Serendipity เราไม่ได้เจอด้วยความบังเอิญ ทว่าเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตที่กำหนดให้มารักกัน

Feature
12 Feb 2019
เรื่องโดย:

สีตลา ชาญวิเศษ

รักนี้จะบังเอิญไปไหน! เวลาคนเขาพูดว่า ‘เราเกิดมาคู่กัน’ อะไรกันนะที่ทำให้เขาเชื่ออย่างนั้น? แค่ความรู้สึกอย่างเดียวเท่านั้นเหรอที่ทำให้เกิดความมั่นใจ สำหรับคู่รักหลายคู่ ความมั่นใจว่าเขากับเธอเกิดมาเป็นของกันและกัน เป็นมากกว่าแค่ความรู้สึกที่ลึกซึ้งระหว่างคนสองคน แต่รวมถึงเหตุการณ์ สัญญาณ (sign) ปาฏิหาริย์ หรือปรากฏการณ์เหนือความสามารถมนุษย์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับความรักของพวกเขา หรือที่เรียกว่า ‘Serendipity’ ที่แปลว่า เหตุการณ์หรือโชคดีที่เกิดเอง

     Serendipity ที่เกิดขึ้นในความรักความสัมพันธ์ มีได้หลากหลายแบบ ยกตัวอย่างเช่น คำทำนายล่วงหน้า, การเจอกันในที่ที่ไม่น่าจะเจอกันได้, ชื่อ, การวนเวียนเจอสิ่งของที่เกี่ยวกับคนคนนั้นบ่อยจนเกินจะเรียกว่าบังเอิญ หรือกระทั่งการอธิษฐานขอแล้วเกิดเหตุการณ์ตามที่ขอจริง เป็นต้น

     เมื่อเกิดเหตุการณ์แปลกๆ เข้ามาร่วมด้วย ก็ย่อมทำให้คนสองคนเกิดความมั่นใจว่า เขาและเธอไม่ได้เจอด้วยความบังเอิญ แต่เป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตที่กำหนดให้มารักกัน

     คู่รักหลายคู่ประสบกับเรื่อง Serendipity ผ่านคำทำนายหรือคำพูดของคนล่วงหน้า เช่น บางคนไปดูหมอดู แล้วหมอดูทักว่าจะเจอแฟนภายใน 1 เดือน ทั้งที่ตอนนั้นไม่มีวี่แววว่าจะเจอใคร แต่สุดท้ายก็ได้เจอและคบกับแฟนจริง หรือบางคนมีความฝันล่วงหน้าว่ามีผู้ชายเดินเข้ามาในห้องนอน หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เจอสามี

     หรือแม้แต่เรื่องของหมูกับแพน ที่เริ่มต้นราวสามอาทิตย์ก่อนที่หมูจะได้คุยกับแพนสองต่อสองเป็นครั้งแรก หมูบังเอิญเจอพี่แม่บ้านที่ออฟฟิศเก่าที่เขาสนิทด้วย ชื่อว่าพี่แก้ว และตามประสาคนไม่ได้เจอกันมานาน พี่แก้วก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและเรื่องหัวใจของหมู ซึ่งหมูบอกไปว่าเขายังไม่มีใคร แต่ด้วยอะไรดลใจพี่แก้วก็ไม่รู้ อยู่ๆ พี่แก้วก็พูดขึ้นมาว่า “พี่ว่า น้องควรจะคบกับดาราเซเลบนะ” ประโยคนั้นทำหมูช็อกและงงไปเลย เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่อาทิตย์ เขาเพิ่งส่งจดหมายไปหาแพนเพื่อให้กำลังใจเธอในฐานะแฟนคลับคนหนึ่ง แต่หมูไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง หมูเลยตกใจว่าทำไมพี่แก้วถึงพูดอย่างนั้น และการบอกให้คบกับดาราเซเลบก็คงไม่ใช่ประโยคที่อยู่ๆ ใครจะมาพูดกัน มันเลยน่าตกใจ แถมที่สำคัญคือ ออกมาจากปากพี่แก้ว พี่ที่เขาไม่คิดว่าจะพูดเรื่องนี้กับเขา

     สิ่งที่เหลือเชื่อมากกว่านั้นคือหลังจากคุยกับพี่แก้วไม่กี่อาทิตย์ แพนก็ติดต่อกลับมาหาหมู และกลายเป็นจุดที่ทำให้คนสองคนเริ่มสานความสัมพันธ์กัน ด้านแพนเองก็มีเรื่องตกใจด้วยเหมือนกัน เมื่อเธอมารู้ทีหลังว่าหมูกับเธอมีรอยสักเป็นคำเดียวกัน โดยต่างคนต่างสักกันก่อนที่พวกเขาจะเจอกัน

     ดังนั้น ทั้งหมูและแพนจึงเชื่อมากว่าความรักของพวกเขาไม่ได้เกิดจากแค่เขากับเธอเท่านั้น แต่มีพระเจ้าหรือพรหมลิขิตอะไรบางอย่างช่วยพวกเขาอยู่เบื้องหลัง เพราะเขากับเธอก็ยังเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ความเป็นจริงเขาและเธออยู่กันคนละโลก คนละสังคมกันเลย

 

Serendipity

 

การเจอกันโดยบังเอิญ

     คนบนโลกนี้มีเป็นพันล้านคน การที่คนแปลกหน้าสองคนโคจรมาเจอกันย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่มันจะยิ่งไม่ธรรมดาไปใหญ่ ถ้าคนสองคนไม่ได้มีอะไรข้องเกี่ยวกัน แต่อยู่ๆ ก็ต้องมาเจอกันอีกครั้งโดยบังเอิญ เช่น การพบกันอีกครั้งของพัฒน์กับบัว หลังทั้งคู่ไม่ได้เจอกันมานาน 30 กว่าปี

     เมื่อ 60 กว่าปีก่อน พัฒน์กับบัวชอบพอกัน โดยพัฒน์ทำงานเป็นคนพายเรือข้ามฟาก ส่วนบัวเป็นลูกสาวข้าราชการที่อยู่ละแวกนั้น ทว่าวันหนึ่งพ่อของบัวก็อยากให้เธอได้เป็นฝั่งเป็นฝากับคนที่ดูมีอนาคตมากกว่าพัฒน์ พ่อเลยจับให้บัวแต่งงานกับหนุ่มใหญ่ข้าราชการ เลยทำให้ความรักของพัฒน์กับบัวสิ้นสุดลง

     บัวจึงกลายมาเป็นคุณแม่ลูกสาม ส่วนพัฒน์หลังจากเลิกกับบัวไปแล้ว เขาก็แต่งงานกับสาวแถวๆ นั้น โดยทั้งสองไม่ได้เจอกันอีกเลย ถัดมา 30 กว่าปี สามีบัวตายไปแล้วหลายปี ส่วนภรรยาพัฒน์ก็ตายไปหลายปีแล้วเช่นกัน มีวันหนึ่งที่บัวเดินทางไปร่วมงานลูกเสือชาวบ้านในย่านหลักสี่ที่เธอเป็นอาสาสมัครอยู่ พัฒน์ก็เดินทางไปร่วมงานเช่นกันเพื่อนำเงินไปบริจาค และวันนั้นทั้งพัฒน์กับบัวในวัยคุณตาคุณยายก็ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ทั้งที่ร้อยวันพันปีไม่เคยเจอกันมาก่อน

     และแล้วความรักที่เคยปลูกไว้เมื่อครั้งยังเยาว์ก็กลับมาเบิกบาน ทั้งสองจึงตัดสินใจแต่งงานอยู่กินด้วยกันในวัย 60 กว่า โดยมีโอกาสได้อยู่ด้วยกันนานกว่า 20 ปี ก่อนที่พัฒน์จะจากไปเมื่อสามปีก่อน

     แต่ถึงอย่างนั้น คู่รักคู่นี้ก็ยังมีเวลาได้อยู่ด้วยกัน แม้พวกเขาต้องรอกันนานกว่า 30 ปี

 

สิ่งของที่วนเวียนมาทำให้นึกถึง

     บางครั้ง Serendipity อาจไม่ใช่การวนเวียนมาเจอกันบ่อยๆ แต่เป็นสิ่งของที่มีความหมายระหว่างคนสองคนที่วนเวียนให้มาเจอแบบซ้ำๆ เช่น คู่รักคู่หนึ่งในหนังสือ When God Winks on Love ทุกครั้งที่พวกเขามาเจอกัน จะต้องมีเพลงที่พวกเขาเคยฟังตอนใช้เวลาร่วมกันคลอเป็นแบ็กกราวนด์เสมอ ทั้งที่เพลงเพลงนั้นเป็นเพลงที่ไม่ได้ดังฮิตติดชาร์ต แต่ทุกครั้งที่เจอก็จะต้องมีเพลงนี้เปิดคลออยู่บริเวณนั้นอย่างน่าประหลาดใจ

     หรืออีกตัวอย่างฮาๆ ของบอมกับส้ม ที่มีต้นส้มเป็น Serendipity เรื่องเกิดจากว่าบอมกับส้มเคยคุยๆ กันมาก่อน แต่มีเหตุผิดใจจนทำให้แยกย้ายกันไป จนวันหนึ่งที่บอมกำลังจะคุยกับผู้หญิงคนใหม่ อยู่ๆ ก็มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น เมื่อโต๊ะอาหารที่เขาจองไว้สำหรับเดตครั้งแรกดันมีต้นส้มต้นใหญ่ตั้งอยู่ข้างโต๊ะ ราวกับมาแย่งซีนเป็นก้างขวางคอสองคนนี้ ต้นส้มต้นนั้นทำให้บอมแปลกใจมาก

     อย่างแรกคือ เขาแทบไม่เคยเห็นร้านอาหารที่ไหนตกแต่งร้านด้วยต้นส้มมาก่อน อย่างที่สองคือ แล้วอะไรหนอถึงทำให้เขาได้โต๊ะที่มีต้นส้มตั้งอยู่ตรงนั้นพอดี ซึ่งสุดท้ายบอมก็ไม่ได้คบกับผู้หญิงคนนั้นจริงๆ เพราะมารู้ใจตัวเองทีหลังว่ารักส้ม ก็เลยกลับไปหาและขอคบกับส้มอีกครั้ง

     มีภาพยนตร์และหนังสือหลายเล่มที่หยิบเอาเรื่องของ Serendipity มาใช้เป็นตัวดำเนินเรื่อง ซึ่งทำให้หลายคนประทับใจจนน้ำตาเปียกผ้าเช็ดหน้ากันมาแล้ว เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Serendipity (2001) ถ่ายทอดความรักในบรรยากาศคริสต์มาสที่พูดถึงซาร่าและโจนาธาน เป็นเรื่องของชายหนุ่มและหญิงสาวแปลกหน้าที่บังเอิญมาเจอกัน ขณะเอื้อมมือไปแย่งถุงมือที่เหลืออยู่คู่เดียวในห้าง จากนั้นทั้งสองได้พูดคุยและใช้เวลาร่วมกันในวันนั้นจนความรู้สึกดีก่อตัวขึ้น แต่สุดท้ายทั้งสองก็ต้องแยกย้ายจากกันไป และแน่นอนว่าในช่วงที่ทั้งสองใกล้จะแต่งงาน ก็มีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งสองจึงออกเดินทางเพื่อตามหาอีกฝ่ายในช่วงไม่กี่วันก่อนแต่งงาน เพราะเสียงหัวใจของพวกเขาเรียกร้องว่า ที่สุดแล้วพวกเขาต่างรอเจอกันและกัน และในตอนนั้นโชคชะตาก็ทำงานผ่านชีวิตเขาและเธออย่างมหัศจรรย์

     หรือถ้าใครชอบอ่านเรื่องปาฏิหาริย์แปลกๆ ไม่ควรพลาดหนังสือซีรีส์ชื่อ Godwink โดย SQuire Rushnell ที่จะรวบรวมเรื่องราวของคนที่เชื่อในพระเจ้าและเคยมีประสบการณ์ปาฏิหาริย์แปลกๆ และชวนอมยิ้ม มารวบรวมไว้แบบจุใจ ซึ่งรัชเนลเองหลังจากเขียนหนังสือ Godwink ออกมา เขาก็เขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่ง โดยเล่มนี้เป็นคำพยานที่เกี่ยวกับความรักโดยเฉพาะ ชื่อ When Godwink on Love

     หนึ่งในเรื่องราวความรักก็มีเรื่องของตัวรัชเนลกับภรรยาของเขาด้วยเช่นกัน เดิมทีเขากับลูอิสเคยเจอกันมาก่อนตอนที่ทำงานร่วมกัน แต่ตอนนั้นทั้งสองยังไม่ได้ชอบพออะไรกัน จนวันหนึ่งรัชเนลมีธุระต้องไปนิวยอร์กเพื่อไปคุยงาน แต่สุดท้ายถูกยกเลิกนัดกะทันหัน เขาเลยตัดสินใจไปดูมิวสิคัลแทน ซึ่งที่นั่นทำให้เขาได้พบกับลูอิสอีกครั้ง เป็นโอกาสที่ทำให้ทั้งสองได้สานสัมพันธ์และแต่งงานในที่สุด

 

คำอธิษฐานที่เกิดขึ้นจริง

     คนเราพอจนปัญญาก็มักจะหันหน้าไปพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น Serendipity ข้อนี้เลยเป็นข้อหนึ่งที่หลายคนประสบร่วมกันบ่อยๆ โดยเฉพาะคนที่เชื่อเรื่องโชคชะตาหรือเชื่อเรื่องพระเจ้า ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของมีน ที่ตัดสินใจเรื่องแฟนไม่ได้สักที สุดท้ายก็เป็นพระเจ้าที่เข้ามาช่วยให้มีนตัดใจเลิกกับแฟนเก่าที่เจ้าชู้ได้สำเร็จ และอีกครั้งคือตอนที่มีนไม่มั่นใจนักว่าแฟนใหม่คือคนที่ใช่จริงหรือเปล่า

     สามปีก่อน มีนทนคบกับแฟนนักบินสุดเจ้าชู้ที่ชอบหนีไปมีกิ๊กหรือนอนกับผู้หญิงอื่นเป็นประจำ แต่ถึงอย่างนั้นมีนก็ฝืนกล้ำกลืนความเจ็บปวดทนคบแฟนต่อไป เพราะคิดว่าสุดท้ายต่อให้แฟนไปมีใครก็คงเลือกมีนอยู่ดี แต่แล้ววันหนึ่งพระเจ้าอยากให้มีนหลุดพ้นจากบ่วงนี้ก็เลยส่งตัวช่วยเข้ามา ตัวช่วยที่ว่านี้คือเพื่อนของมีน เมื่อวันหนึ่งมีนจับได้ว่าคนที่แฟนไปนอนด้วยไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็นเพื่อนตัวเอง และเหตุการณ์นี้ก็กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้มีนเกินจะทนไม่ไหว ตัดสินใจยอมเลิกเด็ดขาดกับแฟนได้สำเร็จ

     ต่อมาพระเจ้าก็ส่งบททดสอบมาให้มีนอีกครั้ง เมื่อมีนพบว่าผู้ชายคนใหม่ที่รู้จักผ่าน Tinder ก็เป็นนักบินเหมือนกัน! ซึ่งนั่นทำให้มีนยิ่งหลอนขึ้นไปใหญ่ แต่รอบนี้พระเจ้าตั้งใจส่งมาให้มีนดูว่าต่อให้เป็นนักบินเหมือนกับคนเก่า แต่เมื่อเป็นคนที่พระเจ้าเลือกให้แล้ว นักบินก็นักบินเถอะ แต่เขาเป็นคนดีและรักมีนจริง

     ซึ่งตัวมีนก็รับรู้ได้ว่าแฟนใหม่คนนี้เป็นคนดีและน่ารักมาก ที่สำคัญ เป็นคนที่คิดเผื่อมีนเสมอ โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใส แฟนคนนี้ไม่ต้องรอให้มีนถามว่าไปไหน ไปกับใคร เพราะแฟนจะชิงบอกก่อนเสมอว่าเขาตรงไปตรงมา และไม่มีอะไรจริงๆ หรือถ้ามีสาวอื่นมาแอบปลื้มเขา เขาก็จะเล่าให้มีนฟัง แถมใจกล้าถึงขนาดแชตไปบอกให้ผู้หญิงห้ามยุ่งต่อหน้ามีน เพราะอยากให้มีนสบายใจที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

     เวลาผ่านไปเกือบ 6 เดือน มีนเริ่มสบายใจขึ้นว่าแฟนคนนี้นี่แหละที่ตามหามานาน แต่ติดอยู่ข้อเดียวตรงที่ว่าถึงแฟนเป็นคนไม่เจ้าชู้ แต่ก็มีนิสัยใจเย็นจนถึงขั้นเนิบมาก และหลายครั้งนิสัยเนิบนั้นทำให้มีนหงุดหงิด จนวันหนึ่งมีนปรี๊ดแตกเพราะทนไม่ไหวกับแฟน รอบนี้มีนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ระหว่างร้องไห้ในรถ มีนก็ตั้งจิตและอธิษฐานขอพระเจ้าที่เคยช่วยมีนไว้ทีหนึ่งตอนแฟนเก่าว่า “พระเจ้า ถ้าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนของลูก ขอให้พระเจ้าตัดเขาออกไปจากลูกเถอะ”
5 วินาทีถัดมา ย้ำว่า 5 วินาที! ถัดมา เสียงโทรศัพท์มีนก็ดังขึ้น ปลายสายก็คือแฟนมีนที่พูดขึ้นมาว่า “ที่รัก อยู่ไหนแล้ว กินข้าวหรือยัง เราซื้อกับข้าวมารอตัวเองอยู่นะ” ตอนนั้นมีนหมดทุกคำถามในใจ ซึ่งปีหน้าสองคนนี้กำลังจะแต่งงานกัน

 

Serendipity

 

คนที่เชื่อเรื่องพรหมลิขิตจะตัดสินใจคบใครเร็วกว่าคนที่ไม่เชื่อ

     จากงานวิจัย Implicit theories of relationships: Assessment and prediction of romantic relationship initiation, coping, and longevity (1998) by Knee, C. Raymond พบว่า คนที่เชื่อเรื่องพรหมลิขิต (Destiny Belief) จะตัดสินใจคบหาใครสักคนเร็วกว่าคนที่เชื่อเรื่องการเติบโต (Growth Belief) พูดง่ายๆ คือคนที่เชื่อพรหมลิขิตมองว่าพวกเขาไม่ได้ตัดสินใจอยู่คนเดียว แต่มีโชคชะตาหรือพรหมลิขิตคอยช่วยพวกเขาตัดสินใจด้วย ก็คิดง่ายๆ ว่าถ้ามี Serendipity เกิดขึ้นแปลกๆ จนรู้สึกว่าคนสองคนถูกจงใจให้มาเจอกัน เจ้าตัวก็น่าจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นกว่าคนที่ไม่มีเหตุการณ์แปลกๆ

     ขณะที่คนที่เชื่อเรื่องการเติบโต หรืออาจเพราะไม่มีประสบการณ์แบบ Serendipity ก็ต้องพึ่งพาวิจารณญาณตัวเอง ฉะนั้น คนกลุ่มนี้จึงใช้เวลานานกว่าในการตัดสินใจเลือกใครมาเป็นคู่ครอง

 

รักแรกพบกับระยะเวลาพิสูจน์หัวใจ

     บางครั้งรักแรกพบก็อาจจะต้องใช้เวลาพิสูจน์ใจ เหมือนกับเรื่องของ ‘เฮียโหล’ – สัญญา ชาญวิเศษ และ ‘จู’ – พัฒราภรณ์ วัฒนศักดิ์ศิริ ที่พบว่าพวกเขาตกหลุมรักกันและกันตั้งแต่วันแรกที่เจอ แต่โชคชะตาก็เล่นตลกด้วยการพาทั้งคู่ให้ห่างกันไป จนวันหนึ่งพวกเขาก็กลับมาเจอกันอีกครั้งผ่านคำอธิฐาน

     พี่จู: วันนั้นเฮียเขามาดูตัวพี่ คือป้าที่ขอนแก่นโทร.ไปบอกเขาว่า มีผู้หญิงอยากแนะนำให้รู้จัก เป็นลูกสาวเถ้าแก่เจ้าของเขียงหมูในตลาด ปกติเฮียเขาไม่สนใจเรื่องดูตัวเลยนะ แต่ยังไงไม่รู้ วันนั้นเขาตามป้ามา ที่พี่ขำคือเขาทำตัวยังกับเด็กเลย เดินตามป้าเป็นเด็กๆ มาแอบดูเรา (เขิน)

     เฮียโหล: ตอนเจอก็ไม่มีอะไร ก็ทักทาย แซวหยอกเขา จากนั้นก็โทรศัพท์คุยกัน

     พี่จู: ก็รู้ว่าที่เขาโทร.มาคือจีบแหละ ก็โตๆ กันแล้ว เอาจริงตอนนั้นเราก็ชอบเขานะ เพราะว่าเขาจน (หัวเราะ) คือเราเป็นลูกสาวบ้านคนจีนที่ช่วยป๋าทำงานมาตั้งแต่เด็ก เลยเป็นคนชอบทำงาน แต่หนุ่มๆ ที่มาจีบส่วนใหญ่เป็นลูกเถ้าแก่ มีสตางค์ ชีวิตไม่ลำบาก เลยคิดว่าถ้าฉันแต่งงานกับคนแบบนี้ก็คงไปเป็นคุณนาย ไม่ได้ทำงานแน่ๆ ซึ่งเราไม่ชอบ แต่ตอนมาเจอเฮียโหลนี่แหละ เขาบอกเราแต่แรกเลยว่าเขามีหนี้เขาลำบากนะ แต่เขาก็พยายามดิ้นรนอยู่ เลยประทับใจในตัวเขา

     พอคุยไปเรื่อยๆ ก็คิดว่าคนนี้สเปกเราเลย เราชอบที่เขาขยัน แต่มีวันหนึ่งพี่โกรธเขามาก เพราะป้าหวังดีไง คือป้าอยากให้พี่ได้กับเฮียโหล ก็เลยมาพูดว่า เนี่ย เฮียโหลเขารวยนะ พอได้ยินอย่างนั้น เราก็โกรธ เพราะคิดว่าเฮียโหลโกหกเรา

     เฮียโหล: มีวันหนึ่งจูมาเที่ยวบุรีรัมย์กับที่บ้านเขา เขาก็โทร.มาหาเราว่าจะมาบุรีรัมย์ งั้นมาเจอกันหน่อย เราก็เลยพาเขากับที่บ้านไปเที่ยวปราสาทพนมรุ้ง แล้วก็พามากินข้าว

     พี่จู: ตอนที่กินข้าวกัน พี่ไม่รู้เลยว่าเฮียเขาโกรธพี่ เรื่องของเรื่องคือเฮียเขาชอบผู้หญิงง่ายๆ ติดดิน เพราะเขามีแม่ที่ป่วยอยู่ เขาเลยอยากได้ผู้หญิงที่ไม่รังเกียจแม่เขา ลำบากไปกับเขาได้ แต่วันนั้นเราดันเขินเขาไง (หัวเราะ) เลยกินอะไรไม่ค่อยลง กินน้อย เฮียเขานึกเอาเองว่าเป็นคนกินยาก ดูจะเป็นคนหยิ่งๆ เขาก็เลยเลิกคุยกับเราไปเลย

     จากนั้นเราหายกันไปไม่ได้คุยกัน 7 เดือน ไม่ยอมติดต่อมาเลย ส่วนเราตอนนั้นก็โกรธเขาอยู่ด้วย เรื่องที่คิดว่าเขาโกหกว่าจน ตอนนั้นเฮิร์ตมาก เกิดมาไม่เคยร้องไห้เพราะผู้ชาย แล้วป๋าคงเห็นว่าเราเศร้ามาก เลยให้หยุดทำงาน เราขอป๋าลงไปกรุงเทพฯ เพราะเกิดมาจนอายุสามสิบกว่าเราไม่เคยไปกรุงเทพฯ เลยนะ แต่ตอนนั้นเศร้ามาก อยากไปไหว้พระที่วัดพระแก้ว ก็นั่งรถทัวร์ลงไปกรุงเทพฯ คนเดียว พอถึงกรุงเทพฯ ก็รีบไปวัดพระแก้วทันที

     เราอธิษฐานขอว่า ถ้าสิ่งที่เฮียโหลพูดเป็นความจริงว่าเขาจน และเขาเป็นคนที่ใช่จริงๆ ขอให้เราสองคนกลับมาเจอกัน และแต่งงานกัน ถ้าได้แต่งงานกันขอมีลูกในปีถัดไป เพราะอยากเที่ยวก่อนสักปีหนึ่ง (หัวเราะ) พอขอพรกับพระแก้วมรกตเสร็จก็นั่งรถตรงกลับขอนแก่นเลย ก็สบายใจ กลับไปใช้ชีวิตต่อได้ แต่ก็คิดไว้แล้วนะถ้าไม่ใช่ผู้ชายคนนี้ก็ไม่ขอแต่งกับใครแล้ว อยู่เป็นโสดเลยดีกว่า เพราะเราชอบเขามาก

     เฮียโหล: จากนั้นสักประมาณ 7 เดือนมั้ง อยู่ๆ จูเขาก็โทร.มาถามทางไปปราสาทพนมรุ้ง พอดีว่าบ้านเขาก็จะมาเที่ยวบุรีรัมย์อีก เราก็เลยไปหาเขา วันนั้นก็รู้แล้วว่าคนนี้คือคนที่ใช่ จากนั้นสามเดือนก็ไปหาป้าคนนั้นแหละ คนที่บอกว่าพี่รวย ให้ช่วยเป็นผู้ใหญ่ไปขอจูแต่งงาน

     พี่จู: แล้วมันก็จริงอย่างที่ขอพระเลยนะ คือตอนเจอกันอีกรอบก็รู้ว่าครั้งนี้คือใช่คนนี้แล้วแหละ ก็เลยได้กลับมาคบกัน จากนั้นสามเดือนก็ได้แต่งงาน และที่แปลกกว่านั้นคือพี่มามีลูกในปีถัดมาตามที่ขอพระไว้เลย อย่างทุกวันนี้เวลาลงไปกรุงเทพฯ เราจะชอบขอให้เฮียพาไปไหว้วัดพระแก้ว (หัวเราะ) เพราะเป็นที่ที่ทำให้เราได้กลับมาคบและอยู่ด้วยกัน

     เฮียโหล: นี่ก็เพิ่งรู้ครั้งแรกว่าทำไมจูถึงชอบขอให้ไปไหว้พระวัดพระแก้ว (หัวเราะ)

 

ชื่อฉัน ชื่อเธอ ชื่อเราคล้ายๆ กัน

     คุณเคยได้ยินเรื่องอะไรแปลกๆ ไหม เช่น คู่รักมีชื่อเล่นชื่อเดียวกัน เช่น นก สินจัย กับนก ฉัตรชัย หรือคู่รักที่ร้านขายน้ำแถวบ้านเรา ผู้ชายชื่อ ‘เก๋’ ผู้หญิงชื่อ ‘ไก๋’ รวมกันเลยเป็นคู่ ‘เก๋ไก๋’ แต่ก็มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรัก เพราะชื่อของเขาและเธอดันไปพ้องกับคู่รักอเมริกาคู่หนึ่ง นั่นคือ บิล กับ ฮิลลารี คลินตัน

     เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อพ่อแม่สองคู่ที่เคยเป็นคู่ดับเบิลเดต (เที่ยวด้วยกันเป็นคู่) ได้กลับมาติดต่อกันอีกครั้งหลังไม่ได้คุยกันมานานหลายสิบปี เมื่อทั้งสองบ้านคุยกันถึงได้รู้ว่าบ้านหนึ่งมีลูกสาวชื่อ ‘ฮิลลารี’ ส่วนอีกบ้านหนึ่งมีลูกชายชื่อ ‘บิล’

     พ่อแม่สองบ้านเลยคุยกันขำๆ ว่า ถ้าลูกชายกับลูกสาวบ้านเราคบกันคงตลกดีนะ อยากให้ทั้งสองได้เจอกัน แต่สิ่งที่ประหลาดกว่านั้นคือ พอถามว่าลูกฉันลูกเธออยู่ที่ไหน ปรากฏว่าลูกทั้งสองบ้านอยู่ที่นิวยอร์กเหมือนกัน และที่พีกสุดๆ คือทั้งสองดันพักอยู่อพาร์ตเมนต์เดียวกันด้วย

     ความมหัศจรรย์สุดจะบังเอิญนี้เลยทำให้พ่อแม่ทั้งสองบ้านตัดสินใจว่าควรจะให้บิลกับฮิลลารีเจอกันได้แล้ว พ่อแม่ของบิลเลยกดดันบอกให้บิลไปหาฮิลลารี แต่บิลกลับไม่ยอมไปหา ผัดวันไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่าหมดยุคคลุมถุงชนแล้ว เรื่องอะไรที่เขาจะต้องไปหาผู้หญิงที่เขาไม่รู้จักเพียงเพราะพ่อแม่แนะนำ ด้านพ่อแม่ฮิลลารีก็ถามฮิลลารีเป็นประจำว่าได้เจอบิลหรือยัง แต่ฮิลลารีก็ตอบว่าบิลไม่ยอมมาหาสักที

     เมื่อแม่ของบิลรู้ว่าลูกชายไม่ยอมไปหาฮิลลารีสักที ก็เลยโทรศัพท์ไปต่อว่า จนบิลเริ่มลังเลว่าจะตามใจแม่สักครั้งดีไหม จากนั้นไม่กี่วันระหว่างที่บิลออกไปทำงาน เขาก็บังเอิญเจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานานระหว่างทาง แต่ที่แปลกกว่านั้นคือ ตอนเขากลับมาบ้าน เขาก็เจอเพื่อนคนเดิมที่เจอเมื่อเช้าอีกรอบหน้าอพาร์ตเมนต์ เขาจึงถามเพื่อนว่ามาหาใครที่นี่ ซึ่งไม่ต้องเดาให้ยาก เพื่อนเก่าคนนั้นบอกว่ามาหาเพื่อนชื่อฮิลลารี

     ตอนนั้นบิลรู้สึกประหลาดใจมาก และรู้สึกว่าเรื่องนี้มันต้องไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะอะไรกันที่จะทำให้เขาเจอเพื่อนเก่าที่ไม่เจอกันมานานถึงสองรอบในวันเดียวกัน แถมยังมิวายวนเวียนกับฮิลลารี วันนั้นเองเขาเลยตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาฮิลลารีเพื่อนัดไปกินข้าวเย็นที่ห้องเธอ

     และในวันที่บิลเจอกับฮิลลารี เขาก็ตกใจมาก เพราะฮิลลารีเป็นคนสวยและน่ารักตรงสเปกเขาเลย และทั้งสองคนก็เข้ากันได้ดีมาก และแน่นอนว่าตอนจบของเรื่องนี้คือ บิลกับฮิลลารีได้แต่งงานกัน กลายเป็นคู่รักบิล-ฮิลลารี เพียงแค่ไม่ใช่คนของบ้านคลินตันเท่านั้น

 

Serendipity

 

Believe in Destiny

     คนที่จะมีความเชื่อเรื่อง Serendipity ในแง่หนึ่งจำเป็นจะต้องยอมรับว่า มีอะไรที่อยู่เหนือธรรมชาติควบคุมอยู่ เช่น พระเจ้า หรือโชคชะตาฟ้าดิน พูดอีกอย่างคือ ไม่ได้เชื่อว่าทุกอย่างเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เชื่อว่ามีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ควบคุมและกำหนดอยู่ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่แนวคิด Serendipity จะไปด้วยกันกับแนวคิดทางศาสนา

 

Skepticism

     อีกด้านหนึ่งก็มีอีกแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่า Skepticism หรือที่ภาษาไทยใช้คำว่า ‘วิมุตินิยม’ ซึ่งคำนี้ถูกตีความได้หลายความหมาย บางครั้งหากใช้ในทางศาสนา จะหมายถึงการไม่ยึดติดกับสิ่งใด หรือถ้าใช้ในแง่ของพระเจ้า คือการไม่เชื่อในพระเจ้า แต่ถ้าเป็นความกลางๆ คือ การไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เช่นกัน หากเป็นเรื่องของ Serendipity คนที่เรียกตัวเองว่าเป็น Skepticism จะมองว่าเหตุการณ์บังเอิญเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น ไม่ได้เกิดจากมีอะไรมากำหนดหรือจงใจให้เกิด

 

Observer-Expectancy Effect

     เป็นไหม เวลาเราชอบใคร เรามักจะเห็นหรือรับรู้อะไรเกี่ยวกับคนที่ชอบบ่อยๆ ถ้าเป็นคนที่เชื่อในเรื่อง Serendipity อาจมองว่านี่เป็นสัญญาณที่เบื้องบนกำลังส่งมาให้พวกเขาเดินหน้าต่อ แต่ในมุมของจิตวิทยา มันก็มีคำอธิบายเช่นกันว่า อาจเป็นลักษณะของการพยายามหาข้อมูลที่เข้าข้างตัวเอง หรือที่เรียกว่า ‘Observer-expectancy Effect’ หรือแปลได้ว่า กลไกมองหาสิ่งที่ตัวเองคาดหวัง

     โดยกลไกนี้ไว้ใช้เรียก อคติ (Bias) ที่เกิดจากตัวนักวิจัยหรือนักทดลองที่เวลาทำการวิจัยอะไรก็ตาม มีแนวโน้มที่จะสังเกตหรือหาผลลัพธ์ที่ใกล้กับสมมติฐานที่ตัวเองตั้งคิด เช่นกันกับคนที่มีความรัก ก็มีความเป็นไปได้ว่า เหตุผลที่เราเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่เกี่ยวกับคนที่เรารัก อาจเป็นเพราะสมองของเราพยายามเสาะส่องหาอะไรที่มาคอนเฟิร์มสิ่งที่เราคาดหวังอยากให้เป็น

 


ภาพประกอบ: Erdy

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สีตลา ชาญวิเศษ

คนทำงานด้านกลยุทธ์คอนเทนต์ นักเขียน นักการตลาดที่ชอบทำงานกับเกษตรกรและชุมชน