วิชาหน้าเตาพิซซ่า และบทสนทนาผ่านรสชาติของการลองผิดลองถูก

Recipe of Life
20 Nov 2021
เรื่องโดย:

ศิริวรรณ สิทธิกา

“ผมว่าถ้าเราไปเรียน เราจะรู้แต่การถูก แต่ถ้าเราทำเอง เรารู้ผิด” ‘พี่หมู’ – อนุสรณ์ เสนีย์ประกรณ์ไกร ชายวัยกว่า 50 ที่ยืนทำการอยู่หลังเตาพิซซ่าประจำบ้าน เอ่ยปากกับเราในตอนหนึ่ง ระหว่างที่เราส่งชิ้นพิซซ่าป้อนเข้าปากพลางป้อนคำถามเขาไปพลาง บทสนทนาบนโต๊ะกลางโถงของครอบครัวเสนีย์ประกรณ์ไกรในวันนั้น เกิดขึ้นอย่างกลมกล่อม ท่ามกลางอุณหภูมิอุ่นๆ ของพิซซ่า และบรรยากาศอบอุ่นของสามพ่อแม่ลูก ที่ช่วยกันตระเตรียมให้กับแขกที่ปรากฏตัวอย่างไม่ได้ตั้งใจในค่ำของวันที่ฝนเพิ่งจะเหือดเม็ด

        เราปักหมุด Laluka Pizza ด้วยเป็นทางผ่าน จากที่เคยสั่งมาชิมครั้งหนึ่งแล้วติดใจในรสชาติที่ถูกปาก วันนี้จึงอยากเข้าไปรับเอง แต่ด้วยการคะยั้นคะยอของคนทำว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้กินเสียที่บ้าน เพราะไม่อยากให้พิซซ่าเสียรสชาติไปแม้สักนาที เราตกปากรับคำอย่างง่ายๆ เช่นกัน ด้วยคะเนจากความตั้งใจของคนชวนแล้ว มีอะไรบางอย่างที่บอกเราว่าที่นี่มีความ ‘พิเศษ’

        “พิซซ่าต้องกินเลย ต่อให้เอาไปอุ่นกินได้ แต่ก็จะได้รสชาติแค่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ ไม่มีทางถึงร้อย” พี่หมูบอกขณะเราหยิบป้ายแนะนำวิธีการอุ่นสำหรับคนที่ซื้อกลับบ้านขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา ในนั้นมีวิธีการอุ่นด้วยเตาอบ หม้อทอดไร้น้ำมัน และอุ่นด้วยกระทะเทฟลอน ที่ระบุเวลาและอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อให้ได้พิซซ่ารสชาติที่ใกล้เคียงกับอบใหม่จากเตาให้มากที่สุด

        “ลองทำเองก็ได้นะคะ หรือไปดูตอนทำได้เลย ตามสบายเลยค่ะ” ภรรยาของพี่หมูที่เขาเรียกเธอว่า ‘แม่มะลิ’ ชวนเราอีกรอบ ตอนนั้นพี่หมูกำลังนวดและแผ่แป้งพิซซ่า จัดชีสวางและแต่งหน้าตามที่เราเลือก ก่อนจะส่งต่อให้ลูกชายที่เปิดเตารออบอยู่ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสิบนาที

        “ถ้าเราทำแป้งทิ้งไว้ เทกซ์เจอร์มันเปลี่ยน” พี่หมูบอกเหตุผลว่าทำไมเขาต้องผสมแป้งนวดแป้งใหม่ทุกครั้ง สูตรแป้งพิซซ่าของบ้านนี้ เกิดจากการคิดเอง ผสมเอง ลองผิดลองถูกเอง จากสถาปนิกและนักออกแบบตกแต่งภายใน อดีตนักดนตรีที่ตอนนี้พ่วงอาชีพเป็นนักทำพิซซ่าอีกหนึ่ง “ผมคิดเป็นวิทยาศาสตร์ว่าอยากได้แบบนี้ต้องเอาอะไรมาผสมกับอะไร โดยดูจากของคนอื่นแล้วเอามาปรับ ทำแบบนี้แล้วเกิดอะไรขึ้น เกิดความร้อนแล้วเป็นแบบนี้ แล้วจะทำยังไงให้มันลงตัว จนได้มาเป็นสูตรของเราเอง”

        และอีกอย่างที่เราต้องบอกว่านอกจากแป้งโดที่คิดสูตรเอง ซอสพิซซ่า ผักที่ใช้แต่งหน้าพิซซ่า อย่างอิตาเลียนเบซิล ดิลล์ โรสแมรี เขาก็เด็ดเอาจากต้นที่ปลูกไว้ข้างบ้าน “ไม่มีเด็ดมาเก็บไว้ในตู้เย็น จะใช้ก็เดินไปตัด ลูกค้ามาเห็นเขาก็กินด้วยความสบายใจว่ามันสด” ส่วนเตาพิซซ่าที่เห็นตั้งอยู่ว่ามีทั้งเตาอิฐและเตาเหล็กนั้น พี่หมูออกแบบและทำขึ้นเอง “ที่ไม่ได้ทำเองอย่างเดียวคือซอส เพราะภรรยาผมเขาทำอร่อยอยู่แล้ว”

        ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าผู้ชายคนหนึ่งที่ทำอาหารไม่เป็นเลย จะมีฝีมือในการทำพิซซ่าได้อร่อยจนเลื่องลือมาถึงในเมือง ลูกค้าหลายคนของเขาขับรถไปกินจากใจกลางกรุงเทพฯ ไปถึงลำลูกกา แม่มะลิบอกกับเราว่าแม้แต่เจียวไข่สามีเธอยังทำไม่อร่อย ทำได้อย่างเดียวคือต้มบะหมี่ แล้วนี่จะทำพิซซ่าขาย?

        “แฟนผมถามว่าไม่เคยทำกับข้าว ไม่เคยทำอะไรเลย แล้วจะทำเป็นเหรอ เขาพูดด้วยความเป็นห่วง แต่ผมเชื่อว่าถ้าทำแล้วมันต้องดี ต้องทำให้ได้”

        เราไม่อยากเรียกที่นี่ว่าเป็นร้านพิซซ่า แต่อยากเรียกว่า ‘บ้านพิซซ่า’ มากกว่า เพราะบรรยากาศที่อวลด้วยความโฮมมี่นั้นห่างไกลคำว่าร้านอาหารที่ดูห่างเหินลิบลับ ครอบครัวพี่หมูย้ายออกจากกรุงเทพฯ มาซื้อบ้านที่หมู่บ้านฟ้าปิยรมย์ ลำลูกกา เพราะเริ่มไม่สะดวกกับชีวิตในเมือง และขาข้างขวาของเขาใช้การได้ไม่ดีนัก จึงอยากทำอะไรที่ทำอยู่บ้านได้มากกว่า ซึ่งการทำพิซซ่าอยู่ที่บ้านตัวเองก็ยังทำให้เขาสามารถรับงานออกแบบได้เหมือนเดิมเช่นเดียวกับที่ทำมาได้ตลอดชีวิต

        “เป็นช่วงจังหวะและโชคชะตาที่มันพลิกไปเรื่อยๆ แต่ผมคิดว่าถ้าเราตั้งใจทำ คนเราทำอะไรก็ได้ อยู่ที่ความตั้งใจ การทำพิซซ่าของผมก็เป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่ง แต่แน่ละว่าเรื่องของเซนส์ก็ต้องควบคู่กัน เราชิมมาเยอะ กินตั้งแต่ของถูกยันของแผง เลยเข้าใจว่าอะไรคืออะไร การชิมมันเป็นประสบการณ์ที่ดีให้เราหยิบฉวยมาใช้”

        โชคชะตานั้นเป็นเรื่องของแต่ละคน ในวัยเด็กพี่หมูใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับดนตรีและศิลปะ เคยเล่นดนตรีและเคยเอาจริงถึงไปเรียนซาวนด์เอนจิเนียร์ ส่วนด้านศิลปะนั้นเขาทำงานเขียนแบบมาตั้งแต่อายุ 17 สัก 18 ปลายๆ ก็ได้โอกาสออกแบบบ้านพร้อมตกแต่งภายใน และทำเป็นอาชีพเรื่อยมาตลอดอายุการทำงาน

        “ผมเองไม่ใช่คนออกแบบที่เก่งที่สุด แต่ผมจะทำให้เจ้าของบ้านพึงพอใจที่สุด ผมเองไม่ใช่คนทำพิซซ่าที่อร่อยที่สุด แต่ผมจะทำให้คนกินพิซซ่าของผมมีความสุขที่สุด”

        และความตั้งใจนี้ทำให้เขากำเงินไว้แสนห้าเพื่อเตรียมเข้าคอร์สเรียนทำพิซซ่าหลังจากที่ตัดสินใจแล้วว่าจะทำพิซซ่าขาย เพราะเป็นอาหารที่ทำด้วยตัวคนเดียวได้ รังสรรค์หน้าได้หลากหลาย และชอบกลิ่นอายของอาหารอิตาเลียน ที่บอกว่าต้องเป็นอาหารที่ทำด้วยตัวคนเดียวได้ ก็เพราะภรรยาของเขานั้นยังทำงานประจำ ส่วนลูกชายที่เพิ่งเรียนจบด้านดนตรีเขาก็ต้องมีชีวิตเป็นของเขาเอง

        “แต่โควิดทำให้ผมไปเรียนไม่ได้ ผมเลยเอาเงินส่วนนั้นมาทดลองทำเองโดยเปิดดูจากยูทูบ ทดลองทำเตา หมดไม่ต่างจากที่จะไปเรียนเลย” เขาเคยบันทึกเอาไว้ว่า ใช้เวลาเรียนทุกวันตลอดสองเดือนครึ่งผ่านการเปิดคลิปในยูทูบกว่า 200 คลิป ส่วนใหญ่เป็นคลิปของเชฟพิซซ่าชาวอิตาเลียน โดยเฉพาะเชฟดังอย่าง Vito Iacopell และ Enzo Coccia ที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษ เพื่อวิเคราะห์วิธีการ เทคนิค ปัญหา การแก้ไขต่างๆ เขาปรับสูตรไปทั้งหมด 29 ครั้ง จนได้แป้งพิซซ่าสูตรที่พอใจ และผ่านการชิมไปนับร้อยถาด จากคนที่เขาเลือกมาช่วยชิมซึ่งมีความหลากหลาย เพื่อจะได้รู้ว่าคนกินจะชอบแบบไหนมากที่สุด

        “ส่วนตัวเราชอบแบบนาโปลิตาน่า (Napoletana) ขอบฟูๆ แป้งนิ่มๆ ถ้าไปกินที่อิตาลีจะต้องพยุงเลยเพราะแป้งจะย้วยพับไปพับมา ตอนแรกเราก็ทำแบบนั้น แต่คนที่มาชิมไม่ชอบเลย เราก็เลยปรับให้แป้งยังนิ่ม มีขอบฟูๆ ที่พองกรอบ ส่วนซอสมะเขือเทศเราปรุงให้มีความเข้มข้นขึ้นเพราะถ้าทำแบบอิตาเลียนจ๋าเลยซอสมะเขือเทศจะจืดไป และใช้ซอสริคอตตาที่มีความหอมมัน นุ่มนวล ชีสก็เลือกที่มีความเข้ม เทสต์กันเป็นสิบๆ ยี่ห้อเพื่อเลือกว่าจะใช้แบบไหน”

        ขอบพองกรอบ แป้งบาง เนื้อนุ่ม ชุ่มชีส จึงเป็นนิยามของ Laluka Pizza ที่มีกว่าสิบหน้าให้เลือก จะบอกไว้ชัดเจนในเมนูว่าแต่ละหน้ามีอะไรเป็นส่วนผสม แต่บางครั้งคนกินเกิดรักพี่เสียดายน้อง คนทำก็เปิดทางเลือกให้ผสมหน้าได้ แต่จะเหมาะหรือไม่นั้นเขาจะแนะนำอีกทีเพื่อไม่ให้เสียใจกันภายหลัง

        “พิซซ่าแต่ละหน้าก็เหมาะกับชีสคนละตัว เหมาะกับซอสคนละอย่าง ก็พยายามจะทำให้ได้หมด ยกเว้นแต่เอาซอสแดง (ซอสมะเขือเทศ) กับซอสขาว (รีซอตตา) มาผสมกัน เพราะท้ายที่สุดตรงกลางจะเป็นซอสสีชมพูเพราะไหลมารวมกัน บางคนอยากได้พาร์มาแฮมเพราะเบสคือซอสมะเขือเทศ แต่อยากได้ทรัฟเฟิลด้วยซึ่งเราต้องใช้ซอสรีซอตตา ผมก็จะต่อรองว่าถ้างั้นเอาซอสขาวทั้งหมดแล้วเอาพาร์มามาวางไว้บนซอส หาวิธีให้เขา”

        พี่หมูมองว่าพิซซ่าที่อร่อยในความเห็นของเขานั้นขึ้นกับสามองค์ประกอบ แป้งคือองค์ประกอบที่ยากที่สุด เพราะนอกจากจะอร่อยถูกปากคนกินที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทยแล้ว ยังมีโจทย์ที่ยากกกว่านั้นอีกคือ ทำยังไงให้พิซซ่าที่ทิ้งไว้เกินครึ่งชั่วโมงยังกินได้อยู่แม้จะไม่ได้อุ่น หรือถ้าจะต้องอุ่นควรอุ่นยังไงให้ได้รสกลับมาใกล้เคียงตอนออกจากเตา องค์ประกอบที่เหลือคือซอสที่ต้องจับคู่ให้เหมาะสมกับวัตถุดิบของหน้าพิซซ่า ตามด้วยอุณหภูมิที่ใช้ในการอบ เขาใช้อุณหภูมิ 360 องศาเซลเซียสขึ้นไป เพื่อให้ได้รสสัมผัสของแป้งและหน้าอย่างที่ต้องการ

        “สามอย่างนี้มีความเกี่ยวข้อสัมพันธ์กัน คือแป้งโดเป็นยังไง อุณหภูมิเท่าไหร่ เวลาเท่าไหร่ ถ้าโดมีการเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลง เวลาจะเปลี่ยนแปลงตาม”

        ความสร้างสรรค์ของมนุษย์นั้นไม่สิ้นสุด แล้วมีหรือที่นักออกแบบจะหยุดความสร้างสรรค์ ทุกวันนี้พี่หมูก็ยังคงออกแบบรสชาติบนหน้าพิซซ่าของเขามาเติมเมนูอยู่เสมอ นอกจากพิซซ่าหน้าที่เราคุ้นเคยกัน เขายังมีพิซซ่าสไตล์ไทย คือหน้าไส้อั่วเก๊าบ่าขามที่มีเบสเป็นซอสเพสโต โรยหน้าด้วยชีสมอสซาเรลลา โดยเลือกไส้อั่วร้านที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสตรงใจที่ต้องการจากตลาดแม่เหียะ เชียงใหม่ มาเป็นหน้าพิซซ่า แล้วข้ามไอเดียไปยังฝั่งอเมริกา ด้วยการออกแบบ ‘Pizzburg’ ที่เขาบอกว่าเป็นเมนูที่มาจากความชอบกินเบอร์เกอร์เป็นการส่วนตัว เมนูหลังนี้กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาจึงยังไม่บรรจุลงเมนู

        “ผมอยากเอาพิซซ่ากับเบอร์เกอร์มาผสมกัน เราเลยใช้แป้งพิซซ่าและซอสเบอร์เกอร์ มีไส้เป็นเนื้อบด ทำเหมือนคาลโซเน (Calzone) หรือพิซซ่าพับ แต่จะเบิร์นหน่อยเพราะแป้งจะมีบับเบิลอยู่ข้างใน เมื่อเจอความร้อนจะเกรียมเป็นจุดๆ แต่เป็นแป้งสูตรเดียวกัน อยู่ที่ว่าเราจะครีเอตออกมาแบบไหน และยังมีความฝันอยู่ว่าอยากทำพิซซ่าที่มีหน้าเป็นของดีลำลูกกา ถ้าวันหนึ่งได้เจอว่ามีอะไรที่เป็นของโดดเด่นของลำลูกกา ก็อยากจะนำมาไว้บนหน้าพิซซ่า เพราะผมตั้งคอนเซปต์ไว้ว่า ‘พิซซ่าที่เป็นลูกเสี้ยวอิตาลี อเมริกัน ลำลูกกา’ คำว่าลำลูกกาผมทิ้งไว้สำหรับฟิวชัน”

        นอกจากจะมองอาหารเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ อาหารก็เป็นเรื่องของศิลปะด้วยเช่นกัน ความเป็นศิลปินภายในตัวเขา แสดงออกมาผ่านการออกแบบจัดวาง ไปจนถึงการออกแบบเตาอบ

        “ผมเชื่อว่าการออกแบบมันอยู่คู่กับทุกสิ่ง การจัดหน้าพิซซ่าก็คือการจัดองค์ประกอบ เซนส์ทางด้านศิลปะมันช่วยได้ เอาง่ายๆ เลย ในการตัดพิซซ่าให้เป็นสัดส่วนที่เท่ากัน คนทั่วไปจะตัดได้เท่ากันทุกชิ้นไหม อาจจะไม่ แต่เราจะเห็นเลยว่าเส้นมันอยู่ตรงไหน ความกลมคือยังไง ทำยังไงให้มันเท่ากัน มันเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย ลูกค้าบางคนบอกให้เราตัดสิบส่วนเราก็ตัดได้ ผมว่ามันเป็นความเกี่ยวเนื่องกัน หรือเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เวลาทำบ้านเรารู้ว่าถ้าจะเอาสิ่งนี้มาวางคู่กับสิ่งนี้จะต้องทำอย่างไร แค่ไหน รสชาตินั้นมาผสมกับรสชาตินี้จะอร่อยไหม มันคือความสมดุล

        “เตาอิฐนั่นเราทำขึ้นมาตั้งแต่ยังทำพิซซ่าไม่เป็น” เขาผินหน้าไปทางเตาอิฐตัวเดิมที่ตอนนี้ไม่ได้ใช้งานเพราะมีเตาเหล็กตัวใหม่หน้าตาโมเดิร์นและดูมินิมอลมาทดแทน “มันเป็นเตาที่เราลองผิดลองถูกกันมา ส่วนเตาเหล็กเกิดจากการที่เราเพาะบ่มประสบการณ์มาแล้วว่าคือความเหมาะสม”

        ถึงตรงนี้เราเชื่อว่าหลายคนจะยึดติดกับประสบการณ์เดิมที่มีความเชื่อว่าพิซซ่าที่อบด้วยเตาฟืนจะให้รสชาติที่พิเศษกับพิซซ่าได้มากกว่า พี่หมูให้ความเห็นที่ต้องบอกย้ำว่า ‘เป็นความเห็นส่วนตัว’ ว่า

        “ทุกวันนี้ผมอบด้วยเตาเหล็ก ลูกค้าที่ไม่เห็นผมทำเขาบอกว่าผมทำด้วยเตาฟืนแน่นอน สิ่งที่ผมรู้สึกได้คือ กลิ่นที่เรารู้สึกว่ามันคือฟืน จริงๆ แล้วมันคือกลิ่นของแป้งที่โดนเปลวไฟมากกว่า ไม่ได้มาจากไม้ฟืน เพราะไม้เมืองไทยไม่ได้มีไม้ที่จะให้กลิ่นได้เหมือนเมืองนอก อีกอย่างถ้าผมใช้เตาฟืนผมอาจจะมีปัญหากับข้างบ้านตอนจุดเตาเพราะมันมีควันแน่ๆ เดี๋ยวนี้ร้านพิซซ่าในต่างประเทศที่เป็นร้านของคนรุ่นใหม่ๆ ก็ใช้เตาขนาดแบบนี้เหมือนกัน มันคือยุคของการเปลี่ยนแปลง วงการพิซซ่าส่วนหนึ่งก็มีการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าถามความรู้สึกผมก็ยังชอบในหน้าตาของเตาอิฐ เพราะผมสร้างมันขึ้นมา และเราลองผิดลองถูกด้วยกันมา”

        แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างที่เขายังไม่เชี่ยวชาญ และเป็นสิ่งที่มนุษย์สายศิลปะมักจะข้ามเส้นไปไม่ได้ คือการบริหารต้นทุนและการตลาด เขาหัวเราะเมื่อเราถามถึงสิ่งนี้ หลังจากได้พิสูจน์แล้วว่าพิซซ่าของเขาได้คุณภาพระดับเดียวกับร้านพิซซ่าดังๆ กลางกรุง ทว่าเป็นราคาที่เป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ ทั้งๆ ที่วัตถุดิบหลักของเขาคือวัตถุดิบนำเข้าจากอิตาลีซึ่งราคาไม่เบาเลย

        “เราพยายามให้ลูกค้าคุ้มที่สุด พูดกันตรงๆ ตอนที่ผมคิดต้นทุนมันก็ผิดวิธีทางธุรกิจ คือผมไม่คิดฟิกซ์คอสต์ แต่ในแง่หนึ่งผมมองว่าลูกค้าได้กินของดีในราคานี้ ก็เพราะผมอยู่ลำลูกกา เราไม่ได้มีร้านอยู่ในเมือง มีลูกคนหนึ่งที่เขากินแล้วเขารู้ว่าเราใช้อะไร เขาถามผมว่า พี่มีกำไรเหรอใช้วัตถุดิบแบบนี้ ผมก็บอกว่าพอมี เพียงแต่ว่าผมไม่ได้คิดในเชิงธุรกิจ ผมยกตัวอย่างว่า อาแปะซื้อตึกแถวห้าล้าน ขายก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นชามละสี่สิบบาท ถามว่าอาแปะต้องขายนานเท่าไรถ้าคิดในเชิงธุรกิจ แต่เพราะอาแปะไม่ได้คิดแบบนั้นไง อาแปะคิดว่าเขาซื้อที่อยู่ แล้วทำอะไรเลี้ยงตัวเอง นี่แหละครับ ผมคิดแบบอาแปะ

        “แต่ถามว่าผมไม่คิดว่าการทำพิซซ่าจะเป็นรายได้หลักในอนาคตเหรอ คิดสิ ตอนนี้ก็กำลังศึกษาเรื่อง social marketing ว่าจะปรับใช้ได้ยังไงเพราะผมไม่เชื่อเรื่องยิงโฆษณา แล้วผมเริ่มไปข้างนอกไม่ไหว ยังไงมันก็ต้องเป็นอาชีพของผม แต่ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าลูกผมเขาจะพัฒนาเป็นธุรกิจต่อก็อีกเรื่องหนึ่ง สำหรับผม คือตรงนี้ วันนี้”

        ดูเหมือนว่าการเรียนรู้ของเขาจะยังมีบทต่อไปให้ศึกษาอยู่ และการเปิดร้านในช่วงที่โควิดเป็นตัวแปรสำคัญ ก็นับว่าเป็นบทเรียนชั้นดีที่เมื่อสอบผ่านก็เท่ากับการได้เลื่อนชั้น เหมือนอย่างที่เขาได้บอกกับเราว่า

        “ถ้าเราทำเอง เรารู้ผิด เมื่อไรก็ตามที่เรารู้ผิด นั่นแปลว่าเราจะไม่ผิดอีก”


การปรุงอาหารอาจไม่ต่างไปจากชีวิตของคนคนหนึ่ง ที่กว่าจะมีที่ทางให้ยืนอยู่ในจุดที่ตัวพอใจ บางครั้งก็ต้องใช้เวลาและประสบการณ์ในการเคี่ยวปรุงชีวิตของตัวเองจนกว่าจะเจอส่วนผสมที่กลมกล่อม คอลัมน์ ‘Recipe of Life’ จึงไม่ใช่คอลัมน์อาหารที่บอกเล่าถึงความดีงามของรสชาติเมื่อสำเร็จแล้วด้วยมือของคนหน้าเตา หากแต่เป็นเรื่องเล่าที่คลุกเคล้าด้วยส่วนประกอบชีวิต ซึ่งการจะเจอรสชาติที่ลงตัวก็ต้องผ่านการทดลองปรุงจนเข้ามือ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศิริวรรณ สิทธิกา

นักเขียน นักสัมภาษณ์ และคนธรรมดาที่เอมใจกับการกินและพบว่าใดๆ ในโลกล้วนอร่อยจัง

ภาพโดย

สันติพงษ์ จูเจริญ

ช่างภาพที่สั่งสมประสบการณ์มาจากนิตยสารทุกรูปแบบในยุคสื่อสิ่งพิมพ์เฟื่องฟู ปัจจุบันประยุกต์ความเก๋าที่มีมาเล่าเรื่องด้วยภาพในรูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์ ทั้งภาพนิ่งและวิดีโออย่างสนุกสนานเหมือนเดิม