เยือนตุรกี สวรรค์ของทาสผู้ภักดี ดินแดนที่มีแต่แมวมอง

Feature
22 Jan 2019
เรื่องโดย:

adB Team

“คนตุรกีรักแมวมาก ใครทำแมวตาย คนนั้นต้องสร้างสุเหร่า พระเจ้าถึงจะให้อภัย”

        ฮัสซัน สหายหน้าหนวดชาวตุรกี เปรยถึงความยิ่งใหญ่ของแมวในเมืองนี้ให้ฟังระหว่างนั่งจิบชายามบ่ายกลางกรุงอิสตันบูล โดยมีแมวส้มตัวอ้วนเดินผ่านหน้าพวกเราไปพอดี

        “ถึงแมวจะยั้วเยี้ยเต็มถนนไปหมด แต่ไม่เคยมีแมวโดนรถทับตายเลยนะ” เจ้าถิ่นช่วยย้ำเหมือนกลัวคนฟังไม่เชื่อ

        ฮัสซันเป็นนักศึกษาปริญญาโท เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์อารยธรรมเอเชียไมเนอร์ เป็นคนอายุยี่สิบแปด เป็นเพื่อน เป็นทุกอย่างให้กับเรา (ยกเว้นแฟน) รวมทั้งเป็นทาสแมว พวกเรารู้จักกันผ่านเพื่อนคนกลาง (คล้ายๆ พ่อค้าคนกลาง) ตอนฮัสซันมาเมืองไทยปีก่อน หลังพาเที่ยวกรุงเทพฯ และกดไลก์รูปกันไปมาผ่านอินสตาแกรมกันพักใหญ่ ชาวเตอร์กิชเลยตอบแทนด้วยการเป็นไกด์เถื่อนให้บ้างยามที่สาวไทยอย่างเราเยือนตุรกีครั้งแรก ซึ่งจะว่าไปก็นับว่ารู้จักถูกคน เพราะฮัสซันชำนาญเรื่องโบราณและรักการอธิบายยิ่ง เขาเล่าถึงยุคอียิปต์โบราณว่า แมวสำคัญระดับที่หากเกิดไฟไหม้ขึ้น นอกจากชีวิตตัวเองที่ต้องรอดให้ได้ ก็มีแมวนี่แหละที่มีความสำคัญเป็นอันดับสอง สมบัตินอกกายโดนไฟเผาได้ แต่แมวจะตายไม่ได้ หรือหากเป็นเหตุสุดวิสัยเช่นหมดอายุขัยตามธรรมชาติ คนในครอบครัวนั้นก็ต้องประกอบพิธีทำมัมมี่ให้แมว และโกนคิ้วเพื่อไว้ทุกข์กันทั้งบ้าน

 

แมวตุรกี

 

        “แต่เคสเดียวที่แมวจะถูกทำให้ตายคือเมื่อเจ้านายตาย แมวต้องติดตามไปอยู่ในโลกหน้าด้วย ผ่านการทำมัมมี่ เผา ฝัง อะไรก็ว่าไป เป็นความเชื่อของชนชั้นสูงที่ระยะหลังชาวบ้านก็เริ่มทำตาม”

        แมวตุรกีไม่ใช่แค่ยิ่งใหญ่มาก แต่จำนวนยังเยอะมากด้วย ถ้านับไม่ผิด เจ้าส้มอ้วนที่เพิ่งผ่านไปเมื่อกี้น่าจะเป็นตัวที่สิบแล้วตั้งแต่เรานั่งมาได้ไม่ถึงยี่สิบนาที ช่วงแรกๆ ยังไม่ค่อยแน่ใจกับเสียงลือเสียงเล่าอ้าง กระทั่งใช้ชีวิตอยู่เมืองนี้มาสามสี่วันถึงรู้ว่าที่เขาพูดกันยังน้อยเมื่อเทียบกับของจริง

        ตั้งแต่ประตูสนามบินถึงหน้าประตูโรงแรม ร้านรวง โบราณสถานทุกแห่งล้วนมีแมวเฝ้าอยู่ด้วยท่าทีเป็นมิตร ทำหางขดม้วนไปมาวิ่งเข้าหาคน เหล่าพนักงานยกกระเป๋าก็ดูเกรงใจ ไม่ไล่ ไม่เตะ เข็นกระเป๋าอยู่ดีๆ ยังต้องเบรกตัวโก่งเพราะแมวเดินผ่าน พินอบพิเทาสุด จนแอบคิดว่าหรือจริงๆ แมวที่เห็นจะเป็นผู้จัดการปลอมตัวมาเดินสำรวจแขก

 

แมวตุรกี

ในภาษาตุรกี Kedi แปลว่าแมว

        เมื่อก่อนถ้าพูดถึงเมืองแมว เหล่าทาสทั้งหลายต้องคิดถึงญี่ปุ่นแห่งแรก เกาะที่มีประชากรแมวเยอะกว่าประชากรมนุษย์อย่างชิโกกุ รวมถึงอีกหลายเกาะที่แมวล้วนไม่มีคนปน โดยหารู้ไม่ว่าตุรกีเป็นอีกถิ่นซึ่งนอกจากแมวจะยึดเมือง ในอดีตกาลยังมีสถานะเทียบเท่าเทพเจ้าอีกต่างหาก คล้ายๆ วัวในตลาดอินเดีย กล่าวคือได้รับการยกเว้นเสมอ ไม่มีใครทำร้าย รังเกียจ หรือขับไล่ ต่างกันตรงที่ปัจจุบันคนตุรกีไม่ได้รักแมวในลักษณะกราบไหว้บูชา ขณะที่วัวของคนอินเดียยังเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ วัวเดินผ่านเท่ากับเทพเจ้าเดินผ่าน เป็นต้น

        ว่ากันว่าถ้าอิสตันบูลไม่มีแมว เท่ากับเมืองขาดจิตวิญญาณไป เลเวลความเครซีน้องวัดได้จากชื่อเมืองเดิมอย่าง Constantinople ที่ถูกเปลี่ยนเป็น Catstantinople บ่งบอกถึงรักอันมหาศาลของชาวบ้าน ถึงคนไทยจะรู้จักแมวเปอร์เซียดีว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากแถบอิหร่าน-ตุรกี ขนาดเราเองยังจินตนาการว่าถ้าแมวมาเดินแถวนี้ คงเจอแมวเดินเฟอร์ฟูหรูหราเต็มถนน ปรากฏว่าไม่มีสักตัว พบแค่แมวหน้าตาบ้านๆ สีส้ม สีเขียว หรือลายสลิด แต่มีความโดดเด่นกว่าแมวไทยตรงความอ้วนล่ำตัวใหญ่ อุ้งเท้ามังคุดกลมๆ เดินเตาะแตะประกาศอาณาเขตไปทั่ว ไม่ว่าเป็นจะแผงปลา แผงผัก ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า และถ้าพูดกันตรงๆ ถ้าร้านไหนมีแมว ร้านนั้นจะดูดลูกค้าผู้มีความทาสอยู่ในตัวให้หน้ามืดตามัวเดินเข้ามาได้ง่ายกว่าร้านที่ไม่มีแมว

 

แมวตุรกี

 

        ตอนเดินเล่นในสไปซ์มาร์เกต ตลาดเครื่องเทศและสินค้าพื้นเมืองซึ่งเป็นแลนด์มาร์ก ร้านรวงอลังการดาวล้านดวงด้วยโคมไฟ ตะเกียงโมเสก ขนมเตอร์กิชดีไลต์ต่างๆ แต่ไม่ต้องห่วง เราก็แค่อยากดูเฉยๆ หรอกน่ะ เราเชี่ยวชาญการเดินในที่แบบนี้ดี ก่อนก้าวขาเข้าตลาดได้ทำการสะกดจิตตัวเองไว้อย่างหนักแน่น ว่าจะไม่ช้อปฯ ไม่ไหลตามเสียงพ่อค้าเด็ดขาด เชื่อสิ (เดี๋ยวก็รู้จ้ะ)

        เราเดินผ่านร้านรวงต่างๆ อย่างปลอดภัยมาได้ตั้งหลายร้าน กระทั่งร้านล่าสุด ขณะที่เกือบจะก้าวพ้นรัศมีแผง ลุงเจ้าของร้านก็ปล่อยแมวออกมาเดินเล่นหนึ่งตัว เป็นแมวที่มีลายไม่ได้มีสกุลรุนชาติ อะไรแต่ว่า…

        “น้อง น่ารักจังเลย!” เราหวีดร้องอย่างวิกลจริต น้องขี้เล่นเป็นกันเอง ดูมังคุดเล็กๆ ที่อุ้งเท้านั่นสิ

        พอเห็นทาสแมวในร่างลูกค้าติดกับ ลุงก็ทำการปล่อยตัวที่สองตามออกมาเพื่อปิดฉากการล่อเหยื่อ เรียกว่าเป็นการปิดประตูตีแมวก็ได้ ลุงแกแร็ปสรรพคุณของในร้านน้ำไหลไฟดับ ภาพตัดมาที่เห็นคือบุญมนัสสวัสดียืนอุ้มแมวฟังแบบเบลอๆ สิริรวมสิ่งที่ได้กลับมาคือชาดำสองกล่อง ถ้วยชาเปอร์เซียสองชุด เตอร์กิชดีไลต์หนึ่งกิโล และหญ้าฝรั่นราคาแพงแทงตับที่จนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าตกลงซื้อมาทำอะไร… ไหนล่ะ ความหนักแน่นของแก

 

แมวตุรกี

แมวตุรกีไม่ใช่แมวจรจัด แต่ก็ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของใคร

        ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายสุดคือ ทุกคนต่างช่วยกันดูแล มีอาหารเม็ดกองอยู่ทั่วทุกมุมถนน วางชามน้ำ วางเบาะไว้บริการ เผื่อตัวไหนผ่านมาก็มากิน มานั่งๆ นอนๆ ได้เสมอ ย่านไหนแมวเด็กเยอะ จะมีคนอาสาซื้อยา เอาวัคซีนมาหยอดปากให้เพื่อป้องกันโรคติดต่อ คุณภาพชีวิตของแมวจรจัดที่นี่แทบไม่ต่างจากแมวบ้าน ดูเป็นความสัมพันธ์แบบรักนะแต่ไม่ผูกมัดดี

        ตุรกีเป็นชาติมุสลิมที่เปิดกว้าง เลี้ยงทั้งแมวและสุนัข (แม้มุสลิมในประเทศอื่นส่วนใหญ่จะปฏิเสธการเลี้ยงสุนัข ด้วยเหตุผลทางศาสนาก็ตาม) คนท้องถิ่นเล่าว่า ส่วนหนึ่งเพราะวิธีตีความพระคัมภีร์ในแง่มุมที่ต่างจากหลายประเทศ พระเจ้าสอนให้ทุกคนมีจิตใจอ่อนโยน และรักเพื่อนร่วมโลกอยู่เสมอ ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ นั่นแปลว่าต่อให้แพะ แกะ แมว หมา หรือตัวอะไรก็เลี้ยงได้ทั้งสิ้น รักหมด

        กระนั้นชาวเตอร์กิชเองก็ยังเชื่อว่าแมวไม่เหมือนสุนัข มันพิเศษกว่า ความรู้สึกที่สัตว์สองชนิดนี้มีให้กับคนก็แตกต่างกัน ขณะที่สุนัขมองเห็นเราเป็นพระเจ้าแบบไร้เงื่อนไข ในทางตรงกันข้าม แมวก็มีวิธีทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นพระเจ้าของเราเสียเอง แมวเข้าใจมนุษย์แต่เลือกที่จะไม่สนใจ จะมาหาก็ต่อเมื่ออยากมาหา ไม่เดินตามเสียงเรียกพร่ำเพรื่อ มันอาจจะไม่อยู่กับเราตลอดชีวิต วันหนึ่งถ้าแมวเจอที่ใหม่และพอใจกว่าก็ไป เหมือนโชคชะตาที่พระเจ้าประทานให้ผ่านเข้ามาเพียงระยะสั้นๆ มนุษย์มีหน้าที่แค่ดูแลโชคชะตาที่ได้รับ (จากมัน) ให้ดีสุดก็พอ ไม่ต้องมีปลอกคอ ไม่ต้องขังเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ

        ฮัสซันอธิบายว่า ในหลักศาสนาของเขา พระเจ้าต้องการทดสอบผู้คน พระองค์เปิดโอกาสให้เราได้เข้าใกล้ท่านในหลายวิธี แมวก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่นอกกรอบ ควบคุมอะไรไม่ได้ เราอาจต้องเป็นผู้ให้อยู่ฝ่ายเดียว ไม่ใกล้เคียงคำว่าต่างตอบแทนสักนิด แต่นั่นแหละ ความรักของคนที่มีให้แมวรวมถึงสัตว์โลกอื่นๆ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามนุษย์คู่ควรที่จะได้รับความรักจากพระเจ้าแล้วหรือยัง

 

แมวตุรกี

แมวรู้ว่าใครไม่ชอบมัน แต่มันรู้ว่าตัวเองชอบใคร และจะทำยังไงกับมนุษย์ที่หมายตา

        หญิงสาวเจ้าของร้านขายของฝากพูดถึงแก๊งแมวที่นั่งกระจายตัวเป็นนักเลงคุมหน้าร้านว่า แรกๆ มีแค่แมวป้าๆ ตัวอ้วนตัวเดียว เธอพยายามแล้วที่จะไม่ผูกมิตร เสียดายที่ล้มเหลว ป้าไม่ยอมไปไหน ทุกครั้งที่ออกปากไล่ ป้าก็จะร้องโต้ตอบเหมือนเถียงกลับ จนวันหนึ่งป้าแมวเดินเข้ามาในร้านพร้อมลูกอีกสามสี่ตัว เธอรู้ทันทีว่าหมดสิทธิ์ปฏิเสธ พวกมันต้องปักหลักอยู่นี่แน่ๆ และที่เห็นว่าอ้วน ความจริงป้าท้องต่างหาก พวกแม่แมวหรือแมวท้องแก่จะอ้อนเก่ง คุยเก่ง ทู่ซี้เก่งกว่าแมวปกติ จังหวะที่มนุษย์รู้ตัวว่าโดนร่ายมนตร์ใส่และทุกอย่างสายไปแล้ว คือตอนเห็นหน้าลูกเล็กๆ ของมันที่เดินหางตั้งตามแม่เข้ามานี่เอง ชอบเอาลูกมาเรียกร้องความสงสาร

        “ตอนนี้ก็กลายเป็นเพื่อนกันแล้วสิ” เห็นสาวเจ้าของร้านนั่งลูบหัวป้าอ้วน ก็อดถามไม่ได้

        “ที่จริงฉันอิจฉาพวกมันนะ แมวมีหลายสิ่งที่ผู้หญิงเราอยากมี ความฉลาด สง่างาม ท่าทีเย่อหยิ่ง สูงส่ง ฉันมองไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นจากผู้หญิงคนไหนเลย เหมือนเราสูญเสียมันไปแล้ว ขณะที่แมวยังรักษาบุคลิกแบบนี้ไว้ได้อยู่” เธอนิ่งไปสักพัก ระหว่างนั้น เราในฐานะคนฟังก็เริ่มคิดถึงปัญหาสิทธิสตรีในโลกตะวันออกกลาง ความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศที่เคยรู้มาบ้าง แอบตกใจนิดหน่อยที่ได้มาเจอเคสตัวอย่างแบบไม่ทันตั้งตัว

        “เกิดเป็นผู้หญิงในประเทศแบบนี้ สังคมแบบนี้ก็ไม่ง่าย เราอาจเป็นได้แค่สิ่งมีชีวิตที่น่าเอ็นดู น่าปกป้อง แม้ความจริงจะอยากเป็นอะไรที่มากกว่านั้นก็ตาม นั่นแหละ ฉันถึงอิจฉาแมว” คนพูดหัวเราะทิ้งท้ายก่อนเดินไปหาลูกค้าที่มาซื้อของ

 

แมวตุรกี

 

        ทุกเช้าก่อนออกจากโรงแรม เราจะเตรียมถุงใบใหญ่ไว้เพื่อเก็บขนมปัง ชีส แฮม ไส้กรอก มาแจกแมวที่เจอตลอดวัน ตรงนี้ขอติดป้ายโตๆ ว่าเป็นพฤติกรรมที่แย่ ไม่สมควรลอกเลียนแบบ แต่ถ้าจะทำจริงก็หลบๆ สายตาพนักงานโรงแรมหน่อย วันแรกๆ หยิบขนมปังมาเยอะเพราะพกง่าย แต่ลุงเจ้าของแผงปลาแถวท่าเรือแนะนำว่าแมวไม่ปลื้ม มันเบื่อขนมปังจะตาย ถ้าอยากเรตติ้งดี อยากมีน้องรุมล้อมต้องเอาชีสเอาเนื้อมา

        ขณะที่เรานั่งฉีกขนมปังแจกเด็กๆ สายตาก็เหลือบเห็นว่าตรงแผงปลามีแมวกำลังพยายามตะกายขโมยปลาเล็กปลาน้อยลงมากิน ลุงคนขายปลามองตามสักพักก็ลุกขึ้นเดินไปหา ในใจยังลุ้นแทนว่าโดนโบกแน่ๆ อีแมวเอ๊ย! ปรากฏว่าลุงหยิบปลาสามสี่ตัวส่งให้เฉย และท่ามกลางความงง เจ้าของแผงปลายังหยิบเขียงมาหั่นปลาเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนยื่นขึ้นไปบนหลังคา เดี๋ยวเดียวก็เห็นหัวฟูๆ หูแหลมๆ โผล่ออกมางับทีละตัว ที่แท้ลุงแกถวายเครื่องเซ่นให้เจ้าที่ยามสายนี่เอง เขาคงเห็นเรานั่งมองนานแล้วเลยพูดขึ้นมาว่า “มันมาเวลาเดิมทุกวัน”

        ลุงเล่าว่า การใช้ชีวิตอยู่กับแมวก็เหมือนมีเพื่อนเป็นเอเลียน รูปร่างหน้าตา ภาษาพูดก็ไม่รู้เรื่อง ไม่มีอะไรดูคล้ายกันสักอย่างทั้งความคิด วิถีชีวิต แต่เรากลับสื่อสารกันได้ ทั้งหมดล้วนเป็นความมหัศจรรย์ แมวบางตัวเหมือนเพื่อนที่ใจดี เข้าอกเข้าใจ ส่วนบางตัวก็รูมเมตโรคจิตดีๆ นี่เอง ถ้ามันเห็นมนุษย์นั่งทำงานอยู่หน้าคอม มันก็จะเอาแล้ว ไปกันเถอะ ไปเจ๊าะแจ๊ะนั่งทับคีย์บอร์ดมันกัน…

 

แมวตุรกี

แมวเทพ และเทพแห่งแมว

        จากคำบอกเล่าของฮัสซันในชั่วโมงประวัติศาสตร์ระหว่างนั่งรถได้ความว่า ในแง่ของการค้นพบทางประวัติศาสตร์ โลกเพิ่งรู้ว่าแมวอยู่กับชาวเตอร์กิชเอาเมื่อปี ค.ศ. 1983 นี้เอง นักโบราณคดีขุดเจอซากกระดูกแมวที่บริเวณเกาะไซปรัส ทางตอนใต้ของประเทศตุรกี แต่ความนิยมชมชอบแมวมีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้ว เป็นส่วนผสมระหว่างอารยธรรมอียิปต์ กรีกโรมัน มองโกล และเปอร์เซียโบราณรวมกัน

        ชนชาติเดิมของตุรกีคือชาวเติร์ก เผ่าเร่ร่อนบนหลังม้าที่อาศัยอยู่บนที่ราบสูงมองโกเลียเช่นเดียวกับพวกมองโกล วิถีชีวิตหลักคืออพยพย้ายถิ่นไปเรื่อยๆ ตามฝูงสัตว์ เพราะฉะนั้น ความคุ้นเคยต่อสัตว์เลี้ยงทั้งวัว ม้า หมา แมว จึงเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่เดิม ต่างจากชาติอิสลามทั่วไป

        ทีนี้เมื่อย้อนกลับไปสมัยอียิปต์โบราณ ผู้คนยุคนั้นมีความเชื่อว่าสื่อกลางระหว่างมนุษย์และเทพเจ้าต่างๆ ก็คือสัตว์ ไม่ว่าจะเพื่อบวงสรวงบูชาให้เทพช่วยปกปักรักษาบ้านเมือง คุ้มครองผู้คนจากสิ่งชั่วร้าย หรือใช้ในเชิงสัญลักษณ์ก็ตาม สัตว์บางชนิดเป็นตัวแทนของปีศาจ เช่น งู ส่วนแมวคือหนึ่งในสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นบริวารของเทวีไอซิส มเหสีแห่งเทพเจ้าโอซิริส เทพผู้ดูแลชีวิตหลังความตายที่ชาวอียิปต์นับถือ

        โดยเทพเจ้าที่มีความแมวสูงสุดได้แก่ เทพีบาสเตต (Bastet) เทพด้านความรัก ความอุดมสมบูรณ์มั่งคั่ง ผู้พิทักษ์สตรี แม่ และแมว ปรากฏภาพเขียนบนผนังแสดงร่างกายที่เป็นหญิง มีศีรษะเป็นแมว มือข้างหนึ่งถือซิสทรัม เครื่องดนตรีโบราณ เมื่อนครบูบาสติส (Bubastis) ถูกยกขึ้นเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอียิปต์ ในยุคฟาโรห์โชเชงค์ที่ 1 แห่งราชวงศ์ที่ 22 เทพีบาสเตตจึงกลายเป็นเทพประจำนคร

        ความเลื่อมใสศรัทธาต่อเทพีบาสเตตกระจายไปสู่หลายดินแดนเป็นระยะยาวนาน มีการค้นพบสุสานแมว ณ เมืองบูบาสติส กระดูกแมวทับถมกันกระจายทั่วพื้นที่รอบๆ หน้ากากแมวที่ใช้แต่งหน้ามัมมี่ เศษผ้าลินิน และเทวรูปแมวจำนวนมาก รวมถึงสุสานชานเมืองเบนิฮัสซัน (Beni-Hasan) ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเป็นสุสานแมวที่ใหญ่สุดแห่งอาณาจักรอียิปต์ ด้วยน้ำหนักมัมมี่แมวรวมกันแล้วกว่าสิบเก้าตัน

        หลักฐานแสดงความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับชาวอียิปต์โบราณปรากฏให้เห็นทั่วไปทั้งในภาพเขียน ภาพแกะสลักฝาผนัง กำแพงวิหาร บนกระดาษปาปิรุส ส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะคลอเคลียคอยรับใช้ใกล้ชิดเจ้านาย เพราะแมวถือเป็นสัตว์นำโชค บ้านไหนเลี้ยงไว้จะมีสิริมงคล แต่นอกจากสถานะสิ่งสักการะ ประโยชน์ของแมวที่จับต้องได้สำหรับชาวบ้านทั่วไปคือความสามารถในการจับหนูซึ่งคอยมาทำลายพืชผลการเกษตร เมื่อไม่มีหนูก็ไม่มีโรคระบาด คุณภาพชีวิตพลเมืองจึงดี เอื้ออำนวยต่อการแผ่ขยายอาณาจักรให้ไพศาล

 

แมวตุรกี

แต่แมวก็เป็นเหตุวินาศได้เช่นกัน

        แม้ในคตินิยม แมวจะเป็นสิ่งมงคล ทว่าบางมุมในโลกแห่งความจริง แมวก็เป็นเหตุวินาศได้เช่นกัน อ้างอิงจากตำราพิชัยสงคราม เขียนโดยนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกชื่อโปลีเอนุส มีการบันทึกเกี่ยวศึกเปลุสิอุม (Battle of Pelusium) ว่าเป็นศึกอัปยศของคนอียิปต์ เมื่อกองทัพต้องพ่ายแพ้ต่อเปอร์เซียเพราะแมว

        ประเด็นมีอยู่ว่า ฟาโรห์อมาซิสต้องส่งพระราชธิดาไปถวายบรรณาการเป็นพระชายาในพระเจ้าแคมไบซีสที่สองแห่งเปอร์เซียด้วยเหตุผลทางการเมือง ปัญหาคือ แทนที่จะส่งตัวจริง ฟาโรห์กลับเล่นตลกส่งตัวปลอมให้แทน เมื่อนั้นกษัตริย์เปอร์เซียก็รู้ทันทีว่าคบไม่ได้ สั่งไพร่พลจัดทัพไปถล่มอียิปต์ด่วนๆ

        ทางฝั่งอียิปต์ คนที่ออกอุบายส่งตัวปลอมไปเป็นฟาโรห์องค์พ่อ แต่คนที่ต้องออกรบแทนกลับเป็นลูกชายที่เพิ่งขึ้นครองราชย์หมาดๆ ได้เพียงหกเดือน นั่นคือฟาโรห์ปซาเมติกที่ 3 เนื่องจากช่วงที่เปอร์เซียยกทัพมา ฟาโรห์อมาซิสชิงสวรรคตไปเสียก่อน เรียกว่ารับเผือกร้อนไว้คนเดียวเต็มๆ เรื่องของตัวเองก็ไม่ใช่

        ศึกเปลุสิอุมเกิดขึ้นในช่วง 525 ปีก่อนคริสตกาล ณ เมืองเปลุสิอุม เมืองที่เหล่าชนชั้นสูงและพสกนิกรต่างมั่นใจว่าแข็งแกร่ง มั่นคง ขนาดพวกโรมันที่มีวิทยาการยังไม่เคยตีแตก นับประสาอะไรกับพวกเปอร์เซีย องค์ฟาโรห์เองก็เลยดูไม่ค่อยเดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องนี้เท่าไหร่ หารู้ไม่ว่าฝั่งข้าศึกทำการบ้านมาดี กษัตริย์เปอร์เซียทรงรู้ทันว่าฝ่ายตรงข้ามนับถือเทพเจ้าสุดชีวิต จึงใช้เทคนิค ‘อุ้มแมวไปรบ’ เข้าสู้ ฉันได้ยินว่าพวกแกบูชาสัตว์กันสินะ ไหนมีตัวอะไรบ้างล่ะ แมว หมา นกกระสา แกะ ตัวแทนแห่งเทพอะนูบิส เทพธอท เทพคนุม อุ้มไปให้หมด เป็นการออกศึกที่ได้บรรยากาศสวนสัตว์มาก หมาแมวเดินกันว่อน ส่วนบนชุดเกราะและโล่ทุกแผ่น ทหารเปอร์เซียยังวาดรูปเทพีแมวบาสเตตไว้ด้วย เหมือนเขียนยันต์กันพวกอียิปต์ไม่มีผิด เพราะเมื่อถึงยามปะทะ ทหารฟาโรห์ต่างมีท่าทีลังเลในการต่อสู้ กลัวจะเป็นอันตรายกับเทพเจ้าในร่างสัตว์ทั้งหลาย ไม่กล้าฆ่าฟันลงบนตัวศัตรู เดี๋ยวเท่ากับเป็นการทำลายเกียรติแห่งเทพีบาสเตต ในที่สุดฟาโรห์ปซาเมติกก็ถูกสังหารกลางสนามรบ ชัยชนะตกเป็นของเปอร์เซียก็ด้วยพลังศรัทธาแท้ๆ

        เรียกว่าการแพ้สงครามครั้งนี้เหมือนเป็นรอยร้าวใหญ่ของชนไอยคุปต์ เพราะหมดยุคของฟาโรห์ปซาเมติกเพียงไม่นาน ทั้งอาณาจักรก็ตกเป็นของราชวงศ์อะคีเมนิดแห่งเปอร์เซีย เปลี่ยนผ่านสู่ยุคสมัยที่เปอร์เซียเข้ายึดครองอียิปต์ เรื่องนี้จะพูดว่าแมวเป็นเหตุก็ไม่เชิง การล่มสลายของอาณาจักรยังมีเหตุผลทางการเมือง การปกครองอื่นๆ อีกมากมาย แต่ศึกนี้ก็ถือเป็นเหตุการณ์ที่บรรพกษัตริย์ลืมไม่ลง จนเกือบสองร้อยปีต่อมา พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนียก็ยกทัพมาตีสำเร็จ เริ่มต้นยุคโรมันปกครองอียิปต์ต่อจากเปอร์เซียนับแต่นั้น

 

แมวตุรกี

 

        นักประวัติศาสตร์หลายฝ่ายเชื่อว่าตลอดระยะเวลานับร้อยปีที่เปอร์เซียควบรวมประเทศ ทำให้อารยธรรมหลายอย่างถูกแลกเปลี่ยนส่งต่อ รวมถึงค่านิยม ความเชื่อเกี่ยวกับแมวด้วย เดิมทีเปอร์เซียก็มีความผูกพันกับแมวอยู่พอสมควร แต่อาจจะไม่ได้ยกย่องไว้ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรมากมาย กระทั่งรับความเชื่อสายอียิปต์เข้ามา

        ทว่าความรุ่งเรืองของแมวก็มีวันสิ้นสุด…

        เมื่อชนชั้นปกครองฝ่ายโรมันขึ้นมีอำนาจแทนเปอร์เซีย ระยะแรกความนับถือศรัทธาที่ตกทอดมายังพอเหลืออยู่ แม้พวกโรมันเองจะไม่อินกับเรื่องนี้มากเท่าคนท้องถิ่น แต่กฎหมายที่ว่าใครทำให้แมวตาย ต้องรับโทษประหารชีวิตก็ยังมีใช้ (เป็นสิ่งที่นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังงงอย่างมากในความเล่นใหญ่นี้ แต่ก็ไม่รู้จะเถียงยังไง เพราะปรากฏบันทึกโบราณอายุกว่าสองพันสี่ร้อยปีมีระบุข้อบัญญัติไว้ครบ)

        กระทั่งเกิดเหตุปะทะกันระหว่างคนอียิปต์และคนโรมัน เมื่อชายโรมันผู้หนึ่งบังเอิญทำแมวตาย ซึ่งตามกฎแล้วจะต้องรับโทษสูงสุดด้วยการประหารชีวิตสถานเดียว แต่ฟาโรห์ทอเลมีที่ 12 แห่งราชวงศ์ทอเลมีซึ่งครองอาณาจักร ณ เวลานั้น กลับละเว้นโทษให้ ฐานะที่เป็นโรมันย่อมมีศักดิ์และสิทธิ์สูงกว่า ประชาชนอียิปต์ที่บูชาแมวอยู่แล้วจึงไม่พอใจการตัดสิน สุดท้ายชายโคตรซวยคนดังกล่าวก็ถูกรุมประชาทัณฑ์ตาย

        “อา… ตกลงแล้วดราม่ากันเรื่องแมวหรือเรื่องชนชั้นวรรณะกันแน่” เราถามขึ้นหลังจบนิราศเปอร์เซีย กรีกโรมันอันยาวนาน ขนาดฟังเฉยๆ ยังเหนื่อย แต่คนเล่าดูไม่เหนื่อยเลยสักนิดเดียว

        “เรื่องมันเศร้า… ตอนหลังรัฐก็เลยออกประกาศห้ามไม่ให้กราบไหว้หรือมีพิธีกรรมเกี่ยวกับแมวอีกต่อไป ล้างความเชื่อทิ้งหมด มีไว้เป็นแค่สัตว์เลี้ยง แต่ถึงจะห้ามบูชา เมืองในยุคโรมันทั้งหลายก็ยังมีแมวเต็มไปหมดอยู่ดี” ฮัสซันพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ แต่เราก็เศร้าไม่เลิก ไม่รู้เศร้าที่คนตายเพราะแมว หรือเศร้าเพราะแมวโดนลดตำแหน่งจากเทพเจ้าเหลือแค่มีไว้เพื่อจับหนู

        “รู้ไหม ถ้าคนเราไม่รักสัตว์ ก็ยากที่จะรู้จักรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน พระเจ้าบอกว่าเป็นคนที่ใช้ไม่ได้” เพื่อนผู้ควบตำแหน่งไกด์เถื่อนประจำทริปหันมาพูดระหว่างจอดรถติดไฟแดง

        “อันนี้หมายถึงฟาโรห์ ผู้ชายคนนั้น หรือว่าชาวบ้านที่ไปรุมตื้บเขา?”

        “ไม่หรอก ก็ทั่วๆ ไปน่ะ… มีมันคำพูดหนึ่งที่ปู่เคยสอนสมัยเด็กๆ เป็นสิ่งที่เราใช้กับตัวเองถึงทุกวันนี้…”

        จากนั้นโชเฟอร์ก็พูดเป็นภาษาตุรกียาวเหยียด เดาว่าน่าจะเป็นอะไรที่มีความหมาย จนเมื่อเพื่อนยอมขึ้นซับไตเติลอังกฤษให้ ถึงรู้ว่ามันไม่ใช่แค่มีความหมาย แต่ยังเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตที่ฟังดูง่ายและสวยงาม

        “Life is beautiful, if you know how to live. Everything is beautiful, when you look at it with love. If you can enjoy the presence of cat, birds, or flowers. What I can say is… all the world will be yours.”

        คิดถึงแมวที่บ้านจังเลย

 


เรื่องและภาพ: บุญมนัสสวัสดี ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่