Tor Penguin Eat Shabu การก้าวผ่านความยากลำบากด้วยเป้าหมายที่อยากเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น

The Lesson
29 Jan 2021
เรื่องโดย:

ปิ่นเพชร ภูจ่าพล

พูดถึงธุรกิจร้านชาบูในไทยที่มีกลยุทธ์การขายในแบบที่สามารถปรับตัว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของทั้งโรคระบาดและเศรษฐกิจได้ นาทีนี้เรานึกถึงการบริหารงานของ ‘ต่อ’ – ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี เจ้าของร้าน Penguin Eat Shabu ที่ไม่ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะเลวร้ายแค่ไหน เขาก็สามารถงัดกลยุทธ์บางอย่างออกมารับมือได้เสมอ

        ย้อนกลับไปในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา การระบาดของโควิด-19 ได้สร้างผลกระทบต่อผู้คนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่ต้องเผชิญกับระบบการทำงานรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม เมื่อสถานการณ์เริ่มจะดีขึ้น โควิด-19 ก็กลับมาต้อนรับปีใหม่อีกครั้ง แม้จะเป็นสถานการณ์ที่เคยประสบกันมาแล้ว แต่การต้องล้มอีกครั้งที่จุดเดิมก็ใช่ว่าเราจะไร้ซึ่งบาดแผลใดๆ 

        แต่วิธีไหนที่เขานำมาช่วยประคับประคองตัวเอง รวมถึงหลักการจัดการธุรกิจร้านอาหารว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร เมื่อรูปแบบและวิถีชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนจะรับมือแบบไหน ไปจนถึงประสบการณ์การหันมาเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ที่ตัวเองค้นพบ รอให้คุณได้รู้ในบรรทัดต่อไปนี้แล้ว 

Torpenguin

การแพร่กระจายของไวรัสเป็นครั้งที่ 2 กับสถานการณ์แบบนี้ แน่นอนว่าธุรกิจร้านอาหารไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการ แต่กระทบกับแรงงาน กับลูกจ้างของร้านด้วย ทางร้านมีการรับมืออย่างไรบ้าง 

        รับเท่าที่รับเลยในตอนนี้ (หัวเราะ) ผมพยายามปรับตัวให้เข้ากับการให้บริการเดลิเวอรีทุกอย่างเท่าที่เราพอทำได้ จะไปให้พนักงานลาออกหรืออะไรเราทำอย่างนั้นไม่ได้ ส่วนค่าเช่าก็ต้องต่อรองแต่ละที่ไปว่าใครจะให้เราหรือไม่ให้ แต่สำหรับพนักงานตอนนี้คือเขาต้องช่วยเรา เพราะถ้าไวรัสยังคงลากยาวต่อ คงต้องขอให้เขาช่วยลดเงินเดือน ลดเวลาทำงาน ซึ่งเขาก็เข้าใจ ทุกคนพร้อมร่วมมือ 

        สถานการณ์ตอนนี้ทุกคนเข้าใจหมดตั้งแต่รอบที่แล้ว ที่รอดมาได้ก็เพราะทีมงานทุกคนที่ช่วยเหลือเรา เราก็ไม่อยากเอาใครออกไป แต่ร้านค้าไม่มีรายได้ที่จะไปจ่ายเขาก็ต้องลดบางอย่างลง เพราะพอรายเราได้ลดลง รายได้ของเขาก็อาจจะต้องลดลงด้วย

        อย่างตอนก่อนหน้านี้ยังมีภาครัฐออกมาตรการมาช่วยเหลือลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคมก็ดี ลงทะเบียนห้าพันบาทอะไรก็ดี แต่ตอนนี้ไม่มีเลย

ช่วงนี้หลายคนตกอยู่ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความกังวล สิ้นหวัง ผู้ประกอบการกับลูกจ้างเองก็เครียดไม่แพ้กัน มีวิธีการรับมือกับความเครียดอย่างไร แล้วช่วยพนักงานของเราไม่ให้เครียดอย่างไรบ้าง 

        รอบที่แล้วผมหมดตัวต้องไปกู้แบงก์ แน่นอนว่าต้องเครียดอยู่แล้ว ปัญหาบางอย่างแก้ได้บางอย่างแก้ไม่ได้ อะไรที่ยังแก้ไม่ได้ก็ปล่อยวางก่อน การทำเพจก็เป็นการคลายเครียดอย่างหนึ่ง เพราะอยากระบายอะไรก็ระบายลงเพจ หรือการมาช่วยเหลือคนก็ทำให้เรารู้ว่ามีคนหนักกว่าเราอีก จะเห็นว่าช่วงโควิด-19 ผมแอ็กทีฟเยอะ มีไลฟ์ มีโน่นมีนี่ เพราะทำให้เราไม่ต้องเอาสมองมาโฟกัสกับเรื่องอื่น แล้วก็กลายเป็นเราได้ช่วยคนอื่นด้วย

        ครั้งก่อนเราก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ หรือถ้าพูดตรงๆ ผู้ประกอบการ SME ต่างๆ ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว พวกเราช่วยเหลือกันเองมาตั้งแต่แรก ตั้งแต่โควิด-19 รอบแรกเราก็ช่วยกันเพื่อให้ยังมีชีวิตรอดต่อไปได้

        ส่วนพนักงานนั้นความเครียดของเขาคืออยู่ที่ว่าจะตกงานหรือเปล่า ถ้าเราทำให้เขามั่นใจได้ว่าไม่ตกงานหรอก เขาก็ไม่เครียด เขาก็ตั้งใจทำงาน แต่เราต้องกำชับเขาเรื่องมาตรการที่มันคุมเข้มมากขึ้น ตราบใดที่ไม่มีการไล่ออกเขาก็ไม่เครียด

นอกจากให้ผู้ประกอบการช่วยกันเอง คิดว่าอยากให้ภาครัฐทำอะไรบ้างหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ ก่อนออกมาตรการอะไรออกมา รัฐเองก็ต้องมองถึงผลกระทบ และควรมีมาตรการเยียวยาหรือความช่วยเหลือด้วยใช่ไหม

        อยากให้ภาครัฐคิดแบบรอบคอบ คิดเยอะๆ คิดก่อนพูด คิดก่อนทำ ไม่ใช่ทำแล้วค่อยมาคิด พูดแล้วค่อยมาคิด เพราะสิ่งที่ภาครัฐทำแต่ละอย่างมันกระทบเป็นวงกว้างทั้งประเทศ การประกาศอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง ในมุมของเขามันอาจจะแค่คำพูด แล้วเขาก็เปลี่ยนคำพูดเป็นอีกอย่างหนึ่งเพราะคิดว่าไม่เป็นอะไร แต่ความรู้สึกของประชาชนที่ต้องเจอกับสถานการณ์ร้ายแรงมากอยู่แล้ว ให้ปิดให้บริการ 1 ทุ่ม ร้านอาหารก็ต้องมาประชุมวางแผนว่าฉิบหายแล้ว ทำยังไงดี ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็เปลี่ยนเป็นประกาศปิด 3 ทุ่ม ถึงการเลื่อนปิดให้บริการจะเป็นผลบวกกับธุรกิจ แต่ความมั่นใจของลูกค้ามันหมดไปเลยตั้งแต่ประกาศครั้งแรก และความมั่นใจของเราที่มีต่อภาครัฐก็หมดไปด้วย

        พอความมั่นใจฝั่งประชาชนและผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐหมดไป ณ วันที่เขาขอความร่วมมืออะไรมา เราจะไม่อยากฟังเขา ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงสิงที่เขาทำออกมาเป็นเรื่องที่ดี เช่น แอพพลิเคชันหมอชนะ ผมคิดว่าเป็นแอพฯ ที่ดี แต่การที่ประกาศว่าใครไม่ดาวน์โหลดมาใช้แล้วผิดกฎหมายอะไรแบบนี้ ซึ่งความรู้สึกส่วนตัวผมคือไม่ดาวน์โหลด เพราะความเป็นจริงมันมีวิธีการสื่อสารที่ดีมากกว่านี้ เรื่องนี้ก็ทำให้เรายิ่งหมดศรัทธามากขึ้นไปอีก ผมจึงอยากให้ภาครัฐคิดเยอะๆ จะตัดสินใจอะไรก็ให้เข้าใจด้วยว่าจะมีผลกระทบกับอีกฝั่งหนึ่งเสมอ อยากให้มองวงกว้างกว่านี้ 

        ผมเข้าใจว่าธุรกิจหลายๆ ธุรกิจที่เป็นรีเทล (Retail Business) เป็นธุรกิจที่มีโอกาสให้ผู้ติดเชื้อมาเจอกัน ไม่ว่าจะปิดเร็วขึ้น ไม่ว่าจะล็อกดาวน์ เราเข้าใจหมดเลย ครั้งที่แล้วก็ไม่มีผู้ประกอบการคนไหนมาบ่นว่าโดนล็อกดาวน์ แต่เราแค่รู้สึกว่าคุณสั่งอะไรไป ผลกระทบมันขยายออกเป็นวงกว้างแล้ว ควรหามาตรการมาซัพพอร์ตเราบ้างได้ไหม ผมไม่เคยบอกเลยนะว่าต้องเอาเงินมาจ่ายให้เรา และก็รู้ว่าถ้าทำแบบนั้นคงเป็นชนชั้นสิทธิพิเศษเกินไป แต่ถ้าผู้ประกอบการโดนผลกระทบก็ต้องช่วยทุกผู้ประกอบการ ไม่ต้องมาช่วยด้านรายได้ แต่ทำให้เรามีรายจ่ายน้อยลงได้ไหม ให้เราเลือดไหลน้อยลง ให้เลือดไหลช้าลง แค่นี้เราอยู่ได้แล้ว 

        คุณไม่ต้องออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจเลย ตอนนี้มันลำบากมากอยู่แล้ว คนเขาก็ไม่อยากออกจากบ้าน ไปคุยเรื่องลดค่า GP (ค่าบริการที่ร้านอาหารต้องจ่ายให้กับแอพฯ สั่งอาหาร) ให้เราไหม ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาตอนนี้ขึ้นมา 35-38 บาทแล้ว ภาครัฐรู้บ้างหรือเปล่า คงไม่รู้หรอก แต่มันเป็นค่าใช้จ่ายที่กัดกินเราไปเรื่อยๆ แล้วก็ไม่ได้มีใครมาช่วยเหลือ แค่อยากให้เขาเข้าใจเราตรงนี้ และสิ่งที่น่าห่วงกว่าคือลูกจ้างของเรา ผู้ประกอบการ SME ในเมืองไทยมีสามแสนกว่าราย ลูกจ้างในธุรกิจบริการอีกกี่ล้านรายจะอยู่อย่างไรในตอนนี้ ถ้าธุรกิจอยู่ไม่ได้ เขาต้องโดนเลย์ออฟ ที่นี้จะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็ต้องกลับภูมิลำเนาตัวเอง กลายเป็นว่าติดเชื้อกันหมด ลามถึงกันหมด อยากให้เขาคิด ไม่ใช่คิดเป็นขยักขย่อน แต่คิดภาพรวมให้ออก ภาครัฐไปคุยกันเองก่อน ตั้งไลน์กรุ๊ปคุยกันก่อนไหมว่าทำแบบนี้จะกระทบกับใคร คุยกันเองก่อนให้จบว่าจะตัดสินใจอะไร กระทรวงนี้จะต้องอะไร กระทวงนี้ต้องรับผิดชอบยังไง ใครจะสื่อสารยังไงกับประชาชน

Torpenguin

หลังจากประสบกับการล็อกดาวน์ในรอบแรก กับรอบสองที่เป็นการล็อกดาวน์แบบคลุมเครือ หรือจะเรียกว่าไม่ล็อกดาวน์ก็ได้ คุณคิดเห็นอย่างไร

        สถานการณ์รอบนี้มันไม่จบเร็วเหมือนคราวที่แล้วแน่นอน มันลากยาวไม่ต่ำกว่าคิวสองคิวสามแน่ แล้วเราจะอยู่กันได้ยังไงหลังจากนี้ ยอดขายเราหายไปเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ต้นทุนเราเท่าเดิมเป๊ะเลย อีกนิดก็ต้องปิดกิจการแล้ว และการสื่อสารของภาครัฐก็ล้มเหลว พอเจอสถานการณ์แบบนี้รู้สึกเหนื่อยหน่ายแล้วก็ทำใจ ไม่คาดหวังอะไร ถ้าได้อะไรกลับมาคงถือเป็นโบนัส ไม่ได้ก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่ใช่ว่าสามารถจัดได้เอง เราไม่ได้มีความสามารถ แต่มีทางเดียว เราไม่มีทางเลือก มีทางเดียวคือต้องทำ ทั้งๆ ที่ความจริงภาครัฐควรที่จะต้องเข้ามายุ่งตรงนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าเขาไม่มาก็ต้องช่วยตัวเองให้ได้ มันไม่ยากเลยในการเรียกเจ้าของสักร้อยคนมาคุย เรียกเจ้าเดลิเวอรีห้าเจ้ามาคุย ถ้าตั้งใจทำจริงๆ จะยากแค่ไหน แต่เรียกหรือเปล่าเท่านั้น เขาเห็นความสำคัญของเรื่องนี้จริงๆ หรือเปล่า

Penguin Eat Shabu ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่รับมือกับสถานการณ์อันยากลำบากมาได้ แต่อีกฝั่งหนึ่งก็จะมีกลุ่มคนที่ไม่สามารถฉุดตัวเองขึ้นมาได้ และอาจต้องมีรัฐยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แม้จะเป็นเรื่องที่เกินจะคาดหวัง

        เราเลยต้องช่วยเขา อย่างร้านอาหารส่วนใหญ่ที่รู้เรื่องเทคโนโลยีก็จะพอเข้าใจว่าการสั่งอาหารเดลิเวอรีผ่านช่องทางออนไลน์คืออะไร แต่คุณลุงคุณป้าขายข้าวแกง จะบอกให้เขามาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สิ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 40 เปอร์เซ็นต์ อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ความจริงเรื่องโครงสร้างต้นทุนกำไรเขายังไม่รู้เลย แล้วจะให้เขามาเข้าแพลตฟอร์มแบบนี้อาจจะไม่ได้ มันไม่ได้มีแค่คนกลุ่มบนเท่านั้น ยังมีคนระดับรากหญ้า คนขายก๋วยเตี๋ยว สตรีทฟู้ด หาบเร่ แผงลอย ที่เขาเข้าไม่ถึงออนไลน์ เข้าไม่ถึงประกันสังคม แล้วจะช่วยเขาอย่างไร เราก็เลยต้องออกไปทำเอง ไปช่วยเขาเอง ไปรวมกลุ่ม ไปแนะนำอะไรกันเอง ซึ่งคนไทยน่ารักอยู่แล้ว ผมรวมกลุ่มผู้ประกอบการแล้วก็ช่วยกันนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ช่วยกันรวมกลุ่ม ช่วยแนะนำกันเท่าที่เราพอจะทำได้ เรามีเครือข่ายผู้ประกอบการที่แข็งแรงมากโดยที่เราไม่ต้องมีสมาคม ไม่ต้องมีใครมารับรองเรา ตอนนี้เราช่วยกันเอง พูดคุยกันตลอด เราสร้างเครือข่ายกันขึ้นมาเอง

        ผมรู้สึกว่าออนไลน์มันสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ปีนี้เลยจะลงทุนสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ ทำกราฟิก มีรายการ มีอะไรต่างๆ และอยากทำให้สังคมร้านอาหารเราแข็งแรงขึ้นมาจริงๆ ด้วยตัวเราเอง คอนเทนต์ที่ทำในเพจจะเป็นแนวธุรกิจที่ทาร์เก็ตไม่ใช่ผู้บริโภค แค่เป็นเจ้าของธุรกิจ เอนเกจเมนต์ในเพจก็ดีเพราะเราสื่อสารกับเขาตรงไปตรงมาจริงใจกับเขา หาโซลูชันมาช่วยเขา อย่างวันนี้เรานัดทีม Kerry ว่ามาช่วยร้านอาหารกัน เขาก็มาคุยกับเราแล้วก็มีแพลนจะทำแคมเปญส่งเดลิเวอรีผ่าน Kerry ทั่วกรุงเทพฯ ค่าส่ง 40 กว่าบาท นี่คือการเริ่มต้นจากเรา เพราะผมรู้สึกว่ารอไม่ได้แล้ว ต้องทำกันเอง 

การทำเพจ Torpenguin ก็เลยเป็นเหมือนการทำเพื่อมาช่วยกลุ่มที่เขาไม่สามารถฉุดตัวเองขึ้นมาได้ และไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐอย่างนั้นใช่ไหม

        ที่เราทำเพราะว่าเราพอมีความรู้อยู่บ้าง เลยอยากแชร์ให้คนทำร้านอาหารด้วยกันหันมาช่วยเหลือกัน ก่อนเจอโควิด-19 ทุกคนก็แข่งขันกัน แทบจะฆ่ากันตาย อัดโปรโมชันราคากันหมด เรางงว่าคนที่อยู่ใกล้ๆ กันแบบนี้ทำไมไม่มาคุยกัน ทำไมต้องกลัวว่าลูกค้าไปร้านคุณไม่มาร้านฉัน เดี๋ยวฉันจะทำโปรโมชันแข่งกับคุณ เราก็เลยออกมาให้ความรู้แล้วบอกว่ามารวมกันเถอะ 

        ล่าสุดผมสนใจเรื่องช่วยธุรกิจโรงแรม ช่วงที่ผ่านมาผมไปบรรยายตามต่างจังหวัดเยอะมาก และก็เจอกับผู้ประกอบการหลายๆ แบบ เห็นคนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ โดยเฉพาะโรงแรมที่เจอผลกระทบมากกว่าร้านอาหาร ผมเป็นกระบอกเสียงให้กับร้านอาหารมาตลอด แต่ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาไม่รู้จะไปพูดกับใครนั่นคือธุรกิจโรงแรม ซึ่งจริงๆ โรงแรมกับร้านอาหารดันเป็นกลุ่มลูกค้าเดียวกัน สมมติวันนี้คุณไปพัทยา ไปพักโรงแรมนี้ ก็ต้องมากินข้าวที่ร้านอาหารร้านนั้น แล้วทำไมไม่คุยกัน ทำไมไม่ช่วยเหลือกัน ขายแพ็กเกจรวมไหม ซื้อวอเชอร์ร้านอาหารได้พักโรงแรม ซื้อวอเชอร์โรงแรมได้กินร้านอาหาร ไม่มีใครเสียเลย ทุกคนได้หมด ทำไมไม่ทำกัน และก็ไม่ได้เห็นว่าภาครัฐจะออกมาทำอะไรเพื่อช่วยเหลือเราเลย

        และเพจ Torpenguin ที่ทำขึ้นมา ก็ไม่ได้ทำเพื่อหารายได้ แต่ที่ทำเพราะรู้สึกว่าตัวเรามีคุณค่ากับสังคมนี้มากกว่าแค่เราจะมาเอารายได้จากผู้บริโภค ผมอยากตอบแทนสังคม ด้วยความรู้ที่ตัวเรามี เพื่อพิสูจน์ว่าเราก็ยกระดับสังคมได้นะ แต่คงไม่ได้เก่งขนาดไปช่วย SME ได้ทุกคน อนนี้ขอช่วยร้านอาหารเท่านั้นก่อน

การทำเพจก็เลยกลายเป็นงานอดิเรกที่เราสนุกและให้ประโยชน์กับคนอื่นๆ 

        มันเป็นงานอดิเรกที่มีคุณค่า เพราะเป้าหมายของเราคือการเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น

Torpenguin

พอพูดเรื่องเปลี่ยนโลก ดูเป็นอะไรที่ยากมากๆ แต่ถ้าสมมติมีหนึ่งคนคิดแบบนี้ และมีอีกหลายๆ คน พันคน ล้านคนก็คิดแบบนี้เหมือนกัน โลกอาจจะน่าอยู่ขึ้น

        เอาง่ายๆ วันที่ พี่ตูน บอดี้สแลม เริ่มวิ่ง เขาคิดว่าเขาจะเปลี่ยนโลกได้หรือเปล่า ซึ่งก็รู้ว่าไม่ได้ แล้วถ้าพี่ตูนบอกว่าเขาอยากจะทำให้ประเทศไทยน่าอยู่ขึ้นจากการวิ่ง เราจะเชื่อเขาไหม หรือคิดว่าพี่ตูนแม่งบ้าว่ะ พี่ไม่เอาเวลาไปร้องเพลงวะ รายได้พี่หายตั้งกี่สิบล้าน สิ่งที่เขาทำคืออะไร เขาไม่ฟังคนอื่น แต่เขาเชื่อในสิ่งที่เขาทำ เขาทำไปเรื่อยๆ คนบ้าอะไรวิ่งแล้วได้รายได้พันล้าน แล้วทำให้ทุคนในประเทศหันมาดูแลสุขภาพ นี่คือตัวอย่างของคนที่ออกมาทำสิ่งที่เราไม่คิดว่าเขาจะทำได้ และ ณ วันที่เราเริ่มออกมาให้ความรู้ ทุกคนบอกว่ามึงจะเป็นโค้ชออนไลน์เหรอ มึงบ้ารึเปล่า ไม่เอาเวลาไปทำธุรกิจวะ แต่สิ่งที่เราทำคือเราเชื่อในตัวเอง รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร และก็พิสูจน์แล้วว่าทุกคนหันมาฟังเรา จากแต่ก่อนคนหาว่าบ้า แชร์ไปด่าว่ามาบอกความลับคนอื่น ไอ้นี่แม่งบ้าว่ะ ก็ดูวันนี้ของผมสิ

ตอนนี้การทำเพจของคุณก็เลยเป็นเหมือนฟันเฟืองเล็กๆ ที่ได้ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจร้านอาหาร 

        ใช่ แต่เราเป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่บ้านล้มแล้วออกมาทำร้านอาหาร

เพราะเคยล้มมาก่อนด้วยไหม เวลาเจอสถานการณ์แบบนี้เลยดูเหมือนคุณจะสามารถรับมือกับมันได้ และไม่ได้จมลงแต่จะไปต่ออย่างไรมากกว่า

        เชื่อแค่ว่าถ้าเรายังมีสมอง ยังพอมีแรง ล้มร้อยรอบก็ลุกขึ้นมาได้ แต่จะลุกขึ้นมาแล้วเหลือครบ 32 หรือเปล่าไม่รู้ อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และเชื่อว่าบทเรียนของเราเป็นบทเรียนที่มีค่ามากสำหรับคนอื่น ไม่ใช่เฉพาะตัวเราเอง ฉะนั้น อย่ากลัวเลยที่จะล้ม 

        คุณจะเห็นว่าแพนกวินเป็นแบรนด์ที่แม่งประจานตัวเองอยู่ตลอดว่ากูล้มแบบนี้ กูทำร้านแบบนี้ และเราก็เป็นบทเรียนให้คนอื่น แต่สิ่งที่ได้รับคืออะไร คือทุกคนเห็นความจริงใจของเรา คนทำสื่อเองก็เห็น ตอนนี้ผมได้รับเชิญให้ไปออกสื่อทุกวันโดยที่เราก็ไม่ได้ไปขอเขา แต่เขาก็เห็นบางอย่างในตัวเราที่น่าจะเป็นกระบอกเสียงได้ มันก็คือสิ่งที่เราได้รับ คือการที่เราให้ไปก่อน แล้วเดี๋ยวจะได้รับกลับมาเอง

อยากฝากอะไรถึงผู้ประกอบการไหม

        ณ เวลานี้คงเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของทุกคน สิ่งที่อยากให้ทำคือคิดใหม่ทำใหม่ อย่าทำแบบเดิมๆ เคยเล่นท่ามาตรฐานมาแล้วก็รู้จักเล่นท่ายากบ้าง อะไรที่ไม่เคยทำก็ลองทำ ลองดูซิว่าร้านอาหารของเราถ้าขายออนไลน์ไม่ได้ คนของเราที่มีอยู่เอาไปทำอย่างอื่นได้ไหม อาจจะไม่เกี่ยวกับธุรกิจร้านอาหารเลยก็ได้ ลองเอาอย่างอื่นมาขายได้หรือเปล่า หรือเราอยู่ในทำเลที่ดีแต่เราขายไม่ดี ไปรับอย่างอื่นมาขายได้ไหม คนอื่นมาแชร์ครัวเราได้หรือเปล่า ลองดูว่าเรามีต้นทุนอะไรอยู่ เรามี resource อะไรอยู่แล้วจะเอาสิ่งนั้นมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไรได้บ้าง เราเชื่อว่าแต่ละคนมีความเก่งที่ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว และสำคัญที่สุดคืออย่าแข่งขันกัน ไม่ใช่ว่าเรารอดแล้วเขาตาย มันต้องพาทุกคนรอดไปด้วยกันหมด

Torpenguin

ยังมีความหวังกับภาครัฐไหม 

        … 

อยากบอกอะไรกับภาครัฐหรือเปล่า

        อย่าให้พูดเลย (หัวเราะ) 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ปิ่นเพชร ภูจ่าพล

adB JUNIOR—มนุษย์เป็ด ชอบหนังรอมคอม และมักตั้งคำถามว่าทำไมหนังรักต้องดูกับคนรัก ทีหนังผีไม่เห็นต้องดูกับผี

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง