เชาวเลข สร่างทุกข์: เราอาจสูญเสียข้าวของเงินทองได้ แต่อย่าสูญเสียกำลังใจในการใช้ชีวิต

The Lesson
15 Nov 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตน้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 17 ปี เราได้เห็นภาพน้ำใจของคนไทยมากมายทั้งจากภาคเอกชน รวมถึงบรรดาสื่อมวลชนที่ต่างพร้อมใจกันออกมาให้ความช่วยเหลือ หนึ่งในทีมที่เข้าถึงพื้นที่ประสบภัยเป็นกลุ่มแรกๆ คือทีมของ ‘เชาว์’ – เชาวเลข สร่างทุกข์ พี่ใหญ่ใจดี อดีต 1 ใน 3 ของผู้ก่อตั้งค่ายเพลงสมอลล์รูม

        ปัจจุบัน เชาว์เป็นครีเอทีฟโฆษณา ดูแลคอนเทนต์เชิงการตลาดให้กับบริษัท Lotus Bedding Group และเป็นอาจารย์สอนวิชาการเขียนเนื้อเพลงดนตรีสมัยนิยม ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล 

        ตั้งแต่ช่วงแรกที่ได้ยินข่าวน้ำท่วมภาคอีสาน เขาและทีมงาน รวมถึงรุ่นน้องที่สนิทสนมอย่าง ‘ได๋’ – ไดอาน่า จงจินตนาการ นักแสดงสาวและพิธีกร จับมือลุยไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่โดยมีบริษัทของเขาเป็นแบ็กอัพหลักของโปรเจ็กต์ ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต เขามองเห็นทั้งความเศร้าโศก ความสิ้นหวัง จนกระทั่งสถานการณ์ค่อยคลี่คลาย ความทุกข์ยากในวันนั้นจึงตกตะกอนกลายเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิตที่ว่าด้วย ‘การให้’

        “แค่เราโผล่หน้าไปให้เขาเห็น ไปทักทายเขา เขาก็ดีใจและมีรอยยิ้มขึ้นมาแล้ว” เชาว์ถ่ายทอดสิ่งที่ได้พบเห็นมาพร้อมกับรอยยิ้มระหว่างการสนทนา

        บทเรียนครั้งสำคัญนี้สอนให้เชาว์รู้ว่า “แก่นแท้ของการให้มีอยู่สองอย่าง คือการให้โอกาสเขาได้มีชีวิตอยู่ต่อไป และการสอนให้เขาได้รู้ว่าเรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร”  

 

เชาวเลข สร่างทุกข์

การให้… ต้องให้ถึงมือผู้รับ 

        “ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่อีสานตอนกลางจากพายุโพดุล ผมกับเจ้านายคุยกันว่าอยากเอาที่นอนไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านที่เดือดร้อน แล้วเราก็เดินทางลงไปในพื้นที่เกิดเหตุพร้อมกับได๋ (ไดอาน่า จงจินตนาการ) เรานำที่นอนไปประมาณสามคันรถเกือบสามพันชุด โดยเอาไปส่งไว้ที่ศูนย์กลางเพื่อให้เขาแจกจ่ายกันต่อไป อย่างไรก็ตาม วิธีการแบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือดูเป็นระบบระเบียบ แต่ข้อเสียคือในหลายๆ ครั้งสิ่งของไม่ได้ถูกกระจายต่อหรือค้างอยู่ที่ศูนย์ฯ เป็นเวลานาน เพราะจริงๆ แล้วเจ้านายผมก็กำชับมาว่าอยากให้ความช่วยเหลือส่งไปถึงมือชาวบ้านจริงๆ พวกเราก็พยายามเรียนรู้ หาวิธีจัดการว่าควรจะทำอย่างไร เพราะในพื้นที่จะมีทั้งเจ้าหน้าที่ ชาวบ้าน รวมทั้งอาสาสมัครที่กรูกันเข้ามา วุ่นวายมาก มีทั้งคนดีและคนไม่ดี แล้วก็ยังมีคนที่ต้องการทำงานเพื่อเอาหน้าหรือข้าราชการที่เตะถ่วง เพราะฉะนั้น การส่งความช่วยเหลือให้ถึงมือผู้เดือดร้อนจริงๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย 

        “หลังจากนั้นก็ได้ยินข่าวว่าที่อุบลราชธานีมีน้ำขึ้นสูงมาก พวกเราจึงตัดสินใจลงพื้นที่ไปช่วยอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมกับได๋ได้บทเรียนกันมาแล้ว เราจึงวางแผนว่าจะแบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วน คือแบ่งของมาช่วยผ่านทางราชการส่วนหนึ่งไปเลย และอีกส่วนคือเราจะลงไปช่วยด้วยตัวเองพร้อมทั้งทีมกู้ภัยที่ประสานไว้ เพราะพวกเราไม่ชอบไปยื่นของเพื่อให้สื่อมาถ่ายรูป การที่เราวางแผนชัดเจนแบบนี้จึงทำให้พวกเราเป็นชุดแรกๆ ที่ไปถึงพื้นที่ โดยเฉพาะในหมู่บ้านที่น้ำท่วมหนักๆ ที่คนอื่นยังเข้าไม่ถึง”  

การให้… ต้องทันท่วงที

        “ที่จริงเราควรจะรู้ก่อนด้วยซ้ำว่าน้ำจะไหลเข้าอุบลฯ เพราะภูมิประเทศของอีสานเป็นที่ราบสูง เอียงลงไปทางแม่น้ำโขง แปลว่าน้ำที่สะสมอยู่ที่ขอนแก่น ร้อยเอ็ด รวมถึงยโสธร จะไหลไปรวมกันที่แม่น้ำมูลกับแม่น้ำชี และก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงจะต้องผ่านอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลฯ น้ำที่สะสมมาทั้งหมดจึงไหลมาท่วมที่อุบลฯ โดยปริยาย ซึ่งผมรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มีการประกาศเตือนล่วงหน้า ถ้าบอกชาวบ้านอย่างทันท่วงที ความเสียหายที่เกิดขึ้นคงจะน้อยกว่านี้  

        “หลายคนมีจิตใจอยากช่วยเหลือผู้เดือดร้อน แต่หลายครั้งติดที่ปัญหาต่างๆ ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทันที การลงพื้นฯ ที่ในครั้งนี้จึงทำให้เห็นว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วม หรือวิกฤตทางธรรมชาติที่สร้างความเสียหาย เราน่าจะออกประกาศให้จุดที่เกิดความเสียหายกลายเป็นพื้นที่ฉุกเฉิน เพื่อลดขั้นตอนการทำงานและแต่งตั้งให้คนที่ไว้ใจได้มาเป็นผู้นำในการจัดการอย่างทันท่วงที” 

การให้… ต่อกำลังใจในชีวิต   

        “เวลาไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน เราแค่โผล่หน้าไปให้เขาเห็น ไปทักทายเขา เขาก็ดีใจและมีรอยยิ้มขึ้นมาแล้ว นอกจากให้ความช่วยเหลือทางกายภาพ การพบเจอหน้ากันเป็นเหมือนการให้กำลังใจกัน ลองนึกภาพดูสิว่า ถ้าบ้านที่เราอยู่กันทุกวันนี้ วันหนึ่งเกิดมีน้ำท่วมขังทั้งหมู่บ้าน พื้นที่ที่เป็นถนนหายหมด รถไม่สามารถวิ่งได้ แถมบางหมู่บ้านยังถูกตัดไฟอีกด้วย และการที่อยู่ๆ ก็มีคนแปลกหน้าพายเรือเข้ามาทักทาย ถ้าเป็นผมเจอผมยิ้มนะ (หัวเราะ) 

        “คนที่อยู่ต่างจังหวัดจะมีทักษะของการใช้ชีวิตท่ามกลางความยากลำบากอยู่แล้ว อาจจะมีข้าว มีเทียน หรือมีอุปกรณ์ฉุกเฉินต่างๆ เก็บไว้ด้วย เขาเอาตัวรอดในสถานการณ์วิกฤตได้เก่งกว่าเรา แต่ผมคิดว่าอย่างน้อยสิ่งที่เราทำคือการให้กำลังใจ ทำให้เขารู้ว่ายังมีคนสนใจและห่วงใย ถึงแม้กำลังใจจะวัดเป็นมูลค่าแบบเงินตราไม่ได้ แต่มันคือสิ่งสำคัญมากในการมีชีวิต ดังนั้น เราอาจสูญเสียข้าวของเงินทองได้ แต่อย่าสูญเสียกำลังใจในการใช้ชีวิต” 

 

เชาวเลข สร่างทุกข์

เชาวเลข สร่างทุกข์

การให้…จุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจ

        “การให้คือการจุดประกายและส่งต่อความรู้สึกดีๆ ถ่ายทอดต่อกันไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนที่มีอิทธิพลต่อสังคม ผมอยากเรียกร้องให้คนที่อยู่แถวหน้าหรืออยู่ในระดับที่สามารถสร้างอิมแพ็กต์ในวงกว้างออกมาช่วยกันเยอะๆ มันจะส่งผลกระทบที่ดีอย่างเหลือเชื่อ อย่างโปรเจ็กต์การให้ความช่วยเหลือของพวกเราก็ได้แรงส่งจากได๋เยอะ เพราะเขาใช้พื้นที่ในโซเชียลมีเดียของตัวเองถ่ายทอดสดสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ที่เกิดเหตุ มีคนดูเป็นแสนๆ คน เรื่องราวที่พวกเราทำจึงทรงพลังและทำให้คนในวงกว้างได้รับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่นั่น พูดง่ายๆ คือการให้ที่ดีและลงตัวจะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างใหญ่หลวง และยังส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนอื่นลุกขึ้นมาทำแบบเดียวกัน”  

การให้… ต้องอดทนและรอคอย 

        “คนที่ไม่เข้าใจเขาก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่า ได๋เป็นคุณหนูสร้างภาพหรือเปล่า ซึ่งได๋ตอบว่า ‘ใช่ค่ะ หนูต้องสร้างภาพสิ คนถึงจะเห็นภาพนี้ เมื่อเขารู้ว่ามีคนกำลังเดือดร้อนมากแค่ไหน ทุกคนก็จะมาช่วยเหลือกัน’ ผมว่าเขาตอบได้ดีนะ แล้วก็มีอยู่ครั้งหนึ่งระหว่างที่พวกเรากำลังแจกของ มีคนทักขึ้นมาว่า ‘น้ำท่วม เอาผ้าห่มมาแจกทำไม’ ได๋ก็เศร้าอยู่สักพักหนึ่ง ผมเองก็รู้สึกเศร้าไปด้วย (หัวเราะ) แต่ปรากฏว่าทีมกู้ภัยในพื้นที่บอกว่า ‘คุณได๋ไม่ต้องเศร้าไปหรอก ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะหนาวมากและหนาวนาน ผ้าห่มช่วยได้แน่นอน’ พยายามปลอบกันไป ผมเองก็บอกได๋ว่าไม่ต้องคิดมาก คุณลองสังเกตดูชาวบ้านสิ พวกเขายิ้ม พวกเขามีความสุขนะ 

        “เพราะเราไม่สามารถไปห้ามความคิดหรือสั่งไม่ให้ใครพูดถึงเราในแง่ร้าย หลายๆ ครั้งพวกเราจึงต้องเรียนรู้ที่จะเยียวยากันเองด้วย แต่สุดท้ายคงต้องรอดูที่ผลลัพธ์ ผมเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาจะมีคนมองเห็นและออกมาปกป้องสิ่งที่เราทำเอง โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย เราแค่ต้องอดทนและรอคอยเท่านั้น และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องฝึกไว้คือ หัดทำเป็นหูทวนลมซะบ้าง (หัวเราะ) เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นงานสาธารณะ อย่างไรก็หลีกเลี่ยงเสียงวิจารณ์ไม่ได้หรอก 

 

เชาวเลข สร่างทุกข์

การให้… สอนบทเรียนสำคัญแก่ชีวิต 

        “แก่นแท้ของการให้มีอยู่สองอย่าง คือการให้โอกาสเขาได้มีชีวิตรอด และบอกให้เขาได้รู้ว่าที่รอดชีวิตมานั้นจะอยู่ต่อไปเพื่อสิ่งใด แบบไหน สมมติว่าชีวิตเขาลำบากยากแค้น อาจไม่สามารถอยู่รอดจนถึงอาทิตย์หน้า เราต้องช่วยให้เขาอยู่รอดต่อไป แต่กับคนที่อาจจะไม่ได้เดือดร้อนหรือลำบากด้านความเป็นอยู่ เราก็ยังสามารถช่วยเหลือเขาได้ โดยการทำให้เขารู้ว่า เขายังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อสิ่งอื่นๆ ที่สำคัญในชีวิต ดังนั้น อย่าเพิ่งท้อแท้ อย่าเพิ่งหมดอาลัยตายอยาก อีกไม่นานคุณจะได้เห็นทุ่งดอกหญ้าที่สวยงาม ถ้าคุณมีความฝันอยากทำเพลง วันนี้หาข้าวกินให้อิ่มก่อนนะ อีกเดี๋ยวคุณจะได้ทำเพลงและได้เล่นดนตรีต่อไป น้ำหายท่วมแล้วเดี๋ยวผมจะมาสอนทำเพลง (ยิ้ม) 

        “ตอนนี้ผมกับได๋กำลังคิดว่าจะตั้งกลุ่มเพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการกระจายความช่วยเหลือ ซึ่งเพื่อนๆ รอบตัวก็เห็นด้วย และก็มีอีกหลายๆ ไอเดียที่อยากจะนำเสนอบริษัทของผม เช่น ผมอยากทำระบบเกี่ยวกับการบริจาคที่ใช้ประโยชน์จากโลกออนไลน์ในปัจจุบัน เช่น การทำแอพพลิเคชันเพื่อให้คนที่อยากร่วมบริจาคสามารถทำได้อย่างสะดวกขึ้น ถ้าหากคุณมีหนังสือเยอะและอยากบริจาคให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน ให้คุณถ่ายรูปกองหนังสือแล้วโพสต์ภาพในแอพฯ นี้ จะมีรายชื่อโรงเรียนต่างๆ ขึ้นบอกเลย หลังจากเลือกโรงเรียนที่ต้องการบริจาคได้แล้ว เพียงคุณนำกล่องใส่หนังสือมาไว้หน้าบ้านก็จะมีคนมารับไปส่งถึงที่ และผู้บริจาคยังติดตามได้ด้วยว่าสิ่งของของเราเดินทางถึงไหนแล้ว เมื่อของส่งไปถึงผู้รับ เขาก็สามารถถ่ายรูปส่งกลับมาบอกเราได้ว่าหนังสือส่งมาถึงมือแล้ว แต่ระบบนี้ต้องใช้ทุนค่อนข้างมาก ผมเองก็ยังต้องใช้เวลาศึกษาอีกเยอะ” 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN