อุณหภูมิติดลบคงไม่หนาวเกินไป ถ้าอยากไป ‘ฮอกไกโด’ ดินแดนสีขาวโพลนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ทำให้หลายคนอยากไปหรือไปแล้วก็อยากกลับไปอีก หมุดหมายของหลายๆ คนคงปักไว้ที่เมืองใหญ่อย่างโตเกียวหรือโอซาก้า (สำหรับทริปครั้งแรก) ส่วนใครที่เริ่มช่ำชองในการเที่ยวญี่ปุ่นแล้วก็คงเริ่มอยากกระเถิบออกไปเที่ยวเมืองที่ห่างไกลจากความเป็นเมืองหลวงมากขึ้น อยากเสพความสงบ หรือไปสถานที่ที่ท้าทายการเดินทางอีกระดับอย่างเกาะคิวชู โอกินาวา หรือเกาะที่อยู่เหนือสุดของประเทศอย่างฮอกไกโด

เรารู้มาว่าจังหวัดฮอกไกโดนั้นมีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี การเดินทางที่เหมาะสมที่สุดคือฤดูร้อน เพราะอากาศเย็นสบาย ส่วนช่วงฤดูหนาวนั้นหิมะตกแทบจะทุกวัน ช่วงกลางวันสั้น (ห้าโมงเย็นฟ้าก็มืดแล้ว จนแอบถอดใจเพราะรู้สึกเที่ยวไม่คุ้ม) แถมมีเพียงเทศกาลหิมะในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้นที่น่าสนใจ แต่ไหนๆ มีโอกาสทั้งที เราก็ขอไปเยือนดินแดนสีขาวโพลนนี้กันสักครั้ง และเพื่อเพิ่มความตื่นเต้น จึงตั้งกฎให้กับตัวเองเล็กๆ ว่า

เราจะไม่มีการวางแผนการเดินทางหนึ่ง สอง สาม สี่ แบบทุกครั้งที่ทำ จะวางเป้าหมายอย่างหลวมๆ อย่างเขตที่จะไป บ้านที่จะพัก แล้วมาดูกันว่าถ้าต้องเดินทางแบบไร้แผนหนึ่งแผนสองแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร และเติมเต็มความอยากของตัวเองอีกเล็กน้อยด้วยความตั้งใจที่จะให้ทริปนี้เป็นการตะลุยกินเป็นหลัก เดินผ่านร้านไหน เห็นอะไรน่ากิน เจอใครชักชวนให้เข้าไปชิม เราจะไม่ปฏิเสธ และพบว่าการท่องเที่ยวแบบไม่มีแผนอะไรมากมายนั้นก็ยังสนุก และตื่นเต้นที่ได้ ‘สะดุดเจอ’ ร้านอร่อยในฮอกไกโดแบบไม่ตั้งใจอีกด้วย

 

_

Sapporo

_

 

 

FROM STORM TO SERENITY

ซัปโปโรเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะฮอกไกโด เป็นแหล่งการค้า สำนักงาน สถานที่ราชการที่สำคัญ รวมไปถึงชุมทางรถไฟ เป็นเมืองที่มีชัยภูมิดีเพราะได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นต่ำ รวมถึงผังเมืองทรงตารางสี่เหลี่ยมซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเมืองเกียวโต ก็ทำให้การจราจรในซัปโปโรไม่ติดขัดเท่าที่ควร แต่คราวนี้เราไม่ได้เน้นเที่ยวในตัวเมืองซัปโปโร

เพราะช่วงต้นเดือนมกราคมที่เราเดินทางไปนั้น ร้านค้า ร้านอาหารส่วนใหญ่ปิดทำการในเทศกาลปีใหม่ แถมยังมีพายุหิมะแทบทุกวัน เราจึงตัดสินใจไปยอดเขาโมอิวะที่อยู่ไม่ห่างจากใจกลางเมืองมากนัก หลังจากนั่งรถรางมาเกือบ 20 นาที ต่อรถชัตเทิลบัส ขึ้นเคเบิลคาร์เพื่อไปยังจุดหมายบนยอดเขา เราก็ได้พบกับทัศนียภาพในมุมสูงของเมืองซัปโปโร

สำหรับชาวไอนุ ชนเผ่าดั้งเดิมบนเกาะฮอกไกโด ยอดเขาโมอิวะคือหอสังเกตการณ์ธรรมชาติ และยังเป็นยอดเขาอันเป็นที่สักการะบูชาในฐานะเป็นที่สิงสถิตของพระเจ้าอีกด้วย ในปัจจุบันที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งสำรวจทางธรรมชาติ มีเส้นทางปีนเขาให้เลือกหลากหลาย ซึ่งชาวญี่ปุ่นและนักเดินทางนิยมมากันในฤดูร้อน แต่เท่าที่เราสังเกตดู ท่ามกลางหิมะขาวโพลนนี้ก็ยังมีคนแต่งกายมิดชิดรัดกุม สวมรองเท้าแบบกันลื่นจากน้ำแข็งและหิมะ เดินสำรวจเส้นทางธรรมชาติในฤดูหนาวอยู่ประปราย

 

 

A SWEET EVENING IN SAPPORO

เราเลือกใช้บริการ Airbnb เพราะอึดอัดกับการกลับมานอนในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ หลายๆ คืนในโรงแรม ข้อดีของ Airbnb อยู่ตรงที่พักที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก และถึงแม้ที่พักแบบนี้จะไม่มีบริการอาหารเช้าหรือรูมเซอร์วิส แต่การซื้ออาหารจากซูเปอร์มาร์เกตมาตุนไว้เป็นมื้อเช้าในวันถัดไปแล้วนั่งกินด้วยกันบนโต๊ะอาหารก็น่าสนุกและเป็นส่วนตัวกว่า (โดยเฉพาะการไปแย่งชิงอาหารลดราคาที่ซูเปอร์มาร์เกตช่วงหนึ่งทุ่มกับเหล่าแม่บ้านญี่ปุ่น เป็นประสบการณ์ที่แนะนำว่าต้องลอง) ส่วนใหญ่อพาร์ตเมนต์เหล่านี้จะอยู่ใกล้กับสถานีนากาจิมะโคเอ็นที่เราเช่าไว้ ทำให้การเดินทางสะดวกสบายหายห่วง

ระหว่างที่เดินทางเข้าไปยังที่พัก เราสังเกตเห็นร้านขนมละแวกใกล้ๆ อพาร์ตเมนต์ที่เพิ่งเปิด หลังจากหยุดยาวปีใหม่ไปหลายวัน มองเข้าไปในร้านเห็นขนมเค้กและขนมอบประเภทต่างๆ ในชั้นวางตู้กระจกดูน่ากิน และกลิ่นหอมของขนมอบที่โชยมาแตะจมูกก็เหมือนเชื้อเชิญให้เราเข้าไปในร้านสักครั้ง ซึ่งมารู้ตัวอีกทีเราก็ยืนอยู่หน้าเชลฟ์ขายขนมภายในร้านเรียบร้อย

ร้าน Mont Jeli ก่อตั้งมาเกือบ 90 ปีแล้ว (เรายึดจากคำว่า ‘Since 1930’ ใต้ชื่อร้าน) มีอยู่หลายสาขาในเมืองซัปโปโร ซึ่งดูจากอายุของร้านแล้ว เราเชื่อว่าดีกรีของขนมร้านนี้คงไม่เป็นรองใคร หลังจากที่เราให้คุณลุงผู้อารีที่เป็นทั้งเจ้าของร้านและพ่อครัวแนะนำขนมต่างๆ ในร้าน พริบตาเดียวชูครีมและเค้กต่างๆ ก็อยู่ในมือเราแล้ว

หลังจากสัมผัสชูครีมที่แป้งบาง ไส้ล้นทะลัก หอมมันด้วยนม และกลิ่นวานิลลา กับชีสเค้กเนื้อแน่นที่กัดคำแรกไปก็สัมผัสได้ถึงรสเปรี้ยวนำอ่อนๆ แล้วตามด้วยความหอมมันกลมกล่อมของชีส และสตรอเบอรีชอร์ตเค้กที่เนื้อสัมผัสนุ่มเบา แต่ไม่เลี่ยน รสไม่หวานจัด (เราแอบเหลือสตรอเบอรีไว้กัดตบท้ายอีกที) นี่ถ้าไม่ติดว่าเรื่องแคลอรีที่เราเฝ้าระวังอยู่ละก็คงได้เบิ้ลอีกชิ้นแน่นอน

 

 

PLEASE TAKE YOUR TICKET

ญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องระบบขนส่งสาธารณะอยู่แล้ว ทั้งปลอดภัยและรวดเร็ว นั่นก็ทำให้นักเดินทางสบายใจได้เปลาะหนึ่ง แต่ที่น่าทึ่งคือ รถโดยสารแต่ละประเภท แต่ละเมืองก็มีพาสเป็นของตัวเองแตกต่างกันไป หลายคนจำกันไม่หวาดไม่ไหว แต่ที่ฮอกไกโดนั้นไม่ยุ่งยากและซับซ้อนเกินไป ส่วนจะมีแบบไหนกันบ้าง ไปดูกันเลย

• แม้ซัปโปโรจะเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะฮอกไกโด แต่ก็ไม่ใหญ่เท่าโตเกียวหรือโอซาก้า รถไฟใต้ดิน มีเพียง 2 สาย รถรางรอบเมือง 1 สาย ซึ่งที่นี่มีพาสสำหรับ 1 วัน ราคา 830 เยน นั่งรถไฟใต้ดินของซัปโปโรได้ไม่จำกัดเที่ยว

• นอกจากนี้ยังมีตั๋ววันอีกประเภทที่ทำขึ้นมาพิเศษ เนื่องในวาระครบรอบ 90 ปี องค์การ-ขนส่งมวลชนแห่งเมืองซัปโปโร ใช้ขึ้นได้ทั้งรถรางและรถไฟใต้ดินแบบไม่จำกัดเที่ยวใน 1 วัน ราคา 900 เยน มีจำหน่ายถึง 31 มีนาคม 2561 เท่านั้น

 

 

_

Otaru

_

 

 

SIGHT AND SOUND OF WINTER

โอตารุ อดีตเมืองท่าที่สำคัญในยุคที่ชาวญี่ปุ่นอพยพมาตั้งรกรากบนเกาะฮอกไกโดช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 อยู่ห่างจากซัปโปโรไม่ถึง 1 ชั่วโมง เมืองนี้มีขนาดไม่ใหญ่มาก สามารถเดินเที่ยวรอบเมืองได้อย่างสบายๆ เราจึงเลือกลงสถานีมินามิโอตารุ สถานีก่อนหน้าสถานีใหญ่เพื่อเดินชมเมือง เราเดินจากสถานีรถไฟไม่ถึง 10 นาที แม้จะเป็นระยะทางไม่ไกลมากแต่ก็ต้องเดินอย่างช้าๆ เพราะถนนปกคลุมไปด้วยหิมะ ทำให้การเดินเท้าค่อนข้างลำบาก

แต่เราก็มาถึงพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีได้สำเร็จ เมื่อเดินดูทุกชั้นของที่นี่แล้ว เราว่าน่าจะเป็นห้างที่ขายกล่องดนตรีมากกว่า (ฮา) เพราะกล่องดนตรีของที่นี่ส่วนใหญ่มีไว้เพื่อจำหน่าย ตั้งแต่กล่องดนตรีจิ๋วราคาไม่กี่ร้อยเยนไปจนถึงกล่องดนตรีขนาดใหญ่ รูปร่างคลาสสิก และหายาก ราคานับล้านเยน นอกจากนี้ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ยังมีหอนาฬิกาไอน้ำจากเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ที่จะพ่นไอน้ำทุกๆ 15 นาทีด้วย (ตั้งกล้องรอได้เลย)

ถัดจากพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี เราเดินเลียบไปตามถนนซากาอิมาจิ ถนนสายช้อปปิ้งประจำเมือง ซึ่งก็คล้ายๆ กับถนนสายช้อปปิ้งตามเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่น ที่มีร้านอาหาร ร้านขนม ร้านของฝาก แต่ที่ต่างไปคืออาคารบ้านเรือนสองข้างทางที่มีความเป็นตะวันตกผสมสไตล์ญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นตึกแถวหนาแน่นเหมือนเมืองอื่นๆ ฤดูหนาวของที่นี่มืดเร็ว บ่ายสามโมงครึ่งตะวันก็คล้อยต่ำมากแล้ว เราเดินต่อไปยังคลองโอตารุ แลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมือง

ในอดีตโกดังที่อยู่เลียบคลองโอตารุเป็นที่เก็บสินค้า ซึ่งยกเลิกการใช้งานไปเมื่อประมาณสามสิบกว่าปีที่แล้ว ปัจจุบันโกดังเหล่านี้ถูกปรับมาเป็นที่ตั้งของร้านค้าและร้านอาหาร เราเดินเลียบตามคลองไปเรื่อยๆ มองไปฝั่งตรงข้ามเป็นโกดังเก่าแสนวินเทจ พร้อมฉากหลังเป็นเมืองเล็กๆ และภูเขาที่มีหิมะประดับประปรายในตอนโพล้เพล้ จนกระทั่งไฟประดับสองฝั่งคลองสว่างขึ้นเมื่อเข้าสู่เวลากลางคืน แม้เราไม่ได้เข้าไปดูร้านรวงในโกดังหรือล่องเรือชมคลองโอตารุ แต่บรรยากาศโดยรอบก็สวยและสงบเกินคำอธิบาย

 

 

THE TASTE OF OTARU

ร้านขนมบนถนนซากาอิมาจินั้นส่วนใหญ่มีขนมให้ลองชิมฟรีเป็นปกติเหมือนร้านขนมทั่วไปในญี่ปุ่นที่จะให้ลูกค้าลองชิมของกินเล็กๆ น้อยๆ แต่ที่นี่เขาใจป้ำกว่า เพราะเขาให้เราชิมขนมแบบเป็นชิ้นใหญ่ๆ ที่แทบไม่มีการแบ่งซอยเลย (ถูกใจเป็นที่สุด) โดยเฉพาะช็อกโกแลตทรงพีระมิดชิ้นพอดีคำของร้านขนมร้านหนึ่งที่วางเรียงอยู่บนถาดให้เราลองชิม แน่นอนว่าเราเดินชิมกันไปหลายร้าน และแทบทุกร้านก็อร่อยทั้งนั้น เพราะขนมของที่นี่หอมนมเนย สมกับเป็นเกาะที่ขึ้นชื่อด้านโคนมรสชาติดีมาถึงโอตารุทั้งที ก็ขอชิมของดีร้านดังสักหน่อย

เราเดินเข้าไปในร้านเลอ ทาโอะ ที่ลูกค้าในร้านแน่นขนัดแบบไม่ขาดสาย ขนมก็ละลานตาจนเลือกไม่ถูก หลังจากเดินวนอยู่นานหลายนาที สุดท้ายเราก็ซื้อ Petit Chocolat รสต่างๆ มาลองชิม และพบว่าช็อกโกแลตเคลือบแมคคาเดเมียนั้นอร่อยที่สุด ด้วยรสสัมผัสของช็อกโกแลตด้านนอกที่เมื่อกัดเข้าไปก็พบกับความกรุบกรอบและหอมมันของแมคคาเดเมียที่ลงตัวสุดๆ ก่อนออกจากร้าน เราเห็นเคาน์เตอร์ขายไอศกรีม มีสองรสสามแบบให้เลือก นมล้วน ชีสล้วน และนมผสมชีส เราเลือกแบบหลังสุดมาลอง 1 โคน เนื้อสัมผัสของไอศกรีมนั้นกำลังดี ไม่เหนียวและไม่บางจนเกินไป หอมกลิ่นนมและชีสที่เข้มข้นที่เข้ากันอย่างลงตัว

 

_

Noboribetsu

_

 

 

FAN DAY, FINE DAY

สารภาพตามตรงว่า เราตั้งใจมาเมืองนี้เพราะภาพยนตร์เรื่อง แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว ซึ่งเป็นฉากหลังที่เด่นชัยพานุ้ยมาเดินเล่นบนสะพานไม้เลียบหุบเขาสีเหลืองน้ำตาลที่มีควันพวยพุ่งหน้าตาประหลาดแห่งนี้ ซึ่งความสวยงามของสถานที่ที่เห็นบนจอหนังทำให้เราอยากดั้นด้นมาให้เห็นกับตาสักครั้ง โนโบริเบะทสึเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะฮอกไกโด ห่างจากซัปโปโรประมาณ 90 นาทีโดยรถไฟด่วน มีชื่อเสียงโด่งดังด้านออนเซ็น เพราะมีความแตกต่างของแร่ธาตุในบ่อน้ำร้อนถึง 9 ชนิด

ซึ่งหลังจากเราลงจากรถเมล์ เดินขึ้นเนินผ่านโรงแรมต่างๆ พบว่าทุกโรงแรมมีบ่อแช่น้ำร้อนเป็นจุดขาย ตามถนนก็มีไอน้ำพวยพุ่งจากฝาท่อระบายน้ำ และกลิ่นของกำมะถันจางๆ ในบางครั้งเรามีเวลาที่นี่แค่ครึ่งวัน จึงรีบรุดไปยังพระเอกของเมืองนี้ นั่นคือจิโกะคุดานิ หรือหุบเขานรกนั่นเอง หลังจากเดินขึ้นเนิน ผ่านโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้ามาเกือบ 1 กิโลเมตร เราก็มาถึงที่หมาย หุบเขาที่พื้นที่ตรงกลางเป็นบ่อโคลน มีการปลดปล่อยความร้อนและแร่กำมะถันจากใต้พิภพออกมา บริเวณเชิงเขาของหุบเขานี้จึงไม่มีต้นไม้ แต่จะมีแร่ธาตุสีเหลืองและสีน้ำตาลเกาะอยู่ มีไอน้ำที่พวยพุ่งเป็นหย่อมๆ เป็นที่มาของชื่อหุบเขานี้

นับว่าเป็นโชคดีเพราะวันที่เดินทางมาถึงท้องฟ้าเป็นใจ แสงแดดส่องแสงสดใส ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า ทำให้เห็นเห็นทัศนียภาพของหุบเขาอย่างแจ่มชัด เมื่อเข้าสู่ช่วงเกือบๆ เที่ยงแสงจากดวงอาทิตย์ตกกระทบทำมุมกับหุบเขาในจังหวะที่พอดี ยิ่งทำให้สีขาวของหิมะ สีเหลืองและสีน้ำตาลของหุบเขานรกนี้เด่นชัดยิ่งขึ้น เราเดินไปตามเส้นทางธรรมชาติ มองไปยังหุบเขา พื้นล่างที่เป็นบ่อโคลนกำมะถัน และไอน้ำที่พวยพุ่ง เมื่อได้มาเห็นเอง ก็ยอมรับว่าเป็นภาพที่สวยไปอีกแบบจริงๆ

 

 

THE TASTE OF NOBORIBETSU

เมื่อเดินลงจากจิโกะคุดานิกลับมายังโซนโรงแรมและร้านค้าเพื่อหาข้าวกินก่อนเดินทางกลับ หิมะที่ตกปรอยๆ ระหว่างที่เดินออกจากหุบเขานรกเริ่มทวีความหนาและหนักขึ้นก็ยิ่งเร่งให้เราเดินหลบเข้าร้านใดก็ได้สักร้าน จนกระทั่งเห็นป้ายเมนูอาหารขนาดใหญ่ของร้านอิซะกุระ บนป้ายมีเมนูเนื้อย่างประเภทต่างๆ ราเม็ง และขาปูยักษ์! นอกจากป้ายจะใหญ่เห็นเด่นชัดแต่ไกลแล้ว ยังดักคนหิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เราจึงไม่ลังเลที่จะผลักประตูเข้าไปในร้านนี้ทันที เมื่อของกินถูกเติมเข้าไปในกระเพาะก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ทุกเมนูที่เราสั่งมานั้นอร่อยทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อโนโบริเบะทสึที่เสิร์ฟมาในจานดูเผินๆ แล้วก็เหมือนจะเป็นเนื้อย่างซอยเป็นชิ้นพอดีคำธรรมดาๆ แต่พอเราได้ชิมคำแรกแล้วก็พบว่าเนื้อนั้นนุ่ม ชุ่ม หอม ติดมันเล็กน้อย ไม่เลี่ยนจนเกินไปและสุกกำลังดี ราเม็งแกงกะหรี่ที่ใส่ผงกะหรี่ผสมลงไปในน้ำซุป จึงมีความข้นกว่าราเม็งน้ำซุปใสทั่วไป ทั้งยังหอมอบอวลด้วยกลิ่นแกงกะหรี่ ส่วนเส้นนั้นก็เหนียวนุ่มหอม

ส่วนไฮไลต์ของมื้อนี้คือขาปูยักษ์ย่างที่เสิร์ฟมาในจานยาวพร้อมกรรไกรให้ตัดเพื่อแกะเนื้อ กะด้วยสายตาแล้ว ขาปูท่อนนี้ความยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ส่วนรสชาติของเนื้อปูนั้นสด ชุ่มฉ่ำ และหวานมาก แม้ราคาจะสูงถึง 4,000 เยน (ประมาณ 1,200 บาท) เราก็แกะและละเลียดชิมจนหมดเกลี้ยงอย่างไม่เสียดาย

 

 

_

  Hakodate

_

 

 

UNFORGETTABLE SCENERIES

หลังจากอยู่บนรถไฟที่ขึ้นจากซัปโปโรมา 3 ชั่วโมงครึ่ง เราก็มาถึงเมืองสุดท้ายของทริปนี้ นั่นคือฮาโกดาเตะ ซึ่งตั้งอยู่เกือบใต้สุดบนเกาะฮอกไกโด โอบรอบด้วยทะเลสามทิศ เป็นเมืองท่าที่เชื่อมต่อผู้คนและการค้าระหว่างเกาะฮอกไกโดและเกาะฮอนชูมาหลายร้อยปี ปัจจุบันยังคงเป็นเมืองท่า และยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สวยงาม ฮาโกดาเตะเป็นเมืองท่าขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ขึ้นรถเมล์สายรอบเมืองใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็วนได้รอบ แต่หลังจากเราไปถามเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เขาแนะนำให้ใช้พาสรถบัส 1 วัน พ่วงกับแพ็กเกจคูปองสิทธิพิเศษตามร้านค้าและร้านอาหารต่างๆ ในเมือง ราคา 2,500 เยน ถ้าใช้คูปองให้ครบเพื่อแลกซื้ออาหาร ขึ้นกระเช้า และนั่งรถเมล์ไม่ต่ำกว่าสามเที่ยวก็คุ้มแล้ว

ตัดสินใจไม่นานนักก็ซื้อพาสที่เขาแนะนำทันที เพราะดูแล้วน่าจะตระเวนชิมหลายร้านอยู่จากสถานีรถไฟ เราลงรถเมล์บริเวณท่าเรือ เดินเล่นบนถนนเลียบอ่าวซึ่งมีโกดังสีแดงอิฐตั้งอยู่ เดิมทีโกดังเหล่านี้เป็นที่ใช้เก็บสินค้า ปัจจุบันดัดแปลงให้เป็นศูนย์สรรพสินค้า มีร้านอาหาร ร้านของที่ระลึก คล้ายกับเมืองโอตารุ แต่ที่มีเสน่ห์กว่าคืออาคารที่ก่อด้วยอิฐสีแดงนี่แหละ ที่สวยและตัดกับยอดเขาฮาโกดาเตะที่ตั้งเป็นฉากหลัง จากนั้นเราขึ้นรถเมล์รอบเมืองสายเดิม ผ่านโมโตะมาจิ ย่านอาคารเก่าสไตล์ตะวันตกซึ่งได้รับอิทธิพลจากการทำการค้ากับยุโรปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19

 

 

ก่อนที่รถเมล์จะหยุดที่ป้าย Mt. Hakodate Ropeway เพื่อขึ้นไปชมอีกหนึ่งไฮไลต์ปิดท้ายทริปนี้ จากการจัดอันดับของนิตยสารท่องเที่ยวยอดนิยมของญี่ปุ่น ยอดเขาฮาโกดาเตะเป็นสถานที่ที่ควรมาชมเป็นอันดับต้นๆ เพราะการได้ขึ้นกระเช้าไปชมเมืองฮาโกดาเตะในมุมสูง มีตัวเมืองตั้งอยู่ตรงกลาง โอบล้อมไปด้วยทะเลทางด้านซ้ายและขวาซึ่งสวยทั้งตอนกลางวันและกลางคืน เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง เราขึ้นกระเช้ามาถึงยอดเขาช่วงเย็น ฟ้ายังไม่มืด ยังไม่มีนักท่องเที่ยวมากเท่าใดนัก เรายืนมองตัวเมืองฮาโกดาเตะในมุมสูงสุดลูกหูลูกตาและเตรียมจับจองที่ถ่ายรูป

จนกระทั่งเริ่มโพล้เพล้ อากาศจากที่หนาวอยู่แล้วก็เริ่มหนาวมากขึ้นเรื่อยๆ นักท่องเที่ยวก็เริ่มมาที่ยอดเขามากขึ้นเช่นกัน เพราะทุกคนอยากมาชมวิวและถ่ายรูปเมืองในตอนกลางคืน ด้วยความที่เราไม่ได้เอาขาตั้งกล้องมาจึงขอวางกล้องไว้บนราวเหล็ก เตรียมจับภาพเมืองฮาโกดาเตะในมุมสูง รอเวลาให้ฟ้ามืดอีกนิดจนกระทั่งทั้งเมืองเริ่มเปิดไฟ ลั่นชัตเตอร์จนได้ภาพที่ต้องการและมองเมืองยามค่ำคืนโดยรอบอีกครั้งก่อนจะเดินกลับออกมา… ถือเป็นภาพชุดสุดท้ายส่งท้ายทริปเกาะฮอกไกโดในครั้งนี้ได้อย่างน่าประทับใจ

 

 

THE TASTE OF HAKODATE

เราเปิดดูคู่มือแนะนำร้านอาหารที่แถมมากับคูปอง และสะดุดกับร้านเบอร์เกอร์ร้านหนึ่ง พอไปเสิร์ชในกูเกิลก็พบว่า ลักกี้ เปร์โรต์ เป็นร้านแฮมเบอร์เกอร์ที่ดังที่สุดของเมืองนี้ แถมอยู่ไม่ไกลจากโกดังด้วย ว่าแล้วก็ไม่รอช้ารีบเดินไปที่ร้านอย่างหิวโหย สิ่งแรกที่เราเห็นคือ บรรยากาศในร้านตกแต่งสไตล์สวนสนุกแบบวินเทจ ด้านขวาของประตูเป็นเคาน์เตอร์
รับออร์เดอร์ ส่วนทางด้านซ้ายเป็นพื้นที่สำหรับลูกค้า

เราใช้คูปองแลกเบอร์เกอร์ซอสไก่จีนมาลองชิม และเหลือบไปเห็นเมนูเบอร์เกอร์คอนโดขนาดยักษ์ ด้วยความหิวจัดเลยลองสั่งมากินด้วย นั่งรอที่โต๊ะไม่นานก็ได้ยินเสียงกระดิ่งจากในครัว… เมนูที่ถูกยกออกมาคือ เบอร์เกอร์ซอสไก่จีนและเบอร์เกอร์ยักษ์ของโต๊ะเรานั่นเอง เบอร์เกอร์ซอสไก่จีนมีเนื้อไก่ทอดผสมเครื่องเทศ ทาซอสไว้โดยรอบเนื้อไก่ รสสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน ส่วนเบอร์เกอร์ยักษ์นั้นก็มาพร้อมกับเนื้อย่างและเนื้อทอดสามชนิด ทาซอสและชีสแตกต่างกันไป ท็อปด้วยไข่ดาวและผักกาดแก้วก่อนประกบด้วยขนมปังเนื้อเบอร์เกอร์นุ่มและหอมมาก เข้ากับซอสได้เป็นอย่างดี ส่วนจะกินหมดไหม… การห่อกลับบ้านเพื่อเอาไว้กินต่อในมื้อถัดไปคือคำตอบ

 

 

Getting around in Hokkaido

หากต้องการเดินทางไปยังเมืองต่างๆ บนเกาะฮอกไกโด รถไฟเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะรวดเร็ว และสะดวกสบาย แต่ดูเหมือนว่าพาสรถไฟบนเกาะนี้ราคาออกจะสูงไปสักนิด และมีแบบใช้ได้ทั้งเกาะ ไม่มีแบ่งเฉพาะโซนเหมือนภูมิภาคอื่น ไม่ก็เป็นพาสที่ใช้สำหรับข้ามไป-มาระหว่างฮอกไกโดตอนใต้กับเกาะใหญ่ เราเห็นราคาแล้ว ยังคิดเล่นๆ เลยว่า ถ้าซื้อ JR Hokkaido Pass แบบ 7 วัน เพิ่มเงินอีกนิดซื้อ JR Pass ที่ใช้นั่งรถไฟได้ทั่วประเทศญี่ปุ่นเลยดีกว่าไหม?

ฉะนั้น เราจึงแนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าให้ทำแผนการเดินทาง และคำนวณอัตราค่าโดยสารผ่านเว็บไซต์ Hyperdia.com เพราะถ้าเดินทางไม่เยอะมาก ซื้อตั๋วเป็นเที่ยวๆ ไปอาจจะคุ้มค่ากว่า