ก้าวข้ามความเจ็บปวด และเติบโตอย่างงดงามไปกับหนังสือคัดสรรที่ดีต่อใจ

The List
6 Oct 2019
เรื่องโดย:

ตนุภัทร โลหะพงศธร

Highlights

หนังสือเปลี่ยนชีวิตของคนอ่านได้หรือไม่นั้นอาจเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนเกินกว่าที่จะตอบแทนกันได้ แต่สิ่งที่จริงแท้และแน่นอนก็คือการเปลี่ยนแปลงในชีวิตสามารถเริ่มต้นได้จากการอ่าน

        a day BULLETIN ได้คัดสรรหนังสือที่ดีต่อใจจากมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24 เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ มิติของชีวิต ตั้งแต่การก้าวข้ามความเจ็บปวด ความพยายามเอาชนะสิ่งท้าทายในชีวิต การเสาะแสวงค้นหาความสำเร็จที่มั่นคง สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และโรยราลงอย่างงดงาม เหมือนกับคำกล่าวของ ฟรานซิส เบคอน นักปรัชญาชาวอังกฤษ ที่เคยกล่าวไว้ว่า “การอ่านทำคนให้เป็นคนโดยสมบูรณ์”

 

งานหนังสือ

ปีแสง

ผู้เขียน: ดุจดาว วัฒนปกรณ์

จำนวนหน้า: 208 หน้า ราคาปก: 255 บาท (ปกอ่อน)

สำนักพิมพ์: a book พิกัด: Z01

 

“ฉันเหมือนภาชนะที่เก็บสะสมความโกรธและความเกลียดไว้ทีละเล็กละน้อยตลอดชีวิตที่ผ่านมา เมื่อถูกทำให้แหลกสลายลง จึงนับว่าเป็นการดีเหมือนกัน”

 

        คนที่ภายนอกดูแข็งแกร่ง เป็นไปได้เหมือนกันว่าภายในของเขาอาจเก็บซ่อนตัวตนที่อ่อนแอและใจที่เคยพังทลายลงนับครั้งไม่ถ้วน แต่ที่ไม่มีใครรู้เพราะไม่เคยเปิดเผยหรืออนุญาตให้ความรู้สึกพ่ายแพ้ต่อชีวิตเหล่านั้นหลุดลอดแสดงออกมาให้เห็นต่างหาก ทั้งหมดนี้คือความทุกข์ใจที่คนคนหนึ่งพยายามเก็บงำไว้ ทำให้เขาต้องต่อสู้กับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในใจเพียงลำพัง ถ้าเขายังยืนกรานสู้กับมันไปเรื่อยๆ สักวันเขาจะเหนื่อยและแพ้ ในทางตรงกันข้าม สิ่งเดียวที่จะทำให้เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดใจอีกต่อไป คือการยอมรับความจริง เขาอาจไม่ได้พบกับชัยชนะเสียทีเดียว แต่อย่างน้อยการเปิดใจเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในชีวิตจะทำให้เขาอยู่ร่วมกับความรู้สึกและประสบการณ์แสนเจ็บปวดเหล่านั้นได้อย่างเข้าใจและสุขใจมากกว่าที่เคยเป็นมา… ทั้งชีวิต

        เมื่อเอยชื่อ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ คนส่วนใหญ่ต่างรู้จักเธอในฐานะนักจิตบำบัดด้านศิลปะการเคลื่อนไหวผู้ทำหน้าที่ปลดปมร้าวรานในใจให้คนมากมาย เธอยังสวมบทบาทสำคัญด้านการสื่อสารในองค์กรให้กับเครือโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุด เคียงคู่ไปกับการโลดแล่นในฐานะศิลปิน แต่ในฐานะของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง น้อยคนนักที่จะได้รู้จักเธอในมุมนั้น

        นี่คือครั้งแรกกับการบอกเล่าเรื่องราวชีวิตจริงของเธอ ผู้หญิงเก่งที่ใครต่อใครก็มองว่าไม่มีอะไรที่เธอทำไม่ได้ แต่ผิดถนัดเพราะความจริงคือไม่มีใครเก่งเสมอไปในทุกๆ เรื่อง “ฉันเหมือนปลาที่เย่อกับเบ็ดชาวประมงอยู่เป็นชั่วโมง แต่แอ็กติ้งว่ายังไม่ได้งับเบ็ดเขา” เธอกลั้นหายใจเผชิญหน้าความจริงแต่ละห้วงตอนของชีวิต แล้วเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมา เพื่อสะท้อนให้ทุกคนเห็นว่าการยอมรับความจริงในเรื่องที่ไม่น่ายอมรับของตัวเองและโอบกอดมันอย่างเข้าใจ คือหนทางเดียวที่จะปลดปล่อยตัวเราให้เป็นอิสระได้ ทั้งจากความเจ็บปวด ความรู้สึกพ่ายแพ้ รอยแผลอันบอบช้ำของหัวใจ และความจริงอื่นใดในชีวิตที่เราไม่เคยคิดจะยอมรับมัน

 

งานหนังสือ

Becoming

ผู้เขียน: Michelle Obama ผู้แปล: นุชนาฎ เนตรประเสริฐศรี

จำนวนหน้า: 534 หน้า ราคาปก: 395 บาท (ปกอ่อน)

สำนักพิมพ์: อมรินทร์ พิกัด: A03

 

“ฉันไม่เก่งพอ ไม่ดีพอ มันเป็นความกังขาต่อถิ่นฐานที่มาของฉัน และต่อสิ่งที่ฉันเชื่อว่าตัวเองเป็นมาตลอดจนบัดนี้ เหมือนเซลล์ร้ายที่ทำท่าจะแบ่งตัวซ้ำแล้วซ้ำอีก เว้นแต่ฉันจะหาทางหยุดมัน”

 

        ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2018 เพียงแค่สัปดาห์แรก หนังสือของ มิเชลล์ โอบามา ก็มียอดขายมากกว่า 14 ล้านเล่ม และถูกซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำไปแปลเป็นภาษาต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 45 ภาษา จนถึงวันนี้ ผลงานของเธอยังคงได้รับการกล่าวถึงอย่างต่อเนื่องจากสื่อชั้นนำและผู้อ่านจากทั่วโลก และกำลังขึ้นแท่นเป็นหนังสือประเภทบันทึกความทรงจำ (Memoir) ที่ขายดีที่สุดและรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ จึงเป็นเรื่องน่าคิดย้อนกลับไปว่าอะไรทำให้หนังสือของเธอประสบความสำเร็จสูงสุดเช่นนี้

        ภาพจำของ มิเชลล์ โอบามา ที่เด่นชัดที่สุดคืออดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา นั่นเป็นเพราะตลอดระยะเวลาที่เธอยืนเคียงข้างสามีในฐานะสตรีหมายเลขหนึ่ง เธอได้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ต่างๆ ภายในทำเนียบขาว รวมไปถึงลบภาพจำเดิมๆ และสร้างความหมายใหม่ให้กับคำว่าสตรีหมายเลขหนึ่ง เธอคือผู้หญิงเก่งและแกร่งที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก แต่กว่าที่เธอจะมาถึงจุดนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

        หนังสือเล่มนี้คือบันทึกชีวิตตั้งแต่วัยเด็กที่เธอจำความได้ สู่วันแรกของการเป็นภริยาประธานาธิบดี (เธอยังจดจำได้แม่นว่าในวันนั้นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเอนตัวมากระซิบกับเธอว่า ‘คุณผู้หญิงครับ ชีวิตคุณกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล’) จนถึงวันสุดท้ายที่ทุกอย่างกลายเป็นเพียงความทรงจำ และเรื่องราวหลังจากนั้นของอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งคนสำคัญของสหรัฐอเมริกา

        หนังสือของเธอได้ให้นิยามที่งดงามของคำว่าเติบโตไว้ว่า “การเติบโตไปเป็นอะไรสักอย่าง ไม่ใช่การไปถึงจุดหมาย มันคือการเดินทางที่ไม่มีวันจบสิ้น” บางทีสิ่งนี้อาจเป็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ซึ่งเธอเป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง

 

งานหนังสือ

สองเรา เจ็บปวด เปราะบาง

ผู้เขียน: Yoru Sumino ผู้แปล: กนกวรรณ เกตุชัยมาศ

จำนวนหน้า: 376 หน้า ราคาปก: 379 บาท (ปกอ่อน)

สำนักพิมพ์: Maxx Publishing พิกัด: I02

 

“เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่โดยไม่เคยลืมฤดูกาลนั้น”

 

         สำหรับวัยรุ่น หรือถ้าให้ระบุชัดเจนกว่านี้คือช่วงวัยที่กำลังค้นหาตัวตนและเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะเติบโตสู่การเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว การพบเจอกับบทบาทใหม่ ความรับผิดชอบใหม่ และหน้าที่ใหม่ของชีวิต ล้วนแต่เป็นเรื่องยากและท้าทายทั้งสิ้น นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งไปตลอดกาล

        เช่นเดียวกับนักศึกษามหาวิทยาลัยปีหนึ่งอย่าง ทะบะตะ คะเอะเดะ เขาพยายามรักษาระยะห่างกับคนรอบข้าง โดยไม่ทำตัวโดดเด่นและขอให้แต่ละวันผ่านพ้นไปอย่างเงียบเชียบ ส่วน อะกิโยะชิ ฮิซะโนะ เป็นนักศึกษาสาวในวัยเดียวกัน ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์บางอย่าง เธอตั้งคำถามในชั้นเรียนบ่อยครั้งจนถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด ไม่เว้นแม้แต่คะเอะเดะ แต่แล้ววันหนึ่งเธอเริ่มเข้าหาเขาอย่างจริงใจ ทำให้ทั้งคู่ได้แลกเปลี่ยนตัวตนและเสียงหัวเราะต่อกัน

        ในที่สุดเธอชวนเขาก่อตั้งชมรมลับๆ ที่ไม่เหมือนชมรมใดในโลกขึ้นมา ทั้งสองร่วมกันสร้างบางสิ่งบางอย่างด้วยกันเพื่อหาความหมายของชีวิต แต่แล้วก็เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไปในชีวิตวัยรุ่น ที่ต้องพบกับความล้มเหลวและความฝันที่แตกสลาย ความเปลี่ยนแปลงนั้นได้นำพาทั้งความรักและความเจ็บปวดที่ทำให้เขาและเธอไม่อาจหวนคืนได้อีก

        นิยายเล่มนี้สะท้อนการแสวงหาตัวตนและการเติบโตของวัยรุ่นในช่วงมหาวิทยาลัย ผ่านเรื่องราวของหนุ่มสาวนักศึกษาสองคน ซึ่งเต็มไปด้วยการตั้งคำถามต่อชีวิต การคิดถึงถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อใครบางคน เพื่อนำทางไปสู่ความเข้าใจว่าการเป็นวัยรุ่นนั้นช่างเจ็บปวดและเปราะบางมากแค่ไหน นี่คือผลงานของผู้เขียน ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ และ ฝันถึงเรื่องนั้้นอีกแล้ว ที่ครองใจนักอ่านชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศ

 

งานหนังสือ

เมื่อความจน เฆี่ยนตีผม

ผู้เขียน: วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

จำนวนหน้า: 200 หน้า ราคาปก: 200 บาท (ปกอ่อน)

สำนักพิมพ์: มติชน พิกัด: T06

 

“ความจนมันเหมือนแส้ที่คอยเฆี่ยนตีหลังเรา ผมต้องหัดค้าขายตั้งแต่เด็กๆ เพื่อหาเงิน เราจะใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้ ผมรู้แต่ว่าผมไม่อยากยากจนอีกต่อไป”

 

        ความจนมันน่ากลัว และถ้าชีวิตเลือกได้คงไม่มีใครอยากจน แต่ในเมื่อเลือกเกิดไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำหลังจากนั้นคือการพาตัวเองออกมาจากความยากจนก่อนที่จะถูกมันกลืนกินจนไม่อาจลืมตาอ้าปากได้อีกเลย

        นี่คือหนังสือที่เปิดเส้นทางชีวิตของ สุพจน์ ธีระวัฒนชัย ผู้ไม่ยอมจำนนต่อความจนและความพ่ายแพ้ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จากบทเรียนที่เขากล้าลองผิดลองถูกในการทำธุรกิจและสร้างอาณาจักรโรงเบียร์สดเยอรมันให้เติบโตขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของไทยจนประสบความสำเร็จ ทั้งที่ก่อตั้งในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 แต่สามารถยืนหยัดมั่นคงมาจนครบรอบสองทศวรรษ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เริ่มจากประสบการณ์ชีวิตที่เคี่ยวกรำทำการค้าขายตั้งแต่ยังเด็ก สู่การทำธุรกิจในวัยหนุ่มที่ล้มลุกคลุกคลาน แนวคิดด้านการตลาดที่ผ่านการวิเคราะห์จากสถานการณ์จริง จนถึงหลักบริหารคนอย่างเข้าถึง สู่วันที่กิจการก้าวหน้าและมีลูกน้องเกือบพันคน

        ความจนเฆี่ยนตีเขาอย่างไม่รามือ แต่มันสร้างความเชื่อมั่นในอุดมการณ์อย่างหนึ่งให้ตัวเขาว่า “หากมีโอกาสเราควรจะดูแลสังคม ช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่าเสมอ” เพราะเขารู้ดีว่าความจนมีพิษสงแค่ไหน เขาแปรผันความขัดสนในวัยเด็กเป็นแรงผลักดันที่มุ่งมั่นสู้งาน ไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลวหลายครั้ง ราวกับว่าชีวิตของเขาถูกบ่มด้วยความจนจนได้ที่ แล้วได้ผลผลิตเป็นความสำเร็จอันภาคภูมิ

        เส้นทางความสำเร็จและบทเรียนแห่งชีวิตของบุรุษผู้ถูกความจนเฆี่ยนตีจากคำบอกเล่าของเขา ได้รับการเรียบเรียงโดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ นักเขียนรางวัลศรีบูรพา ซึ่งสามารถถ่ายทอดแนวคิด เทคนิค กลยุทธ์ การบริหารงาน ของธุรกิจร้านอาหารขนาดใหญ่ยักษ์อย่างกล้าหาญและบ้าบิ่น และยังคงประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้

 

งานหนังสือ

รอยสนธยา Twilight Staind

ผู้เขียน: ทรงศีล ทิวสมบุญ

จำนวนหน้า: 368 หน้า ราคาปก: 320 บาท (ปกอ่อน)

สำนักพิมพ์: Songsin Tiewsomboom พิกัด: X05

 

“ในช่วงเวลาเช่นนั้น บางสิ่งจะแทรกซึมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในจิตวิญญาณอันเปราะบางของพวกเขา มันรอคอยยามสนธยาแห่งช่วงวัยของมนุษย์หนุ่มสาวรุ่นแล้วรุ่นเล่า ดื่มกินจากความหนุ่มสาวเหล่านั้น และเฝ้ามองพวกเขาพังทลายลงเมื่อมันอิ่มหนำสิ้นกระหาย”

 

        เมื่อนักเขียนอายุ 39 ปี ตื่นขึ้นจากฝันร้ายถึงเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ความฝันนั้นทำให้เขาหวนระลึกถึงอดีตเมื่อครั้งเป็นวัยรุ่น โรงเรียนอาชีวะที่เขาเคยเรียน รวมถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในยามสนธยา ซึ่งยังคงทิ้งร่องรอยไว้ในจิตใจ เขาตัดสินใจกลับไปยังโรงเรียนอีกครั้ง เพื่อหวังจะเผชิญหน้ากับความกลัวแล้วข้ามผ่านสิ่งที่หลอกหลอนในความฝันและความทรงจำเสมอมา ณ ที่แห่งนั้นเองเขาได้พบกับความจริงที่ถูกกลบฝังไว้ในกาลเวลามาเนิ่นนาน

        รอยสนธยา คือนวนิยายที่ถักทอขึ้นจากความทรงจำละเอียดอ่อนของผู้เขียน ทั้งความผูกพันระหว่างเพื่อน ความรักอันเปราะบางในวัยเยาว์ การเติบโตข้ามผ่านช่วงวัยอันสับสน บางสิ่งที่ซุ่มซ่อนในเงาสลัว และความผิดพลาดในชีวิต เรื่องราวทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านบรรยากาศลึกลับระทึกขวัญ พร้อมภาพประกอบที่ผู้เขียนตั้งใจวาดแทรกไว้อย่างเฉพาะเจาะจงตลอดเนื้อเรื่อง เพื่อให้เหตุการณ์ดำเนินไปในจินตนาการระหว่างอ่านได้อย่างสมจริง ราวกับเป็นภาพยนตร์หรือความทรงจำถูกฉายขึ้นในความคิด จนเกิดเป็นความรู้สึกคล้ายกับว่าบางบทตอนในนวนิยายเป็นเรื่องราวจากชีวิตของเราเอง

        และสิ่งที่ทำให้นวนิยายเล่มนี้โดดเด่นกว่าหนังสือเล่มไหน คือผู้เขียนได้ออกแบบ ‘รสสนธยา’ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มชาปรุงพิเศษแถมฟรีให้กับผู้อ่าน เพื่อการดื่มด่ำไปกับบรรยากาศสมจริงมากที่สุด ถึงขั้นระบุไว้บนซองชาเลยว่าควรชงดื่มเมื่ออ่านถึงหน้าที่เท่าไหร่

 

งานหนังสือ

Work Series

Why We Work เราทำงานไปทำไม

ผู้เขียน: Barry Shwartz ผู้แปล: ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

จำนวนหน้า: 120 หน้า ราคาปก: 225 บาท (ปกอ่อน)

 

Payoff เราทำงานแล้วได้อะไร

ผู้เขียน: Dan Ariely ผู้แปล: สฤณี อาชวานันทกุล

จำนวนหน้า: 128 หน้า ราคาปก: 225 บาท (ปกอ่อน)

 

In Praise of Wasting Time เราทำงาน อย่าปล่อยให้งานทำเรา

ผู้เขียน: Alan Lightman ผู้แปล: โตมร ศุขปรีชา

จำนวนหน้า: 120 หน้า ราคาปก: 225 บาท (ปกอ่อน)

สำนักพิมพ์: Salt พิกัด: A01

 

“เราลากตัวเองลงจากเตียงทำไมทุกเช้า แทนที่จะได้ใช้ชีวิตเริงร่าผจญภัยไร้สิ้นสุด คำถามนี้อาจฟังดูโง่เง่า แน่สิ เราทำงานก็เพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่เหตุผลมีเพียงเท่านั้นหรือ”

 

        ในเมื่อชีวิตนี้ต้องทำงาน คนจำนวนไม่น้อยคงรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับคำถามเดิมๆ ที่ก้องดังอยู่ในหัว ทำไมต้องทำงาน ทำแล้วได้อะไร งานที่ทำอยู่ตอนนี้หนักเกินไปหรือเปล่า อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาเหตุผลมาตอบให้สวยหรู เพราะในชีวิตจริง แค่ทำงานให้เสร็จทันกำหนดก็อาจกินเวลาชีวิตไปเกินครึ่งค่อนวันแล้ว คำถามเหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งบั่นทอนกำลังใจวันแล้ววันเล่า และทำให้ใครหลายคนจมปลักอยู่กับงานที่ไม่อาจมอบความหมายที่ดีให้ชีวิตได้

        หนังสือชุด Work Series ประกอบด้วย 3 เล่ม โดยสปีกเกอร์ 3 คนจากเวที TED Talks เล่มแรกคือ Why We Work เราทำงานไปทำไม ซึ่งไม่ใช่แค่ชวนทุกคนมาตั้งคำถามง่ายๆ ตามชื่อหนังสือ แต่ยังพาไปค้นหาเหตุผลที่อธิบายคำตอบให้คำถามนี้ได้อย่างไร้ข้อสงสัย ในระดับที่ลึกซึ้งกว่าการทำเพื่อให้ได้เงินมา

        เล่มที่สอง Payoff เราทำงานแล้วได้อะไร หากเป็นการทำงานเพื่อเงินเท่านั้น แต่ทำไมบางครั้งการให้จูงใจคนทำงานด้วยเงินกลับทำลายประสิทธิภาพของงานลงอย่างน่าเสียใจและเสียดาย บางทีอาจต้องค้นหาวิธีการใหม่เพื่อจูงใจให้ทำงานได้อย่างดีและเต็มประสิทธิภาพ

        และเล่มสุดท้าย In Praise of Wasting Time เราทำงาน อย่าปล่อยให้งานทำเรา เมื่อเวลาเป็นเงินเป็นทอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะใช้เวลาแต่ละวินาทีทำสิ่งต่างๆ โดยไม่ปล่อยเวลาผ่านเลยไปอย่างไร้ความหมาย แล้วจะผิดบาปไหม หากเราจะหยุดพัก นั่งนิ่งๆ แล้วปล่อยใจให้หลุดลอยไปกับความว่างเปล่าโดยไม่สนใจว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ หาคำตอบได้ในหนังสือเล่มนี้

        Work Series เป็นชุดหนังสือที่เหมาะสำหรับทุกคนที่เวียนว่ายอยู่ในวังวนของการงาน ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง ลูกน้อง หรือนายของตัวเอง นี่คือโอกาสที่เราจะได้กู้คืนความเป็นมนุษย์ สร้างสรรค์สภาพแวดล้อมการทำงานที่เปี่ยมความหมายและได้ประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างสมดุลระหว่างการงานและการใช้ชีวิตในโลกยุค 4.0 ก่อนที่จะถูกงานที่ทำอยู่เล่นงานและรุมทำร้ายจนไม่เหลือชิ้นดี

 

งานหนังสือ

GRIT สิ่งที่ต้องมี เมื่อคุณไม่มีแต้มต่อในชีวิต

ผู้เขียน: Angela Duckworth ผู้แปล: จารุจรรย์ คงมีสุข

จำนวนหน้า: 367 หน้า ราคาปก: 340 บาท (ปกอ่อน)

สำนักพิมพ์: วีเลิร์น พิกัด: W06

 

“คนที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาดของสติปัญญาหรอกนะ แต่ขึ้นอยู่กับ GRIT ต่างหาก”

 

        เราต่างมีชีวิตอยู่ท่ามกลางยุคสมัยแห่งการแสวงหาและเฉลิมฉลองความสำเร็จ ทำให้คนในปัจจุบันต่างต้องการประสบความสำเร็จอย่างเร็วที่สุด ถ้าไม่ใช่ความเก่งกาจ ความฉลาด พรสวรรค์ หรือความเฉียบแหลมของสติปัญญาอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ แล้วอะไรคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราปักธงอยู่บนยอดเขาแห่งความสำเร็จและยืนบนจุดนั้นได้อย่างภาคภูมิใจ 

        ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เธออ้างอิงข้อมูลจากผลการศึกษาวิจัย โดยบอกไว้อย่างชัดเจนว่าสิ่งสำคัญนั้นคือ GRIT หรือหมายถึง passion and perseverance for very long-term goals ซึ่งก็คือความรักหรือความลุ่มหลงในสิ่งที่ทำและความมุ่งมั่นบากบั่นเพื่อไปสู่เป้าหมายในระยะยาว แต่ GRIT เกี่ยวข้องกับความสำเร็จได้อย่างไร

        ในชีวิตจริง ย่อมไม่มีอะไรการันตีว่าคนเรียนเก่งได้เกรด A จะประสบความสำเร็จมากไปกว่าคนเรียนตกได้ F เพราะความสำเร็จจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนนั้นมีความอดทนและตั้งใจจริงมากพอในความพยายามทำสิ่งต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ต่างจากนักกีฬาที่ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักเป็นเวลานาน โดนไม่ย่อท้อต่ออุปสรรรคและความยากลำบาก

        เนื้อหาของหนังสือเริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักกับ GRIT อย่างลึกซึ้ง จากหลักคิดและกรณีศึกษาที่ใช้พัฒนามาตรวัด GRIT ซึ่งประกอบด้วยประโยคสั้นๆ 10 ข้อ เพื่อใช้ประเมินตัวเองว่ามี GRIT มากน้อยแค่ไหน ก่อนที่จะนำไปสู่แนวทางการสร้าง GRIT ให้เกิดขึ้นในชีวิตจริง

        ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือความเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดของผู้เขียนที่สามารถสรุปและประยุกต์ผลการศึกษาให้กลายเป็นแนวคิดและทฤษฎีที่ทุกคนนำไปปรับใช้ได้เพื่อมองหาแต้มต่อที่จะนำพาความสำเร็จที่ยั่งยืนมาให้ นี่คือสิ่งที่ทำให้ GRIT กลายเป็นหนังสือขายดีระดับโลกมาจนถึงตอนนี้

 

งานหนังสือ

Japonisme อิคิไก การอาบป่า วะบิซะบิ และอื่นๆ

ผู้เขียน: Erin Niimi Longhurst ผู้แปล: ณัฐพงศ์ ไชยวานิชย์ผล

จำนวนหน้า: 288 หน้า ราคาปก: 490 บาท (ปกแข็ง)

สำนักพิมพ์: Broccoli Book พิกัด: T06

 

“แน่นอนว่าต้องเกิดรอยช้ำหรือรอยขีดข่วนบ้างระหว่างทาง แต่นั่นเป็นสิ่งที่จะสร้างตัวเรา การเฉลิมฉลองให้รอยแผลเป็นเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่าเรามาไกลแค่ไหนแล้ว”

 

        ญี่ปุ่นกับไทยมีสัมพันธไมตรีมายาวนานมากกว่า 130 ปี แต่คงไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่รับเอาวัฒนธรรมจากแดนอาทิตย์อุทัยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างแน่นอน ขึ้นชื่อว่าญี่ปุ่น เอกลักษณ์ของประเทศนี้ครองใจคนทั่วโลกมาแล้วอย่างยาวนาน ทั้งอาหารการกิน ศิลปวัฒนธรรม ภาษา รวมไปถึงการใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผน และแนวคิดต่างๆ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องใกล้ตัวเพื่อสร้างความสุขและความพึงพอใจในชีวิตได้ด้วยตัวเอง

        ขนาดโลกตะวันตกในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก็ไม่อาจต้านทานต่อสุนทรียะของญี่ปุ่นได้ กลายเป็นความตื่นตัวอย่างเต็มใจและชื่นชม จนทำให้เกิดคำใหม่ในภาษาฝรั่งเศสที่เรียกว่า Japonisme (อ่านว่า ฌาโปนิสม์ หรือ ฌาโปนิสเมอ) เพื่อใช้อธิบายความนิยม ความหลงใหล ความคลั่งไคล้ที่มีต่อศิลปะ ปรัชญา และวัฒนธรรมญี่ปุ่น จวบจนปัจจุบันความเป็นญี่ปุ่นยังคงเป็นภาพแทนความสุขอันเรียบง่ายไม่เปลี่ยนแปลง

        ใจความสำคัญของหนังสือจะบอกเล่าแง่มุมงดงามในปรัชญาการใช้ชีวิตแบบญี่ปุ่นที่ทุกคนสามารถนำมาปรับใช้ได้จริงในทุกๆ ขณะ ซึ่งจะช่วยให้เราได้เรียนรู้ ทบทวน และใคร่ครวญต่อตัวเอง ด้วยการทำนุบำรุง kokoro อันหมายถึงหัวใจ สมอง จิตวิญญาณ โดยไม่ลืมที่จะดูแลรักษา karada หรือร่างกายของเราไปพร้อมกัน รวมถึง shukanka ซึ่งก็คือการสร้างลักษณะนิสัยที่ดีและมีคุณค่า

 

งานหนังสือ

Say Hi until Goodbye

ผู้เขียน: Tum Ulit

จำนวนหน้า: 288 หน้า ราคาปก: 329 บาท (ปกอ่อน)

สำนักพิมพ์: KOOB พิกัด: P02

 

“ . . . ”

 

        ลายเส้นเรียบง่ายที่แสนจะธรรมดา แต่มองดูทีไรก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจและความถ่อมตน เมื่อภาพวาดแต่ละภาพถูกร้อยเรียงเป็นเรื่องราวลึกซึ้งเพื่อสื่อแสดงฉากชีวิตจริงของคนเราได้อย่างแยบคาย ภาพเหล่านั้นทั้งกัดและกินเข้าไปในใจ บางภาพชวนให้ยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก บางภาพชวนให้หัวเราะร่า บางภาพทำให้รู้สึกสุขและสงบ บางภาพเรียกน้ำตาให้ไหลออกมาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ภาพวาดหนึ่งภาพจึงไม่เพียงแทนคำพูดได้นับพัน แต่ยังสื่อความรู้สึกได้นับไม่ถ้วน ทั้งหมดนี้คือพลังของภาพวาด ซึ่งเป็นผลงานของ ตั้ม อุลิตร ศิลปินไทยที่มีคนติดตามอยู่ทั่วโลก

        เขามักจะหยิบยกเหตุการณ์ทั่วไปในชีวิตประจำวันมานำเสนอใหม่โดยไม่ใช้ภาษาหรือคำพูดใดๆ แต่ด้วยมุมมองที่แตกต่างและความสามารถในการเล่าเรื่องผ่านภาพ ทำให้ผลงานของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกบางอย่างเสมอ ภายในหนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมภาพจากการคัดสรรผลงานเดิมที่เคยสร้างทั้งความประทับใจและสะเทือนใจให้ใครต่อใครมาแล้ว พร้อมกับผลงานสร้างสรรค์ใหม่ซึ่งยังไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน

        เปิดหนังสือเล่มนี้แล้วกล่าวทักทายให้กับความหมายของการได้พบเจอ ความจริงที่เห็นและเป็นอยู่รอบตัวในปัจจุบัน และการเปิดกว้างให้ใช้ความคิดได้อย่างอิสระ ก่อนที่จะต้องกล่าวลาในท้ายที่สุด และเมื่อถึงตอนนั้น แรงสั่นสะเทือนในใจจะทำให้เรารู้สึกถึงกันและกันมากกว่าครั้งไหนๆ

 

งานหนังสือ

วาระสุดท้าย: คู่มือสบตาความตายอย่างอบอุ่นและซื่อตรง

ผู้เขียน: Sallie Tisdale ผู้แปล: ดลพร รุจิรวงศ์

จำนวนหน้า: 288 หน้า ราคาปก: 295 บาท (ปกอ่อน)

สำนักพิมพ์: bookscape พิกัด: F05

 

“ฉันพูดถึงความตายได้อย่างสบายใจ แม้กระทั่งความตายของตัวเอง แต่เส้นทางที่พาฉันมาถึงวันนี้ได้นั้น ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ”

 

        บ่อยครั้งที่เราต่างเกรงกลัว เบือนหน้าหนี ปิดหู ไม่เอ่ยถาม ไม่อยากรับรู้เรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับความตายโดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องของคนใกล้ชิดหรือแม้กระทั่งตัวเอง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ เมื่อความตายถูกมองเป็นเรื่องเลวร้ายและอัปมงคลที่ไม่ควรพูดถึงก็ยิ่งทำให้คนส่วนใหญ่ห่างเหินกับความตาย และปฏิบัติต่อมันราวกับว่าเป็นส่วนเกินของชีวิต พยายามตัดทิ้งไปจากความคิดก็เป็นอันจบกัน โดยหลงลืมไปว่าความตายคือจุดสิ้นสุดของชีวิตที่เราทุกคนต้องพบเจอ

        ผู้เขียนได้กลั่นกรองประสบการณ์ที่เธอคลุกคลีกับความตายมาหลายสิบปี จากการเป็นพยาบาลดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ประกอบกับความสนใจส่วนตัวในการศึกษาหลักศาสนาพุทธนิกายเซน จนเกิดเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับคนที่อยู่และคนที่กำลังจะจากไปเพื่อร่วมกันพินิจความตายอย่างรอบด้าน

        หากความตายคือการออกเดินทางสู่จุดหมายสุดท้ายของชีวิต หนังสือเล่มนี้จะทำหน้าที่เป็นทั้งแผนที่อันซื่อตรงและเป็นคู่มืออันอ่อนโยน ที่คอยย้ำเตือนความจริงของการมีชีวิตว่าความตายคือสิ่งเที่ยงแท้ และเราล้วนเป็นว่าที่ศพในอนาคต เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทุกคนหันมาสบตากับความตายอย่างเข้าใจ ทำวาระสุดท้ายให้มีความหมาย และเมื่อวาระนั้นมาถึงเราจะออกเดินทางไปไกลแสนไกลได้อย่างมั่นคงและหมดห่วง

 


Book Expo Thailand 2019

        งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-13 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00–21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพค เมืองทองธานี รายละเอียดเพิ่มเติม https://pubat.or.th

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา