เข้าใจคุณค่าของ ‘เวลา’ ผ่านเครื่องจิ้มรสเค็มใส่กะทิที่เรียกว่า ‘หลนเต้าเจี้ยว’

รสกับข้าว
14 Nov 2020
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

เมื่อถึงเวลา ลมหนาวก็จะกลับมาเอง

        ตั้งแต่ฉันกลับบ้านที่ทุ่งโพธิ์ จังหวัดพิจิตร ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุด ที่นี่ยังคงเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคงมีเพียงฤดูกาลที่ฉันมักจะชอบเฝ้ามองอยู่เสมอ

        ช่วงต้นฤดูหนาวท้องฟ้าสีครามไร้ริ้วเมฆ ฉันจะเห็นแมลงปอและผีเสื้อหลากสี ตกกลางคืนยิ่งแล้วใหญ่ ฟ้าไร้เมฆ แต่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับทั่วทั้งฟ้า ในขณะที่หน้าร้อน ท้องฟ้าสีครามเหมือนเดิมแต่เพิ่มเติมก้อนเมฆเป็นริ้วๆ และจะได้ยินเสียงจิ้งหรีดและจักจั่น บางครั้งก็จะเห็นนกดุเหว่าที่ชอบส่งเสียงร้องตอนเช้าตรู่และช่วงเย็นๆ ส่วนช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล เวลาขับรถผ่านนาปรังแถวบ้านก็จะเห็นฝูงนกปากห่างกำลังจิกกินหอยเชอรีกันอย่างคึกคัก 

 

หลนเต้าเจี้ยว

 

        ฤดูฝน ท้องฟ้าจะสีเทาขมุกขมัว เมฆจับตัวเป็นก้อนขนาดใหญ่ พอฝนตกจะได้ยินเสียงอึ่งอ่างร้องระงม บางจังหวะก็จะเห็นนกขุนทองมาเล่นน้ำฝนที่ตกใหม่ๆ บนพื้นผิวใกล้ระหว่างต้นหูกระจงหน้าบ้าน 

         “วิวของบ้านเราสวยกว่ารีสอร์ตที่อื่นใช่ไหมล่ะ” แม่สามีเดินมาทักพร้อมกับลูกชายของฉันที่กระเตงอยู่ข้างเอว ก่อนจะส่งเขามาให้นั่งที่ตักของฉัน แม่ยืนมองอยู่อย่างนั้น แล้วบอกว่า วิวสวยมาพร้อมกับฤดูกาล บ้านหลังนี้ก็เหมือนกัน เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล 

        โดยเฉพาะฤดูที่แม่บอกว่า สวยที่สุดคือ ฤดูหนาว แต่ชวนเศร้าและหัวเสียที่สุดคือ ฤดูฝน ส่วนฤดูร้อน แม่เรียกว่า ฤดูรัก ฤดูที่ทำพืชผัก ผลไม้และไม้ดอกเติบโตเบ่งบาน 

        เมื่อฤดูฝนเริ่มต้นทีไร แม่จะรู้สึกขุ่นในใจ เพราะทำให้แม่สานกระเป๋าผักตบชวา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของบ้านไม่ได้ แถมยังทำให้กระเป๋าที่สานเสร็จแล้วขึ้นราอีกจำนวนไม่น้อย แถมบางปีก็ยังทำให้เกิดน้ำท่วมขัง พืชผักจมน้ำตายกันเป็นแถวๆ พายุพัดแรง ส่งผลให้ต้นไม้ใหญ่โค่นล้ม บางคืนก็ทำให้ไฟดับอยู่นาน ร้อนจนนอนไม่หลับ

        “ไฟดับหน้าฝนจนเป็นเรื่องคุ้นชิน แต่ไม่คุ้นเคยสักที แถมยังชอบมาดับตอนกลางคืน สมัยก่อนหากไฟดับ แม่ก็จะจุดตะเกียงแก๊ส พากันออกมานอนที่ชานไม้ที่ชั้นสองของบ้าน แม่จะไปหยิบผ้ามาชุบน้ำ บิดพอหมาด ถูพื้นไม้เพื่อคลายความร้อนและให้พื้นเย็น แบบนี้ถึงจะพอนอนกันไหว ลูกๆ (พี่ชายและสามีของฉัน) ไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะเดกับแม่สลับกันคอยพัดให้ ก่อนที่แม่และเดจะเหนื่อยจนหลับตามๆ กัน บางคืนก็ดับจนเกือบถึงเช้า”

        ส่วนหน้าร้อน หากเป็นเมื่อก่อนก็ไม่ได้ร้อนแสบ ร้อนจนหายใจไม่ออกขั้นนี้ แต่บางปีก็ร้อนพุ่งไปถึง 40 องศาเซลเซียส ร้อนจนเป็นหวัด แต่สำหรับแม่ ฤดูร้อนก็ไม่แย่เท่าไหร่นัก

        “สมัยก่อนฤดูหนาวมีจริง” แม่เริ่มเล่าเรื่องสมัยเด็กๆ ตอนที่ยังคงอยู่ในอ้อมกอดของยายที่อำเภอบางไผ่ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านทุ่งโพธิ์ไปไม่ไกลเท่าไหร่นัก ฤดูหนาวเริ่มต้นราวปลายเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 

        ช่วงเวลาก่อนเข้าปีใหม่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ อากาศจะหนาวมากถึงขั้นต้องรีบตื่นก่อนรุ่งสางขึ้นมาก่อกองไฟ ล้อมวงผิงไฟ เผามันเทศกินแก้หนาว ความเย็นยะเยือกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างทำให้ปากสั่นและเริ่มแตก แต่พอกลางวันความหนาวก็ไม่ได้จากไปไหน ยังทำให้แก้มอ่อนๆ ของแม่ในวัยเยาว์เป็นสีแดงระเรือ

        “ไม่แดงเหมือนลูกตำลึงเท่าเด็กบนดอยหรอกนะ แต่จำได้ว่าตัวนี่หนาวแต่ใบหน้าร้อนผ่าวๆ เพราะแสงแดดเย็นๆ” แม่อธิบายจนเห็นภาพ แต่ความหนาวมาเยือนไวก็จากไปไวเช่นกัน แม่บอกว่า เวลาผ่านไปราวยี่สิบปี อากาศหนาวก็เริ่มอุ่นขึ้น จนทุกวันนี้เหลือไว้เพียงไอเย็นจางๆ ที่พอพัดมาให้รู้สึกถึงฤดูกาลเท่านั้น 

        “แม่ว่าปีนี้ท่าจะหนาว เพราะฝนตกชุกเหลือเกิน อย่างวันนี้ก็เย็นๆ นะ” แม่กางสองแขนออกรับความหนาวระดับผิวๆ ก่อนพูดกับตัวเองด้วยเสียงที่ฉันได้ยินว่า “เมื่อถึงเวลา หน้าหนาวก็จะกลับมาเอง”

ปลาร้าหน้าหนาว

        ไอเย็นจางๆ ที่พัดมาพร้อมสายลมเดือนสิบเอ็ด ทำให้แม่นึกถึงวิถีชีวิตแบบบ้านยาย ชีวิตที่ติดใกล้ชิดริมน้ำน่าน ยิ่งทำให้หน้าหนาวหนาวกว่าเดิม กับข้าวกับปลามีรสอร่อยมากขึ้นเมื่อได้กินตอนเสร็จใหม่ๆ ต้มจืดร้อนๆ แกงเผ็ดอุ่นๆ พร้อมข้าวสวยนุ่มๆ อะไรมาแลกก็ไม่ยอม โดยเฉพาะกับข้าวที่มีคำว่า ‘หลน’ 

        “สมัยก่อนยายจะทำปลาร้าเอง หรือที่คนบางไผ่เรียกว่า ‘ปลาลุ่มเนื้อ’ หลังจากที่ตาหาปลาตัวเล็กมาได้ ยายก็หมักปลาพร้อมเกลือให้นุ่มหนึ่งคืน ตักขึ้นมาล้างน้ำในแม่น้ำ แล้วเคล้าเกลืออีกรอบ เอาไปใส่ใน ‘จู๋’ ” แม่หัวเราะให้กับสีหน้างงเป็นไก่ตาแตกของฉัน แล้วก็อธิบายว่าชาวบางไผ่จะเรียกไหหมักปลาร้าว่าจู๋นั่นเอง

        “จากนั้นก็หมักต่อ 1 เดือน นำออกมาเคล้ากับข้าวคั่ว ซึ่งทำมาจากข้าวเปลือกคั่ว แล้วตำด้วยครกกระเดื่องให้แหลก แล้วก็เอาไปใส่จู๋เหมือนเดิม หมักต่ออีกหนึ่งเดือน ครบกำหนดก็ตักขึ้นมาใช้ทำกับข้าวได้เลย” 

        แม่บอกว่าส่วนใหญ่ยายจะหมักปลาร้าในช่วงฤดูฝน หรือชาวบ้านเรียกว่า หน้าน้ำ เมื่อน้ำจะแม่น้ำน่านล้นตลิ่ง พื้นดินบริเวณบ้านก็จะกลายเป็นหนองน้ำเตี้ยๆ เวลานั้นปลาเล็กปลาน้อยจะชุกชุม มีมากพอให้หมักปลาร้า 

        “หมักหน้าฝน ไว้กินหน้าหนาวและหน้าแล้ง” นี่คือวิถีการถนอมอาหารที่ดีและอร่อย โดยหนึ่งในเมนูเด็ดของยายที่ทำตลอดทั้งปี แม่นำเสนอเครื่องจิ้มสามอย่าง คือปลาร้าสับ หลนปลาร้า และหลนเต้าเจี้ยว

         “ปลาร้าสับของยายอร่อยมาก ยายจะตักตัวปลาร้าขึ้นมาจากจู๋ คลุกเคล้าด้วยหอมแดง ตะไคร้ กระชาย ใบมะกรูดซอย แล้วเอาไปผัดในกระทะบนเตาถ่านให้สุกหอม ปรุงรสด้วยมะนาวและพริกขี้หนูซอย เผ็ดน้อย อร่อยนาน” แม่บอกว่าอย่างนั้น

        หลนปลาร้าก็อร่อยสูสี แต่สูตรยายดูแปลกกว่าที่อื่น ยายจะทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปอกเปลือกมะพร้าว ใช้กระต่ายขูดมะพร้าว คั้นน้ำกะทิ แยกหัวแยกหางกะทิ ส่วนกากมะพร้าวเอาไปโรยใส่กองไปในเตาถ่านพร้อมกับหอมแดงและพริกอ่อน เพื่อเพิ่มความหอม พอหอมแดงและพริกอ่อนส่งกลิ่นหอม ก็เอาออกมาลอกเปลือกที่ไหม้ออก 

        ตั้งกระทะเติมกะทิ ใส่เนื้อปลาหมอและปลาช่อนหั่นชิ้นๆ พร้อมกับหอมแดงและพริกอ่อนย่าง เคี่ยวในกะทิจนสุก แล้วเติมน้ำปลาร้า บีบมะนาว เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

        “แต่พอมาอยู่ที่ทุ่งโพธิ์ก็ไม่ได้กินหลนปลาร้า แต่กลับได้กินหลนเต้าเจี้ยว ก็พอให้ทุเลาคิดถึงยาย แต่กลายเป็นว่านึกถึงฤดูกาลขึ้นมาอย่างนั้น” พอพูดจบปุ๊บ แม่ก็ชวนฉันทำหลนเต้าเจี้ยว คิดว่าเดได้ยินที่เราคุยกัน จึงไปสตาร์ทรถรอ เพื่อพาไปตลาดริมแม่น้ำน่านในตัวอำเภอ ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านไปประมาณ 15 กิโลเมตร 

ความรักรสเค็ม 

        แม่พาฉันไปที่แผงขายของแห้ง บอกลุงคนขายขอซื้อเต้าเจี้ยว 20 บาท ฉันเพิ่งเคยเห็นเต้าเจี้ยวแบ่งขายแบบนี้เป็นครั้งแรก จากปกติเห็นเป็นบรรจุใส่ขวด เพิ่งมารู้ทีหลังว่า แบบแบ่งขายเรียกว่า เต้าเจี้ยวขาว ถั่วเหลืองหมักเกลือจะสีอ่อนกว่าเต้าเจี้ยวดำที่ใช้ทำน้ำราดหน้า เมื่อได้เต้าเจี้ยว แม่แวะไปที่แผงผัก ซื้อพริกอ่อน 5 บาท ซื้อกะทิคั้นสดจากร้านริมทางรถไฟ 10 บาท และไม่ลืมซื้อหมูสับครึ่งกิโลกรัมไว้ทำเมนูอื่นด้วย

 

หลนเต้าเจี้ยว

 

        กลับถึงบ้าน แม่นำเต้าเจี้ยวออกมาแช่น้ำ ล้างความเค็ม กรองเอาแต่เนื้อเต้าเจี้ยว แล้วนำไปโขลกให้ละเอียด ตั้งไฟใส่กะทิ ใส่เต้าเจี้ยว หมูสับ ผัดจนหมูสุก ใส่พริกอ่อนหั่นแว่น ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย

 

หลนเต้าเจี้ยว

หลนเต้าเจี้ยว

หลนเต้าเจี้ยว

 

        “สูตรเน่จะเค็มนำ สูตรยายจะหวานนำ แต่หากเป็นแม่ค้าในตลาดจะหวานนำ เค็มตาม และใส่ไข่ไก่เพื่อเพิ่มความมัน แต่แม่ไม่ใส่ไข่ แต่จะเติมน้ำตาลและน้ำเปล่านิดๆ หากยังเค็มอยู่” 

 

หลนเต้าเจี้ยว

 

        แม่ปิดเตาแก๊ส ตักหลนเต้าเจี้ยวใส่ถ้วย เดินออกจากครัว แวะเก็บมะเขือเปราะและมะเขือม่วงมาแนม 

 

หลนเต้าเจี้ยว

 

        “ยายจะชอบให้กินกับใบขนุนอ่อน รสฝาดนิดๆ เข้ากันได้ดีกับน้ำพริกและหลนต่างๆ ได้ดี” แม่ยกนิ้วโป้งรับรองความอร่อย 

 

หลนเต้าเจี้ยว

 

        เดเล่าให้ฟังว่า หลนเต้าเจี้ยวคือเมนูที่กินมาตั้งแต่ยังเล็กยันแก่ เมื่อเน่คิดอะไรไม่ออกให้บอกหลนเต้าเจี้ยว เพราะทำง่าย กินกับข้าวสวยก็ได้ ข้าวต้มก็ดี กินแล้วกินข้าวได้เยอะ เพราะเค็ม พูดจบเดหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะหันมาตักข้าวพร้อมหลนเต้าเจี้ยวรสหวานของแม่เข้าปาก แล้วบอกว่า “แต่ของแม่แกอร่อยกว่าเยอะ” เดช่างเอาใจ

        หลนเต้าเจี้ยวของแม่พร่องลงไปมาก แต่เรื่องราวในวันวานของเดและแม่ไหลออกมาจากความทรงจำเรื่อยๆ ฟังเท่าไหร่ก็ไม่เห็นมีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ยิ่งฟังเดและแม่คุยกันมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งเห็นสายใยบางๆ ที่เหนียวแน่นของคนทั้งคู่ผูกพันกันและกันไว้ที่บ้านหลังนี้ 

        คนหนึ่งอยู่มาตั้งแต่เกิด อีกคนหนึ่งก็อยู่มาเกือบครึ่งชีวิต หากไม่ใช่การประนีประนอมยอมความ หรือการแบ่งรับแบ่งสู้ บวกกับการรู้ใจกันมาหลายสิบปี ชีวิตคู่อาจจะมีรสเค็มเหมือนหลนเต้าเจี้ยวที่ไม่ได้เติมน้ำตาลเพิ่มก็ได้ 

        “ความรักใดๆ ล้วนต้องการเวลา แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือการรู้จักค่าของเวลา” แม่ตามมาสมทบ หลังจากที่ฉันแซวเดเรื่องความรัก แล้วบอกกับฉันว่า หากเห็นว่าการทำหลนเต้าเจี้ยวนั้นทำง่าย ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ แต่จริงๆ นี้เมนูนี้ใช้เวลานานกว่ากับข้าวหลายๆ อย่าง เพราะเครื่องปรุงหลักคือ เต้าเจี้ยว ที่ต้องผ่านขั้นตอนการทำและใช้เวลาหมักนาน ระยะเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ได้มาคือความอร่อย นี่คือราคาของเวลา 

        “ความรักของสามีภรรยาก็เช่นกัน เวลาที่ยาวนาน หากไม่มีค่า ความสัมพันธ์ที่ดีก็จะไม่เกิดขึ้น การครองคู่ก็จะไม่ยาวนาน” แม่ยืนยันด้วยความรักอายุกว่าสามสิบกว่าปี 

        นาฬิกาความรักของแม่และเดหมุนวนไปตามฤดูกาล ยืดหยุ่นเหมือนสายฝนในช่วงต้นหนาว ทิ้งช่วงห่างบ้างเหมือนหน้าแล้ง ผลัดกันโอบกอดด้วยคำพูดดีๆ เหมือนตอนก่อกองไฟในหน้าหนาว เปลี่ยนแปลงไปได้เช่นเดียวกับฤดูกาล แต่ไม่เคยหายไปไหน เมื่อถึงเวลา ฤดูกาลก็จะกลับเข้าที่เข้าทางได้เอง – หลนเต้าเจี้ยวถ้วยนี้ทำให้ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ