ่นเริ่มดำเนินนโยบายจักรวรรดินิยมตามแบบชาติตะวันตกแต่ยังคงไว้ด้วยอุดมการณ์ของความศักดิสิทธิ์ในอำนาจจักรพรรดิ  ญี่ปุ่นเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับอังกฤษ ประเทศศัตรูที่สำคัญของรัสเซีย ซึ่งถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นที่ทำให้ได้เขยิบฐานะขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจ ยืนเคียงบ่าเคียงไหลกับชาติตะวันตก เรียกได้ว่า ‘ตัวเป็นเอเชีย แต่มีสถานภาพเป็นฝรั่ง’ กลายเป็นต้นตอของความเชื่อของญี่ปุ่นที่ว่า พวกตนมีสถานภาพสูงกว่าคนผิวเหลืองทั้งมวล

        จากการบุกรุกเข้าไปในดินแดนใกล้ๆ ที่ด้อยพัฒนากว่า อย่างเกาะริวกิว (เกาะโอกินาวะในปัจจุบัน) เกาหลี และไต้หวันซึ่งขณะนั้นเป็นของจีน เข้าร่วมสงครามจีน-ญี่ปุ่น จนได้รับชัยชนะ ต่อมาความยิ่งใหญ่อีกอย่างของญี่ปุ่นที่ได้เกิดขึ้นคือ การประสบชัยชนะอีกครั้งหนึ่งในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ทำให้คนญี่ปุ่นยิ่งมีความเชื่อมั่นในความคิดและความสามารถของตน เนื่องจากรัสเซียยุคนั้นถือได้ว่าเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่และเข้มแข็งมากในยุโรป และยังทำให้ชาวโลกได้รับรู้ว่าญี่ปุ่นมีความสนใจในดินแดนแมนจูเรียเป็นพิเศษโดยการตั้งประเทศแมนจูกัว กำจัดอำนาจอื่นที่มามีอิทธิพลเหนือเกาหลีแล้วผนวกเกาหลีในเวลาต่อมา 

        ช่วงยุคสมัยเมจินั้น สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิทรงปกครองประเทศจนนำพาประเทศให้ผ่านพ้นช่วงทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงมาได้ ถือเป็นยุคทองที่ก้าวกระโดด ตามติดด้วยความรุ่งเรืองในยุคไทโชเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนจะตามการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสมัยโชวะ 

        สมัยโชวะในทางหนึ่งเหมือนจะดูเริ่มต้นด้วยบรรยากาศแห่งความหวังจากชัยชนะในทุกด้านทั้งหลายแหล่ที่ผ่านมา แต่กระแสเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่พร้อมกันทั่วโลก เป็นเหตุให้การส่งออกของประเทศอุตสาหกรรมอย่างญี่ปุ่นลดลงฮวบฮาบ ราคาสินค้าโดยเฉพาะข้าวปลาอาหารพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทั่วประเทศ จังหวะนี้เองทำให้กลุ่มชาตินิยมสุดโต่งเริ่มขยายอิทธิพลทางความคิด โดยได้รับการสนับสนุนของรัฐบาลสมเด็จพระจักรพรรดิและกองทัพ

        ทว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆ ภายในประเทศก็ล้มเหลว จึงหาทางแก้ปัญหาโดยการขับเน้นแนวคิดบูชาวิถีแห่งนักรบ ยกระดับญี่ปุ่นให้กลายเป็นจักรวรรดิ ออกล่าอาณานิคมเพื่อหาทรัพยากรเข้ามาแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของตนเอง ด้วยแนวคิดชาตินิยมสุดโต่งที่กองทัพรู้สึกว่าตนเองมีวิญญาณยามาโตะ (จิตวิญญาณอันเก่าแก่ของชาวญี่ปุ่น) เหนือกว่าชนชาติอื่นใดในโลก ด้วยความฮึกเหิมทั้งหลาย ทำให้ญี่ปุ่นเข้าทำลายล้างชาติเพื่อนบ้านอย่างโหดเหี้ยม เช่น เหตุการณ์สังหารโหดที่เมืองนานกิง การผนวกดินแดนเกาหลีเขาเป็นสวนหนึ่งของญี่ปุน การบีบบังคับคนเกาหลีให้เป็นทหารเพื่อทําสงคราม และการบังคับหญิงชาวเกาหลีมาเป็นนางบําเรอให้แก่ทหารญี่ปุน ซึ่งถือได้ว่ากลายมาเป็นข้อขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศมาจนถึงทุกวันนี้

พลีชีพเพื่อชาติและองค์จักรพรรดิ์ในมหาสงครามโลก

        การกระทำของญี่ปุ่นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็น ‘ผู้รุกราน’ แต่ทางฝั่งญี่ปุ่นกลับนิ่งเฉย ยังคงมีความบ้าคลั่งกับสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้า โดยมองว่าประเทศอื่นอย่างชาติตะวันตกต่างหากที่เป็นภัยคุกคาม และมองว่าคนเอเชียต้องถูกปกครองโดยคนเอเชียด้วยกันเอง สู่การก่อตั้ง ‘วงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา’ เพื่อปลดปล่อยประเทศเอเชียจากการถูกปกครองจากเจ้าอาณานิคมตะวันตก ด้วยเข้าแทนที่ปกครองด้วยจักรวรรดิญี่ปุ่นเอง

        ไม่นานนักสงครามโลกครั้งที่สองก็ได้เริ่มต้นขึ้น สหรัฐอเมริกาเป็นชาติที่ดูจะไม่เกี่ยวข้องและวางทีท่าจะไม่ยุ่งกับสงครามครั้งนี้ ก็ต้องมากลับลำเพราะญี่ปุ่นใช้้น้ำมันที่ซื้อมาจากตนเข้าทำลายและยึดดินแดนเพื่อนบ้านจนถึงแหลมอินโดจีน รัฐบาลสหรัฐจึงตอบโต้โดยการจำกัดการส่งสินค้า แต่ญี่ปุ่นก็ไม่หยุดเฉย จึงเกิดกระแสต่อต้านญี่ปุ่นในหมู่คนอเมริกันมากขึ้น มีการประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เรียกร้องให้ถอนกำลัง รัฐบาลญี่ปุ่นจึงไม่พอใจและทำการสั่งโจมตีฐานทัพเพิร์ลฮาเบอร์ ที่เกาะฮาวายของสหรัฐอเมริกาโดยไม่แจ้งเตือน ทำให้ทหารอเมริกันบาดเจ็บล้มตายกันหลายพันคน และเรือรบที่ทรงอานุภาพกว่าครึ่งถูกทำลายย่อยยับ 

        สหรัฐอเมริกาจึงพยายามเสริมสร้างกองทัพขึ้นมาเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นอย่างรวดเร็วและต่อสู้กันอย่างดุเดือดเป็นเวลานานจนสร้างความสูญเสียมากมายแก่กองทัพทั้งสองฝ่าย เมืองหลวงและเมืองใหญ่ๆ ของญี่ปุ่นก็ถูกฝูงบินรบทิ้งระเบิดจนย่อยยับ แต่ญี่ปุ่นก็สู้ตายด้วยการส่งฝูงบินกามิกาเซโดยไม่ยอมแพ้แม้จะถูกทิ้งระเบิดมากเพียงไรก็ตาม นักบินหลายพันนายอาสาขับเครื่องบินพุ่งชนเป้าหมายของศัตรูปลิดชีพเพื่อองค์จักรพรรดิ ญี่ปุ่นถูกประกาศให้ยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ก็ไม่ได้ตอบรับคำขอดังกล่าว สุดท้ายก็ถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมะ และนางาซากิ

        ไม่กี่วันต่อมา จักรพรรดิได้แนะนำให้คณะรัฐมนตรีประกาศยอมจำนน โดยพระองค์ได้ประกาศยอมแพ้ผ่านทางวิทยุแก่ประชาชนญี่ปุ่นทุกหมู่เหล่าและให้ทหารปล่อยวางอาวุธลง ถือเป็นการปิดฉากลงของมหาสงครามโลกครั้งที่สอง

        เมื่อประชาชนและทหารบางส่วนได้ยินสุรเสียงประกาศลั่นว่าพ่ายแพ้จากพระจักรพรรดิ เนื่องจากถูกสอนมาตลอดว่าให้มีจิตใจเข้มแข็ง หากทำภารกิจไม่สำเร็จก็ไม่อาจทนอยู่เผชิญกับสิ่งตรงหน้าได้ ชีวิตย่อมไร้ความหมาย เหมือนโลกทั้งใบพังทลายลง จึงเลือกที่จะปลิดชีพตัวเองด้วยวิธีเซปปุกุ หรือฮาราคิริ ในขณะที่ประชาชนบางส่วนที่ไม่ได้ฆ่าตัวตาย จะรู้สึกเหมือนชีวิตไร้ค่าเหมือนตายไปแล้ว แต่ก็ต้องก้มหน้ารับชะตากรรมอย่างกล้าหาญและสู้ต่อไป


ที่มา:


ภาพ: Getty Images, Reuters Pictures

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ปารณ ศรีสุนทร

อดีตนิสิตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่กำลังเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนผ่านการพูดคุย