ซูโม่กิ๊ก: การรู้จักผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเป็นมนุษย์

The Lesson
21 Aug 2020
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

Highlights

“การเรียนสถาปัตย์สอนให้เราตั้งคำถามว่าทำไมและเพราะอะไร เช่น ทำไมเราต้องใส่กางเกง แล้วทำไมเราต้องใส่กางเกงใน”

        เราเริ่มต้นสนทนากับ ‘ซูโม่กิ๊ก’ – เกียรติ กิจเจริญ ชายหนุ่มอารมณ์ดี พิธีกรมากความสามารถ และหนึ่งในนักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง คืนยุติ-ธรรม ถึงเรื่องราวในครั้งก่อนเมื่อเขาเป็นนักแสดงในกลุ่มซูโม่สำอาง จากรายการ เพชฌฆาตความเครียด ซึ่งเขาเล่าว่าเพราะการตั้งคำถามและนำไปสู่การทำรายการตลกเพื่อเสียดสีกรอบบางอย่างในสังคมยุคนั้น ทำให้คนดูชื่นชอบและประทับใจ เหมือนกับว่าคนกลุ่มนี้ได้ออกมาพูดอะไรบางอย่างที่พวกเขาไม่สามารถแสดงความเห็นได้

        ดังนั้น เราจึงถือโอกาสนี้ขอตั้งคำถามกับเขาในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมทั้งอดีตและปัจจุบัน เพราะอยากรู้ว่าคนที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน ณ วันนี้เขามองโลกอย่างไร และบทเรียนจากชายคนนี้ก็ไม่ได้สดใสอารมณ์ดีเหมือนกับภาพลักษณ์ที่เราเห็นไปหมดทุกด้าน

        เพราะคนเราต่างก็มีด้านที่เลวร้ายอยู่ในตัวเองด้วยกันทั้งนั้น

 

Kiat Kitjaroen

ทำไมคนสมัยก่อนต้องทำอะไรตามกรอบ

        เมื่อก่อนคนรุ่นผมชีวิตเขาจะเป็นไปตามแบบแผน คุณแม่เป็นแม่บ้านพ่อไปทำงาน ลูกไปโรงเรียน เด็กๆ มีความมุ่งมั่นเดียวนั่นคือเรียนให้จบแล้วก็ออกมาทำงาน เป็นพนักงานกินเงินเดือน คนไหนเรียนเก่งก็ไปเรียนแพทย์ ถ้าหัวสมัยใหม่หน่อยก็เรียนนิเทศศาสตร์ บางคนอาจจะสามารถเลือกในสิ่งที่ตัวเองสนใจได้บ้าง แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบในแบบแผน การเกิดขึ้นของกลุ่มลุ่มซูโม่สำอางจึงเป็นกลุ่มคนที่ออกมาพูดในบางเรื่องที่หลายคนเขาคิดไว้แต่ไม่ได้แสดงออกมา พอมีคนที่คิดอะไรเหมือนกัน คนก็สนใจ ซึ่งเราก็เป็นคนที่ออกมาบอกกับคนทั่วไปว่า ชีวิตคนมันมีแบบแผน เราต้องเดินตามกรอบ แต่เราก็แตกแถวกันได้บ้างในบางเรื่อง นั่นคือการเสียดสี ซึ่งก็มีระดับของมัน เราเสียดสีนักการเมืองก็เคย แต่ก็ไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นที่จะก่อให้เกิดความไม่พอใจกับอีกฝ่าย 

ทำไมพวกคุณถึงมองว่าสิ่งที่รักถึงเป็นได้แค่งานอดิเรกเท่านั้น

        คนรุ่นผมถูกสอนให้มีชีวิตตามกรอบแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่ ถึงคุณจะไม่ได้รักในวิชาที่ตัวเองกำลังศึกษาอยู่ แต่คุณกลับทำได้ดี ดังนั้น จึงไม่แปลกที่คนรุ่นผมหลายคนไม่ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบตั้งแต่แรก แต่จำเป็นต้องเรียน และเมื่อเข้าไปเรียนเขาก็จะศึกษาจนเข้าใจ จนชำนาญ กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานด้านนั้น ส่วนจะสนุกไหมนั่นอีกเรื่อง สิ่งนี้คือการทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพ เพื่อเอาเงินจากตรงนี้ไปซื้อข้าว เอาเงินไปล้างไตให้พ่อ ไปจ่ายค่าเล่าเรียนกับซื้อชุดเนตรนารีให้ลูก แล้วถ้าคุณรักที่จะเป็นนักเขียนก็แบ่งเวลาไป สองทุ่มฉันจะเขียนฉันจะทำหนังสือแจกฟรีก็ว่าไป หรืออยากเล่นเรือใบก็ไปเล่นเป็นงานอดิเรก ไม่ได้เล่นเป็นอาชีพ แน่นอนว่าต่างกับคนยุคนี้ที่ชอบเล่นเกม ก็เล่นเกมเป็นอาชีพได้ คุณโชคดีแล้วที่ชอบอะไรก็ได้ทำ แต่ถ้าตัดสินใจแล้วก็ต้องไปให้สุดด้วย

ทำไมสมัยก่อนทางเลือกในการทำงานของคนถึงมีน้อย

        ถ้าเป็นเมื่อก่อนคนที่จะเป็นเกมเมอร์คงถูกถามว่าเป็นแล้วจะเอาอะไรกิน ซึ่งคำถามนี้พ่อแม่เขาไม่ได้หมายถึง ณ ตอนนี้ว่าคุณจะเอาอะไรกิน เขาหมายถึงเมื่อคุณอายุ 50-60 ไปแล้ว คำว่า ‘จะเอาอะไรกิน’ ไม่ได้หมายความถึงคุณคนเดียว คุณจะบอกว่าผมกินนิดเดียวก็อิ่มแล้ว ไม่ได้ต้องการอะไรเยอะ แต่คุณจะมีภาระที่ต้องดูแล และคุณจะเป็นทุกข์กว่าเดิมถ้าคุณไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้  การทำงานที่มั่นคง มีรายได้จุนเจือครอบครัวจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่คนรุ่นผมให้ความสำคัญมากกว่าสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะรู้ว่าเราจะแบ่งเวลาให้กับสิ่งที่ตัวเองรักจริงๆ ได้หลังจากที่เรามีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวแล้ว

 

Kiat Kitjaroen

ทำไมเราต้องเลี้ยงดูพ่อแม่

        เพราะคุณเป็นมนุษย์ คุณไม่ใช่แมวหรือสุนัขที่เวลาพ่อตัวเองป่วยแล้วก็ปล่อยให้ตายอยู่ข้างถนน วันหนึ่งคุณที่คุณรู้ว่าพ่อตัวเองป่วย ต้องใช้เงินในการล้างไต คุณจะทนรับสภาพแล้วบอกหมอว่าไม่ต้องล้างหรอกปล่อยให้พ่อตายไปเลย คุณจะพูดอย่างนั้นได้จริงๆ ไหม แต่ถ้าเป็นหมาแมวมันจะไม่รู้สึกหรอก เพราะเราเป็นมนุษย์มีสมองมีความคิดทำให้เรารู้จักผิดชอบชั่วดีว่าสิ่งไหนถูกต้องหรือไม่ เหมือนที่คนออกมาแสดงความเห็นต่อต้านในคำตัดสินของคดีคนที่ขับรถชนคนตายแล้วไม่มีความผิด ขนาดเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณโดยตรงคุณยังไม่โอเคเลย ดังนั้น คุณจะไม่เลี้ยงดูพ่อแม่ก็ได้ ถ้าคิดว่าเขาเป็นแค่คนอื่นที่ไม่สำคัญกับชีวิตคุณ

ทำไมผู้ใหญ่ถึงไม่อยากให้เด็กออกมาประท้วงรัฐบาล

        เด็กสมัยก่อนก็ออกมาเคลื่อนไหว ตอน 14 ตุลาคม หรือ 6 ตุลาคม เขาก็ออกมาประท้วงกัน ตอนนี้คนเหล่านั้นก็เป็นผู้ใหญ่อายุ 60 ในตอนนี้ ซึ่งเขากำลังเตือนพวกคุณว่าถ้าจะออกมาให้คิดดีๆ ก่อน ว่าคุณโดนหลอกหรือเปล่า เพราะรุ่นผมโดนมาแล้ว (หัวเราะ) เราต่างผ่านศึกนี้กันมาแล้ว ผมเจ็บมาก่อนถึงอยากเตือน แต่ถ้าคุณไม่เชื่อก็ไม่ต้องมาด่าผม คุณก็ไปโดนเองก็แล้วกัน เรื่องพวกนี้มีคนชักใยอยู่ข้างหลัง และคนที่อยู่เบื้องหลังนั้นก็คนรุ่นผมนี่แหละ 

ทำไมเด็กต้องเชื่อฟังคำเตือนของผู้ใหญ่ 

        เวลามีคนเตือนอะไรมาให้ฟังไว้ก่อน แม้พ่อแม่จะด่าเราอย่างนั้นอย่างนี้ก็ตาม และคุณจะบอกว่าพ่อแม่ปัญญาอ่อนหัวโบราณอะไรก็ตาม แต่คุณต้องฟังไว้ จะปฏิบัติหรือไม่เป็นเรื่องของคุณ และถ้าเลือกแล้วอย่าเสียใจภายหลัง เพราะคุณทำลงไปแล้วเพราะเลือกเอง อย่าไปโทษดินโทษฟ้าแบบนั้น ไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะยุคไหนคนเราจะเปรียบเทียบกันตลอดว่าคนรุ่นก่อนหัวโบราณ แต่พอถึงเวลาคนทุกรุ่นเอาแต่โทษคนอื่น ยิ่งตอนนี้ไม่มีใครบังคับด้วยว่าคุณอยากเป็นอะไร ทุกอย่างที่คุณเลือก คุณตัดสินใจแล้วว่าจะไปรอดต่างหาก คุณเลือกจะเรียนหมอเพราะคุณมองว่าตัวเองเรียนเก่งทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ชอบรักษาคนไข้ ไม่ชอบที่ต้องเห็นคนไข้ตายไปต่อหน้าต่อตา คุณไม่อยากไปบอกญาติคนไข้ว่าพ่อคุณเสียชีวิตแล้ว แล้วก็มานั่งทุกข์ว่าทำไมต้องมาเรียนหมอ รู้อย่างนี้เชื่อพ่อไปเรียนเศรษฐศาสตร์แต่แรกก็รวยไปแล้ว นั่งเทรดหุ้นอยู่บ้านสบายๆ หรือรู้อย่างนี้ไปเป็นแพทย์ผิวหนังดีกว่า จบมาเปิดคลินิกรักษาหน้ารวยไปแล้ว ซึ่งคุณแน่ใจไหมว่าจะรวยแน่ๆ มีหมอผิวหนังตั้งกี่ร้อยคนที่ก็ไม่ได้รวยอย่างที่คุณเห็น สิ่งที่คุณเห็นเป็นแค่แสงไฟที่เปิดติด หลอดไฟมีเป็นพันหลอดแต่เปิดติดอยู่สามดวงคุณก็เห็นแค่สามดวงนั้น อีกเก้าร้อยกว่าดวงคุณมองไม่เห็นมันต่างหาก 

 

Kiat Kitjaroen

ทำไมตอนนี้หลายๆ คนถึงต้องการไลฟ์โค้ช

        ไลฟ์โค้ชสำหรับผมคือพ่อแม่และครูบาอาจารย์ ครูสำหรับผมคือคนที่รักและห่วงใยศิษย์เหมือนกับพ่อแม่อีกคน ครูในยุคผมไม่เคยมีความเกลียดชังลูกศิษย์ เขาดุด่าตีเราก็เพราะเราเกเร แต่งตัวไม่เรียบร้อย ไปแกล้งเพื่อน ไม่ตั้งใจเรียน และผมก็เชื่อมั่นในระบบครอบครัว ถ้าเรามีระบบครอบครัวที่แข็งแรง คนที่เป็นพ่อแม่จะเป็นไลฟ์โค้ชที่ดีที่สุดสำหรับลูกเสมอ ผมถามกลับว่าไลฟ์โค้ชของคุณคนนั้นเขามีประสบการณ์ชีวิตสูงพอหรือยัง เขาเคยล้มมากี่ครั้ง ที่คุณต้องการไลฟ์โค้ชเพราะคุณไม่เคยคิดจะหันมาหาพ่อแม่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว คุณวัดคนจากการศึกษา วัดคนจากฐานะ วัดคนจากสภาพความเป็นอยู่ วัดคนจากอายุ ไอ้นี่แก่แล้วคิดอะไรก็โบราณไม่ทันสมัย ซึ่งผมเคยเป็นเด็กมาก่อนทำไมผมจะไม่รู้ ผมเคยฮึกเหิมเหมือนคุณนี่แหละ แต่คุณไม่เคยอายุ 57 ปีเหมือนผม ไม่เคยห่อเหี่ยวท้อแท้กับชีวิตแบบคนอายุ 50 อย่างผมหรอก

ทำไมเด็กจบใหม่ถึงจะมีเงินเดือน 40,000 บาท ไม่ได้ 

        คุณอยากเปลี่ยนแปลง คุณเรียกร้องให้เงินเดือนสตาร์ทเริ่มต้นที่ 40,000 บาท ก็ได้ แต่คุณก็ต้องเข้าใจระบบของการจ้างงานด้วย การจ้างงานคือนายจ้างเป็นคนจ้างคุณมาทำงาน ถ้าเขาต้องจ่ายเงินเดือนละ 40,000 บาท ให้คุณซึ่งเป็นเด็กจบใหม่ คุณต้องตอบเขาให้ได้ว่าเขาจะได้อะไรกลับไป ในเมื่ออีกคนที่มีความสามารถเหมือนกันหรือมากกว่าคุณเขาขอ 25,000 บาท ผมควรจะเลือกใคร คุณจบมาใหม่แล้วผมต้องจ้างคุณ 40,000 บาทเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่เลยนะ คุณอยากทำอะไร อยากได้เงินเท่าไหร่ นั่นเป็นความคิดของคุณ ผมเป็นคนจ้างผมจะให้เท่าไหร่ก็เรื่องของผมเหมือนกัน คุณก็อย่ามาก้าวก่ายผมสิ ถ้าคุณบอกว่าไม่เข้าใจผม ผมก็ไม่เข้าใจคุณเช่นเดียวกัน คุณลองดูความจริงแล้วคุณก็มาคุยกันในความเป็นจริงด้วย โอเค ผมเข้าใจในสิ่งที่คุณเรียกร้องและเชื่อว่าคุณมีความเชื่อมั่นในตัวเองว่าเป็นคนที่มีคุณภาพ สมกับเงินเดือนที่ผมจะจ่ายให้ แต่ตามประสบการณ์ที่เคยเจอมาผมไม่เคยเจออย่างนั้นเลย ผมไม่ได้แอนตี้ใครนะ คนรุ่นเก่าบางคนก็สุดโต่งเกินไป มาบอกว่าเด็กไม่มีความคิด ตอนที่คุณอายุเท่ากับเขา คุณก็ไม่มีความคิดเหมือนกันนั่นแหละ

ทำไมเราถึงประสบความสำเร็จกันได้ยากเหลือเกิน

        คุณต้องการความประสบความสำเร็จในชีวิต แล้วคุณตั้งเป้าตัวเองไว้ตรงไหน  ถ้าบอกว่าเป้าหมายของคุณคือการเดินไปให้ถึงปากซอยให้ได้ นั่นผมประสบความสำเร็จแล้ว 1 ครั้งวันนี้ คุณสามารถตั้งเป้าไปเรื่อยๆ ได้ แต่ถ้ามาหวังว่าจะมีเงินพันล้านในไม่กี่ปี ถ้าจะเอาขนาดนั้นก็ต้องไปค้ายาแล้ว (หัวเราะ) คุณอยากจะเป็นแบบ สตีฟ จ็อบส์ ก็ได้ แต่ต้องดูความเป็นจริงด้วย ไม่ใช่ตั้งเป้าหมายจนห่างไกลเหลือเกิน เช่น บอกว่าจ็อบส์ก็เรียนไม่จบ ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ต้องเรียนบ้างก็ได้ โลกมีคนเจ็ดพันล้านคน คุณจะเป็นแบบจ็อบส์ได้จริงไหม ถามตัวเองดูก่อน  ลองค่อยๆ ตั้งเป้าตามความสามารถ ตั้งจุดมุ่งหมายในชีวิตในทุกวันก่อนไหม เช้าวันนี้จะทำอะไร หนึ่ง-สอง-สาม-สี่ คุณตั้งเป้าหมายของตัวเองได้ทุกวินาทีเลย เช่น ผมตั้งเป้าไว้ว่าคุณมาสัมภาษณ์ผม ผมก็จะตอบคำถามให้ดีที่สุดตามความสามารถผม แค่นั้นคือผมประสบความสำเร็จแล้ว จุดมุ่งหมายในชีวิตตั้งได้ตลอดเวลา 

 

Kiat Kitjaroen

ทำไมถึงเล่นหนังเรื่อง คืนยุติ-ธรรม 

        ผมอยากร่วมงานกับ ‘อุ๋ย’ – นนทรีย์ นิมิบุตร เพราะผมอยากรู้ว่าคนอย่างเขาทำงานกันแบบไหน หนังที่มีคุณภาพเป็นอย่างไร คนเราสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา จะเป็นหนังเรื่องอะไรก็ได้ จะเป็นเรื่องมังกรกัดกับกิ้งกือผมก็เล่น เพราะผมเชื่อว่าเขาตั้งใจทำและต้องออกมาดีแน่นอน ผมอยากรู้ว่าเดี๋ยวนี้วงการหนังเข้าพัฒนากันไปถึงไหนใช้กล้องอะไร ถ่ายทำกันอย่างไร และถ้าต้องเล่นบทตลกผมไม่เอาแล้ว เพราะตัวเองเล่นแบบนั้นเป็นเรื่องที่ 500 ได้แล้วมั้ง ผมอยากลองเล่นบทอื่นดูบ้าง และทางคุณอุ๋ยก็มองว่าผมสามารถเล่นบทที่จริงจังได้ ผมจึงได้แสดงเป็นคนที่หน้าฉากเป็นอย่างหนึ่งหลังฉากเป็นคนอีกอย่างหนึ่ง ในบทบาทของตัวละครชื่อสิทธิชน

ทำไมใครๆ ถึงมองว่าความยุติธรรมในสังคมแทบไม่มีเหลือแล้ว 

        คนเราก็เลวร้ายด้วยกันทั้งนั้น เหมือนกับบทของสิทธิชน ที่ถือว่าเป็นคนคนหนึ่งในสังคมบ้านเรา เป็นมนุษย์ที่มีไม้บรรทัดของตัวเอง พอใช้ไม้บรรทัดคนละอันในการวัด ความยุติธรรมก็ไม่เท่ากันแล้ว ผมถามในมุมของสิทธิชนว่าผมผิดตรงไหน ถ้าคุณบอกผมยิงคนตาย งั้นก็ว่ากันตามกฎหมายสิ และถ้าใช้กระบวนการของกฎหมายผมก็มีทนาย แล้วศาลก็ตัดสินว่าผมไม่ผิด คุณจะมาบอกว่าผมไม่มีจริยธรรมไม่ได้ ทำไมผมต้องยอมรับว่าตัวเองผิดในเมื่อกระบวนการตัดสินบอกแล้วว่าผมไม่ผิด แต่กลับกันถ้าสิทธิชนไปเจอคนที่มีไม้บรรทัดแบบเดียวกัน แล้วถูกตัดสินว่าแพ้ เขาก็จะออกมาโวยวายเหมือนกัน  

        เราต่างมีมาตรฐานในการมองว่าอะไรถูกหรือผิดจากตัวเองโดยลืมกติกาของสังคม หนังเรื่องนี้จึงตั้งคำถามกับคนดูว่า ตกลงคุณคิดว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด แต่ถ้าถามผมในฐานะที่ผมรับบทเป็นสิทธิชน ผมก็ถามกลับว่าแล้วผมผิดตรงไหน โอเค ผมฆ่าคนตาย แต่ถามว่ามีใครเห็นไหม ซึ่งไม่ต่างกับคดีมากมายที่เกิดขึ้นจริงที่เราตัดสินแล้วว่าคนนั้นผิด ถามตรงๆ คุณเห็นเขาทำจริงๆ เหรอ คุณจะบอกว่าปืนของเขา ลูกกระสุนของเขา และเขาเป็นหัวหน้า แต่คุณเห็นว่าเขาเป็นคนเหนี่ยวไกหรือเปล่า หลักฐานอื่นๆ มีไหม โลกใบนี้นอกจากตัวบทกฎหมายแล้ว มันมีเรื่องของความเป็นมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง และกำลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ เราตัดสินความยุติธรรมด้วยมุมมองของมนุษย์โดยไม่สนใจกฎหมาย ในใจสิทธิชนอาจจะบอกว่าตัวเองผิด แต่ด้วยนิสัยของเขาเขาก็ยังยืนยันว่าเขาไม่ผิด เพราะอย่างนี้จึงไม่แปลกที่คนทุกคนจะเป็นสิทธิชนด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าจะเป็นสิทธิชนที่มากน้อยแค่ไหน

 

Kiat Kitjaroen

ทำไมคนเราถึงไม่กล้ายอมรับผิด

        ถ้าพ่อคุณมีเงินหมื่นล้านแล้ววันหนึ่งคุณขับรถชนคนตาย คุณจะยอมติดคุกไหม เพียงแต่คุณไม่มีเงินหมื่นล้าน คุณก็เลยบอกว่าคนนั้นเลว แต่ถ้าถามว่าเขาผิดไหม ใช่ เขาผิด ถ้าไม่เอาอารมณ์มาใส่เลยคือเขาผิดทุกอย่าง เขาไม่มีมนุษยธรรม เขาไม่มีจริยธรรม แต่คุณต้องยอมรับความจริงว่าคุกไม่ได้มีไว้ขังคนจน คุกมีไว้ขังผู้แพ้ ต่อให้คุณไม่ได้ติดคุก แต่ถ้าคุณแพ้คุณก็ติดคุกชีวิตไปแล้ว 

คืนยุติ-ธรรม ต้องการบอกอะไรกับคนดู

        ทุกคนมีสิ่งที่ตัวเองตัดสิน ทุกคนมีเรื่องเดือดทั้งนั้น ทุกคนย่อมเจอการถูกกระทำ เวลาคุณได้รับแรงกดดันมากๆ ถ้าคุณหาทางออกแบบพระเอกในตอนจบคุณก็จะไปทางนั้น คืนยุติ-ธรรม จะถามคุณว่าคุณเป็นใครในหนังเรื่องนี้ คุณเป็นหมอ คุณเป็นเด็กผู้หญิง คุณเป็นสิทธิชน เป็นพระเอก เป็นตำรวจที่ยัดยาใส่ผู้ต้องหา นี่คือเหตุการณ์ในชีวิตจริง คุณอาจจะเป็นคนใดคนหนึ่งในหนังเรื่องนี้ เพราะมีตัวละครหลายตัวที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ในหนังขึ้นมา เพราะเรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดจากสิทธิชนคนเดียว 

        กว่าจะเกิดจุดเดือดนี้ขึ้นมายังมีอีกหลายคนที่ทำให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้น วันนั้นคุณอาจจะเคยเป็นคนนี้ แล้ววันนี้คุณอาจจะเป็นคนนั้น คุณเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมวุ่นวาย คุณเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมไม่น่าอยู่ คุณเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมไร้ความยุติธรรม คุณเป็นส่วนหนึ่งในคดีขับรถชนคนตาย คุณเคยโดนตำรวจเรียกแล้วโมโห โวยวาย สุดท้ายก็ให้เงินตำรวจไปหนึ่งร้อยบาท แค่นี้คุณก็เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมให้มีการคอร์รัปชันขึ้นในวงการตำรวจ คุณเคยขับรถไปเบียดเพื่อแซงแถวรถคันอื่น หรือคุณเห็นว่าไม่มีคนก็ไม่ต้องหยุดรถตรงทางม้าลาย เราต่างเคยทำผิดกฎหมายในขณะที่คนไม่เห็น คนทุกคนเคยเป็นคนเลวทั้งนั้น แล้วคุณแน่ใจเหรอว่าคุณขาวบริสุทธิ์ คุณแน่ใจเหรอว่าจะไปตัดสินคนอื่นที่ทำผิดได้ คุณแน่ใจเหรอว่าคุณรับเงินค่าออกรายการมาแล้วคุณจะแบ่งให้ทุกคนเท่าเทียมกัน เพราะบางอย่างมันมีค่าใช้จ่ายอยู่ตรงนั้น โลกใบนี้ไม่มีความมืดหรอก มีแต่ที่ที่สว่างน้อย คุณลองอยู่นิ่งๆ สักพักเดี๋ยวก็จะมองเห็นได้เอง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

ภาพโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN