Parasite: ดูหนังเรื่องนี้แล้วกลับเห็นแต่ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

The Review
10 Feb 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

มีคนบอกว่าหนังเรื่องนี้พูดถึง ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ในสังคมเกาหลี ซึ่งถ้าหากว่าเป็นจริง ก็ต้องบอกว่าเป็นความเหลื่อมล้ำที่ ‘ต่ำ’ ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะถ้าเทียบกับสังคมไทย

        ในสังคมไทย ไม่มีทางเลยที่คนจนเมืองจะ ‘ปลอมตัว’ ให้เหมือนกับเป็นสังคมที่มี social mobility (การขยับสถานะทางสังคม) ได้ง่ายๆ กล่าวคือ ไม่ง่ายเลยที่คนจนสามารถจะข้ามชนชั้นไปเป็นติวเตอร์ในระดับเดียวกับที่เห็นในหนังได้

 

Parasite

        ประเด็นแรกคือเรื่องการแต่งตัว เราจะเห็นการแปลงโฉมใส่สูท ใส่เสื้อผ้าที่ดูดีพอสมควร (อย่างน้อยก็จนเชื่อได้ว่าเรียนจบมาจากอิลลินอยส์อะไรทำนองนั้น) ซึ่งแปลว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมเกาหลีน่าจะต่ำพอที่คนจนสามารถซื้อหาสิ่งเหล่านี้เพื่อนำมาใช้ในวัตถุประสงค์การปลอมตัวได้

    ประเด็นที่สองที่สำคัญกว่าการแต่งตัวก็คือ ‘ความรู้’ ที่เด็กสองคนมี โดยสามารถทำให้เจ้าของบ้านที่ร่ำรวยเชื่อถือได้ว่า มีความรู้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษาอังกฤษหรือศิลปะ และแม้หนังบอกเป็นนัยว่าเจ้าของบ้านอาจจะ ‘ไม่ฉลาด’ เท่าไหร่ แต่ก็ไม่น่าจะมองอะไรไม่ออกได้ขนาดนั้น

    ระดับความรู้ของคนจนในหนังเรื่องนี้จึงสะท้อนย้อนกลับไปให้เห็นว่า ‘มาตรฐาน’ การศึกษาของเกาหลีใต้น่าจะกระจายตัวเสมอภาคเท่าเทียมกัน – จะเรียนโรงเรียนอะไร ถ้าเป็นเด็กเรียนเก่ง ตั้งใจเรียน ก็น่าจะสามารถได้รับความรู้ในแบบที่ทัดเทียมกันได้

 

Parasite

 

      แต่ถ้าเป็นสังคมไทย มาตรฐานการศึกษาเหลื่อมล้ำแตกต่างกันอย่างมาก เด็กที่ยากจนมักได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่มาตรฐานไม่ดี ดังนั้น จึงมีโอกาสน้อยมากที่เด็กยากจนจะทรงภูมิความรู้มากเสียจนสามารถปลอมตัวไปเป็นติวเตอร์ได้ ไม่ว่าจะด้านไหน

        เพราะฉะนั้น ในด้านหนึ่ง หนังจึงแสดงให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมเกาหลีนั้นไม่ได้สูงมากเท่าไหร่ คนยังสามารถปลอมตัวให้เหมือนว่ามี social mobility ได้ง่ายๆ

        ประเด็นสำคัญที่ซ่อนหรือตบตากันไม่ได้ในเรื่องนี้ก็คือ ‘กลิ่น’ เพราะตัวละครมี ‘กลิ่นของคนชั้นล่าง’ อยู่ และกลายเป็นปมสำคัญที่เปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดออกมา ซึ่งก็ตลกดีที่มีแค่เรื่องกลิ่นเรื่องเดียว เพราะถ้าเป็นสังคมไทย ความต่างทางชนชั้นนั้นสามารถแสดงออกมาตั้งแต่วิธีแต่งตัว (ผ่านเศรษฐกิจที่ไม่เสมอภาค จีดีพีเลิศรายได้ต่ำ) ความรู้ที่มี (ผ่านระบบการศึกษาที่ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน) รวมไปถึงเนื้อตัวผิวพรรณ ไล่ไปจนถึงวิธีพูดและเรื่องราวที่สื่อสารออกมา

Parasite

 

       กล่าวได้ว่า สังคมไทยอาจมี ‘ความไว’ ต่อการแยกแยะ ‘ชนชั้น’ ได้มากกว่าเกาหลี ซึ่งก็แปลกลับไปได้อีกว่า เหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเกาหลีมีความเหลื่อมล้ำต่ำกว่าเรา 

        หากนำประเด็นต่างๆ ในหนังมาคิดต่อ (แบบไม่ PC) ว่า ถ้าหากคนไทยระดับบนที่อยากรักษา Status Quo (สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน) และไม่ได้คิดเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือการลดความเหลื่อมล้ำได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ พวกเขาอาจรู้สึกขึ้นมาในใจก็ได้ว่า รักษาความเหลื่อมล้ำให้มันสูงๆ ไว้นั่นแหละดีแล้ว จะได้ ‘ดูออก’ ทันทีว่า ‘ใครต่ำใครสูง’ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายแบบในหนังขึ้นมาในภายหลัง

Parasite

 
       สรุปว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วกลับไม่เห็นความเหลื่อมล้ำในสังคมเกาหลี เห็นแต่ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ซึ่งฉากที่ไม่ชอบที่สุดเพราะรู้สึกว่าจงใจ๊จงใจก็คือฉากเดินออกจากบ้านคนรวยในวันฝนตก แล้วเดิน ‘ลง’ มาเรื่อยๆ (รู้ว่าเป็นการเปรียบเทียบเรื่อง social mobility นี่แหละ แต่มันตรงเกินไป) เหมือนจงใจจะบอกตรงๆ เลยว่าธรรมชาติของน้ำย่อมไหลจากที่สูงสู่ที่ต่ำเสมอ

        อีกเรื่องหนึ่งที่แอบนึกขำๆ ก็คือ บางทีหนังเรื่องนี้อาจเป็นหนังสายอนุรักษ์ (แบบอนุรักษ์ธรรมชาตินะครับ ไม่ใช่อนุรักษนิยม) ที่พูดถึง Climate Change ได้ด้วย เพราะถ้าฝนไม่ตกหนักขนาดนั้น ไคลแมกซ์ของเรื่องก็คงไม่เกิด แล้วจู่ๆ ฝนตกหนักขนาดที่ ‘เปิดโปง’ ให้เห็นความเหลื่อมล้ำและ social mobility ได้ขนาดนั้น ก็เหมือนภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนี่แหละ ที่จะมาเผยให้เราเห็นว่า ‘แต่ละสังคมซ่อนซากศพแห่งการกดขี่เหยียดหมิ่นเอาไว้อย่างไรบ้าง’

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN