Squid Game เกมอำมหิตที่มนุษย์ ‘ปรารถนา’

The Review
11 Oct 2021
เรื่องโดย:

ธวัชชัย ดีพัฒนา

คำเตือน: เนื้อหาในบทความนี้เปิดเผยเรื่องราวหลายๆ ส่วน ในซีรีส์ ท่านที่ยังไม่ได้ชมซีรีส์ กรุณาข้ามไปก่อน

ณ เวลานี้ คงไม่ต้องกล่าวแนะนำซีรีส์ ‘Squid Game’ ทาง Netflix ให้มากความนัก เพราะกระแสที่ดังไปทั่วโลก ทั้งยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ เป็นซีรีส์ที่มีผู้ชมมากที่สุดทั้งในประวัติศาสตร์ของวงการซีรีส์เกาหลี และเป็นซีรีส์ทาง Netflix ที่มียอดผู้ชมมากสุดกว่า 90 ประเทศทั่วโลก

        ดังมากขนาดที่ เท็ด ซาราดอน ซีอีโอของ Netflix ยังต้องออกมายอมรับว่า “นี่เป็นซีรีส์ที่มีผู้ชมมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำเร็จของวงการบันเทิงเกาหลีใต้ในระดับนานาชาติอีกครั้ง

        ถามว่าอะไรที่ทำให้ Squid Game ดังเร็วชั่วข้ามคืน คำตอบง่ายๆ คงต้องยกให้เนื้อหาที่เอาความโลภของมนุษย์มาเล่นสนุกกับเกมสุดอำมหิตที่จะผ่านด่านแต่ละด่านนี้ได้ก็ ‘รอด’ ขณะเดียวกัน ก็แซมด้วยปัญหาสังคมในระบอบประชาธิปไตย ที่มีทุกประเทศ เป็นตัวขยี้ใจ ชนิดที่ผู้ชมดูแล้วเกิดความรู้สึกทั้งหดหู่และสะใจในเวลาเดียวกัน

        จริงๆ พล็อตเรื่องแนวนี้ไม่ใช่ของใหม่ หนังไทยอย่าง 13 เกมสยอง (2549) ของ ‘มะเดี่ยว’ – ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล หรือหนังญี่ปุ่นเรื่อง Battle Royale (2543) ของ เคนจิ ฟูกาซากุ ก็มาแนวๆ เดียวกัน เพราะเล่นกับเงื่อนเวลา (ต้องเล่นเกมในเวลาที่จำกัด) การเอาตัวรอด (ไม่ฆ่าเพื่อน/คนอื่น หรือเล่นนอกกติกา = ตาย) เพื่อให้ได้ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวที่จะได้รางวัลใหญ่

        Squid Game รวมสิ่งเหล่านั้นไว้ทั้งหมด แต่ปรุงแต่งให้เข้มข้นตามสไตล์เกาหลี มีการสอดแทรกวัฒนธรรม อาหาร วิพากษ์สังคม และกัดแซะการเมืองแบบเนียนๆ โดยเปิดเรื่องให้เห็นความเน่าและเหลื่อมล้ำของสังคมเกาหลีที่มาพร้อมคำประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่อย่าง ‘นรกโชซอน’ ซึ่งใช้เรียกประเทศตัวเอง ที่ไม่ว่าจะพยายามให้ตายแค่ไหนก็ยากที่จะหลุดพ้นจากความจนไปได้ (หลายคนจึงหาทางออกด้วยการ ‘ย้ายประเทศ’ จนเคยติดเทรนด์ทวิตเตอร์ในบ้านเรามาแล้ว) 

        เรื่องเล่าผ่านสายตาของ ‘ซองกีฮุน’ (รับบทโดย อีจองแจ) พ่อหม้ายวัย 48 ปี ผู้ล้มเหลวในชีวิต วันๆ ต้องฝากความหวังไว้กับการพนันม้า แม้ในบางวันจะโชคดีได้เงินมากมาย แต่หนี้สินนอกระบบล้นพ้นตัวก็ทำให้เขาไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ แต่จู่ๆ กีฮุนก็ได้พบกับ ‘กงยู’ (นักแสดงรับเชิญ) ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่มาเชิญชวนให้เข้าร่วมเกมปลดหนี้ ที่มีเงินรางวัลมากถึง 45,600 ล้านวอน หลังถูกวางยาสลบและพาตัวไปยังเกาะร้างกลางทะเล ซึ่งได้พบกับผู้เล่นอีก 455 คนที่ต่างเป็นคนจำพวกเดียวกัน ‘จน เครียด และเป็นหนี้ซ้ำซ้อน’

Squid Game

 

ประชาธิปไตย และเสรีภาพที่เลือกจะ ‘ตาย’ ในแบบของเรา

        เกมแรกที่ผู้เล่นในชุดวอร์มสีเขียวต้องเผชิญ เป็นของเกมเด็กน้อยที่แสนจะเรียบง่ายอย่าง ‘เอ อี ไอ โอ ยู หยุด!’ ฉากในเกมตกแต่งให้มีสีลูกกวาดดูอ่อนหวาน ผนังสีฟ้าสดใสชวนให้อยากวิ่งเล่น เช่นเดียวกับตุ๊กตาสังหารที่ดูน่ารักกว่าจะเป็นจอมนางผู้โหดร้าย  แต่เกมนี้กลับกระชากใจผู้เล่น (และผู้ชม) ยิ่งนัก เมื่อห้องเล่นเกมสีลูกวาดถูกเปลี่ยนเป็นทุ่งสังหาร คนแพ้ถูกระดมยิงจนเลือดสาดอย่างไร้ความปรานี มีเพียงผู้ชนะเท่านั้น ที่ได้เดินออกไปด้วยอาการหวาดผวา

        หลังจบเกมแรกผู้เล่นส่วนใหญ่ตัดสินใจโหวตไม่ไปต่อตามกติกาข้อที่ 3 ซีรีส์ทำให้ผู้ชมลุ้นระทึก ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าฉากเล่นเกมที่เพิ่งผ่านไป เพราะการโหวตดันคะแนนเท่ากันอย่างไม่น่าเชื่อ จึงเหลือเพียงผู้เล่นหมายเลข 001 หรือคุณลุงโออิลนัมเท่านั้น ที่จะเป็นคนตัดสินชะตากรรม ถ้าเราเป็นผู้เล่นเกม เราคงรู้สึกโล่งใจมาก ๆ ที่ 001 เลือกกดให้ ‘ยุติเกม’ ลง

        ทุกคนจะทำตามกติกาในแบบประชาธิปไตยได้ครบถ้วน แต่ชีวิตจริงยิ่งกว่านรก เพราะในโลกแห่งความจริง พวกเขายังต้องเจอเจ้าหนี้มาตามทวงหนี้และบังคับให้ต้องเซ็นสละสิทธิ์ในร่างกายของตัวเองเพื่อเอาอวัยวะไปขาย ยังต้องเจอเจ้านายหน้าเลือดที่โกงเงินลูกจ้างอย่างหน้าด้านๆ ยังต้องฝากน้องชายไว้กับสถานสงเคราะห์เพราะไม่มีเงินเลี้ยงดู ยังต้องเจอกับการหักหลังของลูกน้องที่เคยไว้ใจ ฯลฯ 

        แน่นอน มนุษย์มีเสรีภาพในการเลือก ในเมื่อชีวิตจริงมันต่ำตมขนาดนี้ ไม่ต้องแปลกใจที่ผู้เล่นเกมเกือบทั้งหมดเลือกที่จะกลับสู่เกมอีกครั้ง จะอยู่นอกเกมหรือในเกมก็มีค่าเท่ากัน เลือกตายในเกมดีกว่า เผลอๆ อาจจะได้เงินรางวัลหลายหมื่นล้านวอน

        ‘ทุกคนเท่าเทียมกันในเกมนี้ ผู้เล่นทุกคนแข่งขันกันอย่างยุติธรรม ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน พวกเขาทรมานจากความไม่เท่าเทียมและการแบ่งแยกจากโลกภายนอก เราให้โอกาสสุดท้ายที่จะต่อสู้อย่างเท่าเทียม’

Squid Game

ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วย ‘ความปรารถนา’

        การเลือกที่จะตายในเกมจึงไม่ใช่สิ่งที่ผิด อย่างน้อยซีรีส์ก็บอกกับผู้ชมกลายๆ ว่า นี่คือวิถีในแบบประชาธิปไตยนะจ๊ะ แต่ทำไมผู้เล่นเกมจึงตัดสินใจเช่นนั้น ในอีพีที่สอง หลังออกจากเกมมาได้ กีฮุนไปวีนแตกใส่สถานีตำรวจพร้อมเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เขาเจอให้ตำรวจฟัง แต่ดูเหมือนตำรวจเกาหลีจะละม้ายคล้ายตำรวจไทยอยู่ไม่น้อย ไม่เจอศพคือไม่มีคดีฆาตกรรม ใครจะไปเชื่อคำพูดของเพ้อเจ้อของคนบ้าที่อาจจะสร้างเรื่องมาหลอกตำรวจก็เป็นได้ (ส่วนในไทยนั้น ตรวจราคาสลากกินแบ่งทีไรไม่เคยพบว่ามีการขายสลากเกินราคา ในซ่องก็ไม่มีกะหรี่ และไม่เคยมีบ่อนในเมืองหลวงนะจ๊ะ ทราบแล้วเปลี่ยน) 

        มีเพียงคนเดียวที่เชื่อคำพูดของซองกีฮุน คือนักสืบจุนโฮ เพราะพี่ชายของเขาได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยมาเป็นเดือนแล้ว การค้นห้องของพี่ชายล่าสุด นักสืบจุนโฮพบนามบัตรเดียวกับที่ซองกีฮุนได้รับและนำมาแสดงที่สถานีตำรวจ เขามั่นใจในทันทีว่าสิ่งที่กีฮุนเล่าคือความจริง แต่เขาจะเข้าไปสู่เกมนี้อย่างไรนี่สิคือปัญหา 

        ฉากค้นห้องนี้ กล้องยังจงใจแพนไปโฟกัสที่หนังสือ ‘ทฤษฎีแห่งความปรารถนา’ ของฌาคส์ ลากอง บทสรุปของตัวละครทั้งเรื่องอยู่ตรงนี้นี่เอง 

        ใครที่เคยอ่านงานของลากองมาบ้างจะพบว่าแนวคิดเรื่องความปรารถนา (Desire) ของลากอง แม้จะมีความซับซ้อนแต่ก็ทำให้เราเข้าใจกลไกการทำงานของจิตใต้สำนึกของมนุษย์ได้ไม่ยาก เพราะความปรารถนาของมนุษย์จะถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิดในพรมแดนเดียวกันกับจิตใต้สำนึก เช่นเดียวกับเรื่องเพศ มันจะไม่ถูกแสดงออกมาเลย ถ้าไม่มีความต้องการ (Needs) มาเป็นตัวกระตุ้นสัญชาติญาณของมนุษย์ (Human Instinct) ซึ่งในซีรีส์นี้ก็หมายถึงความโลภในเงินตรา ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการแบ่งชนชั้น (ที่ไปมากกว่า Needs) ที่เป็นตัวกระตุ้นสัญชาติญาณของผู้เล่นเกมให้แสดงความปรารถนาของตัวเองออกมาในที่สุด

Squid Game

ความสำราญของผู้กุม ‘ทุน’

        เมื่อพูดความปรารถนา (Desire) ของลากอง แล้ว จะไม่พูดถึง ‘มูลค่าส่วนเกิน’ (Surplus Value) ของ คาร์ล มาร์กซ์ ก็คงไม่ได้ เพราะมีหลายสิ่งที่สัมพันธ์กันอยู่ แม้ตัวซีรีส์ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ตรงๆ แต่การปรากฏตัวของบรรดา VIP ที่ล้วนเป็นต่างชาติ สวมหน้ากากสิงสาราสัตว์ที่ดุร้าย อย่างเสือ สิง กระทิง แรด เข้ามาชมเกมด้วยความสุขสำราญราวกับผู้เล่นเป็นแค่สัตว์ในกรงขังนั้น ก็ทำให้เราอดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า เราจะเปรียบบรรดา VIP ต่างชาติเป็นเหมือนกลุ่มทุนต่างชาติที่พร้อมเข้ามาตักตวงความสำราญจากทรัพยากรในประเทศในประเทศนั้นๆ ได้หรือไม่? ถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้าของเกมก็คงเปรียบเหมือนกลุ่มทุนในประเทศ ที่เป็นตัวกำหนดความเป็นความตายของผู้เล่นเกม (หรือประชาชน) นั่นเอง ส่วนฟรอนต์แมนในซีรีส์ก็เป็นได้เพียง ‘เจ้าหน้าที่รัฐ’ ที่มีหน้าเพียงทำให้เกมดำเนินต่อไปจนจบ

        แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ ‘มูลค่าส่วนเกิน’ (วะ) ? หลายท่านคงคิดอยู่ในใจ

        เกี่ยวสิ เพราะ ‘มูลค่าส่วนเกิน’ ของมาร์กซ์ (โดยเฉพาะสินค้า แต่ในซีรีส์นี้น่าจะหมายถึงมนุษย์ไร้ค่าที่เข้าเล่นเกม) คือสิ่งที่อยู่เหนือความจำเป็นต่อประโยชน์ใช้สอย มันเป็นสิ่งที่ไร้มูลค่า หากแต่มีไว้เพื่อประดับประดาและสร้างความสนุกสนานเท่านั้น (Surplus Enjoyment) เราจึงได้เห็นแขก VIP เข้ามาร่วมพนันว่าหมายเลขใดจะกลายเป็นผู้ชนะอย่างสนุกสนานในช่วงอีพีท้ายๆ ล้วนเหน็บแนมและแทงใจคนดูทั้งสิ้น

        แต่ผู้เป็นเจ้าของเกมนี่สิ ถูกเฉลยในตอนท้ายเรื่องว่าเป็นลุงโออิลนัม หมายเลข 001 เห็นแล้วแทบกรี๊ด ไม่น่าล่ะ ในช่วงต้นของซีรีส์ ลุงถึงได้บอกกับกีฮุนว่า แกแก่แล้ว แถมยังมีเนื้องอกในสมองอีกต่างหาก คงมีชีวิตอีกไม่นาน เลยอยากใช้ชีวิตที่เหลือทำอะไรสนุกๆ ในชีวิตสักครั้ง แม้ในซีรีส์จะไม่ได้บอกว่าเกมครั้งก่อนๆ ลุงอิลนัมลงเล่นเองหรือไม่ หรือว่าเพิ่งจัดเกมครั้งแรก แต่เมื่อเทียบกับเคสของพี่ชายนักสืบที่หายไปก็พออนุมานได้ว่า ครั้งก่อนๆ ลุงโออิลนัมคงเป็นเพียงผู้ชม แต่ครั้งนี้ขอลงเล่นเกมเองสักครั้งให้ชีวิตได้เบิกบานสำราญใจ

Squid Game

หวานซ่อนโหด

        งานโปรดักชันดีไซน์ของซีรีส์เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะแต่ละส่วนล้วนมีความหมายของตัวเอง เปรียบเหมือนการแบ่งหน้าในระบบรัฐ ส่วนไหนมีไว้ทำอะไร หรือมีหน้าที่อะไร ไล่เรียงไปตั้งแต่เจ้าหน้าที่ในชุดสม็อคสีชมพูของกลุ่มผู้คุมหรือกลุ่มหน้ากาก ที่แบ่งหน้าที่ชัดเจนด้วยรูปสามเหลี่ยม – ผู้สังหาร คอยถือปืน, สี่เหลี่ยม – ผู้สั่งการในเกม และวงกลม – ขับรถและเก็บศพไปเผา, ชุดวอร์มสีเขียวสวมรองเท้าสลิปเปอร์สีขาวยี่ห้อ Vans หรือผู้เล่นเกม, ตุ๊กตาสังหารที่ดูน่ารักแต่โหดสุด, สนามเด็กเล่นที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นขนาดโอเวอร์ไซซ์ ที่ทำให้การแข่งเกมเจาะแผ่นน้ำตาลทัลโกนาดูตื่นตาตื่นใจ, บันไดเขาวงกตที่ดูซับซ้อนและหาทางออกไม่เจอ, โลงศพสีดำคาดโบว์สีชมพู ที่ทำให้ศพแต่ละศพไม่ต่างจากของหวาน รวมทั้งเพลงเปิด The Blue Danube Waltz ของ โยฮันน์ สเตราส์ และเพลงประกอบอย่าง Fly Me to the Moon ล้วนช่วยลดทอนความโหดของเกมให้ดูซอฟท์ลงไปมาก โดยเฉพาะการเลือกใช้สีโทนพาสเทลอย่างชมพู เขียว ฟ้า และเหลือง 

        นี่ยังไม่พูดถึงห้องนอนของผู้เล่นเกม ที่ฉากแรกๆ อัดแน่นไปด้วยเตียงที่เรียงตัวราวกับสเตเดียมเพื่อการแข่งกีฬา แต่เมื่อจำนวนเตียงลดลงในตอนท้ายๆ เราก็พบว่า แท้จริงแล้ว ผู้สร้างได้แอบเฉลยเกมทั้งหมดไว้บนผนังเรียบร้อยแล้ว 

Squid Game

ตัวละครสะท้อนความหลากหลายในสังคม

        นอกจากงานโปรดักชันดีไซน์แล้ว เรายังชอบการสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ตัวละครที่ทำให้ซีรีส์มีมิติที่ลึก และเป็นตัวแทนการวิจารณ์ข้อเสียของระบบทุนนิยมที่ใช้ได้กับทุกที่ ยิ่งโควิด-19 ระบาดยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำของโลก จนโดนใจผู้ชมทั่วโลก 

        โจซังอู หมายเลข 218 (พัคแฮซู) เป็นตัวแทนของพนักงานออฟฟิศ (white collar) แม้ฐานะทางบ้านจะไม่ได้ดีมากนัก มีแม่เป็นแม่ค้าขายปลา แต่เขาเป็นเด็กฉลาด เรียนดี จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของเกาหลีใต้ และต้องการหนีให้พ้นชีวิตของชนชั้นกลางแต่ก็ล้มเหลว เพราะพื้นฐานนิสัยที่เป็นคนขี้โกง สามารถทรยศเพื่อนได้เพื่อให้ตัวเองชนะ, อาลี หมายเลข 199 (อนุพัม ตรีปาที) เป็นตัวแทนของแรงงานต่างด้าว ชนชั้นล่างสุดในพีระมิด ที่หนีเข้ามาทำงานแบบผิดกฎหมาย จนถูกนายจ้างเอาเปรียบและโกงเงินหน้าด้านๆ,  คังแซบยอก หมายเลข 067 (จองโจฮยอน) เป็นตัวแทนของผู้ลี้ภัยจากเกาหลีเหนือ ที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้ต้องรับมือกับนายหน้าจอมหลอกลวง เธอยึดอาชีพนักล้วงกระเป๋าและเก็บเงินช่วยเหลือน้องชายจากสถานสงเคราะห์ และพ่อแม่ในการอพยพไปอยู่เมืองจีน ฯลฯ 

        วลาดิมีร์ ทิโคนอฟ อาจารย์ด้านเกาหลีศึกษา มหาวิทยาลัยออสโล ให้ความเห็นไว้ว่า “เกาหลีใต้กลายเป็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ที่ขยายตัวค่อนข้างเร็วและเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมานี่เอง ตอนนี้การยกระดับทางสังคมเป็นไปได้น้อยกว่าเมื่อก่อนปี 2540 บาดแผลของความเหลื่อมล้ำดิ่งลึกได้ไปปรากฏอยู่บนจอ” 

        แต่ไม่ใช่แค่เกาหลีใต้หรอกที่เป็นแบบนี้ ทุกประเทศกำลังเผชิญความรู้สึกเดียวกับคนในเกาหลีใต้ดั่งที่ วลาดิมีร์ ทิโคนอฟ กล่าวไว้

 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ธวัชชัย ดีพัฒนา

อดีตบรรณาธิการ นิตยสาร attitude ฉบับภาษาไทย ชอบติดตามความเคลื่อนไหวของแวดวง LGBT ไทยอย่างต่อเนื่อง เก็บสะสมหนังสือและนิตยสารเป็นงานอดิเรก ปัจจุบันหันมาติดตามซีรีส์วายเป็นหลัก ตามสภาพโควิด-19 ที่บีบให้ต้องอยู่แต่บ้าน