Res-Q Farm ความฝันกับความสำเร็จ เชื่อมต่อกันได้ด้วยการลงมือทำ

The Lesson
26 May 2021
เรื่องโดย:

ปารณ ศรีสุนทร

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนเมืองโดยกำเนิด หรือเป็นคนต่างจังหวัดที่มาตั้งรกรากทำงานในเมืองหลวง เชื่อว่ามีคนไม่มากก็น้อยที่ฝันถึงตัวเองในตอนที่เกษียณจากงาน แล้วปลีกวิเวกออกไปจากเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความพลุกพล่าน เพื่อไปผ่อนคลายชีวิตบั้นปลายที่อยู่บริเวณภายใต้ชายคาของบ้านทุ่ง แสงแดดสาดส่องรำไร สายลมปลิวพลิ้วไหว กลิ่นธรรมชาติโชยอ่อนมาแต่ไกล เสียงต้นไม้เสียดสีกันไป ไม่ใช่คุณคนเดียวที่คิดเช่นนั้นได้ แต่จะมีใครสักกี่คนที่กล้าลงมือทำความฝันนั้นให้ได้กลายเป็นจริง

        วีระ สรแสดง เจ้าของ Res-Q Farm ฟาร์มขนาด 9 ไร่ ในย่านมีนบุรี กรุงเทพมหานคร คือหนึ่งในบุคคลที่สามารถทำสิ่งนั้นได้ ทั้งที่ตัวเขาติดปัญหาถึงหกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นไม่มีแหล่งน้ำ ที่ดินต่ำกว่าถนน น้ำท่วม ไม่มีไฟฟ้า ดินไม่ดี เคมีไม่ใช้ แต่ก็ยังสามารถพลิกสิ่งที่ใครก็มองว่าเป็นไปไม่ได้ ให้สามารถเป็นไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ 

        จากผู้ชายธรรมดาต่างจังหวัดที่หวังเข้ามาขุดทอง หาเงินในเมืองหลวง สร้างเนื้อสร้างตัวอย่างที่ใครหลายคนวาดฝัน ผ่านการศึกษาและการทำงานในเมืองใหญ่ หันเหมาจับการเกษตรเป็นทางเลือกในช่วงเวลาก่อนวัยเกษียณ แน่นอนว่าเส้นทางดังกล่าวย่อมเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามอันรกชัฏ แต่ด้วยความมุ่งมั่นของคนที่มองเห็นช่วงชีวิตบั้นปลายของตนเองสุขสบายเป็นเป้าหมาย กลายมาเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เขาฟันฝ่าอุปสรรคมาได้จนประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้

        “อยากทำเกษตรกรรมก็ต้องปรับความคิดใหม่ก่อน อย่าคิดว่าเรากำลังถึงกับต้องถอดหัวโขนออก ต้องวางหน้าที่การงานใหญ่โตลงแล้วมาทำการเกษตร อันที่จริงเพียงลองอยู่กับตัวตน อยู่กับความรู้สึก อยู่กับสิ่งที่เราอยากจะเป็นก็เพียงพอ”

        ประโยคเปิดบทสนทนาที่เขากล่าวขึ้นก่อนจะทำให้เรามองโลกการเกษตรเปลี่ยนไป ละทิ้งความทะนงในตัวเองลง ไม่มองเส้นทางข้างหน้าว่าต้อยต่ำ กลับมาสำรวจตัวตนภายในจิตใจ แท้ที่จริงแล้วเราก็เป็นเพียงใครบางคนสามารถรังสรรค์สิ่งที่ดูราวจะเป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เช่นเดียวกันกับชายคนนี้

Res-Q Farm

เกษตร เกษียณ เกษม

        • คนทั่วไปมักจะมองการเกษตรว่ามันง่าย แค่มีเงินก็ทำได้ แต่ถ้าไม่วางแผนให้มีรายได้ สร้างแล้วจะยั่งยืนอยู่ได้ยาวนานได้อย่างไร เพราะถ้ามองแค่ทำตามเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าอย่างนั้นผมปิดรั้วแล้วก็อยู่กินของผมก็คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่วันนี้ที่ผมมองเกินไปอีกขั้นหนึ่ง มองไปมากกว่าความพอเพียงของตัวเอง คือการอยู่ได้ของสังคมและแวดล้อม

        • เอาเข้าจริงแล้วผมก็หลบไปพักตัวอยู่พักหนึ่ง คิดว่าตัวเองทำไม่ได้หรอก เพราะชีวิตเราอยู่ในเมืองมานานจนคิดว่าเราเป็นเด็กในเมืองหลวงไปแล้ว รู้สึกว่าให้มาตากแดดทำสวนเป็นชั่วโมงก็ไม่ไหว แต่แล้ววันหนึ่งที่เราต้องจากเมืองหลวงไป พร้อมกับความแก่เฒ่าและสังขารที่โรยรา หลังจากถูกสูบเอาทรัพยากรและพลังงานไปจนหมดแล้ว วันนั้นเราก็คงจะต้องโดนตัดหางทิ้ง เพราะนั่นหมายความว่าเราหมดประโยชน์จากชีวิตในเมืองแล้ว

        • หลายคนมียศถาบรรดาศักดิ์ มีหน้าที่ มีตำแหน่งใหญ่โต แต่พอเกษียณไปแล้ว เขาก็ไปอยู่กับตัวเอง ไปนั่งเหงา คุยกับกระจก คุยกับหมากับแมว ผมไม่อยากเป็นอย่างนั้น จึงต้องเตรียมตัวเรื่องนี้ก่อนเวลาเกษียณ ด้วยความต้องการคืออยู่ให้ได้อย่างไร อยู่อย่างมีประโยชน์ได้แบบไหน อยู่อย่างมีความสุขต้องทำอย่างไร

        • ทุกวันนี้ที่ผมมีความสุขจากการที่เอาเงินมาเทลงในฟาร์มนี้ แล้วให้คนมาที่ฟาร์มผม เพราะผมดูปฏิกิริยาของคนที่มาว่าเขาได้อะไร ไม่ได้มองที่รายรับเป็นตัวตั้ง แต่มองความสุขของเราและคนที่มาเยือนต่างหาก ดังนั้น ผมอยากให้คนที่ทำเกษตรคิดถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

        • แต่จะให้มองแต่ความสุขอย่างเดียวแต่ไม่มองเห็นรายได้เลยก็ไม่ได้อยู่แล้ว หากวันหนึ่งที่เราไม่อยู่แล้ว ลูกของผมก็คงเข้ามาสืบทอดกิจการต่อไป เราไม่สามารถให้เขาอยู่ได้ด้วยตัวเองแบบนี้ ให้ทำแต่ฟาร์มเอาผลผลิตที่ได้มาขายกินหรือทำฟาร์มทั้งหมดนี่เลยก็พอขายพอกินหรือทำไร่ไถนาใช้ชีวิตพอเพียง ถ้าเป็นแบบนั้นเขาก็คงจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง เพราะถูกตัดขาดจากโลกภาพนอกไป

Res-Q Farm

        • ลูกของเราจะอยู่ตรงนี้ได้ก็ต้องมีของมาล่อ วันนี้เราต้องเรียนรู้และเฝ้าดูวิธีการคุยกับเด็กกับเยาวชนรุ่นใหม่ให้รู้เรื่องมากขึ้น ปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรกรรมทำให้มันสมาร์ตยิ่งขึ้น คิดวางแผนทุกอย่างอย่างเป็นระบบขึ้น

        • ที่ใครต่อใครบอกว่าเกษตรมันต้องสมาร์ตนะ ผมขอถามก่อนอะไรคือสมาร์ต เอาโดรนมาบินพ่นยาที่สั่งการได้ด้วยโทรศัพท์มือถือมันคือสมาร์ตเหรอ จะเอาแต่เรื่องนวัตกรรมอย่างเดียวเลยเหรอ แต่สมาร์ตที่ดีมันไม่ใช่ smart application มันคือ smart thinking ต้องคิดให้สมาร์ต แล้วจะใช้ทุกอย่างอย่างสมาร์ต

มองผังเมืองระดับประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ในไร่สวนของเรา

        • ปัญหาของที่ดินแห่งนี้คืออยู่ต่ำกว่าถนนและระดับน้ำประมาณหนึ่งเมตร ถามว่าจะปลูกผักทำฟาร์มได้อย่างไรในที่แบบนี้ ถ้าหากไม่ปรับภูมิทัศน์อะไรเลย ก็คงต้องปลูกได้แต่ผักตบหรือผักกระเฉดเท่านั้น

        • การทำเกษตรยุคใหม่สำหรับผมจำเป็นต้องเอาแนวคิดเรื่องการสร้างเมืองมาเกี่ยวข้อง โจทย์คือการวางผังเมืองใหม่ที่ดีในพื้นที่แห่งนี้ ทำพิมพ์เขียวที่ดีให้เสร็จก่อน ถ้าสองสิ่งนี้ดี จะทำให้สาธารณูปโภคดีไปพร้อมกันเลย ไม่ใช่สร้างเมืองไปก่อนแล้ววางสาธารณูปโภค พอเรารู้เส้นทางการไหลของน้ำจะไปทางไหน ก็มาวางแผนว่าเราจะปลูกอะไรตรงไหนอย่างไร ที่ตรงไหนน้ำท่วม น้ำแฉะ พืชที่ต้องการน้ำมากก็ปลูกตรงนั้น ที่ตรงไหนน้ำน้อย เป็นที่แห้งแล้งก็ปลูกพืชที่ต้องการให้รากลงไปได้ลึกๆ

        • การเอาแรงโน้มถ่วงโลกซึ่งเป็นภูมิปัญญาแนวคิดของบรรพบุรุษเรื่องของการจัดการน้ำมาใช้หัวใจหลักเป็นเรื่องแค่นี้ ลองคิดว่าทำไมสมัยก่อนชาวนาสมัยสุโขทัย อยุธยา เขาก็ไม่มีเครื่องสูบน้ำ บางโมเดลของอิสราเอลเขาสร้างร่องน้ำให้สูงกว่าแปลงแล้วก็ส่งน้ำ ระบบชลประทานที่ดีต้องทำแบบนี้ นี่คือวิธีการแก้ไขปัญหา

        • สิ่งที่ผมทำในฟาร์มสะท้อนให้เห็นถึงการต้องแก้ระบบชลประทานของประเทศไทยใหม่ เก็บน้ำที่ตอนเหนือของจังหวัดแล้วใช้ในตอนใต้ของจังหวัด เพราะว่าแต่เดิมน้ำที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศมันอยู่สูงอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เกษตรกรมักจะปล่อยให้น้ำเลยบ้านเราไปก่อนไปไว้ในที่ต่ำเพื่อดึงกลับมาใช้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้พลังงานสูบน้ำในปริมาณที่มาก แต่ทางที่ดี เราต้องขังไว้เหนือบ้านเราที่มันอยู่สูง แล้วเราปล่อยลงมา เช่น คนที่อยู่กรุงเทพฯ ต้องใช้น้ำที่ไหลมาจากอยุธยา คนที่อยู่อยุธยาก็ใช้น้ำที่ไหลมาจากนครสวรรค์ ซึ่งมันต้องขยับขึ้นไปเรื่อยๆ

Res-Q Farm

        • ในกรณีของแม่น้ำโขง ไม่ใช่น้ำจากแม่โขงมาเติมให้เรา แต่น้ำของเราต่างหากที่ไปเติมให้แม่น้ำโขง ซึ่งจริงๆ เป็นความเสียหายระดับประเทศ ไม่ใช่เสียหายกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งริมสองฝั่งแม่น้ำโขง น้ำที่ฝนตกในช่วงโคราช ลำมูล ลำชี ก่อนจะปล่อยลงไปยังแม่โขง เราควรบริหารจัดการ สร้างคลองไส้ไก่ สร้างแก้มลิงให้มันเก็บน้ำไว้เยอะๆ แล้วดูดให้อยู่ที่สูงกับคืน ตามหลักกาลักน้ำ

        • วิธีคิดของผมคือการเปลี่ยนวิธีการคิดใหม่ จะต้องเป็นแบบนี้เพื่อลดการใช้พลังงาน ด้วยการลอกเลียนแบบธรรมชาติ ให้น้ำใช้แรงโน้มถ่วงในการจัดการ เหมือนกับต้นไม้ในป่าก็ไม่มีใครเข้าไปรดน้ำ น้ำก็ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ 

        • การเอา ‘โคก-หนอง-นา โมเดล’ มาต่อยอด เปลี่ยน ‘เขื่อน-ฝาย-แก้มลิง โมเดล’ มาเป็น ‘เขื่อน-ฝาย-แก้มลิง-คลองไส้ไก่ ค่าไฟศูนย์บาท’ ดูดน้ำขึ้นที่สูงแล้วค่อยๆ ปล่อยออกให้มันช้ากว่าเวลาที่ดูดขึ้น เพื่อให้มันได้พัก แล้วเราก็ใช้โซลาร์เซลล์มาชดเชยในการใช้พลังงาน 10% นี้ ราคาในการใช้พลังงานของเราก็จะกลายเป็นศูนย์บาท

พลังงานไฟฟ้าราคาศูนย์บาท

        • การจัดการพลังงานและน้ำคือใจความสำคัญ นี่คือวิธีคิดในการนำเอาพลังงานมาใช้ คนชอบคิดว่าค่าไฟศูนย์บาท ก็แค่ใช้โซลาร์เซลล์ไง ไม่เห็นยากเลย แต่ต้องเข้าใจเสียใหม่ว่ามันไม่ได้ง่ายดายแบบนั้น

        • ลองคิดดูว่าปกติเกษตรกรจะใช้ไฟฟ้าไปกับการทำอะไร สำหรับผมคำตอบคือเพื่อรดและลด หนึ่ง รดน้ำต้นไม้ และสอง ลดอุณหภูมิ ซึ่งกิจกรรมทั้งสองอย่าง เกิดขึ้นในเวลากลางวัน หรือเวลาที่มีแสงอาทิตย์ ถ้าเรารู้อย่างนั้น แสดงว่าแบตเตอรี่สำหรับเก็บไฟฟ้าที่เอาไว้ใช้ตอนกลางคืนไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีเลย

        • เพราะว่าเวลาตอนกลางคืน การทำการเกษตรโดยเนื้อแท้ไม่ได้ไม่ความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า หากไม่นับรวมถึงการใช้ชีวิต มักจะมีคนชอบถามว่าฝนตกไม่มีแสงอาทิตย์ทำอย่างไร ก็นอนแทนสิ ฝนตกแล้วคุณไม่เห็นต้องมารดน้ำต้นไม้เลย ส่วนโรงเรือนก็ไม่ร้อน ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลม นี่คือการทำเกษตรตามหลักการรดและลด

Res-Q Farm

        • ถ้าอยากใช้พลังงานน้ำตอนกลางคืนต้องทำอย่างไร ก็เอาพลังงานฟรีที่ได้จากปั๊มในช่วงกลางวันสูบน้ำไปเก็บไว้บนที่สูง เวลากลางคืนก็ปล่อยน้ำไหลลงที่ต่ำน้ำก็ไหลแรงแล้ว เทคนิคการจัดการมันแค่นี้เอง แค่เอาน้ำไปไว้ที่สูงด้วยพลังงานฟรี เราใช้ปั๊มน้ำทั้งวัน ตีเป็นเลขกลมๆ ว่า ชั่วโมงละหนึ่งหมื่นห้าพันลิตร ก็ตกวันละแสนห้าหมื่นลิตรต่อวัน (10 ชั่วโมง เช้าถึงเย็น) ตอนกลางคืนคุณจะเอาน้ำไปทำอะไร ที่ฟาร์มของเราใช้ปั๊มแค่ตัวเดียวเอง และใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์แค่สองแผง ค่อยๆ สูบน้ำขึ้นไป ทั้งหมดใช้เงินแค่สองหมื่นบาท แล้วแผงโซลาร์เซลล์อยู่ได้ยี่สิบปี ความรู้ชุดนี้มันควรจะถูกเผยแพร่ให้คนเห็น

        • หัวใจหลักจริงๆ คือ เราต้องจัดการเรื่องการใช้พลังงานให้น้อยที่สุดก่อน ถ้าปกติเราเสียค่าไฟหนึ่งร้อยบาท วันนี้เราต้องผลิตไฟหนึ่งร้อยบาทมาชดเชยค่าไฟก็เท่ากับศูนย์ แต่ถ้าวันนี้เราใช้พลังงานแค่สิบบาท เราก็ผลิตไฟฟ้ามาใช้ในส่วนของค่าไฟสิบบาทนั้นก็เท่ากับศูนย์เหมือนกัน แล้วการผลิตค่าไฟหนึ่งร้อยบาทกับการผลิตค่าไฟสิบบาท อย่างไหนลงทุนมากกว่ากัน 

        • กลไกการทำงานของฟาร์มจึงใช้ระบเวลาเราดูดน้ำจากปั๊มขึ้นไปยังที่สูงแค่ห้านาที ก็ปล่อยไหลลงอีกยี่สิบห้านาที ในหนึ่งชั่วโมงปั๊มจะทำงานประมาณสิบนาที ตอนดูดน้ำขึ้นแล้วค่อยๆ ปล่อยออก น้ำจะไหลช้ากว่าเวลาที่ดูดขึ้น ซึ่งพลังงานในการให้ปั้มทำงานก็มาจากแผงโซลาร์เซลล์ ที่เข้ามาจัดการในช่วงห้านาทีนี้ ซึ่งจะทำให้ประหยัดการใช้ไฟฟ้าได้ และไฟส่วนอื่นก็ส่งไปยังพัดลมที่อยู่ในโรงเรือยเพื่อสร้างการถ่ายเทอากาศ เพราะฟาร์มของเราไม่ใช้ยาฆ่าแมลง การทำโรงเรือนแบบปิดจึงสำคัญ เพื่อป้องกันแมลงเข้ามากัดกินผลผลิต

        • เราต้องหาแก่นแท้ในการทำการเกษตรให้เจอ หาว่าพืชต้องการอะไรจากการเคลื่อนที่ของน้ำ นั่นคือพืชต้องการออกซิเจนและธาตุอาหาร การที่น้ำไหลไปหาพืชก็เป็นการเอาออกซิเจนและสารอาหารไปให้ แต่ตอนกลางคืนเราปล่อยให้น้ำนิ่งได้ เพราะพืชไม่ต้องสังเคราะห์แสงเวลากลางคืน พลังงานที่ต้องใช้ในตอนกลางคืนก็เท่ากับศูนย์

Res-Q Farm

ทำการเกษตรต้องไม่มีคำว่าจน

        • หลายคนบอกทำเกษตรไม่รวยหรอก ผมพูดเลยว่าไม่จริง ทำไมชาวนาต่างประเทศร่ำรวย ทำไมเกษตรกรประเทศญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรปร่ำรวย กลายเป็นมหาเศรษฐีกันได้  แล้วทำไมเกษตรกรบ้านเราจน ทำไมเราไม่เรียนรู้จากเขา ให้ภาครัฐช่วยหาตลาด เราก็มีหน้าที่ผลิตออกมาขาย

        • เราเองก็ต้องปรับตัว อย่างที่จะเห็นว่าหลายธุรกิจที่ปรับตัวไม่ได้ก็ต้องปิดตัวลงไป เกษตรกรรมเองก็ต้องปรับตัวเช่นเดียวกัน ผมสนใจเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรอุตสาหกรรม ความยั่งยืนจากรายได้ ก็นำทุกแนวคิดมาประยุกต์ใช้เข้าด้วยกัน ใช้ให้เหลือ เผื่อให้พอ ขายให้ได้

        • ที่นี่ยังเน้นในเรื่องของการเป็นผู้ให้อีกด้วย เราต้องซื้อบางอย่างเพื่อให้ชุมชนมีรายได้ และต้องขายบางอย่าง แล้วเราก็ปลูกบางอย่าง ผมมองว่าทุกฝ่ายต้องโตไปด้วยกัน ดังนั้น เราต้องทำให้สังคมโตไปกับเรา

        • การให้คือการปลูกฝังให้เขารู้จักอยู่รวมตัวกัน และทำให้เข้มแข็งไปด้วยกัน เพื่อจะได้ต่อสู้ไปด้วยกันในฐานะเกษตรกร นอกจากนั้นเรายังต้องมีแม่ทัพ ตราบใดที่ยังไม่มีแม่ทัพที่เป็นคนสั่งบัญชาการยิ่งยาก เพราะทุกคนก็จะต่อสู้กันแบบไม่มีกลยุทธ์ ดังนั้น เกษตรกรก็ต้องปรับวิธีคิดใหม่ ต้องมีกลยุทธ์ในการขาย การวางแผน การผลิต และการตลาด 

        • ผมจึงไม่ได้ทำแต่ฟาร์มอย่างเดียว แต่ยังมีร้านอาหารร่วมด้วย แม้ว่าจะเริ่มเปิดมาได้ช่วงเดือนตุลาคม แต่พอเข้าสู่เดือนมกราคม การระบาดของโควิด-19 ก็เริ่มมา มีนาคมโดนสั่งให้ปิดร้าน ร้านอาหารของเรากำลังจะเริ่มดังก็ถูกปิด เราก็ต้องปรับตัวมาทำออนไลน์แล้วก็ขายให้มากขึ้น พอเราปรับตัวเรื่องของการทำเดลิเวอรีก็ช่วยได้ ยอดก็ใกล้เคียงกับตอนที่ไม่ได้สั่งปิด ที่สำคัญคือพอเป็นช่วงโควิด-19 ทำให้มีคนเข้ามาสัมภาษณ์เราเยอะมาก เพราะเราอยู่ในเมือง อยู่ในสถานที่ที่เป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างฟาร์ม

        • เราอยู่ในย่านที่เรียกว่า ‘กีบหมู’ เป็นแหล่งคนงาน ดังนั้น ปกติต้องขายก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ ข้าวราดแกงถึงจะขายได้ แต่ที่นี่ขายพิซซ่า สเต๊ก สลัด สปาเกตตี พวกเขาอาจจะไม่อุดหนุนสินค้าเรา ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนของเราจริงๆ ไม่ได้เป็นคนที่อยู่บริเวณนี้เลย แต่เรากลับมองคนในหมู่บ้าน คนรอบๆ นี้ โซนมีนบุรี ซึ่งข้อมูลนี้ก็มาจากที่ทำการสำรวจก่อนที่จะทำร้านอาหารไว้แล้ว

        • ของดีของเราอีกอย่างคือการสร้างระบบนิเวศ จริงๆ เราต้องการให้คนเข้ามาที่ฟาร์มเรามากกว่าที่เราจะออกไปนอกฟาร์ม คอนเซปต์ของร้านจึงเป็นการเสิร์ฟอาหารทุกจานจากวัตถุดิบในฟาร์มหลังร้าน เอาผักที่ปลูกมาเสิร์ฟ เพราะจุดแข็งของเราคือมีของดี มีวัตถุดิบที่ดี พร้อมเสิร์ฟ 

Res-Q Farm

        • ปกติก่อนจะเจอกับวิกฤตโควิด-19 คนที่เข้ามาครั้งแรกจะเป็นแฟนคลับของฟาร์มเราหมดเลย แล้วเขาก็จะมาซ้ำๆ ตลอด วันไหนถ้ามาไม่ได้เราก็มีบริการส่งเดลิเวอรีให้ฟรี บางทีผมก็ไปส่งเอง ไปถึงก็ยืนคุยกับลูกค้าเป็นชั่วโมง นี่คือการใช้เทคนิคการผูกใจลูกค้าตั้งแต่ต้น เมื่อซื้อใจกันได้เขาก็จะกลายมาเป็นลูกค้าของเราตลอดไป แม้ตอนที่ร้านไม่สามารถเปิดให้บริการได้ รายได้ในส่วนของร้านอาหารก็ยังเท่าเดิม เพราะเราบริการส่งให้ถึงที่ เพราะเขาก็อยากได้ผักที่สดและปลอดสารพิษจริงๆ 

นโยบาย ‘พ่อปลูก ลูกขาย’ กระจายรายได้ให้กับชาวบ้าน

        • ผมสร้างธุรกิจฟาร์มขึ้นมาโดยรู้ดีว่าถึงเวลานั้นลูกอาจจะไม่รับหน้าที่สานต่อ เราเพียงสร้างทางเลือกให้กับเด็กรุ่นใหม่ให้เขาเลือกด้วยตัวเอง ผมก็ไม่เคยบังคับให้ลูกต้องมาทำฟาร์มต่อ พ่อไม่ได้ซีเรียสว่าลูกจะต้องมาปลูกผักปลูกต้นไม้กับพ่อ แต่สิ่งที่ลูกต้องทำคือซื้อผลผลิตจากพ่อไปขาย ด้วยนโยบายก็คือ ‘พ่อปลูก ลูกขาย’

        • หลายคนมักจะมีปัญหาว่าถ้าวันนี้ลูกหลานเกษตรกรกลับไปแย่งการทำนาที่บ้านเกิด แล้วพ่อแม่จะทำอะไร ซึ่งทางลูกๆ เองก็ต้องช่วยปรับแผนเพื่อให้ขายผลผลิตได้ดียิ่งขึ้น นั่นหมายถึงนโยบายที่เราต้องเปลี่ยนให้เด็กรุ่นใหม่ไปทำเรื่องการตลาด เพิ่มมูลค่าของสินค้า ถึงจะถูกต้อง เราก็ต้องให้เวลา ให้เขาใช้ชีวิตในแบบของเขาจริงๆ

        • ที่ผมคิดแบบนี้เพราะผมเคยจนมาก่อน ผมบอกลูกเลยว่าพ่อมีที่ดินอยู่พันกว่าไร่ในต่างจังหวัด แต่พ่อจะให้ลูกแค่สิบไร่เท่านั้น ถ้าอยากได้มากกว่านี้ ลูกต้องไปซื้อเอง ที่ดินพันกว่าไร่นี้พ่อจะเอาไว้สร้างเป็นศูนย์การเรียนรู้ ทีนี้เขาก็จะเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเองแล้วว่าเขาจะไม่มีทรัพย์สินจากพ่อในอนาคตแน่ๆ ถ้าเขาอยากมี เขาต้องทำมันขึ้นมาด้วยตัวเอง

        • ถ้าลูกของผมรู้ว่าเขาจะมีเงินเป็นร้อยล้าน ทีนี้เขาก็จะไม่รู้จักหาเงิน ดังนั้น สิ่งที่เราจำเป็นต้องปลูกฝังก็คือเขามีหน้าที่หาเงินด้วยตัวเขาเอง เขาต้องรู้จักลำบาก เพราะที่ผมมีทุกวันนี้ก็เพราะว่าผมลำบาก ผมจึงอยากจะสอนให้เขารู้จักคำว่า ‘มีมั่ง’ ไม่ใช่ ‘มั่งมี’ คือเราต้องมีกับเขาบ้าง ไม่ใช่อะไรก็ไม่มีเลย อยากมีแต่ไม่รู้จักหาสักที

Res-Q Farm

        • ผมใช้ลูกให้ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ ทำโซเชียลมีเดีย ดูแอพพลิเคชันต่างๆ ดูสื่อโฆษณาของเราในแต่ละวัน นั่นคือการตลาด ให้เขาทำหน้าที่ของตัวเอง ลูกมีหน้าที่ขายของอย่างเดียว เดี๋ยวพ่อจะเอาสินค้าจากพี่น้องเกษตรกรมาให้ แล้วลูกมีหน้าที่หาโรงงานผลิต แปรรูป และขายให้ได้

        • เราต้องนำเอาทฤษฎีของการเป็น ‘ผู้ให้’ มาใช้ก่อน คนจึงจะหันมาสนใจ ถ้าอยู่ดีๆ ผมมาสร้างฟาร์มแล้วขายผักขายทุกอย่างให้กับทุกคน คนก็คงไม่ศรัทธาในตัวผม แต่ถ้าผมบอกว่าผมจะช่วยขายสินค้าให้ คุณก็จะคิดว่าผมเป็นพ่อค้าคนกลาง ทั้งที่จริงๆ แล้วผมแค่อยากให้เรามารวมกลุ่มกัน ทำธุรกิจกันแบบโปร่งใส ตั้งใจอยากทำให้เป็นสหกรณ์ ผมไม่อยากรวยคนเดียว แต่ทำเป็นวิสาหกิจให้ชาวบ้านได้มาขาย แล้วได้กำไร จากนั้นเอากำไรมาปันผล กลับมากระจายรายได้ให้กับชาวบ้านร่วมด้วยเช่นกัน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ปารณ ศรีสุนทร

อดีตนิสิตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่กำลังเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนผ่านการพูดคุย

ภาพโดย

ณธรรศ พิชยวัฒนา

ช่างภาพ a day BULLETIN