True Mothers: รักของแม่ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะมาตัดสินว่าใครกันแน่ที่ควรเป็น ‘แม่’ ที่แท้จริง

The Review
25 Mar 2021
เรื่องโดย:

ปารณ ศรีสุนทร

“คุณจะยอมคืนลูกที่คุณเลี้ยงมา… ให้แม่ที่แท้จริงไหม?” คือ ประโยคที่สื่อไทยใช้ประชาสัมพันธ์ True Mothers (2020) เพียงเท่านี้คงเพียงพอที่จะฉายภาพโดยคร่าวของภาพยนตร์เรื่องนี้ จนเราเผลอคิดไปว่าต้องเกี่ยวกับการช่วงชิงสถานะความเป็นแม่ระหว่างแม่ผู้ให้กำเนิดกับแม่ผู้เลี้ยงดูตามสไตล์หนังเมโลดราม่าทั่วไปอย่างแน่นอน ทว่าแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะตั้งแต่ต้นเรื่องจนกระทั่งท่วงทำนองของเพลงเอนเครดิตสิ้นสุดลง กลับทำให้เรารู้สึกบอุ่นภายในจิตใจ กับการได้สำรวจนิยาม ความหมายของคำว่า ‘แม่’ และความเป็นแม่ที่แท้จริงนั้นมีหลากหลายรูปแบบอย่างที่เราอาจไม่เคยได้ตระหนักว่าสิ่งนี้มีอยู่จริงทั่วไปในสังคม

 

        ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจาก Asa Ga Kuru นิยายขายดีอันดับหนึ่งของ มิสึกิ สึจิมุระ นักเขียนเจ้าของรางวัล Naoki Price และ Japan Booksellers’Award ว่าด้วยเรื่องราวของ ซาโตโกะ (ฮิโรมิ นางาซากุ) และ ชิโยซาคุ (อาราตะ อิอุระ) สองสามีภรรยาที่พยายามมีลูกด้วยกันมาหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จนตัดสินใจรับเด็กมาจากหญิงสาวที่ไม่พร้อมเลี้ยงลูกมาเป็นบุตรบุญธรรมของตัวเอง ซึ่งตลอดเวลาหกปีระหว่างที่กำลังที่ชีวิตครอบครัวกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น วันหนึ่งหญิงปริศนา ฮิคาริ (อาจู มาคิตะ) ผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นคนให้กำเนิดเด็กชายที่มีครอบครัวใหม่ไปแล้ว กลับมาทวงลูกของเธอคืน

เรื่องเล่าของแม่

        ภาพยนตร์เล่าเรื่องออกมาอย่างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ผูกปมไว้เพียงหลวมๆ ถึงเปิดทางให้คนดูคิดต่อไปได้ไกล แต่แท้จริงแล้วมันไม่ได้มีอะไรหวือหวาเกินไปกว่าที่สามารถคาดเดาได้เลย โครงเรื่องหลักเป็นเพียงการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปของครอบครัวบุญธรรมที่วันหนึ่งแม่ผู้ให้กำเนิดมาทวงลูกคืน ผ่านการเล่าด้วยโครงเรื่องรองสามองก์

        องก์แรกว่าด้วยเรื่องราวของสามีภรรยาที่แสนอบอุ่น มีความรักกันมาอย่างดี แต่กลับถูกความจริงที่เจ็บปวดว่าฝ่ายชายมีภาวะไม่มีอสุจิทำให้ไม่สามารถมีลูกด้วยตนเองได้ กระทั่งทั้งคู่บังเอิญไปพบเห็นโฆษณาโครงการอุปถัมภ์เด็ก ‘เบบี้-บาตอง’ เพื่อแลกเปลี่ยนลูกจากพ่อแม่ที่ไม่พร้อม สู่ครอบครัวที่เพรียบพร้อมกว่า และตัดสินใจรับอุปถัมภ์เด็กมาหนึ่งคน

        ในองก์สอง เป็นการท้าวความไปว่าด้วยเรื่องของคู่รักหนุ่มสาววัยมัธยมต้นที่พลอดรักกันจนเผลอตั้งท้อง โดยที่ครอบครัวฝ่ายหญิงและฝ่ายชายไม่อาจยอมรับได้ หญิงสาวจำใจต้องย้ายมาอยู่เบบี้บาตองเพื่อหลบซ่อนตัวจากสังคมเดิมที่เธออยู่จนคลอดลูกไว้ให้กับโครงการเพื่อจะได้กลับไปใช้ชีวิตตามเคย

        แต่ชีวิตมันคงไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น ด้วยปัญหาที่ถาโถมเข้ามาหลายอย่าง ทำให้เธอไม่อาจกลับไปใช้ชีวิตแบบหญิงสาวมัธยมต้นธรรมดาคนเดิมได้ องก์นี้จึงเป็นส่วนที่เล่าเรื่องว่าด้วยเหตุการณ์ที่เธอพบพาน และเบื้องหลังชีวิตที่ผลักให้เธอตัดสินใจมาของทวงลูกของเธอคืน และยื่นข้อเสนอแลกลูกกับเงินก้อนจำนวนหนึ่งจากชะตากรรมที่ตัวเองแบกรับแทบไม่ไหวอีกแล้ว

True Mothers

ว่าด้วยนิยามความเป็นแม่ ที่แท้จริงไม่ได้มีเพียงหนึ่ง

        ตลอดทั้งเรื่องหนังพาคนดูไปสำรวจนิยามของคำว่าแม่ในหลากหลายแง่มุมมาก ไม่เพียงนำเสนอภาพจำของคนเป็นแม่ในอุดมคติอย่างที่เรามักถูกพร่ำสอน ด้วยเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ต่างหลอมรวมพวกเขากลายเป็นแม่ที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ทั่วไปในสังคมเรา และเรื่องนี้ก็ได้เผยให้เห็นอย่างไม่ยัดเยียด

        ตั้งแต่สามีภรรยาหลายคู่ที่ดูราวจะเพรียบพร้อมไปทุกสิ่ง แต่ไม่สามารถมีลูกได้ และเมื่อได้รับอุปถัมภ์บุตรบุญธรรมมาก็คอยเลี้ยงดูอย่างเต็มความสามารถ พ่อแม่หัวโบราณที่เลี้ยงลูกแบบตามมีตามเกิด อยากให้ลูกเป็นในสิ่งที่ตัวเองและสังคมต้องการ โดยไม่ได้สนใจความรู้สึกของลูกแม้แต่นิดเดียว หรือหญิงสาวตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ที่คอยพร่ำบ่นว่าเธอไม่ได้อยากแม้แต่จะเห็นหน้าลูกของตัวเองเลยด้วยซ้ำ และยังมีหญิงสาวอีกหลายคนที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม ทั้งเด็กมัธยมต้น สาวนั่งดริงก์ หญิงขายบริการที่มองว่าตัวเองไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้หากต้องเลี้ยงดูลูกไปด้วย จำใจต้องคลอดลูกออกมาแล้วให้ใครสักคนมาเลี้ยงเพื่อออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ และแม่อีกหลายรูปแบบ ซึ่งเราสามารถสัมผัสและคิดตามได้จากหนังเรื่องนี้

        ก่อนรับชมเราอาจจะได้รับมุมมองมาจากวาทกรรมทางสังคมและสื่อสมัยใหม่ ที่หลอมความคิดให้เรามองว่าแม่ที่ดีคือแม่สามารถเลี้ยงลูกได้อย่างดี เพื่อให้เติบโตกลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในสังคมหรืออะไรก็แล้วแต่ ทว่าเรื่องนี้ก็ได้ทำให้เราเริ่มตระหนักคิดว่า ไม่ว่าใครที่เป็นแม่ ล้วนสามารถเป็นแม่ที่ดีงามและเป็น ‘แม่ที่แท้จริง’ ได้เหมือนกัน โดยที่ไม่ควรมีใครถูกมองข้าม และมองว่าไม่มีตัวตน อย่างที่ตัวละครหนึ่งได้กล่าวเอาไว้

        เพราะแม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเผยให้เห็นถึงแม่ในหลากรูปแบบ แต่เราเชื่อว่าหนังไม่ได้มีเจตนาจะเปรียบต่างของคนเป็นแม่อย่างประสงค์ร้าย ภาพของแม่ที่เราได้พบเห็น มีทั้งคนที่เพรียมพร้อม/ไม่พร้อมในด้านทรัพย์สิน เงินทอง ร่างกาย จิตใจ หรือต้นทุนทางสังคม หรือแม่ที่เป็นผลผลิตของโครงสร้างกลไกทางสังคมอันบิดเบี้ยวที่อยู่เบื้องหลัง แต่คุณค่าของพวกเธอก็ไม่ควรถูกลดทอนจากเพียงการตัดสินว่าผู้หญิงคนสามารถหรือไม่สามารถเลี้ยงลูกได้เท่านั้น

        การใช้ชีวิตในโลกทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ของผู้หญิงในฐานะแม่คนหนึ่งย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย (และมันไม่เคยง่ายดายเสมอมา) ขณะที่สังคมเราก้าวรุดไปอย่างรวดเร็วอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ความคาดหวังของสังคมที่มีต่อผู้หญิงกลับยังคงหยุดอยู่กับการวาดฝันให้เธอเป็นแม่และเมียที่ดี ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว มันช่างหนักอึ้งเกินไป กว่าที่จะให้หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวมาแบกไว้และไปฝ่าฟัน

True Mothers

ธรรมชาติราวบทกวี สารคดีบอกเล่าสังคม

        ประเด็นอันหนักหน่วงที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างบางเบา แต่อบอุ่น และสอดแทรกความจริงจังเอาไว้ โดยฝีมือการกำกับของ นาโอมิ คาวาเสะ ที่ยึดถือลวดลายการเล่าเรื่องอันเป็นแบบเฉพาะตัว ตลอดเรื่องเราจะได้พบเห็นถึงธรรมชาติที่สวยงามราวกับบทกวีผ่านภาษาภาพยนตร์ ตัดสลับกับการเล่าเรื่องในแบบสารคดีที่แฝงไปด้วยการบอกเล่าปัญหาสังคมได้อย่างไม่น่าระแคะระคาย เรียกได้ว่าเป็นลายเซ็นในผลงานระยะหลังของเธอไปแล้วอย่าง Still the Water (2014), Sweet Bean (2015) หรือ Radiance (2017)

        ด้วยเหตุนี้นักวิจารณ์หลายคนจึงกล่าวขานกันว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีศักยภาพมากพอในการได้รับรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 73 สมควรกับการเข้าชิงรางวัลออสการ์ญี่ปุ่น (The Japan Academy Film Prize) ครั้งที่ 44 ถึง 7 สาขา ทั้งยังได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศญี่ปุ่นส่งเข้าชิงรางวัลออสการ์ปีนี้ รวมถึงผู้ชมญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยก็ค่อนข้างชื่นชมภาพยนตร์เรื่องนี้พอสมควร ขนาดยกย่องให้เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ดีที่สุดแห่งปี

        แม้นักวิจารณ์ญี่ปุ่นจะมองเช่นนั้น ทว่าส่วนตัวเราเอง กลับมองว่าการเลือกนำเอาบทประพันธ์มาถ่ายทอด บอกเล่าเรื่องราวในสไตล์สารคดีชีวิตเรื่องหนึ่งเช่นนี้ โดยคงไว้ซึ่งรสชาติอันแท้จริงหรือแต่งแต้มความเข้มข้นเพียงน้อยนิดแบบจริตคนญี่ปุ่น ที่คนญี่ปุ่นอาจมองว่าเป็นรสอุมามิ แต่สำหรับคนไทยอาจมองว่ามันช่างจืดชืด และไม่ถูกปากเสียเท่าไร

        นั่นก็เพราะฉากที่ใครหลายคนน่าจะตั้งหน้าตั้งตารอ คือฉากการเผชิญหน้ากันของแม่สองคน ทั้งแม่ผู้ให้กำเนิดและแม่ผู้เลี้ยงดู ซึ่งกว่าจะโผล่มาก็ตอนช่วงท้ายของเรื่อง มันไม่ได้รับการปรุงรส ประโคมจังหวะเมโลดราม่าจนเกินจริงแบบที่เราคาดหวัง ไม่แม้แต่พยายามเร้าอารมณ์ให้คนดูรู้สึกลึกซึ้งไปกับสายใยสัมพันธ์ เงื่อนปม การชิงรักหักสวาท หรือการฟาดฟันกันหวือหวาด้วยบทสนทนาที่ว่าด้วยการยื้อแย่งตำแหน่งความเป็นแม่ทั้งสองคนจากลูกเลย จึงอาจสูญเสียอรรถรสบางอย่างที่คนไทยหลายคนมักจะคาดหวังตามที่สื่อไทยพยายามนำเสนอ โดยลืมไปว่าเรากำลังดูหนังญี่ปุ่นที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมของดินแดนอาทิตย์อุทัยเพื่อให้เข้าถึงความละเอียดอ่อนนี้ 

True Mothers

        แต่ในช่วงสิบนาทีสุดท้ายหนังก็พอจะเรียกอารมณ์คนดูให้กลับมามีอารมณ์ร่วมช่วยลุ้นไปกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อีกครั้ง แต่มันเหมือนกับเป็นการจุดประกายไฟด้วยเทียนไขแท่งเล็กๆ พอเร้าอารมณ์ให้ตื่นเต้นได้บ้าง ซาบซึ้งไปกับเรื่องราวเล็กน้อย ไม่นานนักก็ภาพยนตร์ก็จบลงเอาเสียดื้อๆ ให้คนดูไปคิดต่อเอาเอง โดยไม่ได้มีการถกเถียงหรือตอบคำถามกับสิ่งที่เราต้องการบทสรุป ว่าลูกจะได้ตกเป็นของใคร เมื่อแม่ตัวจริงมาทวงคืนจากแม่บุญธรรม

        หากมองอีกมุมหนึ่ง จุดจบอาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้กำกับตัวจริงต้องการ แต่สิ่งที่เธอนำเสนออาจเป็นการถ่ายทอดเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก ที่สวยสดงดงาม อิ่มอกอิ่มใจตั้งแต่ต้นเรื่องจนกระทั่งเพลงในเอนเครดิตสิ้นสุด ดังนั้น แม้หนังจะไม่มีฉากเมโลดราม่าเชือดเฉือน ไม่ได้รับการปรุงรสมาอย่างจัดจ้านอย่างที่คนไทยหลายคนอาจคุ้นเคย แต่เชื่อว่ารสชาติที่ผู้กำกับพยายามปรุงมาก็ใช่ว่าจะจืดชืด จนคุณไม่รู้สึกอร่อยไปกับหนังแน่นอน 

        เพราะอย่างน้อยความรักของแม่จากหนังเรื่องนี้ เราขอยกคำพูดของแม่อย่าง ‘พี่แหม่ม’ – วีรพร นิติประภา ที่สรุปใจความของหนังเรื่องนี้ไว้ว่า 

        “การได้เกิดมามีชีวิตนั้น เป็นเรื่องสวยงามเพียงใด”

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ปารณ ศรีสุนทร

อดีตนิสิตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่กำลังเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนผ่านการพูดคุย