UNICEF x softpomz : ภายใต้รอยยิ้มของหญิงสาวที่ดูสดใส กลับเต็มไปด้วยบาดแผลจากการถูกรังแก

The Lesson
23 Sep 2020
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

Highlights

หนึ่งในช่องรายการทางยูทูบที่เรากดติดตามคือช่อง softpomz มีผู้ติดตามล่าสุดราวๆ 2.8 ล้านคน (ยังไม่นับช่องแยกย่อยที่รวมๆ แล้วมีผู้ติดตามทั้งหมดราว 6 ล้านคน) ดำเนินรายการโดยหญิงสาวหน้าหมวยที่เรียกแทนตัวเองว่า ซอฟชื่อจริงว่า โศภิษฐ์รสกร โชติธนฤทธิ โดยหลักๆ จะเป็นเรื่องสนุกๆ ที่ตัวเองได้พบเจอ การรีวิวสินค้า สถานที่ ท่องเที่ยว ซึ่งเธอมักจะเอาของแปลกๆ มานำเสนอด้วยความน่ารักสดใส เรียกรอยยิ้มของเราทุกครั้งที่เปิดดูหลังกลับมาบ้านให้หายเหนื่อยได้เสมอ 

        จนกระทั่งเพิ่งมารู้ว่าเบื้องหลังที่อยู่ใต้ความร่าเริงนั้นเต็มไปด้วยรอยแผล และความเจ็บปวดจากการถูกกลั่นแกล้งมาตลอดชีวิตตั้งแต่เด็กจนโต ทั้งการถูกล้อเรื่องรูปร่างหน้าตา การเหยียดทางชนชั้นในโรงเรียน เรื่อยมาจนถึงการบูลลี่ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ด้วยข้อความรุนแรงทั้งๆ ที่ก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน 

        ถ้าอย่างนั้นเราไปทำความรู้จักกับเธอกันก่อน และดูว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ซอฟก้าวข้ามความเจ็บปวดนี้ได้ และยังคงเป็นคนที่ร่าเริงเต็มไปด้วยพลังบวกในทุกวันนี้

 

softpomz

ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่านิยาย

        เรารู้จักรายการของ softpomz ครั้งแรกถ้าจำไม่ผิดจะเป็นคลิปชื่อ บิน Business Class ครั้งแรก! กับเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก!! โดยเป็นการสุ่มคลิปของยูทูบ จากการที่เราเปิดให้ยูทูบเล่นไปเรื่อยๆ ทางโทรทัศน์ ระหว่างที่เพิ่งกลับมาถึงบ้าน และกำลังจัดการกับธุระส่วนตัว โดยที่ไม่ได้มองไปทางโทรทัศน์เพราะต้องการเพียงแค่ภาพเคลื่อนไหวและเสียงคลอเป็นเพื่อนเพื่อให้คืนนั้นไม่รู้สึกเหงา กลบความเงียบเชียบภายในบ้านให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเกินไป จนกระทั่งมาสะดุดหูกับเสียงพูดของเธอซึ่งมีสำนวนและลักษณะคล้ายๆ กับ ยิปโซ รมิตา อย่างเหลือเชื่อ จนต้องวางมือจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ และหันมามองที่โทรทัศน์ทันที 

        ภาพเบื้องหน้าที่เห็นคือหญิงสาวผมยาว หน้าหมวย อารมณ์ดี กำลังรอขึ้นเครื่องเพื่อบินไปยังประเทศเกาหลีใต้ และกำลังตื่นเต้นกับการขึ้นเครื่องบินชั้นธุรกิจครั้งแรก ความโก๊ะนิดๆ และการมองทุกอย่างตื่นเต้นไปหมดทำให้เราติดใจจนไล่ดูคลิปอื่นๆ ของเธอจนลืมธุระของตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง 

        แต่ความสดใสร่าเริงนั้นกลับเป็นภัยต่อตัวเอง เมื่อเธอเล่าว่าหลังจากย้ายโรงเรียนช่วงประถมปลาย ตัวเองต้องย้ายโรงเรียนเพื่อให้อยู่เส้นทางเดียวกับพี่สาวซึ่งง่ายต่อการไปรับ-ส่ง ด้วยความเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรม และสนใจกับเรื่องรอบตัวทุกอย่าง ทำให้บุคลิกของซอฟแตกต่างจากเด็กทั่วไป และถูกมองว่าอยากเด่น อยากได้ซีนจากคุณครู

        “ซอฟเชื่อว่ามีเด็กหลายคนถูกเพื่อนร่วมชั้นพูดใส่ประมาณว่า เธออยากเด่นใช่ไหม?’ ซึ่งเราไม่ได้มีจุดประสงค์แบบนั้นเลย เราแค่อยากไปโรงเรียน อยากสนุกกับครู แต่กลายเป็นว่าความกล้าถาม ความกล้าแสดงออกของเรา ทำให้เพื่อนรู้สึกว่าคนๆ นี้ทำตัวแปลกแยก” 

        สิ่งที่น่าตกใจคือความอิจฉาริษยานี้เกิดขึ้นกับเด็กประถม ในขณะที่ตัวเราอยู่ชั้นประถมศึกษา สิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตคือ ช่อง 9 การ์ตูน ไม่ก็วันเสาร์หลังเลิกเรียนพิเศษตอนเที่ยงแล้วจะไปเล่นเกมที่บ้านใคร หรือแค่คิดว่าจะเรียนต่อที่ไหนเท่านั้น ซึ่งของซอฟนั้นกลับเป็นการถูกรังแกทั้งการเอารองเท้าไปซ่อนหรือล้อเลียนเรื่องรูปลักษณ์เป็นหลัก 

        “เรื่องล้อเลียนหน้าตา เราว่าเขาไม่ได้คิดว่ามาจากความหมั่นไส้หรอก เขาน่าจะคิดว่าเวลาล้อเราว่าฟันเหยินหรือหน้าผากกว้างแล้วเด็กคนอื่นหัวเราะเป็นความบันเทิงมากกว่า พอฉันล้อคนนี้เพื่อนอีกหกคนนั่งขำ เราเป็นตัวตลกสำหรับเขา ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่ได้โกรธแค้นอะไรเพื่อนนะ แต่พอโดนบ่อยๆ เข้า ก็รู้สึกว่าทำไมเราต้องเป็นตัวตลกในเรื่องแบบนี้ จนถึงขั้นเริ่มขาดความมั่นใจในตัวเองไปเลย” 

        “ตอนนั้นเราตั้งคำถามถึงหน้าตาของตัวเองแล้วว่าทำไมฉันต้องมีหน้าผากกว้าง ทำไมฟันฉันไม่สวย ฉันไม่น่าเกิดมาเลย ฉันหน้าตาแย่มากขนาดนั้นเลยเหรอนั่นคือความรู้สึกด้อยในตัวเองที่อยู่ในใจลึกๆ ของเด็กผู้หญิงที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น 

        เมื่อเติบโตเข้าสู่การเรียนระดับมัธยมซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยรุ่น และเป็นวัยที่เริ่มเปิดเผยคาแรกเตอร์ของตัวเองออกมาอย่างชัดเจน ด้วยความเป็นเด็กชอบทำกิจกรรมของเธอ ก็ทำให้ตัวเองต้องเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้งจากคนที่ไม่ชอบคนแบบเธอ 

        “ตอนนั้นเราเริ่มทำกิจกรรมออกค่ายอาสาเลยนะ เป็นคนที่อาสาเรื่องการจัดการต่างๆ ซึ่งยังเป็นแค่เด็กมัธยมต้น และผลการเรียนของเราก็ไม่ตก จึงไม่แปลกใจหรอกที่จะมีใครมองว่าเราแปลกแยก แม้แต่เพื่อนที่สนิทมากๆ ก็จะค่อยๆ ถอยห่างจากเราไปเพราะสิ่งที่เราทำนั้นต่อไม่ติดกับพวกเขาซอฟย้อนกลับไปวิเคราะห์ตัวเอง

        แต่ที่หนักจริงๆ คือ เมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยมปลายที่เป็นภาพชัดที่สุด เมื่อเธอต้องย้ายไปเรียนต่อในโรงเรียนเอกชน ทุกอย่างรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงทั้งในด้านสังคม และโครงสร้างของระบบการศึกษา ซึ่งในเทอมแรกนั้นเธอสอบได้ลำดับสุดท้ายของห้อง แต่ก็ใช้ความตั้งใจและความพยามของตัวเอง ศึกษาเล่าเรียนอย่างหนักจนเทอมต่อมาก็สอบได้ที่ลำดับต้นๆ ของชั้น เมื่อแก้ปัญหาด้านการเรียนได้แล้ว สิ่งที่ยากลำดับต่อไปของเธอคือปัญหาเรื่องการเข้าสังคม 

        “ในยุคของซอฟ สิ่งที่ตัวเองเจอคือการแบ่งกลุ่มตามฐานะ คนนี้บ้านรวยมาก รวยปานกลาง รวยน้อย ซึ่งบ้านของซอฟเองก็ไม่ได้ร่ำรวยมากนัก จึงทำให้เราเป็นเด็กที่ไม่กล้าเข้าสังคมและใช้จ่ายได้เยอะเหมือนกับเพื่อนในห้อง เราไม่มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะซื้อของแบรนด์เนมมาใช้เพื่อให้ตัวเองมีจุดยืนกับเพื่อนๆ ได้ นั่นทำให้เรากลายเป็นคนแปลกแยกทันที ยิ่งตัวเองสามารถเปลี่ยนจากสอบได้ที่โหล่มาเป็นตัวท็อปได้ เพื่อนก็จะมองเราในประเด็นเดิมที่เจอมาตั้งแต่ว่า ทำไมอีนี่ถึง… ทำไมเราถึงทำได้ เราโกงข้อสอบหรือเปล่า” 

        แม้แต่การฝึกฝนด้านทักษะภาษาของเธอที่ก็ถูกมองว่าทำตัวโดดเด่นเกินไป ทำไมต้องออกเสียงแบบฝรั่ง ทำไมถึงไม่พูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงคนไทย ซึ่งความจริงนั้นเพียงแค่ตัวซอฟเองต้องการก้าวข้ามปมเรื่องการออกเสียงภาษาอังกฤษของตัวเองเท่านั้น 

 

softpomz

 

        “เราไม่ได้รังเกียจสำเนียงแบบไหนเลย แต่เราแค่ชื่นชมเวลาที่เห็นพี่ๆ ที่มีชื่อเสียง หรือคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีหรือคนต่างชาติที่พูดภาษาไทยได้ดี เรารู้สึกว่าเขามีเสน่ห์มาก และเราอยากเป็นแบบนั้นบ้าง เราก็พยายามฝึก ซึ่งก็โดนด่าว่ากระแดะจัง ยิ่งพอผลการเรียนเราดีขึ้นเพื่อนๆ ก็ยิ่งเพ่งเล็ง จากที่ไม่ชอบหน้าอยู่แล้วก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น” 

        แม้จะรู้ตัวว่ามีคนไม่ชอบตัวเองแต่เธอก็ยังสนุกในการทำกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน และก็เข้าสู่เรื่องราวแบบเดิมๆ ซึ่งพอเป็นเด็กกิจกรรม ก็จะได้รับมอบหมายจากครูให้ช่วยเหลืองานด้านต่างๆ มากขึ้น และก็สร้างความไม่พอใจให้กับเพื่อนร่วมชั้นเพิ่มขึ้น 

        “เราก็เศร้านะ เราไม่ได้รู้สึกว่าฉันก็อยู่ได้ แกอิจฉาฉันเหรอ แล้วไงล่ะ เราไม่ได้มีเกราะป้องกันตัวเองแบบนั้น เราทุกข์นะที่เวลาไปโรงเรียนแล้วต้องโดนเหยียดว่าเราไม่มีเงินที่จะใช้จ่ายในการเข้าสังคมแบบคนอื่น หรือกระเป๋านักเรียนที่ใช้ก็ไม่ได้เป็นแบรนด์เดียวกับที่เพื่อนๆ ใช้ ซึ่งต้องยอมรับว่าเรื่องแบบนี้มีอยู่จริง พอเราทำกิจกรรมมากๆ ขึ้น ก็เริ่มโดนแกล้งหนักขึ้นถูกเอาสมุดส่งการบ้านไปซ่อน แต่เวลาใกล้สอบกลับมีคนมาหาเพื่อให้เราช่วยติวหนังสือให้” 

แม้จะดูมืดมนแต่ก็ยังมีแสงสว่างเล็กๆ ที่คอยส่องเป็นกำลังใจให้เธอฝ่าฟันไปได้อยู่เหมือนกัน

        “เรายังมีเพื่อนที่คอยซัพพอร์ตอยู่ วันไหนที่ไปทำกิจกรรมไมได้เข้าเรียน เราก็จะมีเพื่อนที่แอบเก็บชีตไว้ให้ ที่ต้องใช้คำว่าแอบเก็บเพราะถ้าคนในกลุ่มรู้ว่าเขาเก็บชีตให้เรา เขาจะโดนงรังแกด้วย ซึ่งมันรุนแรงแบบนั้นจริงๆ เรารู้สึกของคุณเพื่อนเหล่านี้มาก เราเชื่อว่าถ้าไม่มีเขาเราคงผ่านชีวิตมัธยมปลายมาไม่ได้แน่ๆ  ถ้าไม่ได้เพื่อนที่หวังดีกับเรา ถึงแม้เขาจะไม่สามารถทำตัวสนิทสนมเป้นกลุ่มแก๊งกับเราได้ แต่เรารับรู้ได้ว่าเขาอยากเป็นกัลยาณมิตรที่ดีกับเรา เราไม่ได้อยู่ลำพัง เรามีเพื่อนที่คอยช่วยเหลืออยู่ เพียงแค่พวกเขาไม่สามารถแสดงออกมาได้

        “สุดท้ายครูหลายๆ ท่านก็เริ่มจับสังเกตอาการของเราได้ และเริ่มจับกลุ่มคุยกันว่าเราเป้นอะไร เราต้องมีอะไรบางอย่างเกิดแน่ๆ จนเขาเรียกไปคุย ซึ่งเราก็กลับว่าเราจะโดนแกล้งอีกเพราะคิดว่าเรามาฟ้อง ซึ่งครุก็มาช่วยเคลียร์เรื่องนี้ให้ จนทุกอย่างดีขึ้น แต่ก็ยังมีการจิกกัดเราบ้างแต่ก็เบาลงกว่าเดิมเยอะ ซึ่งเราเชื่อว่าเด็กหลายคนเจอเรื่องแบบนี้ กลับบ้านไปก็ไม่กล้าเล่าให้พ่อแม่ฟัง เพราะแต่ละบ้านก็คิดไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะเข้าใจ บางคนอาจจะถูกถามกลับว่าแล้วทำไมไม่สู้หรือโดนบูลลี่ซ้ำอีก (หัวเราะ) เราจึงเลือกที่จะโฟกัสชีวิตข้างหน้าในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแทนเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะตอนนั้นเราก็อยู่ชั้น ม.5 แล้ว ใกล้จะเรียนจบแล้ว” 

        เธอจึงลองไปสอบตรงเข้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเธอมุ่งมั่นในการเตรียมตัวสอบมาก จนทำให้ไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนอีกเลย แต่สุดท้ายคะแนนของเธอก็ขาดไปแค่สองหรือสามคะแนน ทำให้ไม่ผ่านรอบคัดเลือก 

 

softpomz

 

        “ตอนนั้นเรารู้สึกแย่กับตัวเอง รู้สึกว่าชีวิตตัวเองล้มเหลวมาก เราเป็นคนที่กากมากๆ คนหนึ่งของสังคมเธอจมอยู่กับความรู้สึกนี้อยู่นานพอสมควร แต่สุดท้ายก็ลุกขึ้นมาสู้อีกครั้งและก็พยายามยื่นสมัครศึกษาต่อแต่ในมหาวิทยาลัยรัฐบาลอื่นๆ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอก็ได้รับการทาบทามจากครูแนะแนวที่โรงเรียนว่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เขาสนใจเธอและอยากมอบทุนให้เธอได้เรียนต่อในสาขาที่ตัวเองสนใจ 

        “ต้องยอมรับว่าค่านิยมในวัยรุ่นสำหรับยุคเรานั้นแรงมากที่ ถ้าใครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐบาลไม่ได้คือแย่มาก  ซึ่งคุณครูก็คอยมาหว่านล้อมเราเรื่อยๆ ทั้งการบอกว่านี่เป็นทุนร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะ จนสุดท้ายก็เอาเรื่องนี้ไปคุยกับที่บ้าน แต่ในใจยังต่อต้านอยู่ ซึ่งที่บ้านสนับสนุนให้เรียนเอแบคเพราะได้ทุน (หัวเราะ) จนเราเอากลับมานั่งคิด และคำนวณค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจริงทั้งหมด ซึ่งพบว่าค่าใช้จ่ายนั้นถูกกว่าถ้าเราเข้าเรียนมหาวิทยาลัยรัฐบาลที่ตัวเองอยากเข้าด้วยซ้ำ และที่บ้านก็บอกว่าการเรียนที่เอแบคอย่างน้อยเราก็จะได้เรื่องของภาษา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ในที่สุดเราก็ตกลงจะรับทุน” 

        แต่ในใจของเธอยังหวังพึ่งผลสอบจากโอเน็ตของตัวเองอยู่ ดังนั้นเธอจึงคิดแผนสำรองด้วยการแวะไปเยี่ยมชมที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญก่อน เผื่อจะใช้เป็นข้ออ้างในการที่จะไม่รับทุนเพื่อศึกษาต่อ หากมีอะไรที่ตัวเองคิดว่าไม่ตรงใจ แต่ผลกลับตรงกันข้าม 

        “เรียกว่าโดนตกตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงรถเลยก็ได้ค่ะเธอหัวเราะเสียงดังลั่นตามสไตล์ 

        “เราหลงใหลตั้งแต่งานสถาปัตยกรรมของที่นี่ทันที ทำไมสวยแบบนี้ บรรยากาศโดยรวมก็ไม่ได้แย่เหมือนกับภาพในหัวที่เราคิด หรือเป็นอย่างที่เด็กๆ จะเชื่อกันว่ามหาวิทยาลัยเอกชนนั้นไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ เราจึงกลับมานั่งทำข้อดีข้อเสียของการเรียนที่เอแบคว่าน่าจะมีอะไรบ้าง ซึ่งพบว่าข้อดีนั้นมีมากกว่าข้อเสีย เราจึงตัดสินใจรับทุนศึกษาต่อที่เอแบค แต่คนที่ดีใจในการตัดสินใจของเราที่สุดคือครูแนะแนวที่พยายามเสนอทุนนี้ให้เรา (หัวเราะ)

บททดสอบใหม่กับการขยายเขคแดนสู่ตัวตนในโลกออนไลน์ 

        เมื่อได้เข้าเรียนคณะนิเทศศาสตร์อย่างที่ตั้งใจ ความหลงใหลนั้นก็นำไปสู่การเริ่มทำคลิปลงยูทูบ โดยใช้ทักษะการตัดต่อวิดีโอที่ค่อยๆ เรียนรู้ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมศึกษา เก็บเล็กผสมน้อยมาเรื่อยๆ โดยคลิปแรกๆ ของเธอนั้นเล่าเรื่องทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน 

        “คลิปแรกของเราเป็นเรื่องหมาเรื่องแมวทั่วๆ ไป ซึ่งมีคนดูไม่ถึงร้อยวิว และวิวที่ได้ก็น่าจะมาจากเรานี่แหละที่ดูเอง (หัวเราะ) แต่เราสนุกกับการถ่ายคลิปมากจึงทำคลิปที่สองที่สามต่อมาเรื่อยๆ ลองเปลี่ยนมุมกล้อง ลองตัดต่ออีกแบบ ซึ่งเราก็อัพขึ้น softpomz ตั้งแต่แรกเลย จนเริ่มมีคนเห็นคลิปเราจริงๆ ขึ้นมาบ้าง

        ฟังดูทุกอย่างเริ่มสดใส เมื่อผ่านพ้นช่วงมัธยมศึกษามาได้ ชีวิตก็คงจะเติบโตและมีแต่แสงสว่าง แต่เธอกลับบอกว่าเรื่องนี้เป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอเท่านั้น เพราะบางคนอาจจะมาเจอกับการถูกกลั่นแกล้งตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้ เราจึงขอให้เธอช่วยเล่าสิ่งที่พบเจอนั้นให้ฟัง

        “เราเห็นเพื่อนบางคนถูกบูลลี่หนักมากผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพราะตอนนั้นโลกออนไลน์เข้าถึงคนทุกคนได้แล้ว การบูลลี่ใส่กันมีทั้งตั้งสเตตัสด่าทอ แอบถ่ายรูปแล้วเอามานินทา เมื่อมีการตอบโต้ก็จะกระทบกระทั่งกันไปมาเป็นลูกโซ่ ทั้งเรื่องความไม่ชอบหน้าส่วนตัว ไปจนถึงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ที่วกลายเป็นเรื่องสำคัญของวัยรุ่น” 

        นั่นรวมถึงการทำให้คนคนนั้นดูด้อยค่าในสายตาคนอื่น และทำให้คนที่กลั่นแกล้งรู้สึกว่าตัวเองอยู่สูงกว่า ซึ่งเธอบอกว่าถ้าเห็นอะไรแบบนี้ก็จะเลือกอันฟอลโลว์บุคลนั้นไปเสีย เพราะการได้เห็นข้อความอะไรแบบนี้ก็เป็นมลพิษต่อตัวเอง

        “ความน่ากลัวของวัฒนธรรมแบบนี้ก็ขยายต่อมาเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน เราไม่พอใจเพื่อนร่วมงาน หรือไม่พอใจหัวหน้าก็จะตั้งสเตตัสด่าที่เห็นกันเป็นประจำ พอเห็นแล้วก็รู้สึกเหนื่อยใจ

        ประเด็นนี้น่าสนใจ เราจึงถามซอฟว่า แล้วสำหรับคนเก็บตัวหรือคนที่สมัยนี้เรียกว่า introvert ถ้าเขาเจอการกลั่นแกล้งหนักๆ แบบที่ซอฟเองเคยโดน พวกเขาจะทำอย่างไรเพื่อให้ก้าวข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นไปให้ได้

        “ไม่ว่าคุณจะเป็นคนไทป์ไหน สิ่งที่จำเป็นคือ เราต้องหาให้ได้ว่าเราชอบอะไรหรือรักที่จะทำอะไร แม้ว่าสิ่งที่เราชอบนั้นจะไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่  ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มักจะเอาความชอบของตัวเองไปบูลลี่คนที่เป็น introvert เช่น บางคนชอบอยู่บ้าน วันหยุดก็จะนั่งดูการ์ตูนทั้งวัน ซึ่งคนอื่นจะมาตัดสินแทนว่า คุณควรออกไปพบปะผู้คนนะ และใช้ตัวเองเป็นมาตรฐานว่า อ่านแต่หนังสือการ์ตูน ดูแต่อนิเมะ ทำตัวไม่รู้จักโต แต่ข้อดีคือ คน introvert สามารถตัดคนรอบตัวออกไปได้ง่ายมากๆ ซึ่งต่างกับคนที่ต้องการสังคมมากๆ อย่างคน extrovert ด้วยซ้ำ ซึ่งช่วงมัธยมก็มีช่วงที่เราไม่ค่อยไปสุงสิงกับใคร ดังนั้นการที่เราจะหาทางออกกับความรู้สึกที่โดนกลั่นแกล้ง บางทีไม่ได้หมายความว่าเราต้องได้คำตอบทันทีตอนนั้นว่าต้องทำอย่างไร ให้เชื่อว่าชีวิตของเรานั้นมีมากกว่าการอยู่ในโรงเรียน เรายังมีพื้นที่ที่บ้านรออยู่

        “แต่ละช่วงวัยเราก็มีหมวกแต่ละใบให้ใส่ อยู่บ้านเราเป็นลูก อยู่โรงเรียนเราเป็นนักเรียน อยู่ที่ทำงานก็คือพนักงาน ตัวเรามีบริบททางสังคมแตกต่างไปตามสถานที่ที่เราอยู่ ดังนั้นการที่เราอยู่โรงเรียนแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่กล้าคุยกับใครหรือฉันไม่รู้สึกสบายใจที่ต้องทำความรู้จักกับคนอื่น เราก็ต้องพาตัวเองไปอยู่ที่อื่น แล้วคุณจะได้พลังบางอย่างกลับมา เหมือนที่เราไปสถานที่บางแห่งแล้วตัวเองรู้สึกสดชื่นหรือสบายใจที่ได้อยู่ตรงนี้

        “แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบเข้าสังคม แต่ตัวเองไม่ได้รับการยอมรับ ถ้าเป็นตัวเราเอง เราจะมองก่อนเลยว่าเพราะอะไรเราถึงไม่ได้รับการยอมรับ เพราะบางอย่างอาจจะเป้นที่ตัวเราเองก็ได้ ไม่มีทางหรอกที่คนร้อยคนจะเกลียดคุณทุกคน ถ้าคุณไม่ได้ไปทำเรื่องไม่ดีขึ้นมา ถ้ามีแต่คนไม่ชอบคุณ ก็ต้องมองแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา เราไปสร้างความลำบากใจให้เขาหรือเปล่า หรือการที่เราเป็นคนเฟรนด์ลี่มากๆ แต่เรากำลังบูลลี่คนอื่นโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า คนรอบข้างเลยรู้สึกไม่โอเคกับคุณอยู่

        วิธีตรวจสอบตัวเองว่าเราไม่ได้ไปบูลลี่ใครในโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นเธอแนะนำว่า เราต้องเช็กตัวเองให้ได้ว่าการสื่อสารของเรานั้นทำร้ายใครหรือเปล่า ซึ่งบางทีเราคิดว่าเป็นคำธรรมดามากอย่าง ไม่เจอกันนานอ้วนขึ้นนะ ไปทำอะไรมาทำไมดูแก่จัง ซึ่งเราอาจไม่รู้หรอกว่าคนคนนั้นเขากำลังพยายามต่อสู้กับการแก้ไขข้อบกพร่องทางร่างกายตัวเองขนาดไหน 

 

softpomz

คุณค่าของตัวตนที่แท้จริง

        ในฐานะที่เป็นยูทูเบอร์ที่มีคนติดตามมากมาย ประเด็นหนึ่งที่เราสนใจและอยากฟังความเห็นจากเธอคือ ทุกวันนี้คนโหยหาตัวเลขจากยอดวิว ยอดแชร์ และยอดไลฟ์กันอย่างบ้าคลั่ง ถึงขนาดที่ว่าเมื่อพบว่าตัวเองมียอดคนดูลดลง หลายคนก็ทำคลิปออกมาแสดงความโกรธแค้นต่อแพลตฟอร์มนั้นๆ หาว่าปิดกั้นการมองเห็นบ้าง จะเลิกเล่นบ้าง โวยวายเมื่อคนติดตามลดลง อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนหัวร้อนได้เบอร์นี้ 

        “สำหรับตัวซอฟเองคิดว่า คนวัดที่การมีตัวตนหรือจุดยืนของตัวเองจากตัวเลข เราแปะป้ายทุกอย่างรอบตัวด้วยตัวเลข เลขยิ่งมากสิ่งนั้นยิ่งมีคุณค่า ของยิ่งแพงของนั้นคือดี คนนี้ยอดไลก์เยอะแสดงว่าเป็นคนที่มีคุณค่า โดยไม่ได้สนเลยว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นใช่ไหม เป็นสิ่งที่ดีกับคนอื่นไหม เพื่อยอดไลก์ยอดแชร์คนก็เลยยอมทำหลายๆ อย่างเพื่อให้ได้ตัวเลขนั้นมา เพราะเชื่อว่าตัวเลขเหล่านั้นจะแปะป้ายให้ฉันว่าฉันคือผู้ที่ประสบความสำเร็จ และก็ทำตามกันมาเรื่อยๆ ว่าถ้าทำแบบเขาเราจะได้การตอบรับ มีคนคิดตามเยอะ เหมือนกับตัวซอฟเองที่เคยคิดว่าไม่อยากเข้าเรียนที่เอแบค เพราะคนรอบข้างบอกว่าไม่ดี ซึ่งตัวเลขเหล่านั้นอาจจะช่วยให้คุณเป็นคนพิเศษขึ้นมาได้ก็จริง แต่จะเป็นแค่ช่วงสั้นๆ ถ้าคุณทำคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมเพียงแค่อยากได้ตัวเลข สารตั้งตันนั้นก็ไม่ใช่ตัวคุณแล้ว คุณทำเพราะมองว่าคนข้างบ้านทำแล้วดี งั้นก็ทำตามบ้าง แต่กระแสของโลกมันไปเร็ว เดี๋ยวสิ่งที่คุณทำก็ไม่มีใครสนใจแล้ว เพราะต่อไปเราเชื่อว่าในจุดหนึ่ง คนจะเริ่มตระหนักแล้วว่าตัวเลขที่เยอะก็ไม่ใช่ทั้งหมดในการใช้ดูว่าคนคนนั้นมีคุณค่าหรือเหมาะสมที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับของบางอย่างได้ ซึ่งถ้าซอฟมีสินค้าของตัวเองขึ้นมา เราก็อยากให้ของชิ้นนั้นไปอยู่ในมือของคนที่เราไว้ใจ ซึ่งคำว่าไว้ใจนี้หมายถึงเขามีตัวตนหรือจุดยืนบางอย่างที่เป็นเคมีเดียวกัน

        ประเด็นสำคัญสุดท้ายที่เราต้องขอคุยกับเธอให้ได้คือ เรื่องของการเปิดตัวแฟนผ่านคลิปในแชนแนลตัวเอง ว่าเธอมองเรื่องนี้อย่างไร เพราะก็มีทั้งคนที่เข้ามาแสดงความยินดีชื่นชมและแน่นอนอว่าก็มีคนที่ออกมาบอกว่าเป็นอะไร ทำไมต้องอวดแฟนออกสื่อด้วย พร้อมกับถ้อยคำที่รุนแรง

        “เรื่องนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเรา เราจึงอยากบอกกับแฟนๆ ที่ติดตามให้รับรู้เรื่องนี้ และเราก็พอจะรู้ว่าจะมีทั้งคนที่ชอบและก็ไม่ชอบ เราอยากเสนอเรื่องราวการเติบโตของเรา และก็มีคนดูที่เติบโตมาพร้อมกันเพราะเราทำช่อง softpomz มาหลายปีแล้ว การที่เราบอกทุกคนว่าเรามีแฟนแล้วก็เป็นการแสดงความจริงใจต่อทั้งตัวเองและคนอื่น เพราะจะได้ตัดปัญหาไปเลย ซึ่งเราว่าเป็นเรื่องดีนะที่เราบอกกับแฟนๆ อย่างซื่อสัตย์และจริงใจ ดีกว่าให้เขาไม่รู้อะไรเลย แล้วไปเห็นเราเดินกับผู้ชายสองต่อสองก็จะเอามาพูดกันอีกว่าไหนว่าโสด แล้วทำไมไปเดินไปเที่ยวกับผู้ชายได้ ซึ่งก็จะเป็นประเด็นอีก แต่คนที่ไม่โอเคกับสิ่งที่เราทำก็เข้าใจได้แค่หวังว่าวันหนึ่งคุณอาจจะมองเราใหม่และอาจจะกลับมาดูงานของเราอีกครั้งก็ได้

        “ส่วนถ้าวันหนึ่งเราต้องเลิกกันขึ้นมา ก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และเราก็คงออกมาบอกว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่ดี คนเราซ้ำเติมได้ทุกเรื่องไม่จำเป็นต้องแค่เรื่องแฟนหรอก คนจะซ้ำเติมเขาสามารถซ้ำเติมได้ทุกเรื่องแหละ เพราะโลกนี้ไม่มีตรงกลางสำหรับทุกคน และการบอกว่าเรามีแฟนหรือเลิกกับแฟนสำหรับเราไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย เพราะขนาดเราไปเอาแมวมาเลี้ยง เรายังบอกทุกคนเลย เพราะแมวก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเหมือนกัน (หัวเราะ) และคนที่ติดตามเราก็เป็นเหมือนครอบครัวเราด้วยเช่นกัน ดังนั้นมีอะไรเราก็อยากบอกกับคนในครอบครัวของเรา”

 

softpomz

THE SOUND OF HAPPINESS ฟัง x เล่า = ความสุข

        ด้วยการมองโลกในแง่ดีและตัวตนที่ softpomz เป็น นั่นทำให้ UNICEF Thailand สนใจ และชวนเธอมาเป็นหนึ่งในศิลปินของโปรเจ็กต์ THE SOUND OF HAPPINESS ฟัง x เล่า = ความสุข ร่วมกับกรมสุขภาพจิต และ Joox เพื่อถ่ายทอดแง่คิดดีๆ ให้กับวัยรุ่นและคนที่กำลังเผชิญปัญหาของตัวเองในหลายๆ ด้านอยู่ตอนนี้ เราจึงคุยกับ ศิริรัฐ ชุณศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการวัยรุ่น จาก UNICEF Thailand ถึงความเป็นมาของโปรเจ็กต์นี้และอะไรที่ทำให้ทางยูนิเซฟสนใจในตัวของซอฟ softpomz

        “เราชอบที่น้องเปิดมุมมองให้กับหลายคนว่า ในทุกๆ เรื่องสามารถเกิดสิ่งที่ดีงามขึ้นมาได้ ถ้าเรามองมันในอีกแบบ ซึ่งเราก็ทำงานด้านพัฒนาการวัยรุ่นโดยตรง เราจึงพบว่าวัยรุ่นนั้นต้องเจอกับปัญหาการกลั่นแกล้งกันภายในโรงเรียนสูงมาก และมากขึ้นทุกปี จนเป็นแรงกดดันที่ทำให้เขาไม่อยากไปเรียน แม้แต่ที่บ้านซึ่งเราคาดหวังว่าจะเป็นที่พึ่งให้เด็ก หลายครอบครัวเองก็มีส่วนที่เพิ่มความเครียดในชีวิตให้กับเด็กโดยไม่รู้ตัว 

        “ก่อนหน้านี้เราศึกษาและทำโปรเจ็กต์หลายๆ โครงการ เราพบว่าสุดท้ายปัญหาจะวนกลับมาที่เรื่องเดิม คือ เรื่องของจิตใจ ถ้าเราช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้เด็กก็จะเติบโตได้อย่างแข็งแรง และความน่ากลัวคือ จากผลสำรวจของหน่วยงานต่างๆ จะได้ข้อสรุปที่น่าตกใจว่า ในเด็กสิบคนจะมีเด็กหนึ่งคนที่คิดอยากฆ่าตัวตาย หรือจากการทำวิจัยของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ พบว่าเด็กไทยมีจำนวน 18% ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า เราจึงหารือกับทางกรมสุขภาพจิต เราพบว่าเขามีบริการช่วยเหลือให้คำปรึกษาปัญหาเหล่านี้ แต่เด็กแทบไม่รู้เลยว่ามีบริการนี้อยู่ และยังไม่มั่นใจในบริการนี้ด้วยว่าจะช่วยเหลือเขาได้จริงไหม เราจึงคิดว่าต้องหาวิธีให้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นได้มากกว่านี้ จึงเป็นที่มาของการทำพอดแคสต์และรายการร่วมกับทาง Joox 

        “เราจีงชวนคนดังที่เด็กๆ ชื่นชอบ มาถ่ายทอดแง่มุมที่เขาสามารถนำกลับไปใช้กับตัวเองได้ ซึ่งเรื่องราวของน้องซอฟนั้นให้แง่คิดของการไม่ยอมแพ้ ในหลายๆ เรื่อง เช่น การสอบเข้าเรียน แม้ว่าจะไม่สมหวัง แต่ก็มีมุมมองในแง่บวก และผลักดันตัวเองไปต่อ หรือคนดังท่านๆ อื่นก็จะมีแง่มุมที่น่าสนใจแตกต่างกันไปเช่น เส้นทางชีวิตและวิธีพิชิตความเครียดของ ไบร์ท-วิน, เรื่องวุ่นๆ ของวัยรุ่นสไตล์ MILLI, เพื่อนนั้นสำคัญกับชีวิตเราอย่างไรจาก เป๊ก ผลิตโชค, เคล็ด (ไม่) ลับ กับการจัดการปัญหา ฉบับป๋อมแป๋ม เป็นต้น”

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง