‘ทำไมต้องตกหลุมรัก?’ การตีแผ่ความรักในโลกที่ป่วนปั่นจากหนังสือของ ศ.สรวิศ ชัยนาม

The Review
12 Feb 2021
เรื่องโดย:

ปารณ ศรีสุนทร

“จงรักสิ่งที่คุณจะไม่มีวันได้เจออีกเป็นครั้งที่สอง” หรือ “จงรักสิ่งที่คุณไม่มีวันจะเชื่อซ้ำอีกหน” 

        ประโยคที่ ศาสตราจารย์สรวิศ ชัยนาม อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้จีบหญิงสาวผู้เป็นอดีตคนรัก จนทำให้เธอฉายรอยยิ้มออกมาอย่างสดใส ทั้งยังใช้มันเพื่อประกาศความรัก (Declaration of Love) และความศรัทธาทั้งหมดที่เขามีต่อเธอทั้งหัวใจ ว่าหญิงสาวคนนี้แตกต่างออกไปจากใครก็ตาม และไม่อาจมีใครสามารถแลกเปลี่ยน เทียบเคียง หรือแทนที่ตำแหน่งคนรักได้ตลอดกาล

        ซึ่งข้อความข้างต้นมาจาก Alain Badiou นักปรัชญาคนสำคัญ ที่มักเขียนงานตอบโต้กับแนวคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) โดยเขามีผลงานชิ้นสำคัญคือการตั้งคำถามว่า ชีวิตที่แท้จริง (true life) คืออะไร และคำตอบที่ได้คือการเบนออกจากทางเดินชีวิตแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นชีวิตแบบเทียมๆ ไปมีอิสระหลุดกรอบความต้องการเยี่ยงสัตว์ออกไป เพื่อไปมีชีวิตใหม่ที่เป็นไปได้ว่าจะดีขึ้นกว่าเดิม

        แนวคิดเช่นนี้จึงนำไปสู่การตั้งคำถามต่อความรักของคนเราในทุกวันนี้ว่าเป็นความรักที่แท้จริง (true love) หรือไม่ เพราะในโลกทุนนิยมเช่นนี้ ความรักมักถูกแทนที่ด้วยความโรแมนซ์ (romance) ที่พยายามทำลายและลดทอนความรักให้เป็นหนึ่งในบรรดาความสุขพร้อมเสพในนามแห่งรัก เราจึงต้องปกป้องมันจากศัตรูทั้งหลายไม่ให้รักถูกทำลาย และสร้างความรักรูปแบบใหม่ขึ้นมาด้วยรักที่แท้จริง

        ว่าแต่ ความรักที่แท้จริงคืออะไร? ง่าย/ยากแค่ไหนกว่าจะได้มันมา? หนังสือเล่มนี้จะช่วยคุณทำความเข้าใจความรักให้มากขึ้น ด้วยทัศนะของ Badiou และนักสังคมศาสตร์ฝ่ายซ้ายจำนวนมาก เพื่อตีแผ่ความรักในโลกที่ป่วนปั่น ซึ่งกำลังบั่นทอนความรักที่แท้จริงให้มลายหายไปท่ามกลางโลกทุนนิยมในปัจจุบัน

“ความรัก คือการให้อะไรบางอย่างที่คุณไม่มี แก่ใครบางคนที่ไม่ได้ต้องการมัน”

        Jacques Lacan นักจิตวิเคราะห์ชาวฝรั่งเศส ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ยังคงขาดพร่อง เพราะคุณแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอีกฝ่ายเลย ไม่รู้ว่าเขาต้องการรักของคุณหรือไม่ หรือแม้กระทั่งตัวคุณเอง ก็ไม่รู้ว่าจะมีสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจริงหรือเปล่า ต่างคนต่างไม่รู้ว่าใครต้องการอะไร เราจึงต่างบกพร่องกันทั้งนั้น และมันไม่มีทางเติมเต็มได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ 

        ขณะที่ James McGowen แสดงให้เห็นว่าความโรแมนซ์เป็นสินค้าขายฝันในโลกทุนนิยมที่มักมาในนามของความรัก สิ่งนี้จะมาพร้อมคำลวงว่า มันมี ‘สิ่งสิ่งนั้น (The Thing)’ ที่จะคอยเติมเต็มให้คุณสมบูรณ์พูนสุข ซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างกันกับสินค้าในโลกทุนนิยมทั่วไป ที่พยายามจะขายสรรพสิ่งให้คุณได้เรื่อยๆ โดยสัญญาว่าจะเติมคุณได้เต็มสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้คุณก็ยังคงรู้สึกขาดพร่องอยู่ดี เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ความรักอาศัยการแบ่งปันความบกพร่องและการเติมเต็มโดยสมบูรณ์แบบมันไม่ใช่สิ่งจำเป็น

        แต่ในขณะเดียวกัน ความรักก็เป็นสิ่งสัมบูรณ์ (absolute) ด้วยตัวของมันเอง โดยไม่อาจมีใครหรือสิ่งอื่นใดมาเทียบด้วยได้ ต่างไปจากความปรารถนา (desire) ที่ Badiou มองว่าคุณจะหลงใหลในอวัยวะบางส่วน ไปที่รูปลักษณ์ภายนอกของอีกฝ่าย หรือวัตถุทางเพศบางอย่าง อีกทั้งคุณยังบอกได้อีกว่าคุณชอบใครมากกว่ากัน ด้วยเหตุผลอะไร ซึ่งนั่นไม่ใช่สำหรับความรัก เพราะมันทำให้เรายอมรับในสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาด้วยซ้ำในความเป็นจริง

        ท้ายที่สุด ความรักจึงต้องไปก้าวไปให้พ้นความโรแมนซ์หรือปรารถนาให้ได้ เพราะความรักนั้นจะว่าธรรมดาก็ธรรมดา จะว่าพิเศษก็พิเศษ ความรักเกิดขึ้นจากความไม่สมบูรณ์และขัดแย้งภายในตัวเองของทั้งคนที่คุณรัก หรือแม้กระทั่งตัวคุณเอง คุณจะเพียงรู้สึกได้ว่ามันมีสิ่งแปลกปลอมที่คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไรเกิดขึ้นใน (หัว) ใจของคุณ ความแปลกปลอมนั้นไม่ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณกระวนกระวายใจ แต่มันช่วยชี้ว่านี่คุณกำลังตกหลุมรัก และความรักมันได้เกิดขึ้นมาแล้ว

“ความรักเริ่มต้นจากการพบกันโดยบังเอิญเสมอมา” 

        คำกล่าวของ Badiou เปิดประเด็นว่า จุดเริ่มต้นของความรักมักอาศัยการตกหลุมรัก มันเป็นเหตุการณ์แรกเริ่มที่ขาดไปไม่ได้ คาดการณ์ล่วงหน้าก็ไม่ได้ แถมไม่รู้อีกว่ามันจะดำเนินต่อไปอย่างไร เมื่อโลกเหวี่ยงคุณกับอีกฝ่ายมาเจอกันราวกับโชคชะตากำหนด ชีวิตคุณก็เหมือนเกิดอุบัติเหตุขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เหมือนคุณเดินไปในที่โล่งกว้าง แล้วหุบเหวแห่งรักก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกทีคุณก็ถลาถลำเข้าไปในนั้นเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นก็พลิกพิกัดชีวิตคุณไปตลอดกาล

        คุณจะไม่มีทางที่จะเสพสุขสมอารมณ์หมายได้ตลอดไป คุณจะกระวนกระวายใจไม่เป็นกินอันนอนกับการตกหลุมรักครั้งนี้ คุณไม่อาจหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ว่าทำไมคุณถึงต้องรักคนนี้ สเปกก็อาจจะไม่ใช่ แต่คำตอบที่ได้คงไม่มีอะไรมากไปกว่า เขาหรือเธอน่ารัก (lovable) และเป็นคนที่คุณรักมากที่สุด (dearest) ยิ่งไปกว่านั้น คุณจะทำให้เขายิ่งกลายเป็นคนในอุดมคติ (idealise) เข้าไปอีก กลบข้อด้อยของฝ่ายตรงข้าม แทนที่มันด้วยข้อดีเต็มไปหมด ยกคนรักขึ้นเทียบกับคุณค่าของสิ่งสิ่งนั้นที่คุณไม่จำเป็นต้องไปหาเหตุผลมารองรับ

        สิ่งที่จะเป็นเครื่องยืนยันว่าคุณรักเขาคนนั้นจริง คุณจะไม่สามารถทรงตัวอยู่บนความมั่นคงเฉยๆ ได้ เพราะความรักมันช่างเต็มไปด้วยความเสี่ยง ก็เวลาคุณเพิ่งตกหลุมรักใครสักคน คุณจะแทบไม่รู้จักอะไรกับเขาคนนั้นเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะไปต่อกับคุณไหม ความรักนั้นจึงไม่ราบรื่น ขรุขระ และไม่มั่นคง และยิ่งถ้าคุณอยากรัก คุณยิ่งต้องเสี่ยงเข้าไปอีก ถ้าคุณไม่อยากให้เขาเป็นเพียงแค่ภาพในความฝัน

“รักแท้คือรักที่ชนะอุปสรรคที่เวลา สถานที่ และโลกสร้างไว้ให้เราทุกครั้งไป โดยบางทีเราก็อาจจะเจ็บปวด”

        จุดเริ่มต้นอย่างการตกหลุมรักดูเป็นเรื่องง่ายดาย ไม่มีใครต้องลงทุนลงแรงอะไรไปกับมันเลย แต่คุณไม่อาจปล่อยให้ความรักกลายเป็นเพียงแค่ความรู้สึกจากการบังเอิญพบกันเท่านั้น แต่เมื่อรู้สึกรักแล้ว คุณจะเดินเกมต่อไปอย่างไร จะทำให้รักนั้นคงอยู่อย่างยืนยาวได้อย่างไร นี่คือบทพิสูจน์ เพราะสิ่งสำคัญอยู่ที่การสร้างฉากของสองเรา (Two-scene)’

        แต่กว่าจะถึงฉากนั้นได้ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย เดิมที่คุณทั้งคู่ต่างเป็นตัวของตัวคุณคนเดียว เป็นเพียงแค่ใครคนหนึ่งสำหรับอีกคน การจะสร้างฉากของสองเราให้ปรากฏขึ้นได้ คุณต้องกล้าเสี่ยงที่จะประกาศรักเสียก่อน ปล่อยมือจากความมั่นคงปลอดภัยทั้งหลายทั้งปวง บอกความนัยต่ออีกฝ่ายให้เขาได้รู้ อดทนและหมั่นเพียรที่จะอีกฝ่ายซ้ำๆ ว่าเขามีความหมายต่อคุณมากเพียงใด กล้าหาญที่จะสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวขึ้นได้ต่อไป ความกล้าเสี่ยงนี้บางทีอาจจะมาพร้อมกับความเจ็บปวด แต่แม้ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม มันก็เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันในรักมั่นที่คุณมี

        ความรักเช่นนี้ก็เหมือนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จากการปฏิวัติ (Revolutionary Upheaval) เพราะหลังจากที่ประกาศกร้าว กระทั่งสร้างฉากที่สองเราปรากฏได้แล้ว คู่รักจะเดินเกมต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร สถานการณ์ปกติใหม่มันเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไร นี่คือสิ่งที่สำคัญ สำหรับบางคู่มันอาจจะส่งผลปุบปับทันทีทันใด ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันหวนคืนกลับ รู้สึกทันทีว่าไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกต่อไปหากปราศจากคนรักตรงหน้า ซึ่งคุณไม่อาจรู้สึกเช่นนี้ได้กับสิ่งอื่นใดเลยก็ตาม

“เราชักจะกลัวความการตกหลุมรักมากขึ้นเรื่อยๆ เรามองหาความรักที่ราคาถูกและปราศจากความเสี่ยง”

        สำหรับหลายคนที่กำลังบอกตัวเองปาวๆ ว่า “อยากมีความรัก” ลองสำรวจดูตัวเองให้ดี ว่าสิ่งที่คุณต้องการคือรักแท้จริงหรือเปล่า หากคุณต้องการความรักที่ไม่จำเป็นต้องตกหลุมรัก มาในช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่รบกวนจิตใจคุณเกินไปให้ต้องทนทุกข์ทรมาน ไม่ต้องเสี่ยงหรือกล้าหาญเกินไป หาได้ตามแอพพลิเคชันหรือบริษัทจัดหาคู่ ความรักนั้นอาจจะไม่ใช่ priority แรกของคุณ เพราะสิ่งที่คุณต้องการนั่นคือโรแมนซ์ 

        แต่นั่นก็เนื่องด้วยสภาพเศรษฐกิจและสังคมในทุกวันนี้ สังคมทุนนิยมและเสรีนิยมใหม่ที่เราอยู่กับทุกวันนี้กำลังเป็นภัยและทำลายความรัก ทุนนิยมมันเข้าควบคุมคุณลึกซึ้งไปถึงระดับจิตวิญญาณภายใน ที่คอยตรวจตรา สอดส่อง จ้องมองให้คุณทำหรือไม่ทำสิ่งใด ทำให้คุณเป็นพวกหลงไหลในตัวเอง (narcissism) พิจารณาเรื่องราวของตัวเองเป็นศูนย์กลาง สนใจความสำเร็จ มากไปกว่าจะสนใจความเป็นไปของคนรอบข้าง อยากได้อยากมีไม่เว้นแม้กระทั่งความรัก มองมันเป็นสินค้าใช้สอยเพื่อเสริมสร้างสุขตามแนวคิดสุขนิยม (hedonism) 

        ไม่แปลกที่บางคนจะเน้นง่ายเข้าว่า คบกันแบบไม่ผูกมัด (casual hookups) หรือใช้ตัวช่วยหาคู่นอนที่ทำให้คุณรู้สึกสุขกายสบายใจภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว บ้างก็อาจจะละเมอเผลอไผลว่านั่นคือความรัก แต่แท้ที่จริงแล้วมันคือโรแมนซ์หรือความปรารถนามากกว่า เพราะมันแทบไม่เข้าองค์ประกอบอันใดเลยของความรักที่แท้จริง มิหนำซ้ำมันยังเป็นการลดทอนคุณค่าของความรักลงเหลือเพียงแค่สินค้าที่ใช้อุปโภคเท่านั้นเอง

“ถ้าหากทุนนิยมยุคปลายกำลังทำลายความรัก นี่ไม่ใช่เหตุผลที่ดีอีกประการที่เราควรโค่นมันล้มลงหรอกหรือ”

        หนังสือเล่มนี้เสนอไว้ว่า เราไม่ควรเพิกเฉยต่อปรากฏการณ์เหล่านี้ว่าเป็นเพียงแค่อนาคตแบบดิสโทเปียเท่านั้น เราจึงต้องปกป้องและปรับเปลี่ยนความรักจอมปลอมที่เป็นอยู่ตอนนี้ สร้างความรักรูปแบบใหม่โดยปฏิรูปมันอย่างถึงรากถึงโคน เพราะโลกที่ปราศจากความรักคือโลกที่ไม่เหมาะสำหรับการมีชีวิตอยู่ 

        ดังนั้น ‘ทำไมต้องตกหลุมรัก?’ จึงไม่ได้พูดถึงเพียงเรื่องความรัก โรแมนซ์ และความปรารถนาอย่างที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ยังเผยให้เห็นถึงความรักที่ (เชื่อว่า) จริงแท้ จากโลกทัศน์ของนักคิดฝ่ายซ้ายทั้งหลายอันซับซ้อนและเป็นทางเลือกอุดมคติ  นอกจากนั้น ยังขยายภาพกว้างไปสู่สภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในโลกปัจจุบัน ที่กำลังบั่นทอนความรักจนเหลือเป็นเพียงแค่สินค้าใช้สอยที่ไม่ต่างอะไรกับกาแฟปราศจากน้ำตาลแก้วหนึ่ง

        กลับมามองโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยตัวแปรมากมายที่เข้ามารบกวนเส้นทางไปสู่ความรักแท้จริง  ต่อให้คุณเจอเข้ากับความรักโดยบังเอิญตามคอนเซปต์ คุณจะนำพารักนั้นไปตลอดรอดฝั่งกระทั่งประกาศรักได้อย่างไร ในเมื่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หรือจุดที่คุณยืนอยู่ มันเสี่ยงเกินไปกว่าที่จะให้ใครอีกคนมาร่วมโชคชะตากรรมกับคุณ ก็เป็นไปได้ว่าคุณอาจจะลดทอนมันเหลือเพียงแค่ความรู้สึกที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปก็ได้ 

        ความรักในโลกปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วถ้าอย่างนั้น ความรักแบบไม่เสี่ยง หรือโรแมนซ์สำหรับบางคนภายใต้สภาวะแบบนี้มันก็เป็นสิ่งที่ดีเพียงพอหรือเปล่า หรือที่จริงแล้วความรักมันไม่ควรจะพอเพียงอยู่แค่นั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นเราต้องทำอย่างไรเพื่อให้ได้รักเช่นว่ามาครอบครอง

        อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่ในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนไม่ได้บอกเอาไว้ ว่าเราจะสามารถแตกหักจากสภาวะเช่นนี้ และขยายขอบเขตของความเป็นไปได้ของการปกป้องความรักที่แท้จริงจากภยันตรายในปัจจุบันได้หรือไม่ อย่างไร รวมถึงจะปรับปรุงมันให้ดีขึ้น ให้ใกล้เคียงกับรักแท้ได้อย่างไร และหากไม่ใช่ทุนนิยมความรักของคนจะดีกว่านี้หรือไม่ และมันจะปรับเปลี่ยนไปเป็นเช่นไร นั่นคือคำถามที่ผมนั้นยังสงสัย

        ไม่แน่ใจว่าหลังอ่านหนังสือเล่มนี้จบ จะทำให้คุณเข้าใจความรักมากขึ้นหรือไม่ หรือจะเจ็บปวด (ใจ) กับความรักมากขึ้นไปกว่าเดิมหรือเปล่า แต่มันก็ช่วยเปิดมุมมอง ให้เห็นความรักในรูปแบบที่หลากหลาย และตั้งคำถามกับมันมากขึ้น และอาจเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบกันต่อไป 

        หรือไม่คุณอาจจะต้องตกหลุมรักใครสักคนก่อน เพื่อค้นหาคำตอบด้วยตัวของคุณเองก็เป็นได้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ปารณ ศรีสุนทร

อดีตนิสิตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่กำลังเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนผ่านการพูดคุย