Leap: หนังวอลเลย์บอลที่ทั้งสนุกและสอนให้รู้ว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

The Review
4 Nov 2020
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

Highlights

แค่เห็นว่าหนังเรื่องนี้กำกับโดย ปีเตอร์ ชาน (Peter Ho-Sun Chan) ผู้กำกับที่เคยทำหนังรักสุดประทับใจเรื่อง เถียน มี มี่ 3650 วันรักเธอคนเดียว (Comrades: Almost a Love Story, 1996) เราก็สนใจหนังเรื่องนี้ทันทีโดยที่ยังไม่ได้เห็นตัวอย่างหรือข้อมูลหนังเลย

        รู้แค่ว่าเป็นเรื่องราวของทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติจีน และ ‘กงลี่’ เล่นเป็น ‘โค้ชหลางผิง’ อดีตตำแหน่งตัวตีด้านนอก (Outside Hitter) ของทีม ซึ่งหนังสร้างจากเรื่องจริงของทีมชาติจีนตั้งแต่อดีตจนถึงวันที่เดินทางมาถึงแมตซ์สำคัญในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2016 ที่นครรีโอเดจาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ซึ่งหนังกีฬาที่สร้างจากเรื่องจริงนั้น คนดูส่วนใหญ่จะรู้ผลการแข่งขันกันอยู่แล้ว ความสนุกของหนังคือการเล่าเรื่องอย่างไรให้น่าติดตาม และออกแบบฉากการแข่งขันอย่างไรให้หยุดหัวใจคนดูจนต้องลุ้นตาม

        แต่หนังของ ปีเตอร์ ชาน เรื่องนี้ก้าวไปไกลกว่าความบันเทิงบนเส้นทางดราม่าของเหล่านักกีฬาแบบที่เราเคยเห็นจากหนังเรื่องอื่น เพราะเขาไม่เพียงแต่พูดถึงการเติบโตของตัวละคร แต่เปิดประเด็นไปถึงการมองโลกตั้งแต่ยุคที่จีนเปิดประเทศ การยอมรับความเปลี่ยนแปลงว่าถ้ายังคงใช้ระบบเดิมและความคิดแบบหัวเก่าอยู่ ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนก็ไม่สามารถไปเป็นที่ 1 ของโลกได้แน่นอน เพราะวันนี้สิ่งที่เคยเชื่อมั่นมาเนิ่นนานถึงรูปแบบเก่าๆ ในอดีตนั้น ไม่สามารถนำมาใช้กับผู้คนในยุคนี้ได้แล้ว

 

Leap 2020

 

        หนังเปิดองก์แรกด้วยเรื่องราวในปี 1979 เมื่อนักวอลเลย์บอลชายเฉินจงเหอ ถูกเรียกตัวให้มาเป็นคู่ซ้อมของทีมวอลเลย์บอลหญิงที่กำลังเก็บตัวฝึกซ้อมเพื่อเป็นตัวแทนทีมชาติลงแข่งขันในรายการใหญ่อย่างการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 1984 ที่ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา โดยหนังแสดงให้เห็นการถูกฝีกซ้อมอย่างดุเดือดจากโค้ชหยวนเหว่ยหมิน (Yuan Weimin) ซึ่งการฝีกซ้อมนั้นโหดจนเรียกว่าถ้าเข่าไม่ถลอก มือไม่แตก น้ำตาไม่ไหลอาบแก้ม วันนั้นไม่มีทางได้เลิกฝึก (ถ้าต้องให้รับลูกตบให้ได้ 30 ลูกในการฝึกสุดท้ายของวัน แค่นั่งดูเราก็ถอดใจแทนแล้ว) ซึ่งตัวของหลางผิงเองก็เข้ามาอยู่ในตำแหน่งตัวสำรองของทีมได้เป็นปีแล้ว แต่เธอก็ไม่เคยได้ลงฝึกซ้อมกับทีมเลยสักครั้ง เพราะโค้ชหยวนสั่งให้เธอต้องยกน้ำหนักให้ได้ 100 ปอนด์เสียก่อนถึงจะมีสิทธิ์แตะลูกวอลเลย์บอลได้ 

        ในองก์แรกของหนังนำเสนอความเป็นจีนแบบเผด็จการผ่านการฝึกของโค้ชหยวนออกมาได้อย่างเข้มข้น จนเราสงสารนักกีฬาแต่ละคนในเรื่องอย่างแรง ไหนจะให้พวกเธอนั้นไปแข่งกับทีมวอลเลย์บอลชาย ซึ่งมีร่างกายและพละกำลังเหนือกว่ามาก พร้อมกับพูดถึงระบบของสังคมในตอนนั้นที่ผู้หญิงแม้จะเก่งกาจมีความรู้เยอะแค่ไหน เธอก็ไม่สามารถพาตัวเองไปทำอะไรอย่างอื่นได้มากนัก และทางเดียวที่เร็วที่สุดในการจะลืมตาอ้าปากเพื่อครอบครัวได้นั่นคือการทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการเป็นนักกีฬา

        หนังแสดงให้เห็นถึงระบบเก่าของจีนที่ปิดกั้นความสามารถของคนในประเทศเอาไว้ โดยเฉพาะกับหลางผิง ซึ่งมีความสามารถในการอ่านและพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ทักษะนี้ของเธอก็ไม่ช่วยให้เธอเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยจีนได้เลย นั่นเป็นเพราะหลักสูตรการเรียนการสอนของจีนในตอนนั้นไม่เห็นว่าภาษาอังกฤษมีความจำเป็น และด้วยศักยภาพของผู้หญิงจีนในตอนนั้นจะเอาอะไรไปสู้ฝรั่งได้ ทั้งส่วนสูง ความแข็งแรง เทคนิคการเล่น และฝีมือ 

        นั่นจึงเป็นเหตุผลที่โค้ชหยวนจึงต้องสวมบทโหด เคี่ยวกรำพวกเธออย่างหนักหน่วง เพราะถ้าไม่อาศัยการฝึกฝนอย่างเหี้ยมโหด ก็แทบไม่มีทางเลยที่ในตอนนั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงจะสามารถเอาชนะทีมชาติอื่นๆ ได้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเดิมพันของประเทศและยังเป็นการเดิมพันกับตัวของพวกเธอเองด้วย เพราะถ้าแพ้ก็คือการกลับไปสู่ชีวิตชาวไร่ชาวนาแบบเดิม ความหวังที่จะยกระดับครอบครัวให้อยู่ดีกินดีกว่าเดิมก็จบลง 

        แต่ถึงโค้ชหยวนจะโหดเหี้ยมจนคนดูเกลียดในตอนแรกแค่ไหน เขาก็มีความอ่อนโยนในตัวเองเหมือนกัน ทำให้เราสัมผัสถึงความเป็นมนุษย์ของตัวละครได้อย่างจัง จนเข้าใจในสิ่งที่โค้ชทำ เพราะนั่นเป็นหนทางเดียวในตอนนั้นที่เขาจะดึงเอาศักยภาพของนักกีฬาตัวเองให้ออกมาได้จนถึงขีดสุด แม้จะต้องเสียเลือดเสียน้ำตาเท่าไหร่ก็ตาม เพราะการก้าวไปสู่ที่ 1 ของโลก ก็เพื่อประกาศศักดิ์ศรีของคนจีนให้โลกได้รับรู้นั่นเอง 

 

Leap 2020

 

        เมื่อเข้าสู่องก์สอง หนังก็พาคนดูมาพบกับจุดเปลี่ยนสำคัญนั่นคือ หลางผิงลาออกจากทีมชาติจีนและไปเป็นโค้ชให้กับทีมชาติอเมริกา ส่วนเฉินจงเหอเข้ามารับตำแหน่งโค้ชของทีมชาติจีน และทั้งสองทีมต้องมาห้ำหั่นกันในรอบชิงชนะเลิศการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1996 ซึ่งอเมริกาเอาชนะไปใด้ และหลางผิงก็ต้องอยู่กับความรู้สึกที่ถูกกล่าวหาว่าทรยศต่อเพื่อนร่วมชาติ 

        ประเด็นนี้ที่ ปีเตอร์ ชาน แทรกเข้ามาในหนังนั้นน่าสนใจมาก เพราะนั่นคือการพูดถึงความขัดแย้งผ่านเกมกีฬา ซึ่งต้องยอมรับว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง เพื่อนที่เคยอยู่ฝ่ายเดียวกัน เขาก็อาจมีทางเลือกใหม่ที่ทำให้ต้องไปอยู่อีกฝั่ง แต่สุดท้ายเมื่อเกมจบลงสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าชัยชนะนั่นคือมิตรภาพ เพราะไม่ว่าฝั่งไหนจะแพ้หรือชนะ โลกก็ยังต้องขับเคลื่อนต่อไป แต่เพื่อนที่ดีนั้นอาจจะอยู่กับเราได้ไม่นาน 

        มิตรภาพนั้นจึงส่งผลมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งที่ทำให้หลางผิงตัดสินใจกลับมารับหน้าที่โค้ชให้กับทีมชาติจีน นั่นเป็นเพราะแรงสนับสนุนจากเพื่อนคนสำคัญของเธอทั้งโค้ชเฉินจงเหอ และอดีตเพื่อนร่วมทีมของเธอที่ฝากฝังความหวังของทีมวอลเลย์บอลหญิงจีนไว้กับเธอ รวมถึงความจริงที่โค้ชเฉินจงเหอบอกว่าเหตุผลที่เขาถอดตัวจากการเป็นโค้ชเพื่อเปิดทางให้กับหลางผิงนั่นเป็นเพราะเขาไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ ไม่เคยออกไปดูโลกภายนอก และตอนนี้จะใช้วิธีการแบบเดิมๆ นั้นคงไม่ได้อีกแล้ว 

 

Leap 2020

 

        Leap เป็นหนังที่สร้างโดยประเทศจีน ซึ่งเนื้อเรื่องในองก์สองนี้ก็เป็นการออกมายืดอกยอมรับแบบกลายๆ ของประเทศมหาอำนาจนี้ว่า การยอมรับและวางความเชื่อที่ยึดมั่นมาตลอดนั้นไม่สามารถเอามาใช้ได้ในยุคสมัยใหม่อีกต่อไปแล้ว และถ้าอยากจะก้าวเป็นที่ 1 อีกครั้ง พวกเขาก็ต้องยอมเปิดใจให้คนรุ่นถัดไปเป็นคนที่พาให้ก้าวต่อไป ซึ่งฉากที่โค้ชหลางผิงประกาศต่อที่ประชุมการกีฬาวอลเลย์บอลนั้น เธอเรียกร้องการปฏิรูปทีมวอลเลย์บอลหญิงเพียง 3 ข้อเท่านั้น

        การเปลี่ยนแปลงของหลางผิงนั้น แม้จะมีเหล่าผู้ช่ำชองออกมาคัดค้านและตั้งคำถามกับเธอว่า ทำไมถึงต้องเปลี่ยน ในเมื่ออดีตนั้นการฝึกฝนที่เธอได้รับก็ทำให้ทีมสามารถคว้าแชมป์โลกมาได้ ใช้งบประมาณก็น้อยกว่า บริหารจัดการคนก็ทำได้ดีกว่า แม้จะมาด้วยการบังคับและขู่เข็ญก็ตาม

        “นั่นมันผ่านมาตั้ง 27 ปีแล้ว เราควรวางอดีตพวกนั้นไว้แล้วเริ่มกันใหม่” นี่คำตอบที่ได้จากโค้ชหลางผิงและการแสดงผ่านสีหน้าของกงลี่ในฉากนี้คือเดอะเบสต์

        แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ก็ถูกสนับสนุนด้วยมิตรภาพจากคนที่เคยอยู่คนละฝั่งกันมาก่อน และต้องยอมรับว่าการปลูกฝังให้เชื่อมั่นในตัวผู้นำของจีนนั้นก็เป็นส่วนสำคัญด้วย เพราะในตอนนี้โค้ชหลางผิงคือผู้นำทีมวอลเลย์บอลหญิง ดังนั้น แม้ว่าสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่นั้นแทบจะเหมือนกับการโยนเหรียญถามทาง เพราะยุคสมัยเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน ผู้หญิงจีนเองมีทางเลือกมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยกีฬาเพื่อยกระดับชีวิตแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว ความเข้มข้นในการทุ่มเทเพื่อเอาชนะขีดจำกัดของตัวเองก็ลดลง แต่ทางสภาก็ยังคงหนุนโค้ชหลางผิงอยู่อย่างต่อเนื่องด้วยเหตุผลเดียวคือ คนเหล่านั้นคือคนหัวเก่าที่ยังเชื่อมั่นว่า ‘ผู้นำ’ จะพาทีมไปพบกับชัยชนะได้

        ซึ่งโค้ชหลางผิง คือตัวแทนของคนรุ่นเก่าที่หัวก้าวหน้ามาตั้งแต่แรก เมื่อได้ออกไปพบประสบการณ์จากต่างแดน เธอจึงคิดต่างจากคนจีนทั่วไป และเชื่อว่าถ้าไม่เปลี่ยนแปลงเราก็จะย่ำอยู่กับที่ โลกพัฒนาไปไกลเกินกว่าที่จะเอาองค์ความรู้และความเชื่อเดิมๆ มาใช้ได้อีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งเดียวที่เธอยังขาดก็คือการสร้างความเชื่อมั่นในระดับของจิตวิญญาณให้กับลูกทีมซึ่งส่วนนี้ไม่ว่าจะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เธอต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน (แต่มันกลับเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้โค้ชหยวนสามารถฝึกฝนทีมของเขาจนแข็งแกร่งขึ้นมาได้)

 

Leap 2020

 

        องก์ที่สามของหนังจึงเป็นเรื่องของการฝ่าฟันและเรียนรู้ เพื่อผสมสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ไว้ด้วยกันให้พอดี เพื่อไปให้ถึงชัยชนะสำคัญในตอนท้ายนั่นคือการที่พวกเธอต้องชิงกับทีมเจ้าบ้านบราซิลในโอลิมปิกฤดูร้อน 2016 และพิสูจน์ว่า การปฏิรูปของโค้ชหลางผิงนั้นคือหนทางที่ถูกต้อง (ในตอนนั้น) ซึ่งแม้เราจะรู้ผลการแข่งขันอยู่แล้ว แต่ด้วยการออกแบบฉากการแข่งขัน และความเข้มข้นของเนื้อเรื่องที่ถูกปูไว้อย่างดีผ่านการเล่าที่เข้ามือของ ปีเตอร์ ชาน ซึ่งดึงเรื่องราวของตัวละครเสริมมาช่วยเพิ่มความเข้มข้นของหนัง เมื่อถึงฉากไคลแมกซ์นั้น ก็ทำให้เรานั่งลุ้นชนิดที่ว่าต้องกำหมัดจนลืมหยุดหายใจไปเลย และเผลอร้องออกมาดังๆ ทุกครั้งที่ทีมจีนสามารถทำแต้มได้เหมือนกับนั่งดูอย่างข้างสนามกันเลย 

        Leap จึงไม่ได้เป็นเพียงหนังกีฬาวอลเลย์บอลที่ดูสนุกมากเท่านั้น แต่การแสดงของกงลี่และโค้ชหยวนในองก์แรกนั้นสมศักดิ์ศรีที่จะเสียเงินไปดูในโรงหนังแน่นอน รวมถึงแง่คิดแฝงที่จีนเริ่มใส่เข้ามาในหนังของชาติตัวเองในเรื่องของการยอมรับข้อด้อยของตัวเอง (การไม่สนใจภาษาต่างถิ่น หรือการยึดติดกับรูปแบบความเชื่อแบบเดิมๆ ในอดีต) และยอมปรับเปลี่ยนเพื่อทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเพื่อออกไปผงาดให้โลกเห็น เมื่อถูกปรุงด้วยชั้นเชิงการเล่าเรื่องที่ทั้งสนุกและสุดซึ้งโดย ปีเตอร์ ชาน จึงกลายเป็นหนังอัตชีวประวัติที่สนุกที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีนี้ทันที 

        อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ ถ้าสังเกตเครดิตรายชื่อทีมงานตอนต้นเรื่อง จะพบว่าหนังเรื่องนี้มีการร่วมทุนสร้างกับบริษัทผลิตภาพยนตร์ต่างๆ ในประเทศจีนไม่ต่ำกว่า 30 เจ้า ทำให้ตอนแรกนั้นเรายังนึกไม่ออกเลยว่า ปีเตอร์ ชาน นั้นใช้วิธีไหนในการทำความเข้าใจร่วมกันเพื่อให้งานชิ้นนี้ถ่ายทำได้จนสำเร็จลุล่วง และออกมาได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ ซึ่งคำตอบนั้นก็เชื่อว่าแฝงอยู่ในวิธีการจัดการทีมวอลเลย์บอลหญิงของโค้ชหลางผิงในเรื่องนั้นเอง 

        ทั้งในเรื่องของมิตรภาพที่ต่างคนอาจจะคิดต่างกันหรือการมี ‘ผู้นำ’ ที่ดีและเชื่อมั่นได้จริงๆ ว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะนำพา (ทีม) ชาติไปพบกับความสำเร็จได้ ขอเพียงแค่ต้องยอมรับว่าอดีตที่รุ่งเรืองนั้นผ่านไปแล้ว และถึงเวลาที่เราต้องปฏิรูปเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันเสียที

 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon