จดหมายถึงเมืองที่รัก: เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

Feature
23 Dec 2021
เรื่องโดย:

adB Team

เบอรลินที่รัก

        หลายปีแล้วที่ไม่ได้กลับไปเยี่ยมเยือนเหมือนที่หมายมั่นไว้ก่อนจากกัน 

        ฉันยังจำวันแรกที่ไปถึงในวันปลายฤดูใบไม้ผลิได้ …แดดบางใสนั่น แล้วก็กลิ่นลาเวนเดอร์ข้างทางที่อวลลอยในอากาศ ว่ากันว่าเมืองทุกเมืองมีกลิ่นอายของตัวเอง สำหรับฉัน กลิ่นของเบอร์ลินที่จำเก็บเป็นกลิ่นนั้น …ลาเวนเดอร์รางๆ ในกรุ่นแดด แม้จะรู้ดีว่าในช่วงเวลาอื่นของปีเมืองก็คงมีกลิ่นที่ต่างออกไป

        ทรงจำต่อมาคือพื้นที่ว่าง มหึมากับผุดโผล่อ้างว้างเป็นแอ่งกว้างตามที่ต่างๆ ซึ่งเกิดจากตึกรามถูกระเบิดถล่มราบไปในสงครามโลกครั้งที่สองและเจ้าของที่ก็วายชนม์ไปด้วยกันในไฟฟอน ในประเทศอื่น… ที่ดินไร้เจ้าของราคาแพงกลางมหานครเหล่านี้คงถูกริบเอามาเป็นของรัฐแล้ว 

        แต่ไม่ใช่ที่นี่ …ที่ซึ่งทุกความทรงจำไม่เคยถูกปล่อยให้เลือนหาย 

        คนอื่นๆ อาจมองข้ามไม่ทันสังเกต แต่นี่เป็นสิ่งแรกๆ ของเบอร์ลินทีเดียวที่ฉันเห็น ไม่ใช่แค่เพราะมาจากประเทศไร้ทรงจำ ที่มีอนุสรณ์สถานมากมายเกินจำเป็นถูกสร้างเพื่ออวยยศเทอดเกียรติแต่ถ่ายเดียว รวมทั้งกำลังเขียนนิยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยู่ด้วยในตอนนั้นด้วยเท่านั้นหรอก แต่เป็นความเปราะบางส่วนตัว และก็อาจจะเป็นเรื่องของวัยด้วยก็ได้ ที่ทำให้อ่อนไหวกับความทรงจำและสนใจสิ่งที่ประวัติศาสต์กระทำกับความเป็นเราและคนรุ่นถัดมา 

        เมื่อมาถึงจุดหนึ่งของชีวิต เราหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกที่จะมองย้อนกลับ แล้วก็ต้องประหลาดใจกับสิ่งที่เราจำไว้ สิ่งที่เราจดจำไม่ได้ และเหนืออื่นใด… หลายต่อหลายสิ่งที่ถูกลืมเลือนสาบสูญไปโดยเราไม่เคยกระทั่งรู้ว่าสิ่งนั้นเคยมีอยู่ 

        จนได้ไปอนุสรณ์สถานแห่งการสังหารยิวในยุโรป Memorial to Murdered Jews of Europe …ซึ่งตั้งตระหง่านใจกลางเมืองจนมองเห็นได้ไม่ว่าใกล้ไกลหรือไปทางไหน ที่ทำให้ฉันตระหนักว่าเมืองเมืองนี้แตกต่างจากเมืองอื่นเพียงไรในแง่การจัดการกับความทรงจำ

        …อนุสาวรีย์ขนาดมโหฬาร เวิ้งว้าง ก่อร่างขึ้นจากแท่งปูนกระด้างขนาดต่างๆ เรียงต่อในพื้นที่กว้างโล่งสุดตา ไม่งดงามตระการ ไม่ดูน่าสนใจ ถึงขั้นสร้างความรู้สึกต่อต้านต่อความเย็นชานั่นขึ้นลึกๆ ในใจทันทีด้วยซ้ำ กระนั้นเมื่อทัดทานคะยั้นคะยอของลูกชายไม่ไหวก็ถึงได้เดินเข้าไป แต่แค่ไม่กี่ก้าวก็ให้รู้สึกวิงเวียนขึ้นมา ในตอนนั้นคิดเอาเองว่าเป็นเพราะเสียงลมที่พัดผ่านวงกตของแท่งปูนพวกนั้น อากาศร้อน ไม่ก็แสงและเงาประหลาด รวมทั้งการเห็นคนโผล่ออกมาจากแท่งปูนยักษ์และลับหายไปอีกครั้งซ้ำๆ 

        แต่จนออกมานั่งพักที่ลูกชายถึงเล่าให้ฟังว่ามันถูกออกแบบมาให้มีระนาบลาดชันที่มองไม่เห็น ไม่รู้สึก กับมีเส้นฉากของแท่งซีเมนต์หลอกให้ดูไม่เหมือนสูงต่ำลาดเอียง ที่ทำให้คนที่เดินเข้าไปรู้สึกกระอักกระอ่วน งุนงง วิงเวียน คลื่นไส้ และในนาทีนั้นเองที่ฉันเข้าใจ ไม่ใช่เข้าใจสิ รู้สึก… รู้สึกถึงมิติของห้วงแห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนั้นว่าเป็นเช่นไร …โมงยามที่ผู้ถูกสังหารงุนงงและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำผิดอะไร และคนสังหารเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าฆ่าคนไม่รู้จักกันด้วยเหตุใด มันคือสภาวะแห่งวิปลาสฟั่นเฟือนโดยแท้ 

        แล้วไหนจะยังชื่อที่ตรงไปตรงมา เสียดบาด รวดร้าว และไม่ประนีประนอม…อนุสาวรีย์แห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 

        อีกครั้ง… ขณะท่องไปในเมืองอันเต็มไปด้วยพลังและชีวิตชีวานั้น ฉันก็เหยียบย่ำลงบนหมุดทองเหลืองสี่เหลี่ยมประหลาด ที่พอสังเกตุจริงจังก็จะเห็นมันผุดพร่างทุกก้าวย่างบนถนนทุกสายของเมือง Stolperstein เป็นหมุดหินขนาดหน้าตัดจตุรัสกว้างยาว 3.9 นิ้ว มีหน้าตาเหมือนๆ หมุดหินที่ใช้ปูถนนหนทางทั่วไปในเมืองเก่าทั่วยุโรป ผิดกันตรงที่ด้านบนมีแผ่นทองเหลืองฝังอยู่ มีตัวหนังสือตอกสลักว่า ณ ที่นี้คือที่ที่ซึ่ง……….. อาชีพ…….. เคยพำนัก และตายในค่ายกักกัน…….. ในปี…….. เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

        มันจะถูกตอกบนถนนตรงจุดที่คนยิวคนหนึ่งเคยมีบ้าน/ร้านค้าอยู่ หรือหากตึกที่เคยอาศัยไม่ถูกทำลายในฟอนไฟสงครามก็จะเป็นป้ายทองเหลืองขนาดประมาณกันตอกติดผนังแทนเพื่อบอกตำแหน่งแห่งที่ และไม่ได้บอกแค่ที่นี่เคยมีคนยิวอยู่ แต่เป็นคนยิวคนนั้นมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร ทำอาชีพไหน มีชีวิต ตัวตน มีเลือดเนื้อ …มีความเป็นมนุษย์เหมือนคนอื่นๆ 

        คนริเริ่มคือศิลปิน Gunter Demnig ซึ่งเริ่มต้นทำงานศิลปะไม่รู้จบนี้มาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 90s จากเบอร์ลิน ฮัมบวร์ก ออกไปทุกหนแห่งจนมีหมุดถูกกว่า 75,000 หมุดถูกตอกบนถนนต่างๆ ทั่วยุโรปในปี 2020 และยังคงมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามที่ต่างๆ ที่มีหลักฐานการพำนักของชาวยิวก่อนสงครามโลก และการทำให้คนตายเป็นมนุษย์ ปุถุชน เคยมีบ้าน มีตัวตนอยู่จริง มีชีวิตนั่นก็ไม่ได้เป็นแค่เป็นโปรเจกต์ศิลปะ แต่มีวิธีคิดชาญฉลาด กับน่าทึ่งและน่าตะลึงพรึงเพริดมากที่สุดชิ้นหนึ่ง

        และนั่นก็ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะไป Jewish Musuem ซึ่งไม่แต่เป็นตึกรูปร่างเหมือนสายฟ้าฟาดที่ได้รางวัลการออกแบบมากมาย พื้นที่ภายในก็ยังถูกคิดมาอย่างดีให้ไร้เส้นฉาก บีบอัด แหลมคมน่าสะพรึง เพื่อสื่อความวิปลาสของตรรกะแห่งยุคสมัย ชั้นล่างเป็นส่วนจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ …กรรไกรตัดผม ถ้วยกาแฟ จักรเย็บผ้า กล้องถ่ายรูป ฯลฯ ระบุตัวตนเจ้าของและสถานกักกัน ซึ่งทำงานแบบเดียวกับหมุดทองเหลือง …ทำให้คนตายเป็นมนุษย์ เคยมีชีวิตอยู่ เคยหัวเราะ ร้องไห้ และตายไปในค่ายกักกัน 

        งานจัดแสดงที่เหลือก็น่าสนใจมาก ที่โด่งดังคือแผ่นเหล็กฉลุเป็นหน้าคนที่พอเหยียบย่ำก็จะส่งเสียงหวีดเศร้าๆ ออกมา ห้องมืดที่บีบแคบเป็นมุมแหลม และด้านหลังก็ยังมี Garden of Exile ซี่งเป็นสวนแท่งคอนกรีตคล้ายๆ กับ Memorial to Murdered Jews of Europe แต่มีต้นไม้ปลูกในแท่งคอนกรีตที่วางแนวตั้ง ชะลูดชัน หลอกเส้นฉากและระนาบเหมือนกัน แต่สร้างความพะอืดพะอมได้แรงกว่ามาก  

        ไม่หรอก เบอร์ลินไม่ได้หดหู่ขนาดนั้นหรอก… อย่าเข้าใจผิด หากเป็นเมืองศิวิไลซ์และเก๋ไก๋ที่สุดเมืองหนึ่งในโลกทีเดียวก็ว่าได้ เป็นเมืองหลวงของฮิปสเตอร์ ที่ซึ่งคนหนุ่มสาวจากทั่วทุกมุมโลกจะเดินทางมาตามหาแรงบันดาลใจ… วิถี จำได้ว่าหลังกลับมาจะนึกถึงหลายสิ่งหลายอย่างสถานที่เก๋ๆ พวกนั้นอยู่เป็นนิจ …ร้านกาแฟที่เป็นสถานลีลาศเก่า ร้านอาหารเช้าที่เป็นร้านขายยาโบราณ …สีเขียวมรกตงดงามราวกับภาพประกอบหนังสือเทพนิยาย โรงโอเปราร็อคโคโค่ ห้องสมุดที่อยู่ในหนัง Wings of Design มิวเซียมที่เคยเป็นวัง โรงแรมวินเทจแบบในหนังของ Wes Anderson แม่น้ำ ถนนหนทาง คอมมูนิตี้มอลล์ที่มีแต่เสื้อผ้ารองเท้าของเก๋ของงามประดามี บาร์ คลับ วัฒนธรรมทั้งเก่าใหม่ที่แสนจะรุ่มรวย

        แต่พอเวลาผ่าน สิ่งที่จดจำได้กลับเป็นความพยายามอย่างกล้าหาญของเมือง ที่จะตรึงผู้คนของตนไว้กับความขมขื่นของการเป็นผู้สังหารอย่างไม่ยอมปล่อยมมือ กับประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นต่อมาไม่เคยผ่าน กับห้วงเวลาที่ไม่ปล่อยให้เลือนหาย ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เบอร์ลินเป็นเมืองที่เรืองรองด้วยเรื่องราวของอดีต มีมิติ มีจิตวิญญาน แต่ยังเป็นเมืองที่นับถือความเป็นมนุษย์ของตนอย่างน่าทึ่งมาก 

        อา แล้วก็กลิ่น ใช่ กลิ่นของลาเวนเดอร์ในกรุ่นแดดที่ไม่เหมือนที่ไหนที่ฉันจะเก็บจำไว้ไม่มีวันลืม และเรียกมันว่าความคิดถึงก็คงไม่ผิด 

        จนกว่าจะได้พบกันอีก

วีรพร


รื่อง: วีรพร นิติประภา

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่