‘เปลี่ยนหนัง เป็นวิชาชีวิต’ เปลี่ยนจินตนาการเป็นปฏิบัติการโดย ทิชา ณ นคร

The Review
23 May 2021
เรื่องโดย:

ฌอห์ณ จินดาโชติ

โลกนี้มีหนังให้ดูเป็นหมื่นเป็นแสนเรื่องที่เราสามารถดูแล้วเก็บแง่คิดเอามาปรับใช้กับตัวเองได้ และแน่นอนว่าถึงเราจะมีหนังเป็นร้อยๆ เรื่องที่อยู่ในมือ แต่ก็ใช่ว่าจะหยิบเอามาใช้ได้ทั้งหมด เราต้องดู ต้องหาแง่มุม หาพื้นที่ หาพฤติกรรมในบางฉาก หาบทสนทนาที่แหลมคมที่มีพลัง ที่มีบทเรียน  ที่คิดว่าจะสามรถเปลี่ยนเนื้อหาที่หนักหน่วงมาเป็นอาวุธทางปัญญาให้กับลูกหลานของเราให้ได้ ซึ่งต้องค้นหาสิ่งเหล่านี้ให้ได้ก่อนส่งหนังไปเป็น ‘วิชาชีวิต’

        ผมเชื่อว่าคุณคงมีโอกาสได้รู้จักกับ ‘ป้ามล’ – ทิชา ณ นคร มาบ้างกันแล้ว จากบทสัมภาษณ์ใน a day BULLETIN ปี 2561 ที่พูดถึงจุดยืนและแนวคิดต่อระบบการศึกษาของไทยรวมไปถึงมุมมองและวิธีการดูแลลูกหลานในบ้านกาญจนาภิเษก ซึ่งในปีนี้เอง ป้ามลได้ออกหนังสืออีกครั้ง โดยครั้งนี้ มีชื่อว่า ‘เปลี่ยนหนัง เป็นวิชาชีวิต’ ด้วยความคิดที่ชัดเจนที่มีเจตนาที่ดีต่อลูกหลาน ด้วยรูปแบบการสอนที่น่าสนใจและถือว่ากล้าหาญ ซึ่งไม่ง่ายเลยที่จะนำสื่อการสอนในรูปแบบของภาพยนตร์มาใช้ เพราะหนังที่เธอเลือกหยิบมาใช้ไม่ใช่หนังเบาสมองหรือหนังย่อยง่ายๆ ทั่วๆ ไป ความน่าสนใจจึงอยู่ตรงนี้ที่การเลือกใช้หนังที่ลึกซึ้งมาย่อยและหาความสมดุลในการเล่าใหม่ เพื่อใช้เป็นบทเรียนชีวิตของน้องๆ ต่อไป

เปลี่ยนหนัง เป็นวิชาชีวิต

        หนังสือ เปลี่ยนหนัง เป็นวิชาชีวิต ใช้การเล่าด้วยการพูดคุยแบบเชิงสัมภาษณ์กับป้ามล ถึงการนำหนังต่างๆ มาใช้เป็นวิชาชีวิต  โดยช่วงต้นเรื่องจะถามถึงหลักในการเลือกและวิธีการรับชม ซึ่งหลักๆ แล้วป้ามลก็จะบอกเล่าถึงการเรียนนี้ว่าจะทำกันในทุกวันพฤหัสบดี โดยในช่วงเช้าจะเป็นชั่วโมงของการดูหนังก่อนรับประทานอาหารกลางวัน โดยที่ป้ามลนั้นจะดูหนังมาก่อน และเห็นว่ามีแง่มุมบางอย่างที่สามารถนำมาปรับใช้ได้จึงค่อยนำหนังนั้นมาให้น้องๆ ดู ซึ่ง ก่อนเริ่มดูหนังก็อาจจะมีการเกริ่นนำก่อนว่า หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร และอะไรที่เป็นข้อควรระวัง พอหนังจบลง ก็จะเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัยรวมไปถึงสิ่งที่ได้จาการชมในครั้งนี้  โดยแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน จากนั้นป้ามลจะคอยมาตอบคำถามของแต่ละกลุ่มให้เสร็จ แล้วค่อยมารวมเป็นกลุ่มใหญ่ เพื่อเล่าถึงคำถามและคำตอบของกลุ่มอื่นๆ ให้ฟัง  

        ในช่วงต้นของหนังสือนั้น ป้ามลจะเน้นย้ำถึงความคิดที่ว่า จริงๆ แล้วหนังเหล่านี้ไม่ได้สร้างเพื่อมาอยู่ในห้องเรียน แต่เมื่อเธอตัดสินใจแล้วก็ต้องออกแบบให้เป็นระบบ เพื่อลดความขัดแย้งของด้านมืดและขับด้านสว่างออกมา  ซึ่งผลลัพธ์และผลกระทบที่ป้ามลได้มานั้น มันเป็นเรื่องเป็นราวอย่างมาก คือมีคลังคำ คลังภาษา คลังความคิด ที่ค่อยๆ โตขึ้นและช่วยเติมเต็มให้แก่เด็กในบ้าน

เปลี่ยนหนัง เป็นวิชาชีวิต

        ช่วงกลางของหนังสือเป็นการยกตัวอย่างหนังที่ป้ามลเลือกมาใช้สอนและพูดถึงการตั้งประเด็นก่อนดู หลังดู เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพ โดยการหยิบคำถามของเด็กๆ และคำตอบของป้ามลมาให้ผู้อ่านได้ดูแบบเป็นขั้นตอน ซึ่งหนึ่งในหนังที่ป้ามลยกมาสอนที่ผมขอยกมาพูดถึงคือ Shawshank Redemption ชอว์แชงก์ มิตรภาพ ความหวัง ความรุนแรง (1994) หนังที่พูดถึงเรือนจำชอว์แชงก์ สถานกักกันนักโทษแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่ควบคุมนักโทษคดีรุนแรง โดยมีตัวเดินเรื่องคือ แอนดี้ ดูเฟรนด์ นักธนาคารที่เก่งและฉลาดผู้มีอนาคตไกล ถูกตั้งข้อหาว่าฆ่าภรรยาและชายชู้ เขาถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เรื่องราวจะเป็นเรื่องของคุก นักโทษ ผู้คุม เล่าถึงการสูญเสียอิสรภาพ คุณค่าของความเป็นคน และการต่อสู้เพื่อปกป้องคุณค่าที่เป็นเรื่องของนามธรรมให้อยู่ต่อไป

        หลังจากที่น้องๆ ได้รับชมแล้วก็เป็นส่วนการการตั้งโจทย์ที่ถามถึงตัวละครและสถานการณ์ ในสิ่งที่ตนสงสัย ขั้นตอนต่อไปคือการตอบผ่านมุมมองของป้ามล ตัวอย่างเช่น คำถามที่น้องๆ ถามมาว่า “คิดอย่างไรกับตัวพระเอกที่ติดคุกครับ” ป้ามลก็ตอบและแสดงความคิดว่า  “เขาคือนักโทษที่ไม่ยอมให้ด้านมืดของคุกกัดกร่อนด้านดีของตน”  ซึ่งในส่วนตัวของผมแล้วผมชอบที่จะได้เห็นความคิดของน้องๆ ต่อหนังแต่ละเรื่องที่เขาได้ดู เพราะทำให้เรารู้ได้เลยว่า เขาไม่ได้แค่ดูหนัง แต่เขากำลังวิเคราะห์หนังและหาจุดเชื่อมโยงเพื่อไปต่อยอดกับตัวของเขาเอง

เปลี่ยนหนัง เป็นวิชาชีวิต

        ช่วงท้ายของหนังสือเป็นการแสดงความคิดเห็นของน้องๆ จากหนังเรื่องต่างๆ ที่ได้รับชมไปแล้ว รวมไปถึงการนำเนื้อหาของกลุ่มสาระเพิ่มเติมที่ใช้ประกอบในการสอน ทั้งจากข่าว บทความ เพื่อมาวิเคราะห์และถกเถียงกัน ไม่ว่าจะเป็นจะเป็นเรื่องการกระตุ้นความเป็นมนุษย์ ให้คิดดี ต้นทุนค่านิยม ความรุนแรงและอาชญกรรม เป็นต้น 

        จะว่าไปแล้วความยาวของหนังสือเล่มนี้ทั้งเล่มมีเพียง 180 หน้า เนื้อหาโดยรวมเป็นการนำแบบเรียนและวิธีการสอนของป้ามลต่อหนังเรื่องต่างๆ รวมถึงภาคผนวกมาปรับใช้ให้กับเด็กบ้านกาญจนาภิเษกมาคิดและปรับใช้เป็นวิชาชีพ  หากคุณได้อ่านแล้วอาจจะมองว่ามันคือการเล่าถึงวิธีการใช้ภาพยนตร์มาปรับใช้ด้วยเจตนาดีและน่าสนใจเล่มหนึ่ง แต่หากเรามองไปให้มากว่านั้น หากเราเคยดูหนังกันมา เราจะรู้เลยว่า มันคือวิธีการที่แยบยลและละเอียดอ่อน หนังอาจจะเป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงบทหนึ่งในชีวิตของใครคนหนึ่งที่ถูกหยิบมาเล่าในเวลาเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้ามองให้มากกว่า คิดให้กว้าง และหยิบยกมาให้สอดคล้องหรือเป็นแบบอย่างทีดีให้กับเรา มันอาจจะเปลี่ยนชีวิตเราให้ดีกว่าเดิมได้

        นี่แหละคือ สิ่งที่ป้ามล ‘คิด’ ในขณะที่เราก็คิดกันอยู่ แต่อาจจะต่างกันตรงที่ สิ่งที่ป้ามลคิดนอกจากจะนำมาปรับใช้กับตัวแล้ว เธอยังได้สร้างฐานทางเดินต่อไปในการดำเนินชีวิตของใครหลายๆ คนเพื่อสังคมของเราให้ดีขึ้นกว่าเดิมทั้งตัวเองและผู้คนรอบตัว

เปลี่ยนหนัง เป็นวิชาชีวิต


รายชื่อภาพยนตร์ที่อยู่ในหนังสือ 

• Room (2015) รูม ขังใจไม่ยอมให้ไกลกัน
• The Chorus (2004) เดอะคอรัส ดนตรีบรรเลง บทเพลงชีวิต
• Gran Torino (2008) คนกร้าวทะนงโลก
Sleepers (1996) คนระห่ำแตก
Trust (2010) เหยื่อนรกออนไลน์
Freedom Writers (2007) บันทึกของหัวใจ…ประกาศให้โลกรู้
Disconnect (2012) เครือข่ายโยงใยมรณะ
Lion (2016) จนกว่าจะพบกัน
North Country (2006) หญิงเหล็กหัวใจเพชร
3096 Days (2013) บอกโลก…ว่าต้องรอด
The Brave One (2007) เดอะ เบรฟ วัน หัวใจเธอต้องกล้า
The Shawshank Redemption (1994) ชอว์แชงก์ มิตรภาพ ความหวัง ความรุนแรง 
Gridiron Gang (2006) แก๊งระห่ำ เกมคนชนคน
Sicario (2015) ทีมพิฆาต ทะลุแดนเดือด
The Lazarus Project (2008) โอกาสที่สองของชีวิต

 

สามารถสั่งซื้อหนังสือ ‘เปลี่ยนหนัง เป็นวิชาชีวิต’  โดยโอนเงินไปได้ที่บัญชี มูลนิธิชนะใจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 316-284401-3
ราคาหน้าปก 280 บาท 
รายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 08 1647 7192 คุณสะอาด, 08 8457 7974 คุณสิริพร
หรือที่เฟซบุ๊กศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กรมพินิจฯ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ฌอห์ณ จินดาโชติ

จาก . จินดาโชติ หรือ (หมาป่าสีดำ)
ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ การเขียน งานศิลปะ รวมไปถึงการเดินทางไปในที่ต่างๆ
ซึ่งมุมมองต่างของเขาถูกบันทึกเป็นเรื่องราวไว้ในทาง
IG: @seanjindachot
Twitter: @sean_jinda