พชรชนก ศิลอุดม: หลุดกรอบด้วยวิธีการบริหารจัดการชีวิตแบบ Uncaged

The Lesson
19 Jan 2021
เรื่องโดย:

ณัชพล เนตรมหากุล

ถ้านึกถึงอุตสาหกรรมของเบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆ ภาพจำที่คนส่วนใหญ่นึกขึ้นมาได้คงจะเป็นโลกของผู้ชายที่เต็มไปด้วยเทสโทสเตอโรนที่พลุ่งพล่าน เสียงหัวเราะอันกำยำ และท่าทีที่แข็งกร้าวในการกระดกเครื่องดื่มลงไป

        a day BULLETIN จึงสนใจ และอยากเรียนรู้คติในการทำงานที่วัฒนธรรมขัดจากครรลองของสังคมจาก ‘คุณแพท’ – พชรชนก ศิลอุดม ผู้จัดการฝ่ายการตลาด และผลิตภัณฑ์ ผู้บริหารสาวที่ทำหน้าที่บริหารจัดการภาพลักษณ์ของแบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ถึง 2 แบรนด์ด้วยกันอย่าง Tiger และ Cheers

พชรชนก ศิลอุดม

คิดว่าธุรกิจแอลกอฮอล์มันคือโลกของผู้ชายหรือไม่

        • เมื่อก่อนภาพจำมันก็ใช่ เพราะว่ามันจะมี Stereotype ว่าคนที่ทำแบรนด์เบียร์หรือแอลกอฮออล์ต้องมีไลฟ์สไตล์แบบใช้ชีวิตกลางคืน ต้องเที่ยว-กิน-ดื่มหรือเปล่า แต่ว่าพอมาทำแล้วเราก็รู้ว่าไม่จริง ไม่ว่าจะเพศไหน หรือใครก็ตาม ก็สามารถมาทำงานนี้ได้ เราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ชีวิตแบบไหน

        • ไม่ใช่ทุกโปรดักต์ ทุกแบรนด์ จะต้องทำเพื่อให้ผู้ชายดื่ม เทรนด์การดื่มแอลกอฮอลล์ในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อะไร มันก็มีความหลากหลายมากขึ้น เป็นผู้หญิงก็ไม่ได้เสียหายอะไร เรานำมุมมองใหม่ๆ มาให้เขา

        • เรากำลังตั้งคำถามท้าทายสังคมด้วยนะ ว่าเราจะดูไม่ดีหรือเปล่า เราเป็นผู้หญิงแต่มาทำแบรนด์แอลกอฮอลล์ แต่เราไม่ต้องตาม Stereotype นั้น เราเป็นตัวเอง 

คุณคิดเห็นอย่างไรกับการที่แบรนด์ที่ตัวเองดูแลอยู่อย่าง Cheers และ Tiger มีความเป็นผู้ชาย (Masculinity) เป็นหลัก แล้วเราที่เป็นผู้หญิง จะนำทางแบรนด์ที่มีความเป็นผู้ชายสูงไปในทิศทางไหน

        • ตอนแรกก็ถามผู้บริหารระดับสูงว่าคิดถูกแล้วเหรอที่ให้เรามาทำ อยากรู้ว่าเขามองเรายังไง แต่เราคิดว่าแต่ละแบรนด์มันมี Personality ของตัวเอง หัวใจของความเป็น Tiger ก็คือ ‘Uncaged’ คนเรามีแพสชันอยู่ในตัว มีสิ่งที่เราต้องการอยู่ในตัว แล้วเราก็ต้องปลดปล่อยมันออกมา

        • เพราะว่า Tiger คือเบียร์สัญชาติเอเชีย ซึ่งคนเอเชียก็จะมีภาพลักษณ์มาตลอดว่า พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นหมอ ทนาย วิศวกร นักธุรกิจ ต้องหาเงินได้เก่งๆ แต่ว่าสิ่งที่เราอยากจะบอกก็คือ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างที่คนอื่นบอก คุณสามารถท้าทายสิ่งที่สังคมบอกคุณได้ คุณสามารถเป็นตัวเองได้ เพราะเราเชื่อว่าทุกคนมีเสืออยู่ในตัว และควรปลดปล่อยมันออกมา

        • ซึ่งหลักการนี้สามารถใข้ได้ในด้านอื่นๆ ของชีวิตด้วย

แบรนด์ Tiger และ Cheers เป็นแบรนด์ที่ยังมีขนาดเล็กอยู่ถ้าเทียบกับเจ้าอื่นๆ ในตลาด แต่ว่ามีตัวตนที่ชัดมาก คุณคิดว่าการที่เราจะปั้นแบรนด์แบรนด์หนึ่งขึ้นมาได้นั้นต้องการอะไรบ้าง 

        • มีคติหนึ่งที่ยึดถือมาตลอดก็คือการเป็น Brand Storyteller ซึ่งจะให้ความสำคัญมากในเรื่องสีและรูปร่างของแบรนด์ให้คนจดจำได้ นั่นคือหนึ่งในพื้นฐานสำคัญในการสร้างตัวตนที่แตกต่าง

        • ถ้าดูอย่าง Tiger ก็จะเป็นตัวหนังสือ Tiger ฟอนต์นี้ สีนี้ มาโดยตลอด เราจะไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่เราจะเปลี่ยนก็คือดูว่านักดื่มของเราเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง แล้วเราก็พยายามหาโปรดักต์ใหม่ๆ หรือหาวิธีการใหม่ๆ ในการเล่าเรื่องของเราให้เข้าถึงคนมากขึ้น 

        • แต่ว่าเราไม่ได้เปลี่ยนตัวเองนะ เรารู้ว่าข้างนอกเป็นยังไง แล้วเรามองว่าตัวเองสามารถปรับตัวไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้อย่างไรบ้าง

พชรชนก ศิลอุดม

ต้องมีทัศนคติอย่างไรถึงจะสามารถ Uncaged ตัวเองได้อย่างแท้จริง

        • ต้องบอกก่อนว่าคนเรามีกรอบไม่เหมือนกัน ทุกคนมีพื้นเพที่เติบโตมาไม่เหมือนกัน การศึกษาก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งเรารู้อยู่แล้วล่ะว่าในสังคมไทยมันมีบรรทัดฐานอย่างไรบ้าง แต่ที่เราสังเกตได้จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ก็คือ เขามองเห็นถึงปัญหา และเขาก็ไม่กลัวที่จะพูดมันออกมาว่าเขารู้สึกอย่างไร

        • เรารู้สึกได้ถึงสิ่งที่มันจะเปลี่ยนไปในอนาคต โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ เขากล้าหาญ และกล้าที่จะ Uncaged มันไปได้จุดหนึ่งแล้วในการที่จะระบายมันออกมาเป็นคำพูด 

        • เราก็เลยคิดว่าพวกขอบเขตต่างๆ ที่มันค่อยๆ จางลง คำพูดที่บอกว่าคุณเป็นผู้หญิง คุณไม่สามารถทำงานนี้ได้ หรือไม่ว่าถ้าคุณจะเป็นเพศไหน จะ LGBT+ หรืออะไรก็ตาม ถ้าคุณมีของ มีความสามารถ คุณก็ทำได้หมด

        • มันฟังดูเชยนะ แต่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้

Role Model ในการทำงานของคุณคือใคร

        • คนนี้ที่เรายกให้เป็น role model ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่อายุน้อยกว่าเราด้วยก็คือ อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ‑คอร์เตซ เป็นผู้ว่า ส.ส. ของรัฐนิวยอร์กในตอนนี้ เรามองว่าเขาเป็นคนเก่งที่กล้ามาก จะมีสักกี่คนที่อยู่ในสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ที่เป็นผู้หญิง เป็นคนอายุน้อย แค่ 28 ปี และเป็นคนผิวสีอีก อีกทั้งเขายังเป็นคนที่ท้าทาย มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ในเรื่องไพรเวซีของเฟซบุ๊กว่าการที่เราใส่ข้อมูลต่างๆ ลงไปในเฟซบุ๊กนั้นจะไม่รั่วไหลออกไปจริงๆ เท่มาก อยากให้ทุกคนดูการไต่สวนนั้น

        • อีกคนนึงก็คือ กมลา แฮร์ริส ที่เป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ โดยที่เขาเป็นผู้หญิงคนแรก และคนผิวสีคนแรกที่ได้รับตำแหน่งรองประธานาธิบดี 

        • ก็คือเขาไม่ได้ใกล้ชิดกับเราหรอก เราไม่ได้รู้จักเขา แถมเขาก็ไม่ได้อยู่เมืองไทยด้วยซ้ำ แต่ว่าเรามองเขาเป็นหนึงในสิ่งที่เราอยากท้าทายตัวเองว่าเราก็อยากทำได้เหมือนกัน เราไม่อยากตั้งกรอบอะไรให้กับตัวเอง

กฏหมายในประเทศไทยที่ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ คุณมีหลักการยังไงที่จะสร้างสรรค์การตลาดอย่างไรภายใต้กฏหมายแบบนี้ 

        • ที่ห้ามโชว์แพ็กเกจจิ้ง ห้ามโชว์โลโก้ ห้ามพูดถึงแบรนด์ แล้วเราก็ถามตัวเองเหมือนกันว่าเขาจ้างเรามาทำเรื่องการตลาดทำไม แต่เราคิดว่านโยบายของรัฐบาลนั้นมีเหตุผล มันคือหน้าที่ของเราที่จะต้องปรับแผน ปรับตัวเองไปเรื่อยๆ ถ้าจะพูดในอีกมุมหนึ่งก็คือเราต้อง Uncaged ตัวเองไปยังประตูใหม่ๆ ตลอดเวลา

        • มีคนเคยตั้งคำถามว่าทำไม ทอม แฮงกส์ ดารานักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง ถึงเป็นบุคคลที่หลายๆ คนบอกว่าน่าสนใจ นั่นก็เพราะว่าเขาเป็นคนที่มีความสนใจสูง เวลาเขาคุยกับใครเขาจะมองตา และตั้งใจฟังจริงๆ เขาสนใจในสิ่งต่างๆ นอกเหนือจากงานที่เขาทำ ทั้งเรื่องศิลปะ เทคโนโลยี อะไรต่างๆ เพราะว่าเขามีความสนใจในหลายๆ มุม เขาก็เลยเป็นคนที่ดูน่าสนใจ 

        • เราก็เลยคิดว่าเราต้องหาอะไรที่นอกเหนือจากแค่โลกของแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ดนตรี ไลฟ์สไตล์ แถมเรื่องการเคลื่อนไหวในสังคมก็สำคัญ เขาคิดอะไรอยู่ เขาทำอะไรอยู่ แล้วเราจะสามารถไปอยู่ในชีวิตเขาได้ไหม เพราะว่าถ้าเราเป็นแบรนด์ที่พูดอยู่คนเดียว ใครจะฟังเรา เราต้องคุยกับผู้บริโภค

พชรชนก ศิลอุดม

การที่เราไปอยู่ในที่ต่างๆ กับหลากหลายผู้คน มันจะทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเอง (Identity) ไปไหมว่าจริงๆ แล้วเราคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

        • เราต้องยึดมั่นใน DNA ของแบรนด์ ไม่ว่าเราจะทำกิจกรรมไหน เราก็จะต้องพูดในเมสเสจเดิมให้คนจำเราได้ ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนคำพูดไปเรื่อยๆ จนคนสับสนว่าเราเป็นอะไรกันแน่ ยิ่งกฎหมายบ้านเราที่พูดไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราเป็นเบียร์ เหลือแค่คำว่า Tiger อย่างเดียว

        • มันยาก แต่มันก็เป็นอีกความท้าทายหนึ่งที่เราต้องเจอตลอดเวลา

คุณมีความรู้สึกตื่นเต้นหรือทรมานกับอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้แค่ไหน

        • ถ้าจะให้ตอบตรงๆ ก็คือทั้งคู่ เพราะว่าเราอยู่กับบริษัทนี้มานาน แต่เราไม่เบื่อ เพราะว่าได้หมุนมาเจอกับความท้าทายใหม่ๆ ตลอดเวลา แล้วเราก็ไม่รู้สึกทรมานเพราะว่าเราคิดว่าคนอื่นทรมานมากกว่าเราเยอะ

บริหารจัดการ Work-Life Balance อย่างไร

        • ตอนแรกที่เราบอกที่บ้านว่าจะมาทำงานบริษัทเบียร์ แม่ก็เป็นห่วงมากเพราะว่าเขากังวลว่าเราจะต้องไปร้านเหล้า กินเหล้า กลับบ้านดึกตลอดเวลา ซึ่งก็ยอมรับว่าตอนนั้นเราก็กลัวๆ อยู่เหมือนกัน แต่เราก็ค้นพบว่ามันไม่ใช่ทุกวัน แต่ก็ทำงานเกินเวลาบ่อย จนเราต้องหาวิธีการจัดการงานของตัวเองให้อยู่ภายในเวลาทำงาน อะไรที่ทำให้เสร็จได้เร็วก็ทำให้เสร็จ หรืออะไรที่ต้องใช้เวลามากกว่านั้นก็ต้องยอมรับ และใช้เวลากับมัน

        • Work-Life Balance สำคัญมาก เพราะถ้าเรารู้ว่าเราสามารถลำดับความสำคัญในการทำงานได้แล้ว เราก็ควรที่จะมีความสุขกับด้านอื่นๆ ของชีวิตบ้าง เพราะเรารู้สึกว่าเรามาทำงานที่นี่ทุกวัน เจอคนหน้าเดิมๆ ทุกวัน ถ้าเราไม่มีความสุขเลยมันก็คงจะแย่

พชรชนก ศิลอุดม

Work-Life Balance หรือ Work-Life Flow

        • ความจริงมันคือ Work-Life Flow เพราะว่าบางวันเราก็ต้องเน้น ต้องตั้งใจกับมันให้เสร็จ เพราะเรารู้ว่าเมื่อเราทำงานนี้เสร็จ เราก็จะสามารถไปพักร้อนได้ มันไม่ได้สมดุลทุกวันหรอก บางวันเราก็กลับบ้านดึก บางวันเราก็กลับบ้าน 5 โมง แต่สิ่งที่สำคัญก็คือการจัดลำดับความสำคัญในชีวิตของตัวเอง

        • มันคือการจัดการตัวเองให้มีความสุขกับอาชีพของตัวเอง เพื่อที่เราจะได้ก้าวต่อไปได้

คุณมีหลักการอย่างไรในการบริหารจัดการลูกน้องหรือคนในทีม

        • ความเชื่อใจสำคัญมาก เวลาเราเห็นคนลุกกลับบ้านเร็วไม่ได้แปลว่าเขาไม่ขยัน เพราะเขาอาจจะกลับไปทำงานที่บ้านก็ได้ เราต้องเชื่อในผลลัพธ์ในงานที่เขาทำออกมาให้เรา

        • ขอยกตัวอย่างลูกน้องในทีมคนหนึ่ง เป็นผู้หญิงที่ชอบเที่ยว ลงไอจีสตอรีตลอด ชอบแต่งตัว ตอนทำงานก็เดินไปคุยกับคนนู้นที คนนี้ที ส่วนอีกคนเป็นน้องผู้ชายดูนิ่งๆ มาถึงก็นั่งตั้งใจทำงานจนถึงเวลาเลิกงานก็กลับไป และก็จะชอบมีผู้ใหญ่มากระซิบบอกเราต่างๆ นานา ซึ่งพอเรามาเช็กผลลัพธ์ดูก็เห็นว่าถึงแม้ทั้ง 2 คนจะมีนิสัยที่ต่างกัน แต่พวกเขาทำงานได้ดีทั้งคู่ เราก็เลยไม่สนใจเสียงของคนอื่น เราวัดกันที่ผลงาน เพราะเราต้องเข้าใจว่าทุกคนไม่ได้มีนิสัยเหมือนกัน ซึ่งเราก็ไปบังคับเรื่องพวกนี้ไม่ได้

        • นอกจากความเชื่อใจ ความเข้าใจแล้ว ก็คือเราต้องช่วยเขาหาความทะเยอทะยานของตัวเองให้เจอ เพราะเวลาเราถามลูกน้องว่าอีก 5 ปีอยากทำอะไร เขาก็จะตอบว่าอยากได้เงินเดือนเยอะๆ แต่เราอยากจะช่วยถามเขาจริงๆ ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิตเขา เงิน? เวลา? หรือฐานะหน้าตาในสังคม? เพราะว่าแต่ละคนนั้นให้ค่าสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน จากนั้นก็แนะนำเขาว่าทำอย่างไรจึงจะไปถึงจุดที่เขาต้องการได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณคืออะไร

        • สิ่งที่เติมไฟให้เรามากที่สุดก็คือการได้ทำงานที่น่าจดจำ ออกผลงานบางอย่างที่พอคนพูดถึงแล้วจะจำได้ทันทีว่ามันลึกซึ้ง มีประโยชน์ ถ้าภายใน 5-10 ปีเราพูดถึงงานชิ้นนี้อีกแล้วมีคนจำได้ นึกได้ว่ามันมีความลึกซึ้งต่อเขาอย่างไร เราก็รู้สึกภูมิใจแล้ว แน่นอนว่าเรื่องเงินสำคัญ แต่ว่าสิ่งที่ทำให้เราเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ก็คือคำถามว่า เราได้ทำอะไรที่น่าจดจำแล้วหรือยัง

พชรชนก ศิลอุดม

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ณัชพล เนตรมหากุล

เด็ก 1997 ที่ชอบวง The 1975

ภาพโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN