You Are the Apple of My Eye: บางทีในจักรวาลคู่ขนานเราอาจได้รักกัน

The Review
11 Jul 2021
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

ผมต้องขยี้ตาถึงสองรอบเมื่อพบว่า Disney+ Hotstar Thailand นำหนังวัยรุ่นแนว coming of age ของไต้หวันเรื่อง You Are the Apple of My Eye มาลงในโปรแกรม ซึ่งการขยี้ตาซ้ำสองนั้นคือ การพบว่าหนังเรื่องนี้ฉายครั้งแรกในปี 2011 นั่นหมายความว่าในปี 2021 ที่ผมกดดูนั้น หนังเรื่องนี้มีอายุกว่า 10 ปีแล้ว (นับรวมการถ่ายทำจนออกฉาย) 

        (อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญในภาพยนตร์)

You Are the Apple of My Eye

        You Are the Apple of My Eye ถูกจัดให้เป็นหนังวัยรุ่นและการเติบโต (coming of age) บางคนก็บอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ให้อารมณ์ถวิลหาอดีตแบบเดียวกับหนังไทยบ้านเราคือ สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รัก (A Little Thing Called First Love) ที่ออกฉายในปี 2010 โดยทั้งสองเรื่องเล่าถึงมิตรภาพของเพื่อนที่คบหากันมาตั้งแต่มัธยมปลายกระทั่งเติบโตไปมีทางเดินของชีวิตของตัวเอง (อาจเป็นเพราะว่านางเอกในบางมุมนั้นก็มีความละม้ายคล้าย ‘ใบเฟิร์น’ – พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ อยู่นิดๆ ก็เป็นได้) และวันนี้หนังประเภทเดียวกันหลายต่อหลายเรื่อง ต่างเพิ่มคุณค่าในตัวมันเองตามกาลเวลา

        เรื่องราวของเด็กหนุ่มอายุ 16 ปี ชื่อ เคอ จิงเถิง ได้เริ่มต้นขึ้นในปี 1994 ที่เมืองจางฮวา ไต้หวัน และกลุ่มเพื่อนสนิทกำลังใช้ชีวิตในการเรียนชั้นมัธยมปลาย โดยช่วงครึ่งแรกของหนังนั้นหนังเสนอภาพของกลุ่มเด็กผู้ชายที่มีความห่ามอย่างบ้าบิ่น ไม่ต่างกับฮอร์โมนของวัยรุ่นที่พลุ่งพล่าน และแสดงการแข็งขืนต่อระบบเก่าๆ ในโรงเรียนทั้งการห้ามไว้ผมยาว หรือการไม่เห็นด้วยที่ผู้ใหญ่จะให้ความสำคัญต่อเด็กที่เรียนดีมากกว่า พร้อมกับภาพบรรยากาศของวัยรุ่นในตอนนั้นกับวิถีชีวิตที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ตโฟนให้ใช้ จากนั้นจึงค่อยๆ ปูความสัมพันธ์ของเหล่าเด็กหนุ่มกับ เชน เจียหยี หญิงสาวที่พวกเขาหมายปอง

You Are the Apple of My Eye

        “การแก้โจทย์เลขยากๆ ได้ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตในภายภาคหน้าเลย เธอไม่เชื่อฉันเหรอ” จิงเถิงพูดกับเจียหยีเมื่อเธอเสนอตัวมาเป็นคนติวการบ้านให้กับเขา

        หนังค่อยๆ พาเราไปดูความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากขึ้นทีละนิดระหว่างจิงเถิงกับเจียหยี แบบสูตรสำเร็จที่เคยเห็นกันมาอย่างชินตากับหนังประเภทนี้ เริ่มจากการเป็นคู่กัดกันในห้องเรียนค่อยสานต่อร้อยเรียงเป็นความประทับใจที่มีให้ต่อกันทีละเล็กละน้อย กระทั่งเมื่อพวกเขาเรียนจบชั้นมัธยมปลายและต้องแยกย้ายกันไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่ต่างคนได้เลือกไว้

        องก์สองของหนังเริ่มมีโทนของความจริงจังมากขึ้น เริ่มจากการแสดงให้เห็นความจริงของชีวิตว่า การเป็นคนที่ขยันตั้งใจเรียน บางทีก็อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่หวังเสมอไป รวมถึงงานด้านภาพที่สะท้อนชีวิตในมหาวิทยาลัยของจิงเถิง ที่ส่วนใหญ่จะอยู่แต่ในหอพักที่คับแคบและหม่นมืด สอดคล้องไปกับความรู้สึกของตัวละครที่มีความอึดอัดใจทั้งเรื่องของความคลุมเครือจากความสัมพันธ์ และความต้องการแสดงออกถึงตัวตนที่ชัดเจนของตัวเอง จนนำไปสู่ความไม่เข้าใจและการเลิกรากันของทั้งคู่

You Are the Apple of My Eye

        เมื่อต่างแยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเองที่ไม่ต้องผูกเกี่ยวกันไว้แล้ว หนังก็นำเสนอเส้นเรื่องของจิงเถิงและเจียหยีที่จริงจังขึ้นกว่าเดิม โดยทั้งสองต่างใช้เวลาในการเข้าใจตัวเองไปพร้อมกับภาพอดีตที่แสนหวานที่คงไม่มีวันหวนคืนกลับมา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ในเดือนกันยายน ปี 1999 ทำให้ทั้งคู่ได้กลับมาคุยกันอีกครั้ง

        “เธอเชื่อเรื่องจักรวาลคู่ขนานไหม บางทีในจักรวาลนั้นเราอาจอยู่ด้วยกัน” จิงเถิงถามเจียหยีผ่านโทรศัพท์มือถือในคืนวันนั้น

        “อิจฉาพวกเขาจัง” เจียหยีตอบกลับสั้นๆ

        บทสนทนาในครั้งนี้เป็นการบอกเรากลายๆ ว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่คงยากที่จะกลับมาสานต่อกันได้แบบเดิมอีกต่อไป แต่เมื่อชีวิตของคนต้องดำเนินต่อไป หลังจากนี้คือการเติบโตของเหล่าตัวละครในเรื่อง ทั้งการหาตัวเองจนเจอของจิงเถิงที่คนดูคงสงสัยกันมาตั้งแต่ต้นว่าจากเด็กหนุ่มที่ใช้ชีวิตสนุกไปวันๆ หลังจากที่เรียนจบมหาวิทยาลัยนั้น เขาจะไปทำอาชีพ และกลุ่มเพื่อนของเขานั้นจะเลือกเส้นทางเดินอย่างไร รวมถึงเจียหยีด้วยเช่นกัน

        “นายไม่จำเป็นต้องหวังผลตอบแทนกับทุกๆ เรื่องที่นายทำนี่นา”

        ครั้งหนึ่งเจียหยีพูดเตือนสติจิงเถิงให้รู้ว่าบางครั้งเราก็สามารถแบบความสุขจากสิ่งที่ทำได้โดยไม่ต้องผูกมัดตัวเอง และประโยคนี้ถูกนำมาใช้อีกครั้งเพื่อให้ตัวละครได้รู้ว่าบางครั้งความรักก็มาในรูปแบบของการส่งความหวังดีให้แก่กัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องได้อะไรคืนกลับมาก็ได้

You Are the Apple of My Eye

        You Are the Apple of My Eye จึงกลายเป็นหนังอำลาทศวรรษ 90s ได้อย่างอิ่มเอม ให้ผู้ใหญ่ในยุคนั้นรวมถึงคนในตอนนี้ได้ย้อนกลับไปพบกับวันชื่นคืนสุขเมื่อครั้งเรายังเด็กอีกครั้ง และเรียนรู้ว่าบริบทบางอย่างทางสังคมก็ควรจบไว้ในอดีต รวมถึงการละทิ้งบางอย่างที่ผูกมัดเราไว้จนไม่สามารถมูฟออนไปไหนได้ เหมือนกับที่จิงเถิงถูกรอยยิ้มของเขียหยีสะกดหัวใจของเขาเอาไว้ถึง 8 ปี ถึงแม้จะเจ็บปวดขมขื่นอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราจะเข้าใจความหมายของมัน และยิ้มได้อย่างสุขใจเมื่อเห็นคนที่เรารักมีความสุขจริงๆ

        ดังเรื่องราวในช่วงท้ายที่หนังพาคนดูไปพบกับความอิ่มเอมใจในความรักของเพื่อนกลุ่มนี้ ที่จะยังคงเหนียวแน่นต่อกันตั้งแต่วันแรกและตลอดไป

        เพราะเธอคือแก้วตาดวงใจของฉัน   

        You Are the Apple of My Eye

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon