‘ปลาดุกย่าง จิ้มแจ่วพริกจี่’ มื้อเด็ดแซ่บอีหลี ที่อุดมไปด้วย ‘ความอดทน’

รสกับข้าว
13 Jun 2020
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

เอาแรง

        กลิ่นปลาย่างลอยมาพร้อมกับละอองฝนโปรยปรายในยามเช้า แม่คิดถึงนาข้าวของตาเข้าแล้ว – แม่ทอดสายตาออกไปยังถนนสองเลนเล็กๆ หน้าบ้าน มองไกลออกไปเรื่อยๆ จนถึงถนนลูกรัง ค่อยๆ บีบทางแคบลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นทางเกวียน ผ่านหน้าบ้านไม้ยกสูง ก่อนตัดเข้านาข้าวของตาซึ่งห่างออกไปอีกหลายกิโลเมตร

        ภาพเบื้องหน้าของแม่ตอนนี้ไม่ใช่ถนนคอนกรีต แต่เป็นท้องนากว้าง ผู้คนและรถราที่วิ่งผ่านหน้าบ้าน เปลี่ยนเป็นภาพของตาที่โพกผ้าขาวม้าไว้ที่หัว พร้อมชาวบ้านที่กำลัง ‘เอาแรง’ มาช่วยลงแขกลงขันดำนาอย่างขะมักเขม้น ใกล้ๆ กันคือบรรดาลูกเล็กเด็กแดงที่มาคอยให้กำลังใจ และช่วยหาบกล้าด้วยไม้คานน้อยๆ คนละมัดสองมัดจนเหงื่อซ่ก หนึ่งในก็คือเด็กหญิงผิวเข้มตัดผมสั้นหน้าม้าเลยติ่งหู หน้าตาเปื้อนโคลนแต่ยิ้มอวดฟันขาว เดินตุปัดตุเป๋ตามหลังยายไปไวๆ

        “หากเป็นเมื่อก่อน ช่วงเวลานี้คงกำลังหลกกล้าดำนา (ถอนกล้า) กันแล้ว” เสียงของแม่แทรกตัวผ่านเสียงบิดมอเตอร์ไซค์แต่งเครื่องเปลี่ยนท่อที่ดังแสบแก้วหู แต่แม่กลับได้ยินแต่เสียงเรียกของชาวบ้าน ท้องนา และสายฝนแรกฤดู

        “ตากับยายจะช่วยกันหลกกล้า เมื่อได้กล้าขนาดเท่าสองกำมือก็จะมัดไว้เป็นกอๆ แช่เอาไว้ในน้ำ พอได้ปริมาณที่ต้องการแล้วก็จะนำไม้คานมาสอดกล้าด้านละ 4 มัด เพื่อหาบกล้าไปนาดำ ตอนแม่เด็กๆ ก็คิดว่าคงไม่หนัก เพราะดูผู้ใหญ่หอบกันเดินลิ่วๆ แม่เลยขอช่วยหาบบ้าง ยายก็เลยมัดกล้ากำเล็กๆ ให้หนึ่งกำแล้วสอดไม้คานเล็กๆ แม่ถึงได้รู้ว่ามันหนักมาก เพราะกล้ามันอุ้มน้ำ แต่สนุกดีนะ เพราะเด็กคนอื่นๆ ก็ทำแบบเดียวกัน”

        กายละเอียดของแม่อยู่ที่ขอนแก่นนานแล้ว ส่วนกายหยาบของแม่อยู่ที่กรุงเทพฯ นานแล้วเช่นกัน

        “นอกจากหาบกล้าแล้ว แม่ก็ชอบไปดูตอนผู้ใหญ่ปักดำที่กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่อย่างนั้น ดูสนุก แม่ก็เลยขออาสาช่วยปักดำบ้าง แต่ปักเท่าไหร่กล้าก็ลอยเด้งขึ้นมาทุกที ผู้ใหญ่ก็เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ช่วย ได้เอาแรง เพราะสุดท้ายผู้ใหญ่ก็กลับมาซ่อมนาอยู่ดี” แม่หัวเราะหึๆ อยู่ในลำคอ

        “หลังจากนั้นทุกคนที่มาช่วยกันก็จะพักกลางวันที่ใต้ต้นไม้หรือที่เถียงนาใกล้ๆ ตายายจะเลี้ยงข้าวคนที่มาช่วยด้วยกับข้าวง่ายๆ ที่มีทั้งต้มปลาช่อนตัวเท่านี่ – แม่ยกแขนขึ้นมาเทียบขนาดความยาวและใหญ่ของตัวปลาช่อน

        “ตำบักหุ่งแบบไม่ต้องตำ ใช้วิธีซาว (คลุก) มะละกอด้วยมือพร้อมเครื่องต่างๆ แจ่วปลาแดก (ปลาร้า) ที่มีเพียงน้ำปลาร้าของยายที่หมักเอง พริกป่นที่ตากแดดจนแห้งแล้วนำมาคั่วจนส่งกลิ่นฉุนแรงไปสามบ้านแปดบ้าน ก่อนเอามาตำจนกลายเป็นพริกป่นที่ยายทำเอง แล้วบีบมะนาวอีกสักซีก จกข้าวเหนียวจิ้ม แค่นี้เป็นตาแซ่บ (น่าอร่อย) แล้ว” แม่อธิบายเสียละเอียดยิบจนทำให้ฉันถึงกับน้ำลายสอ

        ก่อนตะวันจะลับลา นาดำของตาเสร็จเรียบร้อย ทีนี้ก็ได้แต่ภาวนาให้ฝนตกต่อเนื่อง เพื่อให้ต้นกล้าของตาเติบโตออกรวงเยอะๆ จะได้มีข้าวไว้กินสำหรับปีถัดไป

ฤดูนี้อร่อย!

         สายฝนที่ตกหนัก ทำให้กลิ่นดินในกระถางกลบกลิ่นปลาย่างจนหมดสิ้น แต่เรื่องราวความอร่อยกลับเพิ่งเริ่มต้นขึ้น

        “สำหรับแม่ ฤดูนี้เต็มไปด้วยของมัก (ของชอบ) และของเป็นตาแซ่บ (ของน่าอร่อย) สายฝนจะหอบเอาความอุดมสมบูรณ์กลับมาที่นี่ ทำให้ต้นไม้ออกผลเต็มต้น โดยเฉพาะบักค้อ (ผลตะคร้อ) ตามคันนา ผลของมันจะคล้ายพวงมะไฟ รสเปรี้ยวปรี๊ด แม่ชอบพกเกลือแล้วปีนต้นค้อขึ้นไปเด็ดกินสดๆ บนต้น ต่อให้ต้องแย่งกับมดแดงตัวใหญ่ก็ยอม บางส่วนก็จะเก็บกลับบ้าน เอาไปทำ ‘ยำบักค้อ’ ปรุงด้วยน้ำปลา น้ำตาล พริกป่นและน้ำปลาร้า ใช้ช้อนตักซดทั้งน้ำ ทั้งเนื้อ แซ่บคัก! แซบอีหลี่ตั้ว! (อร่อยมาก อร่อยจริงๆ)”

         จากต้นค้อ แม่จะเดินเรื่อยไปจนถึงบวกน้ำ (คล้ายบึง) พกสวิงคู่กาย เพื่อไปส่อน (จับ) แมงระงำ (ตัวอ่อนของแมลงปอ) แมงงอดน้ำ (ตัวอ่อนของแมลงปอนักล่า) และฮวก (ลูกอ๊อด) ทั้งหมดจะเอาไปให้ยายทำเป็นอ่อมแมง และหมกฮวก แล้วพอผ่านช่วงฝนต้นฤดูไปสักพัก แม่ก็จะเริ่มหา ‘แมงดานา’ ที่มาวางไข่ตามใบข้าว หากแม่เห็นก็จะใช้สองมือตะปบ จับได้ทั้งตัวแม่และรูดไข่ใส่ปากเคี้ยวงุบงับแบบสดๆ ที่เหลือก็จะเก็บกลับบ้าน ทำเป็นป่นปลาใส่แมงดา  

        “รสชาติก็จะมันๆ” แม่เดาคำถามจากสีหน้าของฉัน

        ความอร่อยของแม่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ วันต่อมาแม่จะคว้าเสียมไปขุดปูนา แม่เล่าว่า เมื่อเห็นรูปู ก็จะใช้ไม้แหย่รูปูนำไปก่อน ถ้าไม้เปียกน้ำแสดงว่ามีกบด้วย เผลอๆ ก็จะมีงูด้วย แต่เป็นงูกินปลา ไม่มีพิษ ครั้งหนึ่งแม่เคยล้วงเข้าไปในรูปู ไม่ได้ปู ไม่ได้กบ แต่ได้งู แม่ตกใจร้องเสียงหลง ก่อนจะปาทิ้งและวิ่งเตลิด

        “นึกถึงตอนนั้นก็ตลกตัวเอง” แม่หัวเราะก่อนเล่าต่อว่า ในแต่ละครั้งจะจับปูนาได้ประมาณ 10-20 ตัว เอากลับบ้านไปทำเป็นเมนูปูนาที่แม่เรียกว่า ‘อ่อปู’ (อ่อมปูนา) ด้วยการแกะเอากระดองและหน้าอกออก เอาเฉพาะเนื้อ ขา และมันในกระดองปู ใส่ครกตำให้แหลก กรองเอาเฉพาะน้ำด้วยกระชอน ตำกากที่กรองอีกรอบแล้วกรองอีกครั้ง ใส่น้ำปูนา ผักชี ต้นหอม พริกแกง มะละกอสับ ตั้งไฟร้อนๆ พอเดือดขึ้นมาคนประมาณสองสามรอบ พอผักสุกก็กินได้เลย

        “คล้ายๆ สุกี้น่ะ” แม่พยายามอธิบายหน้าตา อ่อปูรสมือยายที่แม่ชอบจะได้กินเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี แม่จำได้ฤดูกาลไม่ได้ รู้แค่ว่าได้จับปูนาและได้กินปูนาที่มีไข่เต็มท้อง จริงๆ แล้วปูนาไข่เต็มท้องจะมีเฉพาะราวเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำในนาเริ่มแห้งขอด ใกล้ได้เวลาเก็บเกี่ยวข้าวแล้วนั่นเอง

ในน้ำมีปลา ในนาก็มีปลา

         นอกจากปู แมงดา และกบแล้ว ในนายังอุดมไปด้วยปลาเล็กปลาน้อย โดยเฉพาะปลาดุก ปลาช่อน ระหว่างหน้านา หน้าน้ำ ผู้ใหญ่จะขุดร่องน้ำระหว่างนาเพื่อวางไซดักปลา แม่อธิบายว่า การวางไซจะต้องให้ท้ายไซจมท่วม ส่วนหัวไซโผล่พ้นน้ำ เวลาปลาที่จำศีลในดินรับรู้ได้ว่ามีน้ำ มันก็จะว่ายทวนน้ำขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วตกลงในไซที่ดักไว้

        “หรือจะดักไหก็ได้” แม่บอกว่าวิธีนี้จะได้ปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอ มากกว่าดักไซ ด้วยวิธีง่ายๆ คือ ขุดดินที่มุมแปลงนาที่มีน้ำ ใส่ไหลงไปให้เหลือแต่ขอบไหพ้นดินมานิดหน่อย พอน้ำมาปลาก็ว่ายหาน้ำมาตกในไหเหมือนกัน

        นอกจากนี้เมื่อเข้าฤดูฝนเต็มตัว ในนามีน้ำเยอะ ตาก็จะหว่านแหน้ำท่วม ก็อาจจะได้ปลาหมอ ปลาดุก ปลาตะเพียน ปลาขาว หรือปลาซิว ติดไม้ติดมือกลับบ้าน แบ่งไปทำปลาย่าง หมกปลา ปลาร้า หรือป่นปลาที่แม่ชอบกินตั้งแต่ตอนเด็กๆ จนถึงปัจจุบัน

        “ป่นปลาทำง่าย เพียงแค่ใช้ปลาต้มกับน้ำปลาร้า คั่วพริก หอมแดง กระเทียม โขลก ใส่เนื้อปลาต้มสุก น้ำปลาร้า ใส่แมงดาที่แกะเปลือกแข็งและย่างให้หอม นำทั้งหมดมาโขลกให้เข้ากัน กินกับข้าวเหนียว เคียงด้วยตำลึงลวก ชะอมลวก และถั่วฝักยาวลวก แค่นี้ก็แซ่บขั้นสุด”

จงอดทน แต่ห้ามทนอด

        รสชาติของเนื้อปลาต้มสุกอร่อย พอๆ กับความหมายดีๆ ที่ตาเคยสอนแม่ไว้ และทุกครั้งที่แม่กินปลาย่าง แม่จะนึกถึงคำสอนของตา

        ‘จงอดทนให้ได้เหมือนปลาจำศีล’ ตาบอกแม่อย่างนี้

        อดทนให้ได้เหมือนปลา ที่อยู่ได้แม้ในดินไร้น้ำ ทนต่อความหิว ทนต่อสภาพที่ไม่ใช่ธรรมชาติของตัวเอง ทนอยู่อย่างเนิ่นนาน เพื่อรอคอยน้ำมาอีกครั้ง ก่อนที่จะว่ายกระเสือกกระสนหาแหล่งน้ำ เพื่อการมีชีวิตรอดต่อไป

        “อดทน หากมาพร้อมกับความจน ก็ตายได้เหมือนกัน” เสียงของแม่เข้มขึ้น จากที่สนุกสนานมาตั้งแต่ต้น แม่บอกว่า ความอดทนของปลามีขีดจำกัด หากน้ำไม่มา ปลาก็ตาย คนก็เหมือนกัน สำหรับแม่แล้ว อดทนได้ แต่ต้อง ‘ไม่ทนอด’

        ดังนั้น เมื่อครอบครัวต้องเจอกับหน้าแล้งถึง 2 ปีซ้อน ตายายให้แม่หยุดเรียนหนังสือ ทำให้แม่ในวัยเพิ่งแตกเนื้อสาว อายุเพียง 13 ปี ตัดสินใจละทิ้งท้องนา บอกลาอีเฒ่าควายคู่ใจ มุ่งหน้าสู่เมืองใหญ่ตามคำบอกเล่าของคนที่เคยไปมา เพื่อดิ้นรน และเพื่อต่อลมหายใจ ก่อนที่จะกลายเป็นปลาดุกไร้น้ำตัวนั้น

 

ปลาดุกย่างจิ้มแจ่ว

ปลาดุกย่างโรยเกลือ และแจ่วพริกจี่

        ความอดทนของแม่ส่งผลต่ออุปนิสัยจนกลายเป็นยาย แม่อดทนได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ยกเว้นความหิว และเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวอิ่มท้องเสมอ แม่จึงมีกับข้าวรออยู่ทุกเช้าเต็มโต๊ะแบบครบโภชนาการ ต้มจืด ไข่เจียว ปลาทอดบ้าง ย่างบ้าง และต้องมีน้ำพริกเคียงผักสดถาดใหญ่ มื้อเช้าของบ้านฉันเป็นแบบนี้เรื่อยมา

 

ปลาดุกย่างจิ้มแจ่ว

 

        และเพื่อฉลองให้กับการอดทนของแม่ ฉันจึงเลือกกับข้าวที่ง่ายที่สุด และอร่อยที่สุด อย่างปลาดุกย่างโรยเกลือตัวเบ้อเร่อ และแจ่วพริกสด ที่ประกอบไปด้วยพริก กระเทียม หอมแดงคั่วในกระทะ หรือนำไปย่างไฟอ่อนๆ โขลกให้แหลก เติมน้ำปลา น้ำมะขามเปียกหรือน้ำมะนาวแทนก็ได้ น้ำตาล และน้ำปลาร้า คลุกให้เข้ากัน เท่านี้ก็ได้แจ่วพริกจี่นัวๆ กินกับปลาดุกย่างเค็มนิดๆ เพียงแค่นี้อร่อยแล้ว

 

ปลาดุกย่างจิ้มแจ่ว

 

        “เป็นไง อดทนย่างปลาต่อไหมล่ะ” แม่แซวฉัน

        “ไม่ล่ะ ซื้อกินง่ายกว่าเยอะ” ว่าแล้วพวกเราก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ

ภาพโดย

พฤษ อ่าวสมบัติกุล

ว่าที่ช่างภาพ (จำเป็นและชั่วคราว) พ่วงตำแหน่งคุณพ่อลูกอ่อนนอนเยอะ