แล่นเรือใบ กีฬาแห่งชีวิตที่สอนให้ทุกคนบนผืนทะเลเข้าใจความหมายของการรอ

Feature
19 Sep 2018
เรื่องโดย:

ธนดิษ ศรียานงค์, พัทธมน วงษ์รัตนะ

การรอ คือสิ่งที่ง่ายที่สุดและยากที่สุดในเวลาเดียวกัน เพราะเรามาถึงภูเก็ตในวันฝนตกหนัก ซึ่งขัดกับความตั้งใจในการมาชมการแข่งขันเรือใบ Phuket Raceweek 2018 ที่จะมีในวันรุ่งขึ้นเสียเหลือเกิน หากสภาพอากาศยังเป็นแบบนี้ เห็นทีการแข่งขันอาจจะต้องถูกเลื่อนออกไปจนกระทั่งฟ้าฝนเป็นใจ

     ยิ่งเห็นภาพนักกีฬานั่งเล่นริมหาดเพื่อหวังจะออกเรือแล้ว ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า ในโลกที่มีเทคโนโลยีมากมายซึ่งทำให้เราสามารถเดินทางไปที่ต่างๆ ด้วยเวลาอันรวดเร็ว แต่ทำไมคนกลุ่มหนึ่งยังคงเชื่อมั่นที่จะใช้เรือใบเป็นยานพาหนะอันแสนเชื่องช้าและมีข้อจำกัดด้านธรรมชาติมากขนาดนี้

     คนเมืองผู้ไม่มีทักษะการรอคอยอย่างเรารีบคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตรวจสอบสภาพอากาศของวันรุ่งขึ้นทันที ส่วนบางคนมีน้ำเสียงกังวลว่าเหล่านักกีฬาจะได้ลงแข่งกันหรือไม่ แต่หากมองไปที่นักแข่งเรือใบที่มาจากหลายประเทศทั่วโลก พวกเขาก็ยังคงนั่งชิลอยู่ริมหาดด้วยสีหน้าเรียบเฉย บางคนก็นั่งจิบเบียร์เย็นๆ หรืออ่านหนังสือเล่มหนา ราวกับการเลื่อนหรือยกเลิกการแข่งขันเป็นเรื่องแสนปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ

     “เรือใบเป็นกีฬาที่สอนให้รู้จักการรอคอย”

     นักกีฬาคนหนึ่งบอกกับเราขณะที่ลมกำลังพัดอย่างรุนแรง ดูเหมือนว่าเหล่านักกีฬาจะเข้าใจกฎเกณฑ์ธรรมชาติและการรอคอยมากกว่าคนเมืองอย่างเราหลายเท่า เนื่องจากพวกเขามีชีวิตที่คุ้นเคยกับความเอาแต่ใจของแรงลมและกระแสน้ำมาเป็นเวลาหลายปี

     ในระหว่างรอให้ท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง เราจึงถือโอกาสพูดคุยกับอดีตนักกีฬาเรือใบทีมชาติไทย และสองนักแล่นเรือใบหญิงจากประเทศออสเตรเลียผู้มีโอกาสเข้ามาร่วมงานครั้งนี้ ถึงประสบการณ์การเล่นเรือใบที่เริ่มจากกีฬาและงานอดิเรก ไปสู่การค้นพบความหมายของชีวิตและธรรมชาติ ท่ามกลางเสียงคลื่น สายลม และสัตว์น้ำน้อยใหญ่ที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาทักทายในบางจังหวะเวลา ซึ่งทำให้การรอทุกวินาทีของพวกเขาล้วนมีความหมาย

 

เรือใบ

 

แรกเริ่มที่ได้รู้จักและตกหลุมรักการแล่นเรือใบ

     ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าการแล่นเรือใบครั้งแรกของโลกเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มนุษย์ได้ใช้กระแสน้ำและทิศทางลมมาเป็นเครื่องมือในการเดินทางมายาวนานกว่าหลายพันปี เช่น 1,200 ปีก่อนคริสตกาล ที่กรีซแล่นเรือกว่า 1,000 ลำ ไปทำสงครามที่กรุงทรอย หรือชาวไวกิ้งที่แล่นเรือไปยังทวีปอเมริกาเหนือเมื่อราว 1,000 กว่าปีที่แล้ว

     แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน ผู้คนได้ค้นพบวิธีการเดินทางใหม่ๆ ที่ง่ายดายและรวดเร็วขึ้น การแล่นเรือใบจึงค่อยๆ เปลี่ยนบทบาทจากพาหนะไปในการเดินทางมาสู่กีฬาและงานอดิเรกในหมู่คนที่รักกิจกรรมแนวผจญภัยและธรรมชาติ อย่างเช่น ลิน อีวานส์ (Lyn Evans) นักแล่นเรือใบหญิงอารมณ์ดีจากซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่ตกหลุมรักชีวิตท่ามกลางสายลมและเสียงคลื่นมายาวนานกว่า 40 ปี และเคยแล่นเรือจากออสเตรเลียไปยังคิวบาพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมอีก 3 คน

 

เรือใบ

 

     “ฉันเริ่มแล่นเรือใบตั้งแต่อายุ 5 ขวบ” เธอค่อยๆ เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการแล่นเรือใบสมัยยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กที่ทำเอาพวกเราหัวใจพองโตไปตามๆ กัน “มันเริ่มมาจากว่าพ่อของฉันต่อเรือเป็นงานอดิเรก แล้วเขาก็สร้างเรือลำหนึ่งให้ครอบครัว แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ป่วยหนักและจากไป โดยไม่ทันได้นำเรือลำนั้นออกไปแล่น

     “ด้วยความคิดถึงพ่อ ฉันกับแม่จึงตัดสินใจนำเรือลำนั้นออกทะเลเป็นครั้งแรก ทั้งๆ ที่พวกเราก็ไม่รู้วิธีที่ถูกต้องหรอก เราแค่ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ แต่ปรากฏว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก แล้วฉันก็ตกหลุมรักการแล่นเรือใบมาตั้งแต่วันนั้น พร้อมกับศึกษาวิธีแล่นเรือมาเรื่อยๆ”  

     คงจะไม่ผิดนัก หากพูดว่าสิ่งที่พ่อของเธอทิ้งไว้ให้ได้เปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล โดยนอกจาการเป็นนักกีฬาในรายงานแข่งขัน (Regatta) ต่างๆ แล้ว เธอยังเคยแล่นเรือใบเพื่อการผจญภัยและความเพลิดเพลินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมาแล้วด้วย

 

เรือใบ

 

ศาสตร์แห่งการแปรเปลี่ยนและการควบคุมที่ต้องผันแปรทุกขณะ

     ไม่ต่างจาก ‘ครูยอด’ – ศุภกิจ ด้วงเงิน อดีตนักกีฬาเรือใบทีมชาติ และประธานสโมสรเรือใบสมุยยอร์ชคลับ ผู้เติบโตมากับสโมสรเรือใบฐานทัพสัตหีบ จนซึมซับวัฒนธรรมและทักษะการแล่นเรือใบมาตั้งแต่เด็กๆ มีประสบการณ์การแล่นเรือใบมากว่า 25 ปี

     “ผมเห็นเพื่อนๆ ของพ่อเป็นนักแข่งเรือใบทีมชาติ ก็รู้สึกว่ามันเท่มาก ได้ไปแข่งหลายที่ จนอยากเป็นแบบเขาบ้าง” แต่แน่นอนว่าการเริ่มเล่นเรือใบช่วงแรกอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เนื่องจากเป็นกีฬาที่ควบคุมยากและใช้ทักษะหลายส่วน

     “ในช่วงเริ่มต้น เราต้องเรียนรู้จากลมและบังคับให้ได้ มือต้องควบคุมเชือกและบังคับหางเสือ ส่วนตาต้องมองเส้นทางข้างหน้า หัวสมองต้องคิดว่าเราจะปรับมันยังไงให้แล่นได้เร็วที่สุด ต้องประมวลผลหลายทาง แต่พอเล่นไปนานๆ แล้วอยากเล่นให้เก่ง ความยากมันจะเป็นที่การคำนวณลมและกระแสน้ำแทน

     “มันเป็นศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน อย่างว่ายน้ำ เราจะรู้ว่าเราว่ายในลู่ น้ำเป็นน้ำนิ่ง หรือฟุตบอลเราก็เตะกันในสเตเดียม มีข้อจำกัดชัดเจน แต่สนามแข่งขันเรือใบมันไม่ได้สร้างมาจากฝีมือมนุษย์ ต่อให้ทุ่มเงินพันล้านก็สร้างเกาะ สร้างทะเลไม่ได้ มีทั้งวันที่ลมแรงและไม่มีลม มีคลื่นใหญ่ คลื่นเล็ก ฝนตก พายุเข้า กระแสน้ำมันเปลี่ยนตลอด ทิศทางการเล่นก็ต้องปรับแต่งเสมอ ทำให้เป็นกิจกรรมที่ท้าทายและเรียนรู้ได้ไม่จบ”

     เมื่อเราเอ่ยถามว่านักกีฬาฝีมือดีอย่างครูยอดเคยเรือล่มหรือไม่ เขาก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับเน้นเสียงว่า “เคยสิ ถ้าเล่นเรือใบ ทุกคนต้องเคยเรือล่มกันมาทั้งนั้น เป็นเรื่องธรรมดามากและเป็นบทเรียนแรกที่ต้องรู้เลย เพราะนอกจากจะบังคับเรือได้แล้วเราก็ต้องกู้เรือเป็นด้วย ส่วนใหญ่ที่ล่มก็เพราะลมแรงมากจนเรือเอียงและควบคุมไม่ไหว”

 

เรือใบ

 

ชีวิตเหนือท้องทะเลและบททดสอบจากธรรมชาติ

     เรื่องราวของมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่ต้องต่อสู้กับความยิ่งใหญ่ของมหาสมุทรและธรรมชาติ ทำให้เราเผลอนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Life of Pi ที่แสดงให้เห็นถึงภัยอันตรายเกินคาดเดาของกระแสน้ำและคลื่นลม ซึ่งลินได้เล่าประสบการณ์สุดระทึกให้เราฟังว่า

     “การแล่นเรือใบก็เป็นกีฬาที่เรียกได้ว่าอันตรายมาก มีหลายครั้งที่เราออกเรือไปแล้วดันเกิดพายุ มีคลื่นลูกใหญ่ แล้วเราต้านไม่ไหวจนสุดท้ายเรือล่ม ทั้งๆ ที่เราออกจากฝั่งไปแค่นิดเดียว แต่ทุกอย่างมันมืดไปหมดจนเรามองไม่เห็นชายฝั่งด้วยซ้ำ ไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ตรงไหน แต่พออยู่กับเพื่อนๆ เราก็ช่วยกันดึงสติว่าทางนี้นะเกาะที่เรามา ค่อยๆ เซตอัพกันใหม่ แล้วแล่นกลับเข้าฝั่งให้ได้เร็วที่สุด

     “ครั้งหนึ่งเราได้แล่นเรือใบจากซิดนีย์ไปคิวบากัน 3 คน ซึ่งเป็นเวลา 6 สัปดาห์เต็มที่เราลอยอยู่แต่บนทะเลโดยไม่ได้ขึ้นฝั่งเลย มันอันตรายมาก เพราะเราคาดเดาอะไรไม่ได้ ชีวิตเราขึ้นอยู่กับธรรมชาติอย่างเดียว ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อย เพราะถ้าเทียบกันคนทั่วไป เวลาทำงานเสร็จก็กลับบ้านไปพัก แต่เมื่อเราอยู่บนเรือ เราต้องผลัดกันเปลี่ยนกะประมาณคนละ 4 ชั่วโมง และแล่นตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ไม่หยุด แต่ทันใดที่พระอาทิตย์ขึ้นที่ขอบฟ้า ความเหนื่อยล้านั้นจะหายไป และกลายเป็นความรู้สึกเป็นหนึ่งกับธรรมชาติแทน” เธอยิ้มและพูดต่อ “การได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นจากมหาสมุทรติดต่อกันถึง 6 สัปดาห์เป็นความทรงจำที่ดีมาก”

     นอกจากการได้เข้าใจธรรมชาติแล้ว ลินยังกล่าวว่าการแล่นเรือใบยังนำไปสู่บทสนทนาที่ดีเสมอ เพราะกลางทะเลไม่ได้มีสิ่งให้ความบันเทิงอื่นๆ นอกจากการพูดคุยกับเพื่อนร่วมทางและแลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตของกันและกัน

การแล่นเรือคือบทสนทนา คือมิตรภาพ คือการรู้จักและเข้าใจเพื่อนที่ออกเรือไปด้วยกัน

เรือใบ

 

เมื่อทุกอย่างอยู่ภายใต้ข้อจำกัด สิ่งเดียวที่ทำได้คือควบคุมใจของตนเอง

     ในฐานะอดีตนักกีฬาทีมชาติที่ต้องพาเรือใบไปถึงเส้นชัยให้เร็วที่สุด ครูยอดยอมรับว่า ในช่วงแรกเขาเคยคิดว่าการแล่นเรือใบคือการควบคุมธรรมชาติ แต่จริงๆ แล้วความคิดนั้นกลับกลายเป็นขั้วตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะสุดท้ายแล้วมักเป็นธรรมชาติมากกว่าที่ควบคุมสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อย่างเรา และสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ทำได้ คือการควบคุมจิตใจของตัวเอง

     “ผมเรียนรู้ว่าเราแทบจะควบคุมธรรมชาติไม่ได้เลย เราไม่มีทางรู้ว่าวันนี้ลมจะแรงขึ้นไหม หรือมันจะเบาลง สิ่งที่เราทำได้มันเป็นแค่การคาดคะเน แล้วปัดตัวเราให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ อย่างเวลาแล่นเรือแล้วลมมันเบา แต่เราจะไปใจร้อน มันก็ไม่มีประโยชน์ บางทีกว่าจะสตาร์ทได้ต้องรอครึ่งชั่วโมง สี่สิบนาที เราอารมณ์ร้อนไม่ได้ แต่ถ้าเราผ่อนคลาย แล้วเราเข้าใจกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราจะไม่ลำบากใจที่จะรอ

กีฬาเรือใบมันสอนให้คนรอเป็น ทุกวันนี้คนไม่ค่อยรอกัน ต้องได้ทุกๆ อย่างในเวลาที่เร็วที่สุด จนบางทีเราก็หลงลืมไปว่าบางอย่างมันต้องรอเวลาที่ถูกต้องเหมาะสม

     อีกอย่างที่ผมชอบในเรือใบคือ มันทำให้ผมได้ห่างจากโลกออนไลน์ เราอยู่กลางทะเล ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้พกมือถือกันอยู่แล้ว ทุกคนต้องมีสมาธิกับหน้าที่ของตัวเอง” คำพูดของครูยอดทำให้เราเข้าใจทันทีว่าทำไมนักกีฬาเรือใบส่วนใหญ่ถึงไม่ได้รู้สึกร้อนรนกับสภาพอากาศในวันที่ผ่านมาเท่าคนเมืองอย่างเรา

 

เรือใบ

 

     ส่วน ซูซาน ปาร์กเกอร์ (Susan Parker) นักแล่นเรือใบหญิงจากเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย ที่มาเข้าร่วมการแข่งขัน Phuket Raceweek เป็นครั้งแรก ยังเสริมว่า ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสายลมและสายน้ำ ทำให้เธอรู้สึกอยากรักษาความสวยงามนี้ไปตลอด

     “ฉันอยากเห็นน้ำทะเลใสๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ บางครั้งเราแล่นเรือใบออกไปก็ได้เห็นโลมา เต่าทะเล และนกกระทุง มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มาก”

 

เรือใบ

 

เมื่อถึงเวลา การผจญภัยท่ามกลางสายลมและผืนน้ำจึงเริ่มต้นขึ้น

     วันสุดท้ายก่อนกลับ เราได้แวะไปเดินเล่นบริเวณชายหาดพันวา ที่ขณะนี้กลายเป็นลานจอดเรือหลายสิบลำ เนื่องจากสภาพอากาศที่กำลังดี มีแดดอ่อนๆ และสายลมพัดไม่ขาดสาย กลุ่มนักกีฬาตั้งแต่วัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ จนไปถึงวัยเก๋า จึงออกมาเตรียมการแข่งขันอย่างขะมักเขม้นกันตั้งแต่เช้าตรู่

     “เรือใบเป็นกีฬาที่คุณเล่นได้ตลอดชีวิต ในกลุ่มของเรา มีคุณยายคนหนึ่งอายุตั้ง 72 ปีแล้ว แต่เธอก็ยังแล่นเรือใบอยู่เสมอ และไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงหรือชาย คุณก็สามารถเล่นกีฬานี้ได้ทั้งนั้น ในออสเตรเลียเรามีศูนย์ฝึกเด็กผู้หญิงตั้งแต่ 6 ขวบ จนไปถึงวัยรุ่นและวัยทำงาน แต่ในวันที่ลมแรงมากๆ ผู้หญิงที่แล่นเรือก็อาจจะลำบากผู้ชายนิดหนึ่ง เพราะต้องใช้พลังเยอะ เราจึงต้องคิดวางแผน คิดกลยุทธ์ต่างๆ กันมากกว่าเดิม” ซูซานกล่าว พลางมองไปที่เพื่อนร่วมการแข่งขันจากหลายประเทศ

     ทั้งเธอ ลิน และครูยอด ก็ล้วนมีปณิธานแน่วแน่ว่าเรือใบจะเป็นกีฬาที่พวกเขาจะยึดมั่นต่อไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

     “โดยส่วนตัวผมคงแล่นเรือไปจนตาย แล้วผมก็อยากส่งต่อทักษะตรงนี้ให้เด็กๆ รุ่นต่อไปด้วย อย่างปัจจุบันผมเป็นประธานชมรมเรือใบในสมุย ชื่อว่าสมุยยอร์ชคลับ และมีเพจบนเฟซบุ๊กชื่อว่า SEA HUB คอยให้ความรู้เรื่องเรือใบและข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อเป็นช่องทางให้เด็กๆ และเยาวชนหันมาเล่นเรือใบกันมากขึ้น

 

เรือใบ

 

     “คนเขาบอกกันว่า คนเล่นเรือใบได้ต้องรวยและต้องว่าง แต่มันก็ไม่จริงเสมอไปเพราะผมก็ไม่ได้รวย (หัวเราะ) ที่บอกว่ารวย น่าจะต้องเป็นเจ้าของเรือมากกว่า แต่อย่างผมเองและนักกีฬาคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของเรือ เราสามารถไปลองเล่นที่สโมสรได้ ไปแข่งได้ โดยไม่ต้องมีเรือเป็นของตัวเอง เราก็ได้เรียนรู้เหมือนกัน” ครูยอดกล่าว

     คลื่นทะเลซัดเข้าฝั่งอย่างสม่ำเสมอ เป็นสัญญาณบอกว่าวันนี้ลมเป็นใจให้นักกีฬาได้ออกไปผจญภัยกันแบบไม่ต้องรอนานนัก แต่พวกเขาก็บอกว่าไม่จำเป็นต้องไปคาดหวังมากนักหรอก ต่อให้ยังไม่มีลม พวกเขาก็รอได้สบายมาก

 

เรือใบ

 

เทคนิคพื้นฐานของการแล่นเรือใบ

     1. Beating (วิ่งทวนลม / วิ่งก้าว) : ใช้หัวเรือเฉียงเข้าหาลมประมาณ 45 องศา หรือน้อยกว่า

     2. Reaching (วิ่งขวางลม) : ใช้หัวเรือตั้งฉากกับลมประมาณ 90 องศา

     3. Running (วิ่งตามลม) : ใช้หัวเรือวิ่งตามลม ให้ลมเข้าทางท้ายเรือ

 


ขอบคุณภาพ: Cape Panwa Hotel

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

เรื่องโดย

พัทธมน วงษ์รัตนะ

ผู้หญิงสายชิลที่พาตัวเองมาทรมานในประเทศเจ้าระเบียบอย่างเยอรมนี