‘ขบถศาสตร์’ วิถีแห่งการต่อสู้ การตั้งคำถามที่ทำให้วงการศิลปะและดนตรีก้าวไปข้างหน้า

Feature
26 Aug 2020
เรื่องโดย:

กฤตนัย จงไกรจักร

ความก้าวหน้าของมนุษยชาติเกิดขึ้นได้เพราะมนุษย์กล้าตั้งคำถามและแก้ไขสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เพื่อต่อยอดจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง จนกลายเป็นความก้าวหน้าของสังคม 

        ‘ความขบถ’ คือสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าให้กับมนุษยชาติมาโดยตลอด

        ครั้งหนึ่ง ความขบถเคยพาวงการศิลปะที่ยึดติดกับความเหมือนจริงและสวยงาม มาสู่ความงดงามอีกรูปแบบหนึ่งที่มนุษยชาติให้การยอมรับ

        มันอาจเป็นโลกที่ผิดเพี้ยนแปลกไป แต่ในความผิดเพี้ยนนั้นก็มีความงาม

        และอีกครั้งหนึ่ง ความขบถก็เคยยกระดับวงการดนตรี จากเคยเป็นเพียงความบันเทิงที่มีไว้ผ่อนคลายอารมณ์ ให้กลายเป็นพื้นที่แสดงออกและถ่ายทอดความจริงของสังคมได้

 

ขบถศาสตร์

ความไม่เชื่อในสิ่งที่เป็นอยู่ คือไฟชั้นดีที่ก่อให้เกิดการขบถ 

        การตั้งคำถามถึงสิ่งที่เป็นอยู่ คือหัวใจของการหาทางออกที่ดีกว่า เพราะบางครั้ง คำตอบก็นำไปสู่ตรรกะและเหตุผลรูปแบบใหม่ ที่อาจเปลี่ยนแปลงรากฐานของสิ่งนั้นไปตลอดกาล 

        หนึ่งในร่องรอยความขบถชิ้นใหญ่ที่น่าสนใจคือการถือกำเนิดขึ้นของ ​Dadaism หรือลัทธิดาดา ที่เกิดขึ้นจากความไม่พอใจในผลลัพธ์ของสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีแต่การทำลายล้าง ศิลปินจึงรวมพลังกันเปล่งเสียงประท้วงผ่านงานศิลปะที่เสียดสีความสวยงามของโลกมนุษย์ ด้วยการใช้องค์ประกอบภาพที่รุนแรงผ่านสีสันที่แข็งกร้าว จนสามารถสร้างบรรทัดฐานใหม่ของงานศิลปะขึ้นมา กลายเป็นความขบถด้วยการเปลี่ยนแปลงความไม่สวยงามในวงการศิลปะให้ดูสวยงามขึ้นมาบ้าง

        ลัทธิดาดาถูกต่อยอดและกลายเป็นฐานของความขบถให้กับลัทธิเหนือจริง (Surrealism) ที่แม้จะยังมีอุดมการณ์เดียวกันคือการขบถต่อกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ แต่ลัทธิเหนือจริงเลือกเจาะจงจะต่อสู้ด้วยการทำลายและสร้างบรรทัดฐานใหม่แทนการเสียดสีเหมือนลัทธิดาดา 

        นอกจากศิลปะไม่จำเป็นต้องอยู่คู่กับความสวยงามแล้ว ลัทธิเหนือจริงยังเชื่อว่างานศิลปะควรถือกำเนิดมาจากความบริสุทธิ์ของจิตใจ ไร้ซึ่งการควบคุมจากตรรกะและเหตุผลด้วย โดยเชื่อว่าทางออกที่จะพามนุษยชาติหลุดพ้นจากความงดงามที่ตีกรอบคุณค่าของศิลปะเอาไว้ คือพาตัวเองและงานศิลปะไปอยู่ในสภาวะที่ไร้การควบคุมมากที่สุด ซึ่งคือความฝันของมนุษย์

        แนวคิดนี้ได้ตรงกับทฤษฎี ‘จิตไร้สำนึก’ (Unconscious mind) ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ก่อนที่ต่อมาจะถูกนำมาต่อยอดกลายเป็นวิธีการเชื่อมโยงเสรี (Free Association) ที่ทำให้งานศิลปะในขณะนั้น ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องเหตุผลหรือตรรกะความเป็นจริงใดบนโลกทั้งสิ้น แต่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เพื่อสร้างความเพ้อฝันและความบังเอิญให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ 

        ซึ่งทั้งหมดนี้นับว่าเป็น ‘การขบถ’ ต่อความงามรูปแบบหนึ่ง จนกลายเป็นความงามอีกหลากหลายรูปแบบ ที่สร้างสรรค์ให้คำว่าศิลปะ มีอิสระในการนึกคิดมากยิ่งขึ้นในเวลาต่อมา

 

ขบถศาสตร์

 

        หนึ่งในศิลปินกลุ่ม Sureallism ที่สะท้อนการขบถได้เป็นอย่างดีคือ ซัลวาดอร์ ดาลี หรือหากใครยังไม่คุ้น ก็ขอให้นึกถึงหน้ากากชายหนวดแหลมในซีรีส์ Money Heist ที่โด่งดังทางเน็ตฟลิกซ์

        ย้อนกลับไปในช่วงปี 1931 ดาลีคือศิลปินที่จัดว่าเป็นหนึ่งในผู้สร้างสรรค์งานศิลปะเหนือจริง (Surrealism) ที่มีผลงานชื่อดังอย่างภาพ The Persistence of Memory อันเป็นภาพนาฬิกาหลอมเหลวสุดแปลกประหลาดที่ฉีกขนบของการสร้างงานศิลปะในช่วงเวลานั้นที่ส่วนใหญ่มักอ้างอิงถึงความสมจริงบนโลกเป็นอย่างมาก ประกอบกับผลงานล้ำยุคอื่นๆ ส่งผลให้ดาลีเป็นจิตรกรที่มีผลงานโดดเด่นและมีอิทธิพลต่อวงการศิลปะมากที่สุดในศตวรรษที่ 20

        นอกจากผลงานที่สุดแสนจะ Surrealism แล้ว ความขบถของดาลีก็ยังรวมไปถึงบุคลิกและอุปนิสัยที่สุดพิลึกพิลั่นของเขาที่แสดงออกมาโดยตลอด นับตั้งแต่การเข้าเรียนสถาบันศิลปะแต่กลับไม่ยอมเข้าสอบ เพราะเขาคิดว่าไม่มีใครสามารถตัดสินงานศิลปะได้ หรือการไปร่วมงานเลี้ยงต่างๆ ในชุดแปลกประหลาด ตั้งแต่การแต่งตัวเป็นลูกชายของ ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก (Charles Lindbergh) ที่ถูกฆาตกรรม ไปจนถึงชุดนักประดาน้ำที่ทำให้เขาเกือบขาดใจตายเนื่องจากหายใจไม่ออก

        อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในตัวศิลปินคนนี้คือความเห็นทางการเมือง มีการตั้งสมมติฐานโดยเหล่าแฟนคลับซีรีส์ Money Heist ว่าเหตุผลที่ซีรีส์เลือกใบหน้าของดาลีมาสร้างเป็นหน้ากากในเรื่อง ก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึง ‘ความขบถทางการเมือง’ เพราะเมื่อเจาะลึกถึงมุมมองทางการเมืองของตัวดาลีเองแล้ว เขาคือศิลปินที่แสดงความขบถทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแนวคิดทางการเมืองของเขาได้แบ่งออกได้เป็น 2 ช่วงดังนี้

        1) ย้อนกลับไปในช่วงที่เขาเริ่มเป็นจิตรกร แรงบันดาลใจสำคัญที่ส่งผลให้เขาสร้างสรรค์งานศิลปะแบบเหนือจริงคือลัทธิดาดา – ส่งผลให้ในช่วงนั้นเขาจึงไม่เห็นด้วยต่อระบบทุนนิยมที่เป็นอยู่ในประเทศสเปน และฝักใฝ่ถึงความเท่าเทียมตามแนวคิดคอมมิวนิสต์ (ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติ ความคอมมิวนิสต์จะไม่ได้เท่าเทียมกันอย่างที่แนวคิดว่าไว้ก็เถอะ)

        ซึ่งนั่นตรงกับอุดมการณ์ของศาสตราจารย์ (รับบทโดย อัลวาโร มอร์เต) หัวหน้ากลุ่มปล้นที่ต้องการล้มล้างระบบทุนนิยมและการเมืองสุดสกปรกในซีรีส์ โดยการบุกยึดโรงกษาปณ์เพื่อผลิตธนบัตรของรัฐบาลออกมาใช้จ่ายแทน นั่นจะทำให้ในสเปนเกิดภาวะเงินเฟ้อและส่งผลให้เศรษฐกิจย่ำแย่อย่างหนัก จนสุดท้ายระบบทุนนิยมก็จะล่มจมไปตามความตั้งใจในที่สุด เขาจึงใช้ใบหน้าของดาลีเป็นสัญลักษณ์ในการต่อต้านรัฐบาลประเทศสเปนภายในเรื่อง

        2) แต่ภายหลังจากสงครามกลางเมืองสเปนในปี 1936-1939 ดาลีได้ลี้ภัยจากสเปนไปอยู่ฝรั่งเศสเพื่อเข้าร่วมกับลัทธิฟาสซิสต์ ก่อนที่จะสนับสนุนระบบทุนนิยมและเผด็จการ อีกทั้งยังเห็นดีเห็นงามกับรัฐบาลในการใช้อำนาจกวาดล้างความรุนแรงในสเปนอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นขั้วตรงข้ามกับแนวคิดของลัทธิดาดาในช่วงแรกของตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

        ***อ่านต่อ Money Heist: ทำความรู้จักหน้ากากและบทเพลงที่ไม่เอาทรราช สัญลักษณ์ต่อต้านรัฐบาลและบ้านเมือง 

        จะเห็นได้ว่า นอกจากความขบถจะสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาได้แล้ว ยังสามารถต่อยอดในการเป็นเครื่องมือแสดงออกในเชิง Soft Power ซึ่งเป็นความขบถในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ต้องแตกหัก แต่อาจจะเป็นการแสดงออกภายใต้กรอบที่ถูกกำหนด กลายเป็น Political Message ที่มีใจความสำคัญว่า “กูก็ทนกับกรอบแบบนี้ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน”

 

ขบถศาสตร์ 

Political in Da House

        ‘สัมผัสคำที่คล่อง บีตที่ลงจังหวะ เนื้อหาที่กระแทกใจ’

        สามสิ่งนี้คือเนื้อแท้ของดนตรีฮิปฮอป วัฒนธรรมทางดนตรีที่รุ่มรวยไปด้วยเรื่องราว จนแร็ปเปอร์หลายคนต่างสรรหาแรงบันดาลใจจากหลากหลายแห่งมาถ่ายทอด ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นการพูดถึงชีวิตที่ผ่านมา บางครั้งก็โอ้อวดสรรพคุณของบ้านเกิด เพื่อนฝูง และตัวเอง 

        แต่ก็มีอยู่หลายครั้งที่แร็ปเปอร์ได้หยิบสถานการณ์ทางการเมืองหลากหลายรูปแบบมาวิจารณ์ผ่านไรห์ม (Rhyme) ของพวกเขา กลายเป็นการตั้งคำถามด้วยสีหน้าที่มีปัญหาต่อสังคม ซึ่งถือเป็นความขบถในเชิง Political Message ที่น่าสนใจ

        แต่คำถามคือเหตุใดเพลงฮิปฮอปถึงมีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมเช่นนั้น

        ย้อนกลับไปในปีช่วงปี 1970 ณ เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จุดกำเนิดของดนตรีฮิปฮอปนั้นเกิดจากความนิยมในการจัดปาร์ตี้ของวัยรุ่นกลุ่มแอฟริกัน-อเมริกันในย่านบร็องซ์ (Bronx) ซึ่งเป็นย่านของชนชั้นแรงงานที่ต้องการหาที่นัดพบเพื่อนฝูงและฟังดนตรีสนุกสนานดั่งเช่นอเมริกันชนทั่วไป แต่ไม่มีเงินเข้าไปสังสรรค์ในผับหรือบาร์ที่เปิดเพลงดิสโก้ (Disco) ตามสมัยนิยม จึงได้จัดปาร์ตี้ในรูปแบบของตัวเอง 

        พวกเขาจึงจัดปาร์ตี้ของวัยรุ่นกลุ่มนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะโดยมีดีเจ (DJ) ทำหน้าที่เปิดเพลง และให้นักร้อง (MC) เป็นผู้ประกาศผ่านไมโครโฟนเพื่อเชิญชวนผู้คนเข้าไปในงาน โดยปาร์ตี้แรกที่นับว่าเป็นจุดกำเนิดของดนตรีฮิปฮอปเกิดขึ้นที่บ้านของดีเจ คูล เฮิร์ก (DJ Kool Herc) ที่จัดปาร์ตี้ Back to School ภายในบ้านและได้มีการเชื้อเชิญเพื่อนฝูงมาร้องรำทำเพลงผ่านบีตของเขา กลายเป็นการแร็ปครั้งแรกๆ ที่เกิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์โลก

 

ขบถศาสตร์

 

        จากความดิ้นรนในการหาเสียงดนตรีมาขับกล่อมจิตใจ ได้กลายเป็นความขบถที่สร้าง การปฏิวัติทางดนตรีครั้งสำคัญ เพราะหลักจากนั้นฮิปฮอปก็เริ่มเป็นที่รู้จัก ก็กลายเป็นจุดกำเนิดของดีเจและแร็ปเปอร์ที่มีชื่อเสียงในวงการเพลงมากมาย ซึ่งในยุคนั้นเนื้อหาในเพลงจะเป็นการพูดโอ้อวดอย่างตรงไปตรงมา แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีแร็ปเปอร์บางกลุ่มที่เลือกจะฝังเมล็ดกล้าทางความคิดบางอย่างเอาไว้ในไรห์มของพวกเขา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ สภาพสังคมที่ย่ำแย่ และการเมืองที่ไม่เป็นธรรม จนกลายเป็น ดนตรีฮิปฮอปเพื่อการเมือง (Political hip-hop) ในเวลาต่อมา

         The Last Poets คือ Political hip-hop กลุ่มแรกๆ ที่พูดถึงความล้มเหลวของการปฏิวัติที่ก่อให้เกิดความรุนแรง และความสูญเสียอันน่าหดหู่เอาไว้ในเพลง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ดนตรีฮิปฮอปในเวลาต่อมา เริ่มมีการนำเรื่องการเมืองและสังคมมาตีแผ่ในบทเพลงกันมากขึ้น 

        Fuk Da Police จากกลุ่ม NWA คือผลผลิตชื่อดังของความขบถครั้งนี้ ที่เนื้อเพลงพูดถึงปัญหาสังคมหลากหลายด้านทั้งการทุจริต การบิดเบือนของสื่ออเมริกัน ความรุนแรง ยาเสพติด ปัญหาการเมือง และที่สำคัญคือการริดรอนสิทธิและเสรีภาพของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ที่มักถูกเพ่งเล็งจากตำรวจเป็นพิเศษในขณะนั้น

       แม้จะไม่ใช่สาเหตุหลัก แต่การถือกำเนิดของดนตรี Political hip-hop ก็ช่วยตีแผ่ความจริงให้เหล่ามนุษย์ได้มองเห็นปัญหาในสังคมจนเกิดการเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อมา แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือความขบถครั้งนี้ ได้ทำการผลักเพดานดนตรีฮิปฮอปให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับมนุษย์ในการเปิดโปง เรียกร้อง และบอกเล่า ความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมได้อิสระมากขึ้น 

 

ขบถศาสตร์

 

        ปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีเพลงฮิปฮอปมากมายที่จิกกัดสังคมได้อย่างเจ็บแสบ ไม่กี่ปีที่ผ่านมาโลกได้รู้จักเพลง This Is America ของ Childish Gambimo ได้เขย่าวงการสื่อของอเมริกา ด้วยการตั้งข้อสงสัยถึงการเพิกเฉยต่อปัญหารอบตัว นำเสนอเพียงแต่ความบันเทิงและการสร้างเมืองในอุดมคติ (Dreamland) ตบตาให้คนภายนอกมองเข้ามาด้วยทัศคติที่ดี โดยที่ไม่รู็เลยว่ามีปัญหาอีกมากที่สื่อในประเทศกำลังซุกเอาไว้ ณ ใต้พรม จนทำให้สื่ออเมริกาเกิดการตื่นตัวต่อประเด็นทางสังคมมากขึ้นในเวลาต่อมา 

        หรือในประเทศไทย เพลง ประเทศกูมี ของกลุ่ม Rap Against Dictatorship ก็เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเช่นกัน ว่าการผลักเพดานของดนตรีจนเราสามารถยัดความขบถลงไปในงานศิลปะ และสร้างแรงขับเคลื่อนให้นำไปสู่สังคมที่ดีกว่าได้จริง

        แน่นอนว่าในปัจจุบัน มนุษย์ก็ยังคงตั้งคำถามต่อสิ่งที่เป็นอยู่ในวงการดนตรีและศิลปะ วัฒนธรรมย่อย (Sub-Culture) ก็ยังคงตั้งแง่ต่อกระแสหลัก (Mainstream) และพร้อมจะนำไปสู่สิ่งอื่นใหม่อยู่ตลอด การตั้งคำถามต่อสังคมให้มากและหลากหลายขึ้นในทุกวันนี้ คือความขบถ ที่พร้อมนำไปสู่สิ่งสำคัญที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้ในภายหลัง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตนัย จงไกรจักร

KFC, ฟิลเตอร์สตอรีไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่