‘ความเท่าเทียม’ หัวใจในการก่อตั้ง ‘มูลนิธินวมินทร์รวมใจ’ ของ ดร. พิมพ์ขวัญ และ ดร. มานะ

The Lesson
24 Sep 2021
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

‘ความมั่นใจ’ ฟังดูเป็นสิ่งที่ง่าย แต่ยากที่จะมีเหมือนกัน เพราะใช่ว่าทุกคนจะมีความมั่นใจมาตั้งแต่แรก โดยเฉพาะในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นและมีอคติทางเพศ กระทั่งมีการกดขี่ทางเพศที่มีให้เห็นตามข่าวกันบ่อยครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นในหลากหลายสังคมทั่วโลก และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น ทั้งที่เราเน้นย้ำมาตลอดว่า เรามีศักยภาพไม่แพ้ใคร แต่กลับมาติดหล่มกับเรื่องเหล่านี้

        เช่น เรื่องของคนในสังคมที่ไม่ค่อยตระหนักถึงการเคารพสิทธิ และความเท่าเทียมกัน  โดยเฉพาะคนที่โดนมายาคติ และโครงสร้างอันบิดเบี้ยวของสังคมกดทับ จนมองไม่เห็นว่าการที่คนหนึ่งไม่มี หรือสูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็นนั้น ได้กลายเป็นหนึ่งในปมปัญหาใหญ่ของสังคมได้เช่นกัน

        จึงเป็นหนึ่งในประเด็นให้หลายคนต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความเท่าเทียมกันในสังคม เพื่อต่อยอดไปสู่เรื่องของสวัสดิการ และโอกาสในชีวิตที่ทุกคนพึงจะได้รับ 

        เช่นเดียวกับ ดร. พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ผู้บริหาร Vital Glow Skin & Aesthetic Center ภายใต้โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 และ ดร. มานะ เตชะไพฑูรย์ สามี ผู้ร่วมก่อตั้ง ‘มูลนิธินวมินทร์รวมใจ’ ขึ้นมา เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางกันในสังคม ทั้งความเท่าเทียมทางเพศและวัย อีกทั้งยังช่วยเหลือผู้ด้วยโอกาสทั้งด้านการแพทย์ การศึกษา และอาชีพให้สังคมไทยให้มีคุณภาพที่ดีและยั่งยืน

        แม้ว่าภาพลักษณ์ภายนอกที่เราเห็น ดร. พิมพ์ขวัญเป็นผู้หญิงสวย เก่ง และมั่นใจ แต่อย่างที่เรากล่าวไปตั้งแต่ต้นว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีตั้งแต่แรก ก่อนที่จะมายืนอยู่จุดนี้ได้เธอก็เคยเป็นเด็กขี้อาย หน้าซีด ตัวสั่นเวลาต้องออกมานำเสนอหน้าห้องเหมือนใครหลายคน (เช่นเรา) 

        แต่ประสบการณ์ก็สอนให้เธอกล้ามากขึ้น เช่นกล้าที่จะเอาชนะความกลัว จนทำให้เธอมีความมั่นใจในการเลือกวิถีชีวิต และไปได้สวยในแบบของเธอ 

        เธอจึงอยากมอบสิ่งนั้นให้กับคนอื่นๆ บ้างเช่นกัน 

พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล

เมื่อรู้สึกว่าตัวเอง ‘สวย เก่ง มั่นใจ’ ก็จะแสดงศักยภาพออกมาได้ดี

        • ในมุมมองของเรา คิดว่าคนที่สวยและเก่งไม่ใช่แค่หน้าตาสวย หรือจำเป็นต้องเก่งแค่ด้านเดียว เราเชื่อว่าทุกคนทุกเพศมีความเก่ง มีพรสวรรค์ในตัวเองกันทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้ก่อนว่าตัวเองชอบอะไร หรือทำอะไรแล้วมีความสุข

        • ทุกคนสวยในแบบของตัวเอง เราจะไม่ใช่คนที่อยากสวยเหมือนดาราคนนี้ อยากหน้าเหมือนคนนี้ เรารู้สึกว่านั่นไม่ใช่คอนเซปต์ความสวยของเรา ความสวยของเราไม่ใช่พิมพ์นิยมแต่เป็นความสวยเฉพาะตัวของคนคนนั้น ทั้งคำพูด ทัศนคติ เมื่อรวมกันแล้วจะออกมาเป็นคำว่า ‘สวย’ 

        • เมื่อคนเรามั่นใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี และมีความสุขกับการทำสิ่งนั้น ความมั่นใจจะออกมาเองจากทั้งทางแววตา คำพูด และกิริยาที่เราแสดงออกมาทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้น คนที่เขาอยู่ตรงหน้าเรา หรือพูดคุยกับเรา จะสัมผัสได้ถึงความมั่นใจตรงจุดนี้

        • ต้องเป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้ว มีพื้นที่ให้คนอื่นออกความคิดเห็นเพื่อเติมบ้าง ต้องมีการพัฒนา และพร้อมที่จะเรียนรู้กับคนรอบข้างได้ตลอด เพราะไม่มีใครเก่งที่สุดร้อยเปอร์เซ็นต์ คนรอบข้างทุกคนสามารถที่จะทำให้เราเป็นคนที่เก่งขึ้นได้ ถ้าเราแค่รับฟังเขา

เราสามารถควบคุมตนเองได้ แต่ไม่สามารถควบคุมคนอื่นได้

        • สิ่งหนึ่งที่เราเชื่อคือเราสามารถควบคุมตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นความคิด หรือการกระทำของตัวเอง แต่ว่านอกเหนือจากนั้นเราควบคุมไม่ได้เลย อย่างเช่น เรามีลูก เราก็ทำใจระดับหนึ่งแล้วว่าลูกเราไม่ใช่ตัวเรา เราไม่สามารถที่จะบอกเขาได้ว่าต้องเดินทางนี้เท่านั้น อย่าทำแบบนี้ หรืออย่าคิดแบบนี้ ดังนั้น เราจะไม่นำสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเราเก็บเอามาคิด เพราะรู้สึกว่าเป็นแรงถ่วงที่ทำให้ชีวิตเราแย่ลง 

        • เราควรจะเอาเวลาที่เราเครียด หรือเวลาที่ใส่ใจคำพูดของคนอื่นมาปรับปรุงตัวเอง มาทำสิ่งที่ดี หรือสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง หรือสังคมดีกว่า 

        • เมื่อมีลูก จึงอยากให้ลูกเติบโตมาอย่างเข้าใจและสามารถจัดการกับความรู้สึกตัวเองให้ได้ เมื่อไหร่ที่เราจัดการความรู้สึกตัวเองได้เราจะปรับตัวได้เร็ว แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่คนเราหมกมุ่นอยู่กับความคิดด้านลบก็จะเสียเวลา สำหรับเรา สุขภาพจิตจึงสำคัญที่สุด

พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล

อยากให้สังคมดีขึ้น ต้องเริ่มจากการลงมือทำ

        • ตอนยังเด็กพ่อแม่เลี้ยงเรามาในกรอบ เลิกเรียนพ่อก็จะให้คนขับรถมารับ มีพี่เลี้ยงนั่งมาอีกหนึ่งคน ดูแลเราเหมือนเป็นลูกคุณหนู ตอนนั้นเราจึงเข้าใจว่าโลกใบนี้ต้องสวยงามมาก แต่พอโตขึ้นมาประสบการณ์หลายอย่างสอนเราว่าโลกใบนี้ไม่ได้สวยงามแบบที่เราคิดแต่เราก็ต้องอยู่ให้ได้

        • แม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้รับการปฏิบัติแบบไม่เท่าเทียม แต่พอถึงจุดหนึ่งคนเราก็จะเห็นว่ามีทั้งคนที่หวังดี และคนไม่หวังดีเข้ามา เพราะฉะนั้น โลกใบนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนที่เราเข้าใจตอนเด็กๆ

        • เมื่อมาทำงานที่โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 เราเห็นผู้หญิงที่มาคลอดลูกหลายเคสเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว (single mom) บางคนก็ไม่พร้อมจะมีลูก แต่ก็โดนสังคมกดดันจนสุขภาพจิตแย่แล้วสุดท้ายก็ฆ่าตัวตาย 

        • เด็กที่อยู่ในท้องบางคนต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า อีกหน่อยเขาอาจจะไม่มีโอกาสที่จะได้เข้าถึงการศึกษาที่ดี การงานที่ดี แม้กระทั่งกลุ่มคนที่เป็น LGBTQA+ บางคนอยากแปลงเพศเพื่อให้ตัวเองมีความมั่นใจ หรือมีความสุขในชีวิตมากขึ้น นั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่คนอื่นไม่มีสิทธิ์ไปบูลลี่ 

        • เราดำเนินโครงการที่ร่วมมือกับ UN ภายใต้ชื่อที่ว่า Women Empowerment Program Journey โดยเราจะอบรมพนักงานของเราในเรื่องของความเท่าเทียมกัน ในการปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานและคนไข้ เช่นเวลาที่คุณหมอเรียกคนไข้จะไม่เรียกว่า นาย นาง นางสาว จะให้เรียกว่า ‘คุณ’ เพื่อยกเว้นการใช้สรรพนามเรียกที่ไม่ตรงกับนิยามทางเพศของเขา 

        • ส่วนพนักงานของเราที่เป็น LGBTQA+ เราก็ไม่ได้ปิดกั้นเขา เพราะเราดูคนที่ศักยภาพความเป็นตัวเขาจริงๆ เพียงแต่ถ้าคุณมีร่างที่เป็นผู้ชายก็ยังต้องใส่ชุดที่เหมาะสมอยู่ เพราะว่าสุดท้ายคุณมีอาชีพที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ คนไข้ยังคงคาดหวังความน่าเชื่อถืออยู่ดี คุณก็ต้องเคารพกาลเทศะตรงนี้ด้วย

        • ผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่ เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นำคนไข้มาผ่าตัดเพื่อให้เขากลับมาเหมือนคนปกติทั่วไป แล้วก็ในส่วนของเด็กด้อยโอกาสและสตรีที่ไม่มีงานทำ รวมไปถึงคนชรา ใครก็ตามที่ตกงาน เราก็จะมีการสอนให้การศึกษากับเขา ก็คือเราจะมีการจัดการเรียนการสอนแล้วก็อบรมที่โรงพยาบาล และเขาก็สามารถเอาความรู้ตรงนี้เพื่อไปสร้างอาชีพให้กับตัวเองได้ หาเงินได้ในอนาคต

        • เพราะทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ บางคนอาจจะเกิดมาพิการ บางคนเกิดมาไม่มีพ่อไม่มีแม่ แต่สุดท้ายทุกคนควรจะได้รับความเท่าเทียมกันในสังคม ได้มีความเป็นมนุษย์ และสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเองได้ ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงคิดว่าอยากรณรงค์ให้คนให้มีความเท่าเทียมกัน

พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล

เก่งหรือไม่เก่งไม่ได้อยู่ที่เพศ

        การที่เราเห็นผู้หญิงลุกขึ้นมาต่อสู้ เรียกร้อง หรือรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางเพศคงไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจเท่าไหร่ สำหรับเพศที่ถูดกดอยู่ในสังคมชายเป็นใหญ่ ส่วนผู้ชายที่มองเห็นและตระหนักถึงปัญหานี้แล้วเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์นั้นนับว่ายังมีไม่มากเท่าไหร่ แต่ ดร. มานะ เตชะไพฑูรย์ ก็เห็นถึงความอยุธิธรรมเหล่านั้น

        • หลายครั้งที่ผมมีคำถามว่า ทำไมบางอย่างผู้หญิงถึงเข้าร่วมไม่ได้ ทำไมถึงมีแบ่งแยก ซึ่งเราคิดว่าถ้าผู้ชายจะเก่งกว่าจริงๆ หรือผู้หญิงเก่งกว่าก็ต้องวัดกันที่ความสามารถเฉพาะบุคคล ไม่ใช่การแบ่งเพศกัน ควรจะให้เกิดการแข่งขันอย่างที่อิสระ 

        • ผมเชื่อว่าไม่ว่าเพศใดก็มีความเก่งเหมือนกัน อยู่ที่ได้รับโอกาสให้จะทำสิ่งนั้นหรือเปล่า เช่น คุณพิมพ์กำลังสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ เกี่ยวกับ Women Empowerment ก็เป็นเรื่องดีที่จะได้ให้คนทุกเพศมีสิทธิ์ มีโอกาสเข้ามาร่วมในกิจกรรมแต่ละอย่างจะได้เห็นศักยภาพของทั้งสองฝ่าย เพราะความจริงในบางเรื่องผู้ชายอาจจะห่วยมากกว่าก็ได้

        • ส่วนในมุมของคู่ชีวิต เราต้องไปดูที่จุดแข็ง และจุดอ่อนของแต่ละคนมากกว่า ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้ผู้ชายต้องทำเป็นทุกอย่าง หรือผู้หญิงต้องทำแต่เรื่องของผู้หญิงก็ตาม เราต้องมองว่าคนที่เป็นคู่ชีวิตเรา เขามีจุดแข็ง จุดอ่อนอย่างไร พูดง่ายๆ ว่าหา SWOT ของเขาให้เจอ (SWOT Analysis S – Strength (จุดแข็ง), W – Weakness (จุดอ่อน), O – Opportunities (โอกาส) และ  T – Threats (อุปสรรค)

        • ถ้าภรรยาเก่งเรื่องนั้น เราก็ต้องให้เขาเป็นคนจัดการเรื่องนั้น เรื่องนี้เราเก่งกว่าเราก็ต้องจัดการ ซึ่งทั้งหมดเราต้องมาคุยกันระหว่างสองคนก่อนว่ามุมมองที่มีต่อกันและกันเป็นแบบไหน อย่างพิมพ์เป็นคนที่เก่งเรื่องของการพูด การแสดงออก การสื่อสารกับบุคคลภายนอก เราก็จะให้เขาดูแลเรื่องนี้ ส่วนผมก็คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังแทน ทำในเรื่องที่เราเก่ง ถ้าอยู่ดีๆ จะสลับกันทำก็เหมือนไปลดทอนศักยภาพของเราทั้งสองคน

        • สำหรับชีวิตคู่ ไม่ว่าใครจะเป็นหัวหน้าก็ตาม สุดท้ายแล้วก็ต้องเป็นทีมเวิร์ก

พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล

นวมินทร์รวมใจ ช่วยคนไทยในวิกฤตโควิด-19

        เดิมมูลนิธิตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมความเท่าเทียมของผู้หญิง เพศทางเลือก เด็ก และคนชรา ผ่านการช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับความเชี่ยวชาญหลักด้านการแพทย์ การศึกษา และการสร้างอาชีพ แต่เมื่อเกิดวิกฤตที่ทำให้คนจำนวนมากกำลังเดือดร้อน ดร. พิมพ์ขวัญ และ ดร. มานะ ก็ไม่อาจเพิกเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ จึงพักกิจกรรมหลัก มาให้ความช่วยเหลือกับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นก่อน 

        • พอเรามาเจอสถานการณ์โควิด-19 มีอัตราคนเสียชีวิตกันมากขึ้น และที่สำคัญเลยคือไม่มีที่ตรวจโควิดด้วยซ้ำ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นหรือไม่เป็น เราจึงไม่ต้องคิดเลยว่าจะทำไม่ทำ เพราะต้องทำอยู่แล้ว เพราะเราไม่รับตรวจโควิด-19 ประชาชนก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโควิด-19 หรือเปล่า อาจเป็นพาหะไปติดคนอื่นเรื่อยๆ แบบนี้ก็ไม่จบสักที ดังนั้น เราไม่เริ่มทำแล้วประเทศจะเป็นอย่างไรต่อ ณ จุดนี้ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจแล้ว แต่เป็นเรื่องความเป็นความตายของคนมากกว่า เราถึงต้องพยายามช่วยกัน ทุกๆ คนต้องช่วยกัน จับมือกันข้ามผ่านมันไปให้ได้ 

        • เราเชื่อว่าถ้า สมมติว่าทางรัฐบาล ภาคเอกชนและประชาชนทุกคนร่วมมือกัน สถานการณ์นี้จะจบไปได้เร็วมากเลย แต่ถ้ามีแค่ฝ่ายเอกชนหรือมีแค่คนกลุ่มหนึ่งที่พยายามอยู่ฝ่ายเดียว โรคระบาดก็ไม่มีทางหายอยู่แล้ว

        • ตอนนี้เราเริ่มเปิด Drive Thru คนก็เริ่มเปิด Drive Thru มากขึ้น จริงๆ ทุกคนน่าจะเริ่มทำตั้งแต่แรก ไม่ต้องรอให้ใครคนหนึ่งทำ เพราะเรามองว่าตรงนี้มันไม่ใช่ธุรกิจ จุดประสงค์คือตอนนี้เราต้องช่วยกันมากกว่า ช่วงนี้ถ้าเรายังมีศักยภาพที่พอจะทำได้ มีบุคลากรหรือว่าสิ่งที่เราทำได้ เราก็ทำไปถ้ามันไม่ได้เหนื่อยไปมาก เราก็ต้องทำ ต้องช่วยกัน ไม่ได้ทำเป็น Business อะไรเลย ทำเพื่อให้ปัญหามันจบ 

        • เรื่องชุดตรวจโควิด-19 (Antigen Test Kit) ทางกฎหมายให้สถานพยาบาลขายเท่านั้น เพราะว่าเป็นของแท้แน่นอน แต่เราเห็นหลายคนสั่งซื้อมาขายเป็นเรื่องปกติ แล้วเราก็ไม่รู้ว่ามีคุณภาพจริงหรือเปล่า ก็เป็นเรื่องที่ต้องระวัง 


ติดตามกิจกรรมและขอความช่วยเหลือจากมูลนิธินวมินทร์รวมใจได้ทาง
โทร.: 09-4390-4466
อีเมล: navamin.ruamjai@gmail.com
เฟซบุ๊ก: มูลนิธินวมินทร์รวมใจ

ภาพ: อนุวัตน์ เดชธำรงวัฒน์

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านการขีดเขียนด้วยตัวอักษร อาศัยอยู่ในโลกจินตนาการ และใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นลูกครึ่งสัตว์วิเศษ