‘แค่ตื่นเช้า’ ศักยภาพเราก็จะพุ่งแรงกว่าคลื่น 5G เคล็ดลับของ อรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์

The Lesson
27 Jan 2021
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

ช่วงนี้ที่พลังใจทุกคนลดน้อยลงมากๆ ขอคำแนะนำวิธีเติมไฟให้ตัวเองได้ไหม – เราขอคำแนะนำกับ ‘พี่อุ้ม’ หรือ อรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค หลังจากทักทายและกล่าวสวัสดีปีใหม่กันอย่างเป็นทางการ ซึ่งเธอก็หัวเราะอย่างสดใส แล้วบอกว่างั้นเดี๋ยวไปนั่งคุยกันดีกว่า นั่นจึงเป็นที่มาของการสนทนาแบบสบายๆ ในวันนี้แต่ได้แง่คิดในการปรับเปลี่ยนตัวเองกลับมาจนไม่อยากเก็บไว้คนเดียว

        ข้อแรกนั้นเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เธอบอกว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่เคยมองอะไรด้านลบเลย แม้ชีวิตจะรายล้อมไปด้วยปัญหาแต่เราต้องมองโอกาสให้เห็น ซึ่งฟังแล้วอาจจะดูง่ายแต่ในความเป็นจริงก็คงทำได้ยาก เธอยิ้มให้แล้วบอกว่าวิธีการนั้นต้องค่อยๆ ฝึกฝนไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรที่ทำได้รวดเร็วในวันแรก

อรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์

        “คุณต้องหาเป้าหมายใหญ่ของเรื่องนั้นให้ได้ก่อน อย่างเราที่ทำงานสื่อสารองค์กรด้านความยั่งยืน งานของเราคือส่งข่าวออก คนอ่านข่าวดีแทคแล้วจบ แต่เราต้องไม่จบ เราต้องตั้งโจทย์ใหม่ และโจทย์ที่เราตั้งนั้นต้องใหญ่พอ เช่น การเป็นผู้ให้บริการด้านการสื่อสารนั้นทำอะไรได้มากไปกว่าการโทร.ออกหรือรับสายเข้าไหม โอกาสที่คนจะมาเป็นลูกค้าดีแทคนั้นสามารถมีได้ 70 ล้านคน ดังนั้น เรากำลังขายของที่ใครก็ใช้ได้ เราเองต้องมองว่านี่คือโอกาส ขณะเดียวกันคนอาจจะรู้สึกว่าการใช้งานผู้ให้บริการโทรศัพท์ไร้สายนั้นธรรมดา เป็นแค่การใช้งานโทรศัพท์มือถือ แต่จริงๆ เราทำอะไรได้เยอะ เช่น การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อประกอบอาชีพ ซึ่งเราจะเปลี่ยนโจทย์ใหม่ว่าทำอย่างไรให้คนทำมาหากินได้จากโทรศัพท์ เพราะตอนทำเน็ตอาสาเมื่อก่อนเราก็สอนไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีเป้าหมายอะไร ขอแค่คุณอยากให้เราสอนอะไร คนในชุมชนเหงาเราก็เข้าไปสอน แต่ตอนนี้เราพลิกโจทย์ใหม่ เราตีความไปตามบริบทในตอนนี้ 

        “ต่อมาคือเรื่องการใช้ความยืดหยุ่น ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก ซึ่งไม่ได้แปลว่าให้เหลวไหลหรือไม่มีจุดยืน แต่เป็นการยึดโยงกับเป้าหมายเดิม โดยวิธีการนั้นเปลี่ยนไป ซึ่งมันเปลี่ยนได้ โอเค ช่วงนี้อาจจะเหนื่อยกันหน่อย แต่การตีความเป้าหมาย วิธีที่จะไปให้ถึงนั้นมีหลายวิธี คนเราต้องปรับตัวให้ได้ ต้องอยู่ให้ได้ในทุกสถานการณ์ ต้องคิดเสมอว่าการมีชีวิตอยู่คือพรอันประเสริฐ การที่เราได้เห็นโลก เห็นต้นไม้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดนะ เราคิดว่าคนที่น่าสงสารที่สุดคือคนที่ตายแล้ว และถ้าเราอยู่อย่างมีเป้าหมายด้วยก็ยิ่งดี ซึ่งเป้าหมายนั้นจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นว่าต้องประสบความสำเร็จในการทำงานเท่านั้น  บางคนมีความสุขกับการเลี้ยงลูก คุณก็เลี้ยงลูกให้เขาเป็นคนดีที่สุด แต่ก็เข้าใจนะที่บางคนเจอโจทย์ที่ยากลำบาก เช่น ตกงาน เราได้อ่านข่าวว่าบางคนถึงขั้นประกาศขายไต ขายลูกตา เพื่อนำเงินมาดูแลตัวเอง ซึ่งเราคิดว่านั่นคือเขามองตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้วในช่วงเวลานั้นเพื่อให้ผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ เราคิดว่าแบบนี้ยังน่าชื่นชมกว่าคนที่คิดฆ่าตัวตาย เพราะเขายังคิดว่าร่างกายคือทรัพยากรที่ตัวเองมี แต่สิ่งที่ถูกต้องคือคุณต้องมองออกไปให้กว้าง ใครช่วยอะไรได้ก็จับมือช่วยกัน ดูว่าทรัพยากรเราคืออะไรและจะนำมาใช้พัฒนาให้เกิดเป็นมูลค่าได้แบบไหน” 

        การตั้งเป้าหมายนั้นเป็นสิ่งที่เราทำเสมออยู่แล้ว แต่ก็สงสัยว่าเราต้องตั้งเป้าหมายให้ตัวเองบ่อยแค่ไหน หรืออย่างตัวพี่อุ้มเองนั้นจัดการเรื่องนี้อย่างไร ต้องถึงขั้นตั้งเป้าให้ตัวเองในทุกวันที่ตื่นเช้าขึ้นมาไหม เธอหัวเราะลั่นอย่างเอ็นดูแล้วยกตัวอย่างกิจวัตรประจำวันของตัวเองให้ฟังโดยที่เธอเริ่มต้นตั้งแต่ตื่นนอนตอนตีห้า

อรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์

        “ตื่นเช้ามาเราจะออกกำลังกายก่อน หรือถ้ารีบมากๆ ก็จะทำกับข้าวแล้วคิดงานไป จะอาบน้ำไปสระผมไปก็คิดตลอด เพราะการคิดเรื่องงานตอนเช้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เราไม่อยากมาทำงานแบบในหัวไม่มีอะไรเลย และเราเป็นคนอาบน้ำเย็นนะ เคล็ดลับคือ เอาหัวเข้าไปก่อน พอน้ำโดนที่หัว แล้วค่อยวิ่งเข้าไป ตอนนั้นเราควรคิดงานไปเลย พอคิดเสร็จแล้วมันจะจบตรงนั้น

        “การเริ่มต้นตอนเช้า อาบน้ำ สระผม ออกกำลังกาย เป็นช่วงที่ร่างกายได้รีแลกซ์ ดังนั้น ให้ใช้สมองไปเลย อีกเรื่องที่สำคัญคืออย่านอนดึก (พี่อุ้มหันมาจ้องตาเราเขม็ง) ตื่นให้เป็นเวลา แม้จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ก็ต้องตื่นเวลาเดิม อย่าอ้อยอิ่งเป็นตื่นนอนเก้าโมงสิบโมง คนมีวินัยจะไม่ปล่อยให้ตัวเองตกต่ำ คุณไปดูได้เลยไม่เคยมีคนมีวินัยคนไหนที่ชีวิตตกต่ำ คำว่าวินัยเราไม่ได้หมายถึงต้องปฏิบัติตัวเหมือนทหาร แต่คือการที่เรามี routine ตอนเช้าตื่นเวลาไหนก็ต้องเวลาเดิม เราจะถึงออฟฟิศเจ็ดโมงครึ่งแล้วนั่งทำงานเลย เริ่มตอบอีเมลและคิดว่าวันนี้จะทำอะไร จากนั้นก็ประชุมแปดโมงครึ่ง พอเก้าโมงคือเริ่มไปทำจากสิ่งที่ประชุมไว้เลย เมื่อเราเริ่มคิดทำอะไรเป็นระบบความจำเราจะดี เราจะไม่มีปัญหาเรื่องความจำ จากนั้นหกโมงเย็นใครที่ต้องนั่งรถประจำทางก็คิดงานไปหรืออ่านหนังสือ สำหรับเราในทุกวันต้องอ่านหนังสือ 30 นาที สิ่งนี้เป็นวินัยประจำตัว แต่คนอื่นก็สามารถทำอย่างอื่นได้ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานอดิเรกของตัวเอง แต่เราชอบอ่านหนังสือ ก่อนนอนจะอ่านหนังสือ โดยแบ่งเป็นอ่านให้ตัวเอง 30 นาที อ่านให้ลูก 30 นาที ซึ่งจะช่วยเรื่องความจำและการคิดอะไรเป็นขั้นตอน

        “ระบบความจำนั้นเกิดจากที่เราได้คิดระหว่างบรรทัด ไม่มีใครที่ชอบอ่านหนังสือแล้วความจำเสื่อมหรอก ข้อดีของหนังสือที่เป็นเล่มๆ คือ เขาออกแบบมาอย่างประณีตบรรจง ทั้งการออกแบบรูปเล่ม การตรวจทานต้นฉบับ และการคัดเลือกผู้เขียนหรือผู้แปล ทำให้เราได้เข้าใจตรรกะความคิดคนอื่นอย่างรวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบด้วย เพราะจะทำให้เรารู้ว่ามีคนคิดแบบนี้ มีคนแบบนี้ การถอดความคิดโดยคนอื่นนั้นสำคัญ แล้วการที่เราค่อยๆ ตามอ่านทีละบรรทัดต่อบรรทัดนั้นเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์กับเส้นประสาทในสมอง บิล เกตส์ เขาอ่านเดือนละสิบเล่มเลยนะ มันคือการท่องเที่ยวไปกับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ดังนั้น ใช้ชีวิตให้เป็นรูทีนให้ได้ อย่าเบื่อ อย่าหน่ายที่จะดูแลตัวเอง ผู้หญิงก็ต้องดูแลตัวเอง ผู้ชายเองก็ต้องมีสิ่งที่จะต้องนำมาทำให้เราดูดีขึ้นด้วยเหมือนกัน”

        คนที่เป็นผู้บริหารองค์กรใหญ่ระดับประเทศกลัวการล้มไหม – เราถามอย่างจริงจัง

        “เราถือคติว่า การทำงาน ถ้าไม่มั่นใจอย่าทำ คนเราต้องมีความมั่นใจ มันจะเกิดจากที่เราทำผิดแล้วเรียนรู้จากความผิด แล้วไม่ทำผิดซ้ำอีก และให้ลองอะไรใหม่ๆ เยอะๆ ล้มเร็ว พลาดเร็วก็ต้องเรียนรู้ให้ไว เราไม่กลัวความผิดพลาด แต่สำคัญคือต้องประเมินความเสี่ยงให้เป็น ต้องรู้มาก่อน คิดให้ดี ทำอะไรก็มองให้ทะลุก่อนตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วจะเห็นว่าเรื่องนี้จะมีความเสี่ยงอยู่สี่ห้าอย่าง คราวนี้เราจะไม่เซอร์ไพรส์ เราจะรู้ว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นมา เราก็เข้าไปจัดการ เขาเรียก Risk Mitigation (การบรรเทาความเสี่ยง )  ดังนั้น ที่ผ่านมาเราจะไม่ค่อยเจอเรื่องเซอร์ไพรส์ เพราะระหว่างทางเราก็แก้ปัญหาไปด้วย อย่าคิดว่าทุกอย่างวางแผนจนจบแล้วทำ ตลอดเส้นทางที่ทำงานนั้นต้องเปิดใจให้กว้าง มีอะไรเข้ามาก็รีบแก้ ต้องคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอแล้วแก้ให้ไว อย่าเป็นคนใจเสีย ต้องสู้ไปเรื่อยๆ เหมือนตอนที่ดีแทคเจอวิกฤต กว่าจะผ่านไปแต่ละวิกฤตเราเหนื่อยมากๆ แต่เราก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ เราทำงานต้องมั่นใจ ไม่มีใครทำงานใหญ่หรือแก้ปัญหาด้วยความไม่มั่นใจ คนไทยไม่ค่อยมีความมั่นใจหรือไม่ค่อยกล้าแสดงออกไป แต่ขอให้เชื่อว่าต้องมั่นใจ ทำอะไรก็ตามพอใจเราไปที่เหลือสบายมากแน่นอน”

        การมีวินัยให้ตัวเองจะช่วยสร้างความสดุลของการใช้ชีวิตที่ต้องอยู่ระหว่างดิจิทัลและแอนะล็อกในยุค 5G ต่อไปนี้ เราสรุปประเด็นสำคัญทั้งหมดที่คุยมา และเธอก็พยักหน้าเป็นคำตอบว่าเข้าใจถูกต้องแล้ว 

        “เพราะตอนนี้เราใช้ชีวิตแบบ Work Life Integration  เช้ามาเราออกกำลังกาย แต่ก็สอนการบ้านลูกทางออนไลน์ ดังนั้น เราจะใช้ประโยชน์จากดิจิทัลยังไง สำหรับเรารู้แล้วว่าตัวเองต้องอ่านหนังสือที่เป็นกระดาษ ใช้เวลาออกกำลังกายที่ต้องโดนแสงแดด ใช้เวลากับลูกมีเวลาได้กอดกัน ได้ใกล้ชิดกัน ถ้ากลับบ้านแล้วจะไม่ทำงาน จะพยายามใช้เวลากับครอบครัว เพราะเราเชื่อว่าถ้าเราเริ่มทำงานเร็ว งานต้องจบได้ในหนึ่งวัน เมื่อถึงวันจันทร์เราจะเตรียมให้จบในศุกร์ เราต้องเริ่มงานให้เร็ว ต้องเช้า แป๊บเดียวจะเสร็จเลย

อรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์

        “ถ้าปรับการใช้ชีวิตใหม่ คุณจะได้อะไรจากหนึ่งวันมากขึ้น ซึ่งจริงๆ เราชอบดูซีรีส์เกาหลีมากๆ แต่พอสี่ทุ่มเราจะต้องนอนแล้ว (หัวเราะ) ตีห้าก็ลุกจึ้นมาทำอะไรก็รีบทำ และผลพลอยได้คือตัวเด็กๆ เพราะลูกก็ดูวินัยจากพ่อแม่ด้วย”

        สิ่งแรกที่เราคิดจากการพูดคุยกับผู้บริหารคนเก่งจากดีแทคคนนี้คือ ต่อไปจะปรับปรุงตัวเองและเริ่มจากการตื่นเช้าขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อยก็เร็วขึ้นให้ได้สักสองชั่วโมง และเวลาเดียวกันทุกวันไม่เว้นวันเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดราชการใดๆ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon