สาวผมฟูนำเที่ยว Weihnachtsmarkt ตลาดคริสต์มาสในเยอรมนีที่สนุกจนต้องอมยิ้มไปถึงปีหน้า

Feature
24 Dec 2019
เรื่องโดย:

พัทธมน วงษ์รัตนะ

Highlights

แดดไม่ออกมาเกือบอาทิตย์แล้ว พอสี่โมงฟ้าก็เริ่มมืด ส่วนอุณหภูมิข้างนอกตอนนี้แค่ 2 องศาเท่านั้น ฤดูหนาวในเยอรมนีเป็นช่วงเวลาที่ชวนให้หดหู่ใจ ด้วยกลางคืนที่ยาวนานและแสงแดดอันน้อยนิด ทำให้เรามักจะรีบกลับบ้านมาซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ ดื่มชาร้อนๆ หรือหาหนังตลกมาดูเพื่อไม่ให้อารมณ์ตัวเองหม่นหมองจนเกินไป

        “เดี๋ยวมีตลาดคริสต์มาสก็ดีขึ้นเอง” เพื่อนเยอรมันคนหนึ่งพูดขึ้น พร้อมกับย้ำถึงความดีงามและความอลังการของตลาดให้เราฟังอย่างตื่นเต้น จนสงสัยว่านางคงจะลืมว่าเรามาจากกรุงเทพฯ มหานครแห่งตลาดที่มีของขายเกือบจะทั้งวันทั้งคืนอยู่ทุกหัวมุมถนน เราเลยแกล้งบอกไปว่า “ถ้าทำให้คนกรุงเทพฯ อย่างเราตื่นเต้นกับตลาดนี่เป็นเรื่องยากมากเลยนะ” (เน้นเสียง) ก่อนนางจะหัวเราะแล้วส่งสายตากลับมาได้ใจความว่า “เดี๋ยวคอยดู”

 

ตลาดคริสต์มาส

600 Years of Lights in the Dark | จากตลาดเพื่อความอยู่รอด สู่พื้นที่แห่งการเฉลิมฉลอง

        Weihnachtsmarkt หรือ Christmas Market ในประเทศเยอรมนี ถือเป็นตลาดคริสต์มาสที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป โดยมีหลักฐานว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1434 ที่เมืองเดรสเดน (Dresden) ทางตะวันออกของประเทศ ในชื่อ Striezelmarkt ด้วยอายุที่มากถึงเกือบ 600 ปี ก็พูดได้อีกอย่างว่าตลาดคริสต์มาสของเยอรมันมีขึ้นตั้งแต่พื้นที่แถบนี้ยังไม่เป็นประเทศเยอรมนีด้วยซ้ำ เพราะยังเป็นแคว้นกระจัดกระจายภายใต้การปกครองของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire) อยู่เลย

        ถ้าลองเทียบกับหนังพีเรียดของฝรั่ง จะพอเห็นภาพว่าคนยุโรปในยุคกลางไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบาย โดยเฉพาะเมื่อฤดูหนาวมาถึง หลายครอบครัวต้องเจอกับความอดอยาก ผักหรือเนื้อสัตว์ที่ถนอมอาหารไว้มีไม่เพียงพอ ตลาดคริสต์มาส (หรือในตอนนั้นเรียกว่าตลาดฤดูหนาว) จึงเริ่มก่อตั้งขึ้น เพื่อให้ผู้คนได้นำสินค้ามาแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน โดยช่างไม้อาจจะเอางานฝีมือมาขายให้กับบุตเชอร์ ฝั่งหนึ่งได้ของไปใช้ในบ้าน อีกฝั่งหนึ่งก็ได้เนื้อมากินหลายเดือน ตลาดคริสต์มาสในตอนต้นจึงเป็นเรื่องของ ‘ความอยู่รอด’ มากกว่า ‘การเฉลิมฉลอง’

        เมื่อเวลาผ่านไป ตลาดคริสต์มาสก็ได้เผยแพร่ไปยังเมืองอื่นๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมิวนิก (Munich) นูเรมเบิร์ก (Nuremberg) สตุทการ์ท (Stuttgart) เบอร์ลิน (Berlin) และโคโลญ (Cologne) เนื่องจากอิทธิพลของคริสต์ศาสนา บวกกับงานที่จัดขึ้นช่วงเดือนธันวาคม Weihnachtsmarkt จึงเริ่มเปลี่ยนบทบาทจากตลาดบ้านๆ ธรรมดา เป็นเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองความสุขก่อนวันคริสต์มาส โดยส่วนใหญ่จากลากยาวตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมจนไปถึงคืนคริสต์มาสอีฟ มีการประดับตกแต่งไฟตระการตา ใช้ต้นคริสต์มาสสูงใหญ่ แถมบางแห่งยังมีเวทีคอนเสิร์ตสำหรับร้องเพลงประสานเสียงและเต็มรำด้วย โดยตอนนี้จำนวนตลาดคริสต์มาสในเยอรมนีมีมากถึง 2,500 แห่ง

 

ตลาดคริสต์มาส

ตลาดคริสมาสต์

Christmas Markets in Cologne and Bonn | ตลาดคริสมาสต์ในเมืองโคโลญและบอนน์

        ตลาดคริสต์มาสแรกที่เราไปอยู่ในเมืองโคโลญ ด้วยความที่เป็นเมืองใหญ่ ที่นี่จึงมีตลาดอยู่ถึง 4 แห่ง 

        แห่งแรกที่เราตั้งใจไปก็คือ Weihnachtsmarkt am Kölner Dom ความพิเศษคือตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับมหาวิหารโคโลญอันเก่าแก่สไตล์โกธิก แน่นอนว่าก่อนไปจินตนาการไว้อย่างดิบดีว่าต้องอบอุ่นและโรแมนติกสุดๆ พอเอาเข้าจริง อบอุ่นน่ะใช่ เพราะคนเยอะมหาศาล ส่วนความโรแมนติกนั้นลืมไปได้เลย อาจจะเพราะเราตัดสินใจมาเดินในช่วงสุดสัปดาห์ ทำให้รู้สึกเหมือนไหลไปตามฝูงชนมากกว่ามา ‘เดิน’ ตลาด (ถ้าใครมีแผนจะไป ไปวันธรรมดาจะดีกว่ามากๆ) แต่พอพ้นทางเข้าไปได้สักพักก็เริ่มมีที่ให้ได้หายใจหายคอและเดินดูของกับเขาบ้างสักที 

        ตลาดริมมหาวิหารแห่งนี้ถือว่าไซซ์ไม่ใหญ่มาก ประกอบด้วยร้านค้าประมาณ 100 ร้าน ส่วนใหญ่เป็นของแฮนด์เมดต่างๆ เช่น ลูกบอลแก้วประดับต้นคริสต์มาส ของแต่งบ้าน ของเล่น นัตแครกเกอร์ สบู่แฮนด์เมด เครื่องหนัง เครื่องครัว รวมทั้งอาหารอร่อยๆ เช่น ไส้กรอกย่าง ชีส เครป ขนมปัง มันฝรั่งทอด และเครื่องดื่มร้อนนานาชนิด  

        ถัดออกไปไม่ไกลเป็นที่ตั้งของ Weihnachtsmarkt Kölner Altstadt ในเขตเมืองเก่า เพราะไม่ได้อยู่ติดแลนด์มาร์กชื่อดัง คนที่มาเดินส่วนใหญ่จึงเป็นคนโลคอลมากกว่านักท่องเที่ยว มีร้านรวงขนาดเล็กตั้งเรียงรายเต็มจัตุรัส แถมตรงกลางยังเป็นลานสเกตน้ำแข็งขนาดย่อม ตกแต่งด้วยต้นคริสต์มาสและไฟหลากสี เรียกได้ว่าเป็นตลาดที่บรรยากาศน่ารักมากๆ เดินได้ชิลๆ โดยไม่ต้องแหวกฝูงชนเหมือนริมมหาวิหารเลยล่ะ

        วันต่อมาเราเดินทางไปยังเมืองบอนน์ เมืองหลวงเก่าของเยอรมันตะวันตกที่อยู่ถัดจากโคโลญออกไปเพียงครึ่งชั่วโมง ตลาดคริสต์มาสที่นี่ใช้ชื่อว่า Bonner Weihnachtsmarkt เป็นตลาดเล็กๆ กลางจัตุรัสของเมือง เนื่องจากบอนน์ไม่ได้เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยียนมากเท่าไหร่ บรรยากาศของตลาดที่นี่จึงยังคงความดั้งเดิมไว้สูงมาก แถมของบางอย่างยังราคาเป็นมิตรกว่าในโคโลญด้วย

 

ตลาดคริสต์มาส

ตลาดคริสมาสต์

Make it German Way | วัฒนธรรมเยอรมันที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียด

        ถ้าพูดถึงคริสต์มาส คนไทยอย่างเราอาจจะนึกถึงซานตาคลอส การแลกของขวัญ ต้นคริสต์มาส หรือเพลง Jingle Bells ที่เคยร้องตอนเด็กๆ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นธรรมเนียมที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอเมริกันเป็นส่วนใหญ่ แต่หากค้นลึกไปถึงรากของเทศกาลคริสต์มาสจริงๆ ในทวีปยุโรป สิ่งแรกๆ ที่คนเยอรมันนึกถึงก็มักจะมาจากตลาดคริสต์มาสนี่แหละ โดยเราขอยกตัวอย่างอาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งของที่เชื่อมโยงกับเทศกาลคริสต์มาสไว้ดังนี้

        Glühwein กลูว์ไวน์ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Mulled Wine เป็นไวน์ร้อนแต่งรสด้วยน้ำตาล และปรุงกลิ่นด้วยอบเชย วานิลลา หรือกานพลู ส่วนใหญ่มีขายแค่ในตลาดคริสต์มาสเท่านั้น โดยเครื่องดื่มนี้ได้รับความนิยมในหมู่ขุนนางของจักรวรรดิโรมันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1402 เพราะช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นในฤดูหนาว ลองนึกดูสิว่าในวันที่อากาศติดลบแล้วได้จิบไวน์ร้อนหวานๆ จะฟินแค่ไหน แต่ขอเตือนไว้ก่อนเลยว่า แม้แต่คอเบียร์ชาวเยอรมันเองก็ยอมรับว่าการดื่ม Glühwein นั้นทำให้เมาเร็วกว่าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทั่วไป บางคนดื่มแค่สองแก้วก็จะกลับบ้านไม่ถูกกันเลย

        Lebkuchen เลบคูเค่น เป็นประเภทหนึ่งของขนมปังขิง ส่วนใหญ่ทำเป็นรูปหัวใจ และมีขนาดเท่าอาหาร 1 มื้อ ส่วนผสมหลักคือน้ำตาล น้ำผึ้ง ถั่ว อบเชย ก้านพลู ขิงแห้ง และเครื่องเทศจากทางตะวันออก ว่ากันว่าเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมมากในหมู่นักบวชช่วงศตวรรษที่ 13 เนื่องจากเครื่องเทศที่อยู่ในขนมปังช่วยทำให้ไม่เกิดความกระหายน้ำ สำหรับคนเยอรมัน เลบคูเค่นเป็นขนมสุดคลาสสิกของเทศกาลคริสต์มาสที่ต้องมีติดไว้ทุกบ้าน และยังสามารถซื้อเป็นของขวัญน่ารักๆ ให้คนสำคัญ เนื่องจากเลบคูเค่นส่วนใหญ่จะมีข้อความหรือภาพวาดประดับไว้บนหน้าขนมปังด้วย 

        Weihnachtspyramide ไม่ใช่แค่อียิปต์ที่มีพีระมิด เยอรมนีก็มีพีระมิดเหมือนกัน แต่เป็นพีระมิดที่นำมาใช้แค่ในวันคริสต์มาสเท่านั้น เรียกว่า Weihnachtspyramide ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ช่างไม้ในยุคกลางทำขึ้นเพื่อเลียนแบบต้นคริสต์มาส แต่น่ารักกว่ามากๆ เพราะเจ้าพีระมิดนี้จะมีใบพัดด้านบน และมีที่ให้จุดเทียนทั้งหมด 4 จุด เมื่อจุดเทียนแล้ว ความร้อนจากเปลวไฟจะดันอากาศขึ้นไปทำให้ใบพัดด้านบนหมุนได้ โดยตรงกลางพีระมิดยังมีการแกะสลักไม้เป็นรูปทรงต่างๆ เช่น สโนว์แมน ต้นคริสต์มาส ผู้คน สัตว์เลี้ยง น่าสนใจที่ภูมิปัญญาหลายร้อยปีนี้ยังสามารถส่งต่อมาถึงคนรุ่นปัจจุบันได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน โดยสามารถพบเห็นร้านค้าที่ขาย Weihnachtspyramid ได้ในตลาดคริสต์มาสทั่วไปในเยอรมนี

 

ตลาดคริสต์มาส

ตลาดคริสต์มาส

Keep the Traditions Alive | รักษาธรรมเนียมเก่าและปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป

        แม้ว่าตลาดคริสต์มาสในเยอรมนีจะเป็นช่องทางทางธุรกิจที่นำรายได้เข้าประเทศมหาศาล แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ตลาดคริสต์มาสที่นี่แตกต่างจากเมืองอื่นๆ ในยุโรป คือการพยายามรักษาธรรมเนียมและวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ตกทอดมาหลายร้อยปี และผสมผสานเข้ากับโลกที่เปลี่ยนไปได้อย่างน่าชื่นชม 

        เราได้เห็นไวน์ร้อนรสชาติใหม่ๆ เลบคูเค่นที่มีข้อความตลกๆ จากอินเทอร์เน็ต และคนหนุ่มสาวมากมายที่ยังสนับสนุนงานฝีมือสุดประณีตจากยุคเก่าแก่ หากตลาดคริสต์มาสในเมืองไหนเริ่มกลายเป็นพื้นที่สำหรับการแสวงหาผลกำไรมากเกินไป คนในชุมชนก็สามารถร้องเรียนได้เช่นกัน 

        อีกสิ่งที่น่าทึ่งคือตลาดคริสต์มาสใหญ่ๆ หลายที่ในเยอรมันขยะน้อยมากจนน่าตกใจ เพราะเขารณรงค์งดใช้บรรจุภัณฑ์ครั้งเดียวทิ้งอย่างจริงจัง ถ้าคุณไปซื้อ Glühwein หรือเครื่องดื่มอื่นๆ ในงาน เราจะได้แก้วเซรามิกสวยๆ ที่ต้องวางมัดจำแก้วละประมาณ 2-4 ยูโรเอาไว้ ถ้าดื่มเสร็จแล้วก็เดินเอาแก้วมาคืน เขาก็จะคืนเงินมัดจำให้ทันที แต่ถ้าชอบแก้วนั้นมากๆ ก็ถือกลับบ้านได้เลย ถือว่าเป็นราคาซื้อแก้วเซรามิกในราคา 2 ยูโร 

        ถึงตรงนี้อย่าถามเราแล้วกันว่ามีแก้วคริสต์มาสอยู่ที่บ้านกี่ใบ

        Frohe Weihnachten! (สุขสันต์วันคริสต์มาสค่ะ)

 

ตลาดคริสต์มาส

What to Try at German Christmas Market

        1. Eierpunsch – นอกจากไวน์ร้อนแล้ว ไอเออร์พุนช์ก็เป็นอีกเครื่องดื่มร้อนที่ห้ามพลาด โดยจะสั่งแบบผสมหรือไม่ผสมแอลกอฮอล์ก็ได้ มีส่วนผสมหลักเป็นไข่ขาว น้ำตาล น้ำส้ม (งงเลยล่ะสิ แต่มันอร่อยมากนะ) ยิ่งถ้าใส่วิปครีมด้วยจะฟินสุดๆ

        2. Feuerwurst/Bratwurst – มาเยอรมันจะไม่กินไส้กรอกได้ไง ที่ตลาดคริสต์มาส เราขอแนะนำฟอยเออร์เวิร์สท์ (Feuerwurst) เป็นไส้กรอกเครื่องเทศจัดที่ออกรสเผ็ดนิดๆ หรือจะเป็นบราทเวิร์สท์ (Bratwurst) ไส้กรอกย่างแบบต้นตำรับก็อร่อยไม่แพ้กัน

        3. Flammlachs – ฟลัมลักส์ คือแซลมอนย่างบนเตาฟืน ทานคู่กับขนมปังบาแก็ต แตงกวาดอง ราดซอสกระเทียมและมายองเนส เป็นเมนูโปรดของเราที่พอไปเดินเมื่อไหร่ต้องแวะซื้อทุกที แค่ได้กลิ่นก็อดใจไม่ไหวแล้วล่ะ

        4. Reibekuchen – ไรเบอร์คูเค่น หรือแพนเค้กมันฝรั่งชุบแป้งทอด เสิร์ฟพร้อมซอสแอปเปิล ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากๆ เพราะความเปรี้ยวหวานของซอสจะช่วยลดความเลี่ยนของมันฝรั่งทอดได้เป็นอย่างดี

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พัทธมน วงษ์รัตนะ

ผู้หญิงสายชิลที่พาตัวเองมาทรมานในประเทศเจ้าระเบียบอย่างเยอรมนี