From Bangkok to Mandalay: เพราะรักจนสุดหัวใจจึงจำใจต้องอยู่ให้ไกลจากเธอ

The Review
1 Apr 2020
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

Highlights

สิ่งที่ความห่างไกลไม่สามารถพรากไปจากมนุษย์ได้ นั่นคือความผูกพัน…

        ความหลังเป็นความทรงจำของคนแต่ละคน ทุกคนล้วนมีเหตุผลอันชอบธรรมของตัวเอง ว่าความทรงจำในอดีตเรื่องไหนบ้างที่ควรเก็บไว้ และเรื่องไหนที่ควรทิ้งหรือฝังกลบลงไปลึกที่สุดจนยากที่ใครจะมาค้นหาเจอ แต่บางทีความทรงจำไร้ประโยชน์ที่จะกลับไปนึกถึง ก็สามารถช่วยเยียวยาใจของคนที่เกี่ยวข้องได้ แม้ว่า ณ ​วันนั้น เราจะจากโลกใบนี้ไปแล้ว 

        From Bangkok to Mandalay ถึงคน..ไม่คิดถึง (2016) เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของการสื่อสาร ที่ไม่ใช่เพียงหนังจดหมายรักธรรมดาเรื่องหนึ่ง แต่มันพาเราไปพบกับการเชื่อมโยงชีวิต ประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ การเรียนรู้ ระหว่างประเทศไทยและเมียนมาได้อย่างกลมกลืน 

        หนังเรื่องนี้จึงไม่ได้มีคุณค่าแค่การพาเราไปชมสถานที่สวยๆ ของเมียนมาหลังปิดประเทศไปถึง 50 ปีเท่านั้น แต่ยังแฝงไว้ด้วยความเป็นหนังรักที่หยิบมาดูเท่าไหร่ก็อิ่มเอิบใจ แม้ใครบางคนจะบอกว่าเป็นหนังรักน้ำเน่าที่คนรุ่นใหม่อาจจะมองผ่าน 

        แต่ระยะห่างที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เรารู้ว่า ‘ความรัก’ แม้จะไม่แฮปปี้เอนดิ้ง แต่ก็มีคุณค่าพอที่เราจะจดจำมันตลอดไป 

 

From Bangkok to Mandalay

ทุกคนล้วนแต่มีความลับ

        หนังเปิดเรื่องด้วยตัวละครชื่อปิ่น หญิงสาวยุคปัจจุบันที่พบกับการจากไปของแฟนหนุ่มด้วยความเอาแต่ใจของเธอ จนเกิดเป็นปมในใจที่ตัวเองไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ ผ่านการเฝ้าดูจากคุณย่าที่ชีวิตกำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายจากอาการป่วย

        เมื่อวันที่คุณย่าของเธอสิ้นไป เหลือไว้เพียงแค่จดหมายหนึ่งฉบับที่รอให้หลานสาวค้นเจอ เมื่อเธออ่านข้อความในจดหมายนั้น คำสั่งเสียสุดท้ายของคุณย่าที่อยากให้เธอทำคือ การนำจดหมายเก่าที่ถูกซุกซ่อนไว้จำนวนหนึ่งไปเปิดอ่านตามสถานที่ต่างๆ ที่จ่าหน้าซองไว้ ซึ่งที่เหล่านั้นอยู่ในประเทศเมียนมา เธอจึงต้องออกไปทำตามที่คุณย่าขอไว้เป็นครั้งสุดท้าย โดยหวังในใจลึกๆ ว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นจะช่วยเยียวยาความผิดในอดีตของตัวเองได้

        เมื่อจดหมายถูกเปิดอ่านตามเจตจำนงของเจ้าของจดหมาย หนังได้นำเสนอเรื่องราวระหว่างยุคปัจจุบันตัดสลับไปยังช่วงเวลา 50 ปีก่อนในประเทศเมียนมา พร้อมกับเรื่องราวที่ค่อยๆ เฉลยความลับในอดีตของตัวละครหลักอย่างธูซาและนันดะ

        ทุกตัวละครในหนังต่างเก็บงำความลับของตัวเองและเป็นความลับที่ส่งผลกระทบถึงกัน โดยที่ความลับของปิ่นอาจจะดูไม่เกี่ยวข้องกับตัวละครอื่นในทางตรง แต่ปมในใจนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เธอกลายเป็นคนกลางในการพาคนดูไปพบกับความจริงทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นมา ทั้งเรื่องที่ย่าของเธอไม่เคยบอกเลยว่าเป็นคนเมียนมา หรือนันดะเองที่พยายามปฏิเสธชาติตระกูลเพียงแค่อยากจะยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง

 

From Bangkok to Mandalay

ความทรงจำนั้นงดงามเสมอ 

        เมื่อหนังพาคนดูย้อนกลับไปสู่ยุคของธูซาและนันดะ เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าองค์ประกอบทุกอย่างในภาพนั้นสวยงามไปหมด ทั้งฉากที่ถูกเซตมากอย่างดี ตัวละครที่เสื้อผ้าหน้าผมงดงามเกินกว่าที่คนในชีวิตประจำวันสวมใส่ หรือถ้ามองถึงเรื่องชาติพันธุ์ (ที่หนังสอดแทรกไว้) อาชีพของตัวละครอย่างธูซาและนันดะเองก็คงไม่สามารถแต่งสวยหล่อได้ตลอดเวลาแบบนี้ ซึ่งงดงามขนาดที่ว่าเราสามารถกดพอสแต่ละซีนในห้วงเวลาของธูซาและนันดะแล้วแคปเจอร์ออกมาพรินต์เป็นโปสต์การ์ดสวยๆ ได้เลย

        เป็นเรื่องปกติที่เวลาเราย้อนกลับนึกไปถึงเรื่องวันวาน ภาพในหัวนั้นจะมีแต่เรื่องสวยงามเสมอ เพราะสมองของมนุษย์จะจดจำแต่เรื่องดีๆ ไว้ ดังนั้น แม้ว่าเรื่องราวในอดีตของธูซาและนันดะจะดูเพ้อฝัน เวิ่นเว้อ และไปจนถึงขั้นเมโลดราม่าขนาดไหนก็ตาม แต่คนดูกลับรู้สึกอิ่มเอิบใจ และมีความสุขตามตัวละครไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งนั่นอาจจะเป็นภาพวันวานที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของคนพม่าก่อนเกิดสงครามด้วยก็ได้ ดังฉากหนึ่งในหนังที่ธูซาถามชายแก่คนหนึ่งซึ่งเป็นคนไทยที่อพยพมาอยู่โยเดียตั้งแต่เด็ก 

        “ลุงคิดถึงเมืองไทยบ้างไหม” เธอถาม

        สายตาที่ว่างเปล่าราวกับไม่มีความทรงจำใดเหลืออยู่ในบ้านเกิดของชายคนนี้คือคำตอบ

 

From Bangkok to Mandalay

ชนชั้นและกาลเวลา

        เรื่องราวดำเนินมาถึงการเฉลยว่าความรักของธูซาและนันดะนั้นต้องเจอกับอุปสรรค เนื่องจากเป็นความรักต่างชนชั้นระหว่างชายหนุ่มหน้าตาดี ความรู้สูง และเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลเศรษฐีกับหญิงสาวชนชั้นล่างที่เติบโตมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งมาถึงตอนนี้คนดูถูกนวดมาแล้วด้วยความรักที่หวานซึ้งของชายหญิงคู่นี้ และการแสดงออกถึงบุคลิกลักษณะของคนหัวก้าวหน้าในยุคนั้น 

        ซึ่งความตลกอยู่ตรงที่ในขณะที่คนเมื่อ 50 ปีก่อน มีความคิดในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันด้วยศักดิ์ศรี แต่คนยุคปัจจุบันกลับใช้การจุดธูปสาบานเพื่อสร้างความเกรงกลัวให้อีกฝ่าย ซึ่งอีกฝ่ายนั้นก็กลัวในผลของคำสาบานไปกับเขาด้วย

        ภาพฝันที่ขับกล่อมมาจนเราเคลิ้ม เราจึงรู้สึกยอมรับได้กับฉากของหญิงสาวและชายหนุ่มในชุดเต็มยศจากเครื่องแต่งกายประจำชาติในตอนที่พวกเขาไปงานเลี้ยงฉลองวันเกิดแม่ของนันดะ และผู้กำกับเองก็คงตั้งใจปูทางแบบนี้ไว้ตั้งแต่ต้น โดยฉากงานเลี้ยงนี้ได้หยิบมาจากตอนหนึ่งของนิยายเรื่อง ปีศาจ โดย เสนีย์ เสาวพงศ์ ซึ่งเป็นการตอบโต้กันระหว่างแม่แฟนกับหญิงสาวหัวก้าวหน้าในเรื่องของศักดิ์ศรีและชนชั้น 

        พวกคนรวยมองว่าผู้หญิงที่ไร้หัวนอนอย่างธูซาทำหยิ่งผยองได้ก็เพราะศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่คนจนจะสามารถรักษาไว้ 

        ส่วนธูซาเองก็ตอกกลับไปว่า เวลาทำให้พวกคนรวยจมอยู่กับอำนาจเงินตรา และเวลาก็จะมาพรากมันไปจากพวกเขาในที่สุด 

        เป็นฉากที่ปะทะคารมได้ถึงเครื่องถึงใจ หยอกล้อไปกับขนบของละครไทยที่แม่บ้านติดกันงอมแงม จนต้องตบเข่าดังฉาดแล้วพูดว่า “สาแก่ใจช้อยเหลือเกิน”  

        ฉากนี้ไม่เพียงแต่จะสะใจคนดูแล้ว ยังพูดถึงความเหลื่อมล้ำในระบบศักดินาของเมียนมาด้วย ว่าอย่างไรเสียเงินตราก็สำคัญกว่าความรู้ ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้หรอกนะเธอ 

        ทำไมช่างเหมือนกับสังคมไทยในทุกยุคทุกสมัยเสียอย่างนั้น

เราต่างมีเรื่องดราม่าของตัวเองกันทุกคน

        ชีวิตจริงของคนเรานั้นยิ่งกว่านิยาย สุดท้ายแล้วน้อยคนนักที่จะสมหวังในความรัก หนังเองก็เลือกที่จะไม่ให้ความรักของธูซากับนันดะสมหวังในตอนท้าย หญิงสาวเลือกที่จะจากคนรักไปและเปลี่ยนตัวเอง ทิ้งชีวิตเก่าๆ เพื่อไปเริ่มต้นใหม่ในอีกประเทศหนึ่ง ส่วนฝ่ายชายก็ต้องทนทุกข์กับการสูญเสียคนรักปานจะขาดใจ แต่สุดท้ายเมื่อถึงจุดที่ความสวยงามนั้นได้หมดลง ทุกคนต้องไปต่อ ปิ่นและไกด์หนุ่มต่างก็แยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเอง แต่เป็นชีวิตที่ผ่านการเรียนรู้อะไรบางอย่างจากคนเมื่อ 50 ปีที่แล้ว 

        ปิ่นได้คลี่คลายปมในใจของตัวเอง แม้จะไม่ทั้งหมดแต่ก็สลัดออกไปได้เยอะกว่าเดิม ไกด์หนุ่มเลิกทำตัวล่องลอยไปวันๆ เรื่องราวของธูซาและนันดะนั้นส่งผลให้เขาอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง เกิดเป็นความมุ่งมั่นให้เขามีความรับผิดชอบมากขึ้นทั้งต่อตัวเองและความทรงจำของคนอื่น

 

From Bangkok to Mandalay

ถึงคน..ไม่คิดถึง

        หนังตระกูลจดหมายรัก หัวใจหลักของเรื่องคือการสื่อสาร แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ เลือกใช้การพูดถึงความแตกต่างในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการเมือง จนเกิดเป็นมุกตลกเจ็บๆ ในเรื่องการสื่อสารอยู่ทั้งเรื่อง โดยปิ่นและไกด์หนุ่มเป็นตัวละครที่ต้องพูดคุยกันด้วยภาษาอังกฤษ โดยที่ทั้งสองต่างมีความรู้ในภาษาบ้านเกิดของอีกฝั่งแค่เพียงเล็กน้อย และการอ่านจดหมายแต่ละครั้งปิ่นก็ต้องให้ไกด์หนุ่มเป็นคนช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษให้อีกที ยิ่งตอกย้ำความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจของปิ่นในตอนท้าย

        เหมือนกับเราที่มองคนจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยความระแวงระวัง ไม่ไว้ใจ เพียงเพราะเห็นว่าเขาเป็นเพียงแรงงานพลัดถิ่นที่มาอาศัยอยู่ในบ้านเรา ยังไม่นับเรื่องของการเหยียดทางเชื้อชาติและฐานะที่พบเห็นได้ทั่วไป ทั้งๆ ที่เราต่างก็เป็นมนุษย์ด้วยกัน สุดท้ายเราเองก็ไม่ต่างกับแม่ของนันดะที่เคยเชิดผยองในฐานะความเป็นอยู่ของคนชนชั้นกลางที่แตกต่างจากแรงงานต่างด้าวเหล่านั้น 

        ก่อนที่จะพบว่าตอนนี้ทุกอย่างกำลังล่มสลาย สิ่งที่เคยมีเคยเป็นเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก แม้กระทั่งความรักเองก็ต้องถูกจำกัดให้ถอยห่างออกไป เวลาจะกัดกินใจเราอย่างต่อเนื่องไม่ต่างกับเชื้อไวรัสร้าย 

        เว้นเสียแต่ว่าเราจะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง เพราะเราไม่รู้หรอกว่าความทรงจำของตัวเองนั้นจะมีค่าสำหรับใครต่อไปหรือไม่   

        ดังนั้น ลองเลือกที่จะสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมาเพื่อไม่ให้ระยะห่างมาเป็นตัวแปรทำให้เราต้องจากกันแบบที่ธูซาและนันดะต้องเจอในวันนั้น

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon