สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี: ทำความเข้าใจและเตรียมการรับมือไวรัสโคโรนาอย่างถูกวิธีก่อนจะสายไป

The Lesson
3 Feb 2020
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นวันแรกที่มีการรายงานและเก็บข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาทั่วโลกอย่างเรียลไทม์ โดยพบผู้ติดเชื้อในประเทศจีนจำนวน 278 ราย ก่อนที่ตัวเลขของผู้ติดเชื้อจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในวันที่ 25 มกราคม ซึ่งตรงกับวันตรุษจีน คาดการณ์ว่าการแพร่ระบาดนั้นเกิดขึ้นโดยความไม่ตั้งใจ เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อระหว่างการกลับบ้านของชาวจีน ทั้งในเมืองอู่ฮั่นและต่างเมือง รวมทั้งคนเข้าและคนออกเมือง จนเป็นเหตุให้เชื้อไวรัสระบาดเป็นวงกว้าง 

        ในวันที่เราตีพิมพ์บทสัมภาษณ์นี้ มีจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 14,570 คนแล้ว (เสียชีวิต 305 คน) ตัวเลขดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนทั่วโลก โดยเฉพาะที่ไทย พบผู้ติดเชื้อทั้งหมด 19 ราย อัตราที่ก้าวกระโดดในลักษณะนี้ ตามความคิดเห็นของ ดร. ทนพญ. สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี แห่งศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า สิ่งนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้มีความฉลาดและสามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

        ดอกเตอร์สุภาภรณ์ขยายภาพปริมาณของผู้ติดเชื้อขึ้นเต็มหน้าจอ เผยเห็นให้กราฟสีแดงลักษณะแนวทแยงขึ้น ก่อนจะอธิบายเรื่องราว เส้นทางของการค้นพบต้นตอของไวรัสโคโรนา และข้อเท็จจริงของการได้รับเชื้อไวรัสโคโรนา

 

สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี

เริ่มต้นจากผู้ป่วยรายแรกในประเทศไทย

        ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ทางการจีนเริ่มให้ข่าวว่ามีผู้ป่วยปอดอักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุที่เมืองอู่ฮั่น แต่ที่น่าสงสัยคือมีการเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทางกรมควบคุมโรคมีการเพิ่มระดับความปลอดภัย

        ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2563 ประเทศไทยเริ่มมีมาตรการคัดกรองผู้ป่วยที่เดินทางมาจากอู่ฮั่นผ่านเข้ามาที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ทันทีที่ทุกคนลงจากเครื่องบินจะต้องผ่านเทอร์โมสแกนทั้งหมด คนที่มีไข้จะถูกเชิญตัวมาสอบประวัติ พร้อมกับตรวจร่างกายอย่างละเอียด รายใดที่เข้าข่ายก็จะเชิญไปที่สถาบันบำราศนราดูรเพื่อเก็บตัวอย่าง ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม เราเริ่มคัดกรองแบบนี้มาตลอด จนวันที่ 8 มกราคม พบผู้ป่วยต้องสงสัยชาวจีนที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นมีอาการของโรคติดเชื้อทางเดินอากาศ คุณหมอจึงส่งตัวอย่างเสมหะมาให้เราตรวจ และก็พบเชื้อไวรัสที่คล้ายกับโรคซาร์ส แต่จากการรายงานเชิงวิชาการ พบผู้ป่วยคนแรกของจีนเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562

การถอดรหัสพันธุกรรม เพื่อค้นหาต้นตอของเชื้อไวรัส

        พวกเราโชคดีที่ทำงานกันเป็นทีมกับสถาบันบำราศนราดูร เป็นต้นทางที่ตรวจคัดกรองเชื้อที่รู้จักก่อน 13 ชนิด เราทำงานร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ด้วยการใช้วิธีการค้นหาแบบเดียวกับการหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และเชื้อโคโรนา ด้วยหลักการตรวจได้ทั้งแบบเชื้อใหม่และเชื้อเก่าในเวลาเดียวกัน ประจวบกับที่เราทำวิจัยเรื่องไวรัสโคโรนาในค้างคาวมากว่า 15 ปี เราจึงมีเครื่องมือสำหรับใช้ในการค้นหาไวรัสโคโรนา โดยที่เรามีข้อมูลของเชื้อไวรัสโคโรนาใหม่ๆ มากกว่า 458 ชนิดอยู่แล้ว

        จนวันที่ 9 มกราคม เราก็พบเชื้อบวกในกลุ่มตระกูลไวรัสโคโรนา 6 ชนิด จากนั้นจึงถอดรหัสพันธุกรรมความยาวช่วงสั้นๆ 300 รหัส แล้วนำไปเปรียบเทียบกับธนาคารรหัสพันธุกรรมของโลก ผลปรากฏว่า ตรงกับค้างคาวมงกุฎ 90% แต่วันนั้นทางการจีนยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลใดๆ นั่นทำให้สิ่งที่ทีมเราค้นพบคือข้อมูลเดียวที่มีอยู่ กระทั่งผ่านไปสองวัน ทางการจีนได้ให้ข้อมูลกับชาวโลกว่า เชื้อที่พบคือไวรัสโคโรนาเหมือนกับที่เราพบ พร้อมกับให้รหัสพันธุกรรมแบบเต็มจำนวนที่มีความยาวถึง 30,000 รหัสมาด้วย เราจึงนำ 300 รหัสที่ถอดออกมาได้ก่อนหน้านี้ ไปเทียบเคียงก็พบว่าตรงกัน 100% คือเหมือนกับเชื้อไวรัสที่พบในเมืองอู่ฮั่น 100%

 

สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี

ไขปริศนามูลเหตุของการติดเชื้อจากค้างคาวไปสู่มนุษย์

        เราเชื่อว่า ทางทีมวิจัยของประเทศจีนได้ศึกษาเรื่องไวรัสโคโรนาในค้างคาวมากขึ้นหลังจากรู้ว่าโรคซาร์สก็มีต้นตอมาจากค้างคาว เมื่อเกิดโรคประหลาดขึ้น เราคิดว่าเขาต้องสงสัยค้างคาวเช่นกัน จึงนำไปเทียบเคียงแล้วพบกว่าเหมือนกัน 96% แล้วก็สืบไปเรื่อยๆ จนพบว่าที่ตลาดขายส่งอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่น โดยเฉพาะที่โซนชำแหละเนื้อสัตว์ป่า ป็นจุดเริ่มต้นของการระบาด เนื่องจากพบเชื้อไวรัสโคโรนาบริเวณนั้นมากที่สุด

        คำถามคือ เชื้อไวรัสนี้ติดคนได้อย่างไร เราคิดว่ามันอาจมีความบังเอิญที่ค้างคาวอาจจะวางอยู่กับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ หรือว่ามีขี้ค้างคาวตกพื้นแล้วมีใครสักคนเผลอไปสัมผัสจนอาจเป็นต้นตอที่แท้จริงก็ได้ ดังนั้น โอกาสของคนที่จะติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่ได้มาจากคนกินค้างคาวแบบปรุงสุก แต่มาจากคนที่ล่าชำแหละหรือพ่อครัวมากกว่าที่จะเสี่ยงติดเชื้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าในตลาดแห่งนั้น ส่วนในประเทศไทย การล่าและการบริโภคค้างคาวถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายทั้งนั้น

        คำถามต่อมาคือ แล้วอะไรคือมูลเหตุสำคัญหรือตัวกลางใดที่ทำให้เชื้อไวรัสจากค้างคาวมาสู่คนได้ คำตอบคือไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งต้องตามหากันต่อไป ส่วนในกรณีที่โดนค้างคาวกัด แน่นอนว่ามีโอกาสติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าอย่างแน่นอน

ความฉลาดของไวรัสโคโรนา

        จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลของค้างคาวมานาน สันนิษฐานได้ว่า ค้างคาวซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนมนุษย์ อาจมีภูมิคุ้มกันพิเศษที่เมื่อมีเชื้อตัวนี้อยู่แล้วไม่ได้ทำให้พวกมันป่วยหรือตาย งานวิจัยระบุว่า ไวรัสไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถดำรงอยู่ได้ มันจึงต้องอาศัยร่างอย่างค้างคาวอยู่ในมุมเล็กๆ ตลอดไป นี่เป็นกระบวนการอันชาญฉลาดของไวรัส แต่ว่าส่วนใหญ่ที่จะติดต่อมาหาคนได้ก็ต้องมีตัวกลาง เ ช่น อีโบลาก็อาจจะมีสัตว์เท้ากีบอย่างพวกลิง หรือถ้าเมอร์สก็อาจจะมีต้นตระกูลมากจากอูฐ หรือไวรัสไข้สมองอักเสบนิปาห์ก็มาจากค้างคาวแล้วก็มาหมูต่อ พอมีตัวกลาง ความสามารถในการต่อสู้ไม่มีภูมิเหมือนค้างคาว เชื้อก็จะสามารถเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว และมีปริมาณมากพอที่จะติดในคนได้

        เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะต้องทำคือต้องลด เลิก สิ่งที่จะทำให้เกิดการกระโดดข้ามสายพันธุ์ของไวรัสจากสัตว์ตระกูลหนึ่งไปอีกตระกูลหนึ่งให้ได้ ซึ่งมันอาจจะช่วยลดวงจรที่จะมาสู่มนุษย์ และถ้าเชื้อตัวนี้เราเอาไม่อยู่ แล้วมันกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่แพร่เชื้อจากคนสู่คน มันก็จะกลายเป็นโรคที่ไม่ได้มีต้นตอจากสัตว์อีกต่อไป ซึ่งน่ากลัวกว่า”

หนทางป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ดีที่สุด

        ต่อจากนี้สิ่งที่พวกเราต้องทำคือ ถ้าเราไม่สบาย อาจจะไม่ใช่เชื้อตัวนี้ เราก็ต้องอยู่ในที่ที่คุณหมอกำหนด บอกให้อยู่บ้านก็อยู่บ้าน บอกให้อยู่ห้องแยกโรคก็ต้องอยู่ห้องแยกโรค เพื่อไม่ให้เชื้อตัวนี้มันออกมาในชุมชน พวกเราทำให้เชื้อตัวนี้หยุดได้ โดยให้มันหยุดอยู่ที่เรา ไม่ไปแพร่ให้คนอื่น แล้วมันจะค่อยๆ ลดลงไปเอง แต่ถ้าเรายังออกไป เชื้อไวรัสก็จะกระจายไปเรื่อยๆ

        อย่างที่จีน ต่อให้ทุกวันนี้ยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น แต่เขามีระเบียบวินัยและทำตามประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อควบคุมเรื่องของโรคระบาด โดยเฉพาะโรคที่เกิดในระบบทางเดินหายใจ แต่สำหรับประเทศที่ไม่สามารถควบคุมระเบียบวินัยของประชากรได้ อาจจะน่ากลัวกว่าที่ประเทศจีนก็ได้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง