เกษตรศาสตร์ บางเขน | คืนสู่เหย้า รับรู้ช่วงชีวิตอันสวยงามและเจ็บปวดของบอลยอด ‘หนังพาไป’

“คนสองคนลงขันกันคนละ 100 บาท ทำหนังสั้นขึ้นมาหนึ่งเรื่อง และพวกเขาก็สนุกกับมัน…”

ไม่มีใครล่วงรู้ว่าหนังสั้นเรื่อง กลางวันแสกๆ ผลงานความสนุกที่เกิดขึ้นจากความอยากและความสนใจร่วมของ ‘บอล’ – ทายาท เดชเสถียร และ ‘ยอด’ – พิศาล แสงจันทร์ เมื่อครั้งยังเป็นนิสิตในรั้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จะพาเขาทั้งสองให้ออกเดินทางไปไกลเกินกว่าที่คิดฝัน ณ จุดหมายปลายทางในต่างแดน จนเกิดเป็นรายการสารคดีบันทึกการเดินทางที่มีชื่อว่า หนังพาไป

     ทุกสิ่งอย่างล้วนมีจุดเริ่มต้น ทุกจุดหมายย่อมมีระยะทางทอดยาวไปหา

     ก้าวแรกของพวกเขาเริ่มที่นี่… ภายใต้ร่มเงาของต้นนนทรีในวันวาน ที่ซึ่งประสบการณ์และความทรงจำก่อเกิด ที่ซึ่งชีวิตเด็กหอกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเรียนรู้และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะตลอดสี่ปีของการเป็นนิสิต เขาทั้งสองคนโอบกอดต้นไม้นี้ไว้ด้วยความรัก ดูแลด้วยหัวใจ รอคอยและเฝ้าดูวันที่ดอกนนทรีสีเหลืองบานพรูเต็มต้น ก่อนจะร่วงหล่นคืนสู่ผืนดิน ทุกอย่างดำเนินไปตามจังหวะของเวลาที่เหมาะสม มีพบย่อมมีจาก มีเกิดขึ้นย่อมมีเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งเหล่านี้สร้างความหมายให้กับชีวิตได้เสมอ เขาทั้งสองน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดีไม่น้อยไปกว่าใคร

     หลังจากสำเร็จการศึกษา ในวันที่ชีวิตเริ่มต้นบทใหม่ พวกเขายืนยันกับตัวเองและเลือกลงหลักปักฐานใช้ชีวิตต่อไปในละแวกใกล้เคียง ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน จนถึงวันนี้ (เรื่อยไปถึงอนาคต) เป็นเรื่องน่าคิดเหมือนกันว่าอะไรคือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจแบบนั้น

     อาจไม่ใช่สัจธรรมที่จริงแท้ แต่เรากลับเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าใครก็ตามเมื่อต้องออกเดินทางไปไกลแค่ไหน ท้ายที่สุดทุกคนต้องกลับบ้าน บ้านที่ไม่ได้ยึดโยงด้วยโครงสร้างแต่หมายถึงสถานที่เคล้าความรู้สึกผูกพัน และเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวแห่งชีวิตที่เราสร้างขึ้นและเก็บฝังไว้ในใจเสมอมา หรือนี่คือเหตุผลนั้น

     ถ้า ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน เปรียบดั่งบ้านในความหมายนี้จริง การหวนคืนสู่เหย้าครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้พวกเขาได้ทบทวนเรื่องราวในความทรงจำอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ทำให้เราในฐานะผู้ติดตามได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากบทเรียนชีวิตในวัยวานของเขาทั้งสองคน

 

เกษตรศาสตร์

 

     เช้าวันอังคาร เราฝ่ารถติดและการจราจรอันวุ่นวายเพื่อเดินทางมายังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ให้ทันนัดเวลา 11 โมงตรง เราถึงที่หมายอย่างเฉียดฉิว และยืนรอบริเวณประตู 1 ถนนงามวงศ์วาน ไม่นานบอลและยอดเดินเข้ามาทักทายก่อนจะชวนเดินเท้าไปเยือนสถานที่ทั้ง 5 แห่ง

     “พวกเราเรียนที่นี่ ตอนจบก็ยังเลือกใช้ชีวิตอยู่แถวนี้ สถานที่ที่เลือกมาไม่ใช่ที่ท่องเที่ยว แต่ในฐานะคนที่ใช้ชีวิตอยู่ย่านนี้ การมีสถานที่เหล่านี้อยู่ใกล้ตัวมันทำให้รู้สึกอุ่นใจ มีความสุข มันคือที่ที่ให้เราได้ใช้ชีวิต” บอลเกริ่นขึ้นพลางเดินนำทางไปยังที่แรก นั่นคือ ตลาดนัดกรมวิชาการเกษตร อยู่ตรงข้ามคณะวนศาสตร์

     บทสนทนาเริ่มต้นขึ้นระหว่างทางท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์จากรถที่แล่นผ่าน ถ้าเปรียบเทียบระหว่างตอนที่ยังเป็นนิสิตกับตอนนี้เกษตรศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

     “ย้อนกลับไป 20 ปีสมัยที่ยังเรียนอยู่ บรรยากาศจะเงียบกว่านี้ ต้นไม้เยอะกว่านี้ แม้จะเป็นเกษตรฯ แต่ก็ตัดต้นไม้ออกไปเยอะ ตึกยังไม่เยอะขนาดนี้ คนก็ไม่เยอะขนาดนี้ ถึงตอนนี้มันก็เปลี่ยนไปตามยุค” สิ้นสุดเสียงบอล ยอดก็พูดเสริมขึ้นทันที “สมัยก่อนเด็กใช้จักรยาน แต่เดี๋ยวนี้เด็กรวยขึ้น ขับรถมาเรียน เมื่อก่อนจะมีรถได้ต้องรวยมาก (เน้นเสียง) ยังเป็นค่านิยมเกลียดคนรวยอยู่ (หัวเราะ) แต่ตอนนี้เด็กหลายคนขับรถมาเรียนเป็นปกติ”

     แล้วตลาดนัดในเกษตรศาสตร์ล่ะ เปลี่ยนแปลงมากน้อยขนาดไหน

     “สมัยก่อนมีเฉพาะวันหวยออก แต่เดี๋ยวนี้มีทุกวัน เปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ กระจายอยู่ทั่วเกษตรฯ แต่คนขายก็ยังหน้าเดิมนะ เห็นซ้ำๆ แค่เปลี่ยนวันและสถานที่ ตลาดนัดคือเสน่ห์ของที่นี่ คนนอกอาจจะยังไม่ค่อยรู้ แต่คนย่านนี้รู้ว่ามันมี 5 วัน 5 ที่ เล็กใหญ่ต่างกันไป อย่างวันนี้ (วันอังคาร) เป็นตลาดขนาดกลาง แต่ถ้าวันศุกร์ จะเป็นตลาดนัดกรมประมง ที่ใหญ่มาก ใครๆ ก็มาเดิน” บอลตอบ

 

เกษตรศาสตร์

 

     ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 5 นาที ก็ถึงตลาดนัดกรมวิชาการเกษตร มองด้วยสายตา ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงเวลาพักกลางวัน แต่จำนวนคนเดินตลาดหนาตากว่าที่เราคิดไว้ ภายในแบ่งเป็นสองส่วนชัดเจน คือส่วนขายอาหารปรุงสำเร็จและผลผลิตทางการเกษตร และส่วนขายเสื้อผ้าของใช้อื่นๆ เท่าที่สังเกต คนส่วนใหญ่ที่มาเดินก็ไม่ใช่นิสิต

     “นิสิตตื่นสาย (หัวเราะ) ตอนเราเรียนก็ไม่เคยตื่นมาเดินทันกับเขาหรอก ส่วนใหญ่เป็นบุคลากร พนักงาน ข้าราชการ และคนทั่วไปในละแวกนี้มากกว่า ยิ่งตอนเที่ยงแทบไม่มีที่เดินเลย เพราะทุกหน่วยงานจะมาเดินกัน” บอลอธิบาย

     ทั้งสองคนเดินซื้อขนมและกับข้าวเพื่อเก็บไว้กินเป็นมื้อเย็น ยอดตั้งใจซื้อขนมเบื้อง 20 บาท แต่แม่ค้าขายเป็นชุด ชุดละ 25 บาท หมายความว่าถ้ามีเพียง 20 บาท ก็ซื้อขนมร้านนี้ไม่ได้ เขาเลยประท้วงด้วยการไม่ซื้อซะเลย

     “ไม่กง ไม่กินมันแล้ว เอาจริงๆ ของที่ขายในตลาดราคาแพง เพราะเป็นตลาดนัดสำหรับบุคลากร อย่างแรกที่เห็นการเปลี่ยนแปลงคือของในเกษตรฯ แพงขึ้นเยอะ ไม่รู้ว่าเพราะค่าเช่าที่แพงขึ้นหรือเปล่า อีกความพิเศษคือเวลาย้ายที่ไปเรื่อยๆ เราจะรู้สึกว่าใหม่ ทั้งๆ ที่บางร้านก็เป็นร้านเดิมนั่นแหละ บางทีวันนี้ที่นี่ขาย 20 วันอื่นขายที่อื่น 25 ก็มี” ยอดกล่าวด้วยสงสัย ทำให้บอลตั้งข้อสงสัยร่วมด้วย “แล้วเพิ่งสังเกตเห็นว่า บางคนที่มาเดินตลาดนัดตอน 11 โมงนี่ เขาเป็นข้าราชการ ที่ยังต้องทำงานอยู่ ซึ่งยังไม่ถึงเวลาพักเที่ยงของเขาเลยไม่ใช่เหรอ”

 

เกษตรศาสตร์

 

     หลังจากเดินตลาดนัดเสร็จ พวกเขาชวนเรามานั่งพักคุยกันต่อบริเวณม้าหินข้างๆ

     ทำไมคุณทั้งสองคนเลือกมาเรียนที่นี่—เราเปิดบทสนทนาขึ้นอีกครั้ง

     ยอดเล่าว่า “ตอนเอนทรานซ์เลือกเกษตรฯ ไว้อันดับสี่ (หัวเราะ) แต่บอลเลือกไว้อันดับหนึ่ง บอลเคยเล่าให้ฟังว่า ตอนมัธยมมาเที่ยวเกษตรแฟร์ แล้วรู้สึกหลงรักที่นี่ทันที มีป่า มีจักรยาน บรรยากาศภูธร บ้านๆ” บอลอธิบายต่อ “มันคือ บุญชู เราเลือกมหา’ลัยก่อนเลือกคณะอีก แล้วค่อยมาดูว่าที่นี่มีอะไรน่าเรียน ตอนเข้ามาเรียน ได้อยู่หอใน เห็นรุ่นพี่ออกไปแทงปลา สอยมะพร้าว ในยุคนั้นเราว่ามันให้ความรู้สึกสบาย ชอบภาพโรแมนติกเหล่านี้”

     “จริงๆ มันไม่ใช่ บุญชู แต่มันคือละครเรื่อง น้ำใสใจจริง” ยอดแย้งขึ้น

     “เออ ใช่ เป็นเรื่องเด็กที่เอนท์ฯ ติด แล้วต้องไปอยู่มหา’ลัยที่บ้านนอกมาก ตั้งแต่เรียนเกษตรฯ รู้สึกว่าได้เกือบครบหมดเหมือนในละครเลยนะ ที่นี่วันรับน้องหอในจะมีจับคู่เดตหอชายหอหญิง คืนนั้นมีเต้นลีลาศด้วย เป็นธรรมเนียมสมัยก่อน หอชายจะแต่งเป็นกองขันหมาก ไปสู่ขอผู้หญิงให้มาเป็นเพื่อนกันตลอดปี 4 ซึ่งเราฟินมาก ได้ทำกิจกรรมครบ” บอลพรั่งพรูความทรงจำออกมา

     “สมัยอยู่หอในมีความสุขมาก คือเราไม่เน้นเรียน (หัวเราะ)” ยอดแซว

     “ใช่” บอลตอบรับ “บางทีพวกแสบๆ หน่อย ก็จะซื้อเหล้าไปกินกันบนดาดฟ้า อาจารย์ไม่รู้ (หัวเราะ) เมาก็โยนขวดลงมา เลวไหมล่ะ ดีไม่โดนใคร”

     แล้วคุณทั้งสองคนรู้จักกันได้อย่างไร

     “ผ่านชมรม เราอยู่ชมรมเดียวกันชื่อ ค่ายสร้างสรรค์เยาวชน ซึ่งเราจะเน้นทำค่ายความคิด ไม่ค่อยได้ไปสร้างสิ่งก่อสร้างเท่าไร” ยอดเกริ่นก่อนบอลจะเสริมว่า “รู้จักกันที่นี่ ทำชมรมด้วยกันเรื่อยมา จนคิดเริ่มทำหนังสั้นในชมรม ยุคนั้นหนังสั้นเป็นเรื่องไกลตัวมาก แต่รู้สึกว่าอยากทำเลยชวนเพื่อนๆ พี่ๆ ในชมรม สุดท้ายเหลือแต่ยอดที่สนใจทำหนังเหมือนกัน”

 

เกษตรศาสตร์

 

     ความรู้สึกตอนทำหนังเรื่องแรกเป็นอย่างไรบ้าง เล่าให้ฟังหน่อย

     “หนังสั้นเรื่องแรกชื่อ เหรียญบาท จากบทประพันธ์ที่รุ่นพี่เคยเขียนเอาไว้ มีเด็กสองคนเป็นเพื่อนกัน วันหนึ่งเจอเหรียญบาทตกอยู่ แล้วความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนไป สุดท้ายแก้ปัญหาได้ เรื่องก็เท่านี้แหละ แต่ระหว่างทำมันสนุกมาก ได้ลองผิดลองถูกหลายอย่าง” บอลเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น 

     “แล้วตอนนั้นมีโครงการประกวดหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทยพอดี ใจอยากทำหนังสั้นอยู่แล้ว เรียนวิศวกรรมแต่กลับไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นได้เท่ากับตอนตัดสินใจทำหนัง พอมีงานประกวดก็เหมือนเป็นโอกาสให้เราได้ลงมือทำ จากที่เคยแต่อ่านบทในกระดาษ การทำหนังมันคือการเอาภาพในหัวออกมาทำให้คนอื่นเห็นเป็นภาพเดียวกัน เรารู้สึกว่าการทำหนังทำสื่อ มันมหัศจรรย์มาก จากนั้นเลยหลงเสน่ห์และทำมาทางนี้ตลอด”

     ดังนั้น สถานที่ที่คุณจะพาเราไปย้อนความหลังอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับหนัง แต่เป็นที่ที่คุณใช้ตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงวันนี้ก็ยังคงใช้อยู่

     “ใช่เลย ที่ที่เลือกเป็นสถานที่ที่ใช้ประจำในวัยที่ทำงานแล้วและใช้ชีวิตอยู่ในย่านนี้ แต่ตลาดนัดตอนเป็นนิสิตจะไม่ได้ใช้ เพราะเรามักกินข้าวโรงอาหารมากกว่า” บอลตอบ

     ยอดพูดต่อ “ข้อดีของเกษตรฯ คือมีครบ ข้าวราคาถูก สวนสาธารณะ ไปรษณีย์ ธนาคาร มีพร้อมหมด เหมือนเป็นชุมชนย่อมๆ เราไม่เคยอยู่ที่อื่นเพราะไม่ชอบรถติด เคยเดินทางแล้วรถติด รู้สึกว่าเสียเวลามาก เอาเวลาไปวิ่งหรือทำอย่างอื่นดีกว่า”

     บอลพูดเสริมต่อ “ตอนเย็นๆ หลังทำงานกันเสร็จ แล้วอยากออกกำลังกาย แค่เดินข้ามสะพานลอยก็ถึงแล้ว แต่ตอนเดินออกจากซอยมา เราจะเห็นว่าคนใช้เวลาอยู่บนรถที่จอดติดบนถนนเต็มไปหมดเลย น่าเห็นใจนะ เกษตรฯ จึงเป็นทำเลที่ดีที่สุดสำหรับเรา ถ้าใครอยากปลูกบ้านหรืออยู่อาศัยให้อยู่ใกล้มหา’ลัยไว้ เพราะมีครบ จะไปหาแบบนี้ได้ที่ไหน ต้องไปอยู่จตุจักร ต้องไปซื้อคอนโดฯ แพงๆ หรอ ก็อาจจะไม่ครบเท่า”

     ก็จริงอย่างที่เขาทั้งสองกล่าว มหาวิทยาลัยเปรียบได้กับเมืองย่อมๆ ที่มีทุกอย่างครบถ้วน มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตครอบคลุมทุกความต้องการ แต่ปัญหาคือในกรุงเทพฯ ยังขาดแคลนพื้นที่ลักษณะนี้ เพราะขนาดมหาวิทยาลัยในเขตเมืองที่มีครบสมบูรณ์จริงๆ ก็มีเพียงไม่กี่แห่ง

     “มันฟ้องชัดเจนว่าการออกแบบผังเมืองของกรุงเทพฯ นั้นห่วยมาก ไม่ได้ออกแบบเมืองไว้ตั้งแต่ต้น เพราะว่าในชุมชนหนึ่งๆ ควรมีครบทั้งพื้นที่ออกกำลังกายหรือพักผ่อน โรงเรียน โรงพยาบาล โรงอาหาร ต่างจากสิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ที่ออกแบบเมืองดีมาก”

     ยอดเปรียบเทียบก่อนที่บอลจะอธิบายเพิ่ม “อย่างสิงคโปร์ เขาแบ่งเมืองเป็นยูนิตๆ แต่ละยูนิตต้องมีครบทุกอย่าง แทบไม่ต้องข้ามยูนิตเพื่อไปโรงเรียน หรือโรงพยาบาล แต่กรุงเทพฯ ไม่เป็นแบบนั้น คนต้องวิ่งพล่านไปทั่ว เกิดการเดินทางที่ไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่ควรจัดให้แต่ละยูนิตมีครบ จะข้ามยูนิตก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ มหา’ลัยก็คือยูนิตหนึ่งที่มีครบ แล้วในกรุงเทพฯ ก็มีไม่กี่มหา’ลัยที่เป็นแบบนี้ การอยู่ใกล้เกษตรฯ จึงสะดวกมาก”

 

เกษตรศาสตร์

 

     เมื่อพูดจบบอลมองดูนาฬิกาใกล้เวลาเที่ยงครึ่งแล้ว เขานำเราออกเดินไปยัง สำนักหอสมุด หรือที่เขาเรียกติดปากว่า ห้องสมุด เพราะจวนเวลานัดหมายกับเจ้าหน้าที่ แต่ใช้เวลาเดินเท้าไม่นานก็ถึงที่หมาย ระหว่างทางก่อนถึงทางเข้ามีรูปปั้นพระพิรุณทรงนาค ซึ่งรายล้อมไปด้วยรูปปั้นม้าลายและไก่ชนหลากขนาดที่มีคนนำมาวางไว้

     “แต่ก่อนเป็นแค่รูปปั้นจริงๆ นะ อยู่ๆ ความศักดิ์สิทธิ์มาเกิดขึ้นตอนไหนก็ไม่รู้ สมัยเราไม่มีใครมาไหว้อะไรแบบนี้” บอลพูดพลางเดินเข้าห้องสมุดก่อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “นี่คือหอสมุดกลาง เมื่อก่อนเป็นตึกเดี่ยวธรรมดา สมัยเรียนชอบมาขลุกอยู่ที่นี่ แต่ตอนนี้ขยายใหญ่โต มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เกษตรฯ เริ่มเก็บเงินบุคคลภายนอก ครั้งละ 20 บาท ตอนนั้นเราพบว่าที่นี่คือที่ที่เรารัก แต่เราเข้ามาไม่ได้อีกแล้ว เพราะบางครั้งก็แค่อยากเข้ามาดูหนังสือนิดหน่อยเท่านั้น ตัวเรากับห้องสมุดจึงถึงจุดที่ต้องห่างกันไป ต่อมาห้องสมุดก็เปลี่ยนวิธีคิด ค่อยๆ ปรับเข้าหาผู้ใช้บริการมากขึ้น เปิดพื้นที่ใหม่เป็นห้องสมุดเพื่อชีวิตและประชาชน Eco-Library เข้าได้ฟรี มีหนังสือดีๆ เยอะ มีมุมนั่งอ่าน นั่งทำงานได้ตามสบาย มีมุมหนังสือเด็ก แค่สามส่วนนี้ก็เพียงพอสำหรับคนในย่านนี้ พอรู้ก็มาบ่อยขึ้น รู้สึกดีที่มีห้องสมุดดีๆ ใกล้บ้าน”

 

เกษตรศาสตร์

 

     เมื่อบอลพูดจบ ‘เม’ – หทัยรัตน์ ศรีสุถะ นักประชาสัมพันธ์ที่เขานัดไว้ก็เดินเข้ามาทักทาย พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติม “ถ้าอยากยืมกลับต้องสมัครสมาชิก ปีละ 200 บาท เงินส่วนนี้จะนำไปซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดชุมชน หรือให้ตามโรงเรียนที่ต้องการ ส่วนห้องสมุดวิชาการก็จะเสียค่าเข้าตามปกติ 20 บาท นอกจากนี้ยังมีมุมหนังสือสัจจะการยืม ที่ยืมกลับบ้านได้เลยเพียงแค่เซ็นชื่อไว้ เวลาคืนค่อยมาลงชื่อคืน”

     “แต่ก่อนมีมุมเติมออกซิเจนด้วยนะ” บอลเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอีกครั้ง ทำเอาเราอยากรู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร

     “ตอนนี้ไม่มีแล้ว มันเป็นตู้สำหรับคนที่อ่านหนังสือแล้วมึนๆ ง่วงๆ รู้สึกออกซิเจนน้อย ก็เข้าไปเติมได้ แล้วกลับมานั่งอ่านต่อ ซึ่งก็หลับอยู่ดี เพราะสบายเกิน (หัวเราะ)” เจ้าหน้าที่อธิบาย

     “ที่นี่มีเลี้ยงข้าวฟรีด้วยนะ ดีกว่าเติมออกซิเจนอีก” ยอดพูดขึ้น เจ้าหน้าที่อธิบายต่อ “มีข้าว ขนม นม ให้เด็กๆ ที่มาอ่านหนังสือช่วงสอบ ประมาณสองสามทุ่มจะมีเสียงประกาศ ‘หิวกันหรือยังคะ…’ บางครั้งแค่ได้ยินเสียงติ๊งหน่อง ยังไม่ทันได้ประกาศเมนูเลย เด็กก็ลุกมาแล้ว”

     “สมัยเรียนไม่มีแบบนี้ ทุกอย่างเจริญขึ้น ดีขึ้นทันทีที่เราเรียนจบออกไป แต่ยุคนี้เกษตรฯ ทำที่อ่านหนังสือเต็มไปหมด อย่างโรงอาหารกลางที่เราจะไปกินข้าวกัน ช่วงสอบจะเก็บโต๊ะเข้าไปให้เหลือพื้นที่ครึ่งหนึ่ง แล้วปูพื้น เปิดแอร์ไว้ให้อ่านหนังสือได้” บอลบอกก่อนที่ยอดจะเสริม “แต่สมัยก่อนคนนิยมไปอ่านใต้ตึกคณะมากกว่า เช่น คณะวิศวกรรมจะมีคนมาอ่านกันเยอะ เราก็ขนเอาพัดลมไปเปิด เอายากันยุงไปจุด”

     จากนั้นเขาทั้งสองพาเราเดินไปยังโรงอาหารกลางซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่า บาร์ใหม่ แต่ก่อนถึงที่หมาย ยอดก็พูดขึ้นว่า “เดี๋ยวจะเดินผ่าน loving way เป็นตำนานสมัยเรียน ไม่รู้จริงหรือเปล่า ใครก็ตามขี่จักรยานแล้วพาคู่ซ้อนท้ายมาด้วย จะรักกัน”

 

เกษตรศาสตร์

 

     “เมื่อก่อนสองข้างทางมีต้นสนประกบข้าง เป็นดงต้นสนก็ว่าได้ ทำให้ทางดูเปลี่ยว ดูโรแมนติก แต่เราไม่เคยได้ยินตำนานนี้นะ ไม่รู้ยอดคิดเองหรือเปล่า” บอลตัดจบตำนานรักของยอด และเปลี่ยนมาพูดเรื่องโรงอาหารกลางแทน

     “ไม่รู้เหมือนกันว่าชื่อบาร์ใหม่ มีที่มาจากอะไร รู้แต่ว่าพอมีการสร้างโรงอาหารแห่งที่สอง คนก็เรียกว่า บาร์ใหม่กว่า (หัวเราะ) จำไว้เลยนะ เวลาตั้งชื่ออย่าใช้คำว่าใหม่ เพราะเมื่อมีสิ่งใหม่กว่า เราก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ต้องเรียกใหม่กว่า และถ้ามีการสร้างโรงอาหารใหม่ขึ้นอีก จะต้องเรียกว่าอะไร บาร์ใหม่กว่าใหม่กว่าหรอ”

     ยอดเสนอความคิดเห็นว่า “ใหม่สุด แต่อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นภาระของลูกหลานเลย” เมื่อถึงบาร์ใหม่ ทุกคนต่างแยกย้ายไปเลือกซื้ออาหาร เพื่อมานั่งกินด้วยกัน ร้านอาหารหลากประเภท หลายเมนู เยอะจนต้องใช้เวลาเดินดูนานพอควร

 

เกษตรศาสตร์

 

     “ที่นี่สะอาดขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก มีการจ้างคนคอยเก็บจานด้วย ราคาอาหารยังไม่แพงมาก ตอนเรียนปี 2542 ราคาข้าวจานละ 12 บาทเอง ตอนนี้ขึ้นมาจานละ 25 ถึง 30 บาท ก็ถือว่าถูกกว่าร้านข้างนอก ยอมรับว่าเกษตรฯ ทำระบบโรงอาหารดี โดยไม่ต้องเอาคนนอกมาบริหาร” ยอดพูดขณะมองไปรอบๆ

     “แต่ก็ไม่แน่นะในอนาคตต่อจากนี้” บอลแสดงความไม่มั่นใจก่อนพูดรำลึกความหลัง “สมัยก่อนตอนปี 1 ปี 2 ช่วงรับน้องหอใน รุ่นพี่จะไม่ให้มากินข้าวคนเดียว ต้องมากินข้าวกันทั้งรุ่น ในยุคนั้นช่วงเช้าและเย็นจะเห็นเด็กหอในนั่งกันเป็นแถวเต็มโต๊ะ เป็นความทรงจำโบร้านโบราณ (เน้นเสียง)”

     “เหมือนชีวิตถูกปกครองด้วยระบบทหาร ห้ามตั้งคำถาม” ยอดพูด

     แล้วตอนนั้นคุณตั้งคำถามกับเรื่องเหล่านี้ไหม—เราอยากรู้

     บอลตอบทันที “ตอนนั้นเราชอบ โรแมนติกเหมือนในละคร แต่พอโตถึงรู้สึกว่าทำไปได้ยังไงวะ ทำไมเราไม่ตั้งคำถามกับอะไรเลย ยอมรับคำสั่งทุกอย่าง”

     ยอดพูดต่อ “บอลเป็นคนแปลกมาก ไม่ตั้งคำถามกับเรื่องรับน้อง เพราะเขาชอบ เป็นประเพณี เขาชื่นชม ซึ่งคนส่วนใหญ่จะตั้งคำถามเรื่องนี้ แต่พอมหา’ลัยจะออกนอกระบบ บอลกลับตั้งคำถาม ต่างจากเด็กคนอื่นที่ไม่ตั้งคำถาม เพราะการออกนอกระบบทำให้ค่าเทอมเพิ่มขึ้น จากปณิธานที่มหา’ลัยต้องให้ความรู้เพื่อประเทศชาติก็เปลี่ยนไปทำเพื่อการค้า ตอนนั้นไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไร อาจเป็นเพราะมหา’ลัยปกครองด้วยระบบที่เข้มงวดมาก แต่บอลก็ไปเถียงกับอาจารย์ ประท้วงอธิการบดี ทำบอร์ดดำด้วย”

     “จริงๆ เกษตรฯ สมัยก่อนเป็นแดนสนธยานะ” บอลเปรียบเทียบ “เพราะกองกิจการนิสิตใช้ระบบเหมือนตำรวจสันติบาล เด็กเกษตรฯ จะนิ่งจะเฉยเพราะเขามีวิธีการจัดการนิสิตไม่ให้มีปากมีเสียงในทางลับ เพราะเราทำกิจกรรมสุ่มเสี่ยงบ่อยเลยรู้ ตอนเอาบอร์ดดำมาตั้งกลางโรงอาหาร ให้คนมาเขียนความคิดเห็นเรื่องออกนอกระบบ ยุคนั้นไม่มีโซเชียลเน็ตเวิร์กที่จะมาคุยกันได้ ก็มีคนมาเขียนความคิดเห็นแย้งกับผู้บริหารมหา’ลัย สรุปบอร์ดโดนยกออกไป มีการสืบหาตัวคนทำ เพื่อนคอยส่งข่าวให้ตลอดว่ามีคนมาถามหาเรา เลขประจำตัวอะไร อยู่คณะหรือเปล่า มันน่ากลัวนะ เรียนก็ต้องเรียน แล้วต้องมาคอยระวังตัวจากอำนาจมืดอีก

     “เกษตรฯ ก็อยู่กันมาแบบนี้แหละ สังเกตได้ว่าเด็กไม่เคยประท้วงอะไรเลย นอกจากสิ่งที่มหา’ลัยต้องการให้ประท้วง อย่างเรื่องทางด่วนหน้าเกษตรฯ อันนี้คือมหาวิทยาลัยต้องการ ก็จัดแจงทุกอย่างให้เด็กออกไป”

     “ต่างจากเด็กธรรมศาสตร์” ยอดเปรียบเทียบให้เห็นความชัดเจน “เด็กเกษตรฯ ยุคนั้น ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามต่อสังคมทั้งๆ ที่เป็นประเด็นเดียวกันด้วยซ้ำ” บอลพูดต่อ “อย่างเรื่องการแต่งตัว ธรรมศาสตร์ตั้งคำถามจนใส่ชุดธรรมดาไปเรียนได้ ธรรมศาสตร์เจ๋งตรงนี้ แต่เกษตรฯ ไม่มี ตอนนี้บางวิทยาเขตยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ มีติดป้ายชัดเจนว่าหากแต่งตัวไม่เรียบร้อยเจอที่ไหนจะโดนหักคะแนนทุกที่ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ของมหา’ลัย ที่จะมาควบคุมเรื่องแบบนี้”

     “สมัยก่อนใส่กางเกงยีนส์ได้ แต่เดี๋ยวนี้กลับถูกห้าม ประหลาดมาก กลายเป็นว่ายีนส์เท่ากับความไม่สุภาพ เป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ยอดยกตัวอย่าง

     “สมัยก่อนต้องสะพายย่าม” บอลพูดขึ้น “เป็นยุคดอกไม้บาน ยุคตั้งคำถามกับสังคม เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ก็เป็นไปตามยุคสมัย เพราะเด็กสมัยนี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในวิธีอื่น สื่อออนไลน์เปลี่ยนสังคมได้เร็วมากกว่า เมื่อก่อนเราพยายามใช้ย่ามกัน เป็นยุคสมัยที่ต้องแสดงออกผ่านตัวเรา กว่าจะมีคนเห็นเป็นร้อยๆ ไม่รู้ต้องใช้ย่ามนานกี่เดือน แต่ตอนนี้โพสต์เดียว ความคิดเราก็ไปถึงไหนต่อไหน”

     “ตอนค่ำๆ ที่นี่มีธุรกิจเถื่อนด้วยนะ” ยอดจุดประเด็นใหม่ “ตอนนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ต้องใช้โทรศัพท์หยอดเหรียญ มีเด็กเกษตรฯ ลักลอบดักสัญญาณโทรศัพท์ เครื่องที่เขาเอามาใช้เป็นโทรศัพท์เครื่องใหญ่ๆ รุ่นกระติกน้ำ แต่ต้องบอกก่อนว่าเด็กเกษตรฯ ส่วนมากมาจากต่างจังหวัด ค่าโทร.กลับบ้านแต่ละครั้งจึงแพงมาก แต่ที่นี่คิดนาทีละบาท มันเป็นบรรยากาศที่มีแต่เด็กบ้านนอกมาเพื่อโทร.กลับบ้าน เราก็เคยมาใช้บริการ (หัวเราะ) แต่มันผิดกฎหมาย จากนั้นไม่นานอาจารย์คงรู้ตัวคนทำ วันนั้นเรานอนอยู่ในหอ ได้ยินเสียงดังตึงตังจากชั้นบน สักพักพี่ที่เป็นหัวโจกเดินออกมา แล้วตำรวจก็พาตัวไป มันทำให้เราคิดเลยนะว่า ในเมื่อทำให้ถูกได้ แล้วค่าโทร.ที่แพงมีสาเหตุมาจากอะไร”

 

เกษตรศาสตร์

 

     ในตอนนั้น จริงอยู่ที่เด็กเกษตรฯ ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัดอย่างที่คุณบอก แต่ก็น่าจะมีเด็กที่อยู่ในกรุงเทพฯ มาเรียนด้วย

     “พวกเราเรียนรุ่นเดียวกันกับ จอย รินลณี และ นาวิน ต้าร์ เวลาเขามากินข้าวกับเพื่อนๆ จะมีแต่คนมอง เขาเด่นมาก ดูแล้วรู้เลยว่าคนนี้ต้องไม่ธรรมดา มีออร่า เพราะว่ามาตรฐานเด็กเกษตร คือ อ.ต.ล.ด.หย. คือ อ้วน เตี้ย ล่ำ ดำ หัวหยิก” ยอดพูดจบพร้อมกับเสียงหัวเราะปล่อยให้บอลพูดต่อ “นี่คือภาพลักษณ์เด็กเกษตรฯ ในยุคนั้น ที่เด็กหอในใช้เรียกกันเอง แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว”

 

     ทุกคนกินข้าวกลางวันเสร็จแล้ว แต่แดดช่วงบ่ายต้นๆ ยังร้อนเกินไปสำหรับการออกเดินกลางแจ้ง พวกเขาจึงชวนเรานั่งคุยต่อ เพื่อรอให้แดดร่มกว่านี้

     “ที่ต่อไปที่เราจะเดินไปคือสนามกีฬา แต่ก่อนเปิดให้คนทั่วไปเข้าไปวิ่งฟรีนะ แต่ตอนนี้เก็บ 20 บาท คนก็ค่อยๆ หายไป หรือไม่ก็วิ่งข้างนอกสนาม หรือรอบมหา’ลัยแทน เป็นความงี่เง่าของผู้บริหาร ทีตอนทางด่วนจะมา สนับสนุนให้คนนอกรวมตัว เดี๋ยวชุมชนจะเดือดร้อน ตอนนั้นได้รับความเห็นใจจากชุมชน หรือจัดงานเกษตรแฟร์ รถติด ทำชุมชนเดือดร้อน เขาก็ทนกันได้ แต่พอแบบนี้มาเก็บเงินเขา บ้าหรือเปล่า เหมือนเป็นนโยบายที่กันคนนอกไม่ให้ใช้สนาม” ยอดพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวัง

     “ที่คนมาวิ่งในเกษตรฯ เยอะเพราะย่านนี้ถ้าไม่ฝ่ารถติดไปสวนจตุจักรมันก็ไม่มีที่ให้ออกกำลังกายเลยนอกจากที่นี่ มันเลยเป็นความเจ็บปวดของคนที่ชอบออกกำลังกายในย่านนี้ เพราะเวลาวิ่งข้างนอกสนามกีฬา ทางมหา’ลัยก็ไม่ได้จัดที่จัดทางให้หรอก ก็วิ่งกันไปตามยถากรรม แต่ยังไงเราก็ต้องมาที่นี่เพื่อออกกำลังกายอยู่ดีเพราะใกล้บ้าน เขากีดกันเรายังไงก็ต้องอดทนต่อไป” บอลพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวังพอกันก่อนจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง

     “แต่อย่างที่เกาหลีสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานในเมืองเล็กๆ เขาเปิดให้คนในชุมชนมาวิ่งกันจนดึก จอทีวีใหญ่ๆ ในสนามก็เปิดละครไปด้วย เพื่อดึงดูดให้คนมาออกกำลังกาย นี่คือฐานคิดที่ทำให้เห็นว่าเมืองเล็กๆ ในเกาหลีเมืองนั้น ต่างจากเกษตรฯ อย่างไร และแสดงให้เห็นว่าเกษตรฯ เห็นความสำคัญของผู้คนในชุมชนและส่วนรวมแค่ไหน”

 

เกษตรศาสตร์

 

     ทุกคนน่าจะมีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นเสมอ เวลาได้ออกเดินทางไปเจอสิ่งใหม่ สังคมใหม่ ระบบใหม่ที่ดีกว่า จะเกิดการเปรียบเทียบกับที่ที่เราอาศัยอยู่ แล้วก็มักจะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนมากๆ

     “ใช่” ยอดตอบรับ “น่าสงสัยนะว่า ทำไมข้าราชการ นักการเมืองที่ไปดูงานเมืองนอก ถึงไม่เห็นแบบที่เราเห็น”

     “ยังบ่นไม่จบนะ” บอลพูดขึ้น “วันอาทิตย์เขาจะปิดไฟ ถ้ามองในระบบราชการแน่นอนวันหยุดต้องปิดไฟ แต่ถ้ามองแง่การอุทิศตัวเองให้เป็นพื้นที่พักผ่อนของชุมชน เสาร์อาทิตย์เป็นแค่สองวันที่คนในชุมชนหยุด หลายคนมาออกกำลังกายกับครอบครัว แต่เกษตรฯ ยังมีความคิดแบบราชการ ปิดห้องน้ำ ปิดไฟ เราว่ามันไม่ตอบโจทย์คนยุคนี้ที่ว่างเฉพาะเสาร์อาทิตย์เพื่อมาออกกำลังกาย เจ็บปวดไหมล่ะ รอคนรุ่นใหม่มาบริหาร”

      “ต้องลงทุนทางวัฒนธรรม” ยอดพูดสนับสนุน “ซึ่งจะได้ผลทางอ้อม สมมติวันดีคืนดีมีการเรียกขอเวรคืนพื้นที่ เกษตรฯ จะขอความร่วมมือจากใครล่ะ แต่ถ้าทำให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนที่ครบ คนในชุมชนใช้ประโยชน์จากพื้นที่นี้ได้ เวลามีเรื่องขอความร่วมมือ คนในชุมชนอย่างเราก็พร้อมที่จะให้นะ เพราะเราใช้ชีวิตที่นี่ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในเกษตรฯ แล้วกระทบกับเรา เราก็ต้องช่วยเรียกร้อง แต่ถ้ายังเป็นแบบนี้ หากมีการยุบพื้นที่อีก ก็เอาพื้นที่เกษตรฯ ไปเลย”

      บอลพูดต่อทันที “เพราะการมีหรือไม่มีเกษตรฯ ที่ทำตัวแบบนี้ก็ไม่ได้มีความหมายกับคนในชุมชนรอบๆ อยู่แล้ว ไม่มีก็ได้เพราะคนนอกถูกกันออกมาตั้งนานแล้ว แต่ถ้าเปลี่ยนความคิดในการบริการใหม่ก็น่าจะได้ประโยชน์ทั้งคนในชุมชนและเกษตรฯ เอง แต่หลายๆ อย่างก็ดีขึ้น และเราเชื่อว่าจะดีขึ้นอีก”

     บางทีเรื่องพวกนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองและการตระหนักรู้ คนที่มองก็จะมองทะลุปรุโปร่ง ส่วนคนที่ไม่คิดที่จะมองหรือเพิกเฉย ก็จะมืดบอดทางความคิดแม้ว่าจะมองเห็นปัญหานั้นก็ตาม แต่จะไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นเลย ตรงกันข้ามกับการนำเสนอของ หนังพาไป ที่มักจะตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์สิ่งรอบตัวเสมอ

     “การวิพากษ์วิจารณ์ของ หนังพาไป เราจะพยายามศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านที่สุด ไม่ให้มีช่องโหว่ของข้อมูล เพราะการวิจารณ์ต้องมีข้อมูลสนับสนุนเปรียบเทียบเสมอ มีเหตุผลมารองรับ ในฐานะสื่อเราจะพูดลอยๆ เหน็บตามใจปากไม่ได้ มีแต่พูดไปแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยน” บอลตอบ

     เคยมีความรู้สึกเหนื่อยหน่ายไหมกับเรื่องที่เคยพูดไป แต่ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม

     “มีนะ แต่พอเวลาผ่านไป พบว่าประเทศไทยดีขึ้น อย่างเรื่องถุงพลาสติกชัดเจนมาก ตกใจว่าอยู่ๆ กระแสมาได้ยังไง เพราะเป็นเรื่องที่พูดกันมานานมากแล้วไม่เคยเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่การพูดเรื่อยๆ ค่อยๆ หยอด คนที่ไม่เคยคิดอาจจะเริ่มคิด พอถึงเวลามันก็เปลี่ยน ตอนนี้เลยไม่เหนื่อยหน่ายหรือท้อ เพราะรู้ว่าวันหนึ่งมันจะเปลี่ยนแปลง อย่างรถไฟไทย เราเคยเหน็บตั้งแต่ตอนแรกของ หนังพาไป จนทุกวันนี้เลือกใช้วิธีชม ให้แรงเสริมทางบวก หาตัวอย่างดีๆ มาพูด แล้วพอได้รู้จักคนที่ทำงานในการรถไฟถึงได้รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงภายใน มีการออกแบบตัวรถใหม่ มีการปรับตารางรถไฟ ซึ่งมันควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เพื่อปรับให้เหมาะกับวิถีชีวิตคน แต่ผู้บริหารยุคเก่าเขาก็บริหารแบบ… อย่างที่เรารู้กัน ถามว่าหมดหวังไหม เราเคยหมดหวังกับการรถไฟ แต่พอรู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง มีคนรุ่นใหม่เข้าไปทำงาน ก็มีความหวังขึ้นมาก” บอลตอบ

 

เกษตรศาสตร์

 

     ถึงตอนนี้แดดเริ่มร่ม ลมเริ่มตก พวกเราออกจากบาร์ใหม่ และเดินเท้าต่อไปยัง สนามกีฬา ซึ่งล้อมรั้วไว้รอบด้าน มีทางเข้าที่เขียนไว้ชัดเจนว่าบุคคลภายนอกต้องเสียเงิน 20 บาท

     “ความเจ้าเล่ห์ของที่นี่คือ…” ยอดเริ่มระบายความรู้สึกอีกครั้ง “มีการสำรวจความคิดเห็นกับคุณลุงคุณป้าที่มาวิ่งกันว่า เห็นด้วยไหมถ้าเปลี่ยนลู่วิ่งจากพื้นดินเป็นพื้นยาง ใครจะบอกว่าไม่ดี ทุกคนเลยร่วมลงชื่อสนับสนุนเต็มที่ เพราะอยากให้มีพื้นวิ่งที่ดี แต่เมื่อทำเสร็จกลับไม่มีใครได้ใช้ เพราะต้องเสียเงิน แต่ข้างๆ มีเครื่องออกกำลังกายที่ยังใช้กันได้ วิ่งเสร็จเราจะมาโหนบาร์ต่อตรงนี้”

 

เกษตรศาสตร์

 

     “แต่สาเหตุที่เลือกที่นี่ก็เพราะ…” บอลเริ่มอธิบายเหตุผลเพิ่ม “งานตัดต่อเป็นงานที่หนัก การออกกำลังกายช่วยให้คิดงานออกได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทุกเย็นต้องมาวิ่ง มาออกกำลังกาย ทำกันจนเป็นนิสัยแล้ว”

     “อีกอย่างการออกกำลังกายเราได้เห็นสิ่งอื่นๆ นอกจากจอคอมพิวเตอร์ ได้เห็นผู้คน ได้เห็นต้นไม้ใบหญ้า” ยอดกล่าว บอลพูดต่อ “อย่างเรื่องต้นไม้นี่นะ มีอยู่ช่วงหนึ่งรู้สึกว่าเกษตรฯ ตัดต้นไม้เยอะมาก ทำให้เด็กหลายๆ ชมรม เริ่มรวมกลุ่มมาช่วยกันปลูกต้นไม้ซึ่งต้องแอบปลูกตอนกลางคืน ถ้าเจ้าหน้าที่เห็นก็จะเข้ามาถามว่าขออนุญาตหรือยัง คิดดูขนาดปลูกยังต้องขออนุญาตแล้วตอนตัดได้ขออนุญาตใครไหม ตอนตัดง่ายมากแต่ตอนปลูกกลับเป็นเรื่องผิดบาป แต่ก็อยู่รอดเยอะอยู่นะ”

     “มันเป็นความผูกพันไปแล้ว” ยอดพูดเสริม “ทุกครั้งที่มาเกษตรฯ เราก็จะไปดูต้นไม้ที่ปลูกไว้ว่าอยู่ดีไหม ถูกโค่นไปหรือยังนะ (หัวเราะ)”

 

     เขาทั้งสองพาเราข้ามถนนเพื่อมานั่งคุยต่อบนผืนหญ้าใต้ร่มเงาของต้นปาล์ม ซึ่งอยู่ตรงข้ามสนามกีฬา

     ชีวิตในมหาวิทยาลัยถือเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่สำคัญ ตลอดสี่ปีในรั้วเกษตรฯ คุณทั้งเติบโตและได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากที่นี่—เราพูดขึ้นท่ามกลางเสียงนกร้อง

     “เป็นการเซตอัพบุคลิกของเราขึ้นมาเลยนะ เรารักที่นี่มาก สมัยเรียนเป็นช่วงสถาบันนิยม แม้จะจบแล้วก็ยังใช้ชีวิตแถวนี้จนถึงปัจจุบัน คนอื่นจบแล้วไปที่อื่น ไปมีชีวิตใหม่ แต่เราไม่ยอมจบสักที ยังวนเวียนเข้าชมรมเหมือนเดิม ทำใจไม่ได้ที่จะต้องลาจากที่นี่ พอผ่านไปได้สามสี่ปี เริ่มทรมาน จากที่เคยมีเพื่อน มีพี่ มีน้องเต็มไปหมด คนรู้จักก็ค่อยๆ จบออกไป ไม่เหลือใคร ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา เรากลายเป็นศิษย์เก่า” บอลหยุดนิ่งก่อนพูดต่อ “การมีความทรงจำและความผูกพันมากๆ แบบนี้ก็เจ็บปวดเหมือนกันนะ แต่สุดท้ายก็ต้องตัดใจ เราต้องก้าวต่อไป ความรู้สึกเหมือนอกหักจากเกษตรฯ ที่นี่เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด ชีวิตที่อิสระ จากสถาบันนิยมก็ลดลงไปเยอะมาก ต้องปล่อยให้เกษตรฯ มีชีวิต เด็กรุ่นใหม่ที่เข้ามาก็ไม่ได้เหมือนเราแล้ว วิธีคิด ธรรมเนียมบางอย่างที่เราเคยยึดถือ สุดท้ายมันเคยเกิดขึ้นแล้วก็หายไป แต่ตอนหลังก็ปล่อยวางได้ เพราะรู้สึกว่าเกษตรฯ จะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไปเถอะ เพราะเรามีความทรงจำในช่วงเวลาที่เรามีความสุขกับเกษตรฯ เก็บไว้แล้ว ต่อให้วันนี้เกษตรฯ จะไม่เหมือนเดิม ก็ไม่เป็นไร”

     เมื่อบอลพูดจบก็หันไปหายอด แต่ยอดนิ่งคิดชั่วครู่ก่อนจะพูดว่า “คือกินเหล้าเก่งขึ้น เราไม่ควรตอบตามที่คิดอยู่เนอะ (หัวเราะ) ชีวิตในมหา’ลัย เหมือนศูนย์การค้าที่เรามาช้อปปิ้งวิธีคิด แนวคิดการใช้ชีวิต ไอดอล เพื่อน ตลอดสี่ปีมันคือช่วงเรียนรู้ เราจะตื่นเต้นกับกระแสต่างๆ ที่เข้ามาเสมอ เราต่อต้านทุนนิยม เพราะเชื่อว่าสังคมต้องดีขึ้น เราต่อสู้ให้สังคมเป็นรัฐสวัสดิการ เราจะรับทุกอย่างมาเรื่อยๆ และรู้สึกว่าชีวิตมหา’ลัยดีจัง ทำให้เรามีฐานคิดบางอย่าง จนเราจบนี่แหละ ต้องใช้เวลาสักพักในการตกตะกอนแนวคิดทั้งหมดที่รับมา มหา’ลัยให้สิ่งเหล่านี้ ให้โลกใหม่ในแต่ละโลกที่เราต้องเข้าไปเรียนรู้ เพื่อเลือกหยิบนำไปใช้ในชีวิต การทำงาน เข้าสังคม พอจบมาเราก็ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าแนวคิดที่เรายึดถือยังใช้ได้ไหม เราจะต่อสู้ต่อไปได้อย่างมั่นคงไหม เราจะใช้ชีวิตเพื่อถวายชีวิตให้กับแนวคิดนั้นได้ไหม มันจะถูกตั้งคำถามลึกขึ้นว่า ท้ายที่สุดเราทำเพื่อใคร เพื่อตัวเอง เพื่อสังคม หรือเพื่ออะไร ชีวิตมันต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้และต่อสู้แบบนี้ มหา’ลัยก็เป็นพื้นฐานทีดีที่ให้สิ่งเหล่านี้”

     คุณรู้สึกอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น วันนี้ช่างแตกต่างจากวันก่อน

     “แรกๆ ก็รู้สึกผิดหวังแต่อาจจะไม่รุนแรงเท่าบอล” ยอดพูดพร้อมกับหันหน้าไปหาบอล “เรามีความทรงจำดีๆ กับที่นี่นะ ก็เหมือนกับบอล พอโลกเปลี่ยนผ่านกาลเวลา มันก็ไม่ใช่ที่ของเราอีกต่อไป มันคือที่ของเด็กรุ่นนี้กับผู้บริหารรุ่นนี้ที่ต้องสร้างความทรงจำใหม่ๆ วิธีคิดใหม่ๆ ของพวกเขาเอง ก็เลยทำใจได้ง่ายขึ้น ต่อให้เกษตรฯ เปลี่ยนไปแต่เกษตรฯ ในความทรงจำของเรายังอยู่ดี”

     “เมื่อก่อนเราเอาตัวเอาไปผูก แต่ตอนนี้ใช้วิธีเฝ้าดูมัน ซึ่งสนุกกว่า” บอลตอบ “เป็นเรื่องสนุกที่ได้เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลง พอไม่ยึดติดก็สบายใจขึ้น”

     “มีคนเคยพูดไว้ว่า เมื่อใดที่เรามีความฝันอยู่แสดงว่าเรายังเป็นเด็ก แต่ถ้าวันหนึ่งวันใดที่เราคิดถึงแต่ความทรงจำเก่าๆ แสดงว่าแก่แล้ว” ยอดพูดเปรียบเปรย

     “เมื่อถึงวันที่เรารู้สึกว่าความทรงจำมีค่ามากกว่าความฝัน” บอลเสริม “นั้นคือสัญญาณว่าเราเริ่มแก่แล้ว ตอนอายุประมาณสามสิบ อยู่ๆ เราก็เริ่มรู้สึกกลัวความตายขึ้นมา ทำให้ครุ่นคิดเรื่องนี้เป็นปีๆ สุดท้ายพบว่าเราไม่ได้กลัวตายหรือกลัวเจ็บ แต่กลัวสูญเสียความทรงจำดีๆ ไปต่างหาก”

     “ต้องค่อยๆ ใช้เวลา” ยอดพูดขึ้น “กว่าจะเข้าไปในหัวใจต้องใช้เวลา บางเรื่องต้องใช้เวลาในการเรียนรู้”

     ถึงตอนนี้บทสนทนาต่างพาทุกคนออกเดินทางไปไกลเกินกว่าที่คิดไว้ เราได้ก้าวลงไปในห้วงความรู้สึก แหวกว่ายดำดิ่งในความทรงจำของพวกเขา ทั้งหมดนี้ตัดสลับไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนที่เราจะขึ้นมาเผชิญกับภาพความจริงเบื้องหน้าอีกครั้ง ตอนที่เขาพาเราเดินไปยังที่หมายสุดท้าย

     ระหว่างทางบอลชี้ไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งพร้อมพูดว่า

     “ต้นปีบนั้นเรามาแอบปลูกไว้” พูดจบเขาก็เดินเข้าไปหา แล้วยอดก็พูดขึ้นว่า “ไม่ใช่พอเผยแพร่ออกไปแล้วเขามาตัดนะ (หัวเราะ) มันเป็นต้นไม้ที่คนในชมรมมาช่วยกันปลูกไว้ มีตรงอื่นด้วย ปลูกกระจัดกระจายกัน โดนตัดไปก็เยอะ แต่ต้นนี้รอดมาได้”

 

เกษตรศาสตร์

 

    เดินจากต้นปีบมาไกลก็ถึงอาคารจอดรถงามวงศ์วาน 1 สูง 4 ชั้น ที่นี่เป็นจุดหมายสุดท้าย พวกเขาเดินนำขึ้นลิฟต์

     “เดี๋ยวจะพาไปดูเส้นขอบฟ้าตอนเย็น แต่มันไม่ได้โรแมนติกขนาดนั้นหรอก” บอลพูดเกริ่นก่อนที่ประตูลิฟต์จะเปิดออก ภาพที่ปรากฏตรงหน้ามีแต่ความว่างเปล่า ลานโล่งกว้างเพราะไร้รถจอด จนทำให้เผลอคิดว่า นอกจากเขาทั้งสอง ที่นี่อาจเป็น hidden place ของใครหลายๆ คน ความสูงทำให้เรารู้สึกว่าเหมือนได้เข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่ง ทุกอย่างแตกต่างไปจากโลกแนวราบเมื่อครู่ สายลมบางเบาพัดกระทบผ่านให้รู้สึก ท้องฟ้าสีนวล ทุกอย่างที่แวดล้อมล้วนสื่อความหมายถึงช่วงเวลาส่งท้ายของวัน

 

เกษตรศาสตร์

 

     บอลพูดขึ้นว่า “สมัยนี้ กรุงเทพฯ มีที่ที่เราจะมองเห็นเส้นขอบฟ้าน้อยลง จริงๆ ที่นี่ก็ใช่ว่าจะเห็นนะ แล้วเราก็ไม่ทันรู้ตัวว่าที่โล่งมันหายไปจากชีวิตเราตั้งแต่เมื่อไหร่ มาเริ่มรู้ก็ตอนได้ไปต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน หรือหลายๆ ที่ เขามีพื้นที่กว้างพอที่จะทำให้เราได้มองเห็นเส้นขอบฟ้า นี่แหละคือสิ่งที่หายไปจากชีวิตเรา เมื่อเรารู้สึกต้องการที่โล่งๆ ก็จะขึ้นมาที่นี่ แต่ตอนนี้ก็เริ่มมองไม่เห็นแล้ว เพราะมีตึกที่สูงกว่าปลูกขึ้นรอบๆ เราชอบขึ้นมากันตอนมีงานเกษตรแฟร์ ขณะที่ข้างล่างวุ่นวายมาก แต่พอได้ขึ้นมาทุกอย่างจะสงบทันที เงียบ เหมือนเป็นพื้นที่ส่วนตัว”

 

เกษตรศาสตร์

 

     “บนนี้เราจะเห็นมุมที่ต่างออกไป” ยอดพูดขึ้นพร้อมกับชวนให้ก้มมองเบื้องล่าง “มองไปข้างล่างเราเห็นคนเดินถนน เห็นรถ เห็นยอดไม้ เห็นหมดเลย พื้นที่แนวราบในกรุงเทพฯ ทำให้เราถูกจำกัดการมองให้แคบลง มองแต่พื้น เดินก็ต้องคอยระวังทาง ระวังรถ แต่พอขึ้นมาที่นี่ เห็นไหมว่าวิสัยทัศน์การมองกว้างขึ้น แล้วคนที่เดินอยู่ข้างล่างเขาไม่รู้หรอกว่าเรากำลังสังเกตอยู่ บางคนเดินเกาตูด หรือทำอะไรแปลกๆ มุมมองพระเจ้าอาจเป็นแบบนี้ นอกจากพวกเรา เด็กๆ ก็ชอบขึ้นมานะ มาดูวิว มุมนี้เห็นเครื่องบินบินผ่านด้วย เป็นที่ที่เหมาะกับการกินเหล้าน่ะ (หัวเราะ)”

     ในช่วงเวลานั้น ณ ที่ตรงนั้น ไม่มีใครนอกจากพวกเราและความว่างเปล่า

     “ใจหายเนอะ” บอลพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ “ถ้าเรียนจบแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่น ก็เป็นการเขียนเส้นเริ่มต้นชีวิตใหม่ ดีนะ ไม่มีห่วงหรืออะไรให้แบก แต่เรายังอยู่กันในละแวกนี้ เลยไม่มีการขีดเส้นใหม่ให้ชีวิตว่าจบแล้วคือจบ รอยต่อมันไม่ชัดเจน”

     แต่สุดท้ายทุกอย่างก็จบลงไปพร้อมกับเราในวันที่เราเรียนจบ ก็อย่างที่คุณบอกแหละ เหลือไว้เพียงความทรงจำ

     “เหมือนเราตายจากมหา’ลัย (หัวเราะ) โมเมนต์แบบนี้ทุกคนต้องเจอ” บอลตอบ “มันคือสัจธรรม เป็นการตายในทางปรัชญา เมื่อไม่มีใครจดจำเราได้อีกต่อไป นั่นคือการตายอย่างสมบูรณ์ เรามีความทรงจำเป็นสมบัติของเราในช่วงเวลานั้นก็พอแล้ว”

 

เกษตรศาสตร์

 

     ความว่างเปล่าข้างบนนั้น ถูกเติมเต็มด้วยเรื่องเล่าและประสบการณ์ที่เขาทั้งสองถ่ายทอดผ่านความรู้สึกเคล้าความทรงจำถึงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ตลอดวันทั้งคู่พาเราสำรวจทุกแง่มุมของความคิดและตัวตนที่ก่อเกิด ปรับเปลี่ยน และแหลกสลายไปตามการเปลี่ยนแปลงของเกษตรฯ

     แน่นอนว่าทุกสิ่งในวันนี้ย่อมไม่เหมือนในวันเก่า และไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก โลกกว้างที่พวกเขาออกไปท่องก็คงเป็นแบบนั้นไม่ต่างกัน

     ความทรงจำจึงเป็นสิ่งเดียวที่เรามั่นใจได้ว่ามันไม่เคยแปรเปลี่ยน หากเรายังเก็บรักษาไว้กับตัว เวลาล่วงเลยผ่านไปกว่า 6 ชั่วโมง บทสนทนาไหลลื่นไปตามจังหวะของฝีเท้าที่ย่ำเดินไปเยือนสถานที่ต่างๆ ทั้งตลาดนัด ห้องสมุด บาร์ใหม่ สนามออกกำลังกาย และจบลงบนดาดฟ้านี้

     ณ ที่ตรงนั้น เราทุกคนได้เฝ้าสังเกตความเป็นไปของชีวิต มองเห็นบางสิ่งที่ต่างออกไป และพยายามค้นหาเส้นขอบฟ้าของตัวเอง ก่อนที่แสงสุดท้ายของวันจะหมดลง และ ณ เวลานั้นก็คงมีแต่ผู้ที่เคยออกเดินทางมาแล้วเท่านั้นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ‘จุดหมายปลายทางอาจไม่ใช่ที่สุดของความงดงาม’

     บอลและยอดทอดสายตาออกไป… ไกลแค่ไหนไม่มีใครล่วงรู้ แต่ในใจของเขาทั้งสองคงกำลังคิดถึงเรื่องราวในวันวาน

Share Post
Like 11 View 19726

Author

ขจรศิริ อุ่ยมานะชัย

ช่างภาพดีกรีปริญญาโท MBA ชอบพบปะผู้คนและท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะไต้หวันซึ่งไปบ่อยมาก จนเหมือนเป็นบ้านหลังที่สองของตัวเอง

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา