กาวใจประจำบ้าน ระหว่างไข่ไก่และข้าวเหนียวย่าง ที่เรียกว่า ‘ข้าวจี่’

รสกับข้าว
23 Apr 2020
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

ความจริง หรือ ความฝัน?

        เมื่อคืนฉันฝันดี – ฝันเห็นตาบุและยายชีน้อยที่เสียไปนานแล้ว ฉันเห็นบึงกว้างสุดสายตา เรือลำน้อยที่มีรอยน้ำซึม เล้าเป็ดสองชั้น กระต๊อบเก่าคร่ำคร่าใต้ถุนสูง และตัวฉันเองในวัยเด็กใส่ชุดกระโปรงสีชมพูสลับขาว  

        ฉันทบทวนความฝันและนั่งปะติดปะต่อเรื่องราว จนจำได้ว่าความฝันนั้นคือเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นสมัยที่ฉันอายุราวๆ สองขวบ และสถานที่ตรงนั้นมีอยู่จริง ซึ่งก็คือบ้านตายาย ณ อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น

        แม่เล่าให้ฟังว่า วันนั้นเป็นครั้งที่สองที่พาฉันกลับบ้านเกิดไปหาตาและยาย ส่วนบริเวณที่ฉันพูดถึงก็คือ โคกมันสำปะหลัง เบื้องหน้าคือบึงสาธารณะขนาดใหญ่กินพื้นที่ระหว่างอำเภอมัญจาคีรีและอำเภอชนบท ณ ริมบึง ยายกำลังอาบน้ำสระผมให้ฉันที่กำลังส่งเสียงเจื้อยแจ้ว และขย่มเรือแจวลำเล็กอย่างสนุกสนาน หลังจากที่ตาพาฉันไปเก็บไข่เป็ดในเล้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเท่าไหร่นัก ฉันจำได้ว่า ข้างๆ เล้าเป็ดคือกระต๊อบเก่าๆ ของตา แม่เสริมว่า ข้างๆ กระต๊อบคือบ่อเลี้ยงปลาที่ตาขุดเอาไว้ เป็นคลังอาหารประจำบ้าน  

        ที่นี่อุดมสมบูรณ์ทั้งอาหาร อากาศ ความสุข และความรัก ฉันสัมผัสได้แม้ว่าจะยังไร้เดียงสา แม่บอกว่า คงเป็นเพราะฉันมีความสุขมาก จึงจดจำเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำขนาดที่แม่เองยังตกใจหลังจากได้ยินฉันเล่าให้ฟังเป็นครั้งแรก

        ความทรงจำส่วนลึกของฉันชัดเจน แม้กระทั่งเสียงทุ้มๆ น่าฟังของตาที่เอ่ยแซวฉันว่า  – “โอ๊ยยยย… เหม็นหัวเด็กจัง”

        ตรงข้ามกับใบหน้าของตาที่ฉันจดจำได้เลือนราง แตกต่างจากใบหน้าที่แสนใจดีของยายที่ชัดเจนเสมอ คงเป็นเพราะหลังจากที่ฉันและแม่กลับกรุงเทพฯ ได้ไม่นาน ตาก็จากไปกะทันหัน ความปุบปับนั้นทำให้ยายตัดสินใจบวชเป็นแม่ชี ถือศีลตลอดชีวิต เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ตา และเพื่อปล่อยวางความคิดถึงได้อย่างไม่ทรมานใจมากนัก

        เวลาผ่านไปกว่า 20 ปี ฉันและแม่มีเวลามากพอที่จะได้ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบยาย ชวนน้องๆ พากันไปกราบยายที่วัด และมีโอกาสได้โอบกอดกันและกันจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย

        “แม่รักรอยยิ้มของยาย” แม่บอกกับฉันเมื่อเอ่ยถึงยายในฝัน

        “หนูก็รัก รักทุกอย่างที่เป็นยายเลยล่ะ” ฉันเกทับแม่

        และแล้วภาพจำของแม่ที่มีต่อบ้านเกิดก็หวนคืนอีกครั้ง ราวกับได้นั่งไทม์แมชีนกลับไปยังที่ที่แม่จากมาตั้งแต่อายุได้เพียง 13 ปี

นาของตา ข้าวของยาย ควายของแม่

         บ้านนอกของแม่คือหมู่บ้านเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเต่าบกตัวใหญ่เดินต้วมเตี้ยมปะปนกับชาวบ้านอย่างสบายใจ ส่วนบ้านน้อยของแม่ เป็นบ้านไม้ยกสูง ที่ใต้ถุนจะเลี้ยงไก่ และควายเอาไว้ไถนาสี่ห้าตัว ทุกตัวมีชื่อ และทุกเช้าแม่จะต้องพาควายออกไปกินหญ้ารวมกับฝูงควายของคนอื่นๆ ก่อนจะต้อนกลับบ้านในตอนเย็น แม่ทำแบบนี้ทุกวัน

        เมื่อแม่เล่าถึงควาย ความลับบางอย่างก็เปิดเผย – “หลังจากควายคลอดลูก คนที่นี่จะกิน ‘น้องควาย’ ด้วยนะ”

        ฉันขนลุก นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ ก่อนที่แม่จะเฉลยว่า น้องควาย ก็คือคำเรียก ‘รกของควายที่ตกลูก’ นำไปปรุงเป็น ‘อ่อมรกควาย’ ที่ใส่ผักนานาชนิด ดับกลิ่นคาวด้วยผักชีลาวและผักขะแยง เพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนด้วยพริกขี้หนูโขลก เติมรสนัวๆ ด้วยน้ำปลาร้าหมักเองในไห เพิ่มความหอมด้วยข้าวคั่วโขลกพอแหลก

        “ตอนเด็กก็แซ่บล้ายหลาย (ลากเสียงยาว) แต่หากให้กินมื้อนี้ก็บ่เอาดอกจ้ะ ย่านหลาย!” (ตอนเด็กก็อร่อยมาก แต่หากให้กินตอนนี้ก็ไม่เอาหรอกจ้ะ กลัวมาก!) แม่อุทานด้วยภาษาอีสานและส่งเสียงหัวเราะอย่างเอร็ดอร่อย

        พอพูดถึงควาย แม่ก็อดไม่ได้ที่จะเล่าถึงที่นาของตา และพันธุ์ข้าวของยาย คนที่นี่จะปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียวไว้กินเอง ทุกอย่างทำด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้เงินซื้อ แต่หากปีไหนแล้งจัดๆ ปลูกข้าวไม่ได้ ข้าวเปลือกในยุ้งก็ร่อยหรอ ยายจะทำขนมเปียกปูนไปแลกข้าวเปลือก ส่วนตาก็จะไปนาพร้อมหลอดไฟนีออนสีม่วงไว้ล่อแมลงในนา ที่จะมีทั้งแมงตับเต่า แมงดานา จิ้งหรีด แมงจีซอน แมงจินูน และแมงมัน เพื่อนำมาคั่วไว้กินกับแกงผักริมรั้ว และยังดัก ‘นกคุ่ม’ มาทำ ‘ลาบนกคุ่ม’ เมนูเด็ดของชาวอีสาน หากเหลือก็จะมัดเป็นพวงๆ นำไปขายต่อที่ตลาด

        ‘เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง’ – คำกล่าวของ หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร บิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่ ผุดขึ้นในความคิดทันทีเมื่อแม่เล่าจบ และด้วยสถานการณ์ของโรคระบาดที่เกิดขึ้น ฉันก็เชื่อคำกล่าวนี้อย่างสิ้นสงสัย

ตุ้ม โฮม และเทศกาลบุญข้าวจี่เดือนสาม

           ความสำคัญของข้าวเหนียวที่ตายายและชาวบ้านในหมู่บ้านปลูกเองนั้นเกี่ยวข้องกับงานบุญใหญ่ประจำปี หรือที่เรียกว่า ‘เทศกาลบุญข้าวจี่เดือนสาม’ ชาวบ้านจะตื่นกันแต่เช้าตรู่เพื่อมานึ่งข้าวเหนียวจนสุก แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ ปิ้งบนเตาไฟอ่อนๆ โรยเกลือ แล้วทาไข่ ปิ้งจนไข่สุกสีเหลืองนวล ก่อนจะนำไปถวายพระที่วัด

        “ใครไปร่วมงานบุญไม่ได้ ก็จะฝากข้าวจี่ไป ‘โฮมกัน’ (รวมกัน) โดยจะมีผู้ใหญ่ในหมู่บ้านขันอาสาหาบข้าวจี่ของแต่ละบ้านไปรวมกันที่วัดให้” แม่อธิบายถึงการทำบุญร่วมกันอีกแบบหนึ่ง ในขณะที่เด็กๆ จะสนุกสนานกับการได้ปิ้งข้าวจี่ และได้ถือข้าวจี่อุ่นๆ ไว้ในมือ กินไปเล่นไป วิ่งซนอยู่ในวัดกันอย่างสนุกสนาน

        “สมัยก่อน ผู้เฒ่าผู้แก่มักจะบอกเอ่ยเรียกขวัญเวลาหนุ่มสาวมาร่วมงานบุญข้าวจี่นี้ว่า กะสิจัดพาขวัญมาตุ้มโฮมกันเด้อ” (เชิญขวัญให้มาอยู่ร่วมกัน) แม่บอกว่าชอบคำคำนี้

        คำว่า ‘โฮม’ แปลว่า รวมกัน ในภาษาไทยภาคกลาง ส่วนภาษาอังกฤษก็ยังแปลว่า ‘บ้าน’ ที่มีความหมายถึงการรวมกันของคนในครอบครัว เมื่อนำไปรวมอยู่ในประโยคของผู้เฒ่าผู้แก่ จึงมีความหมายโดยนัยยะว่า ‘มาเถิด มาอยู่ร่วมกันเพื่อช่วยกันดูแล คุ้มครองใจกันและกันให้ปลอดภัยเสมอ เมื่อกลับคืนสู่บ้านเกิด’

        ส่วนในปัจจุบัน งานบุญข้าวจี่มักจะจัดขึ้นในวันมาฆบูชา ชาวอีสานยังคงยึดถือเป็นประเพณีที่ดีงาม ส่งต่อ ‘ตุ้มโฮม’ นี้จากรุ่นสู่รุ่นเรื่อยมา

ไข่และข้าว กาวใจประจำบ้าน

        แม่ของฉันไม่ได้ไปร่วมงานบุญข้าวจี่มานานมากแล้ว หลังจากเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และแต่งงานกับพ่อ แต่หลังจากยายเสีย แม่จะกลับไปกราบอัฐิและทำบุญให้ตากับยายในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นประจำทุกปี

        “ปีนี้ไม่ได้กลับ งั้นเรามาจี่ข้าวเรียกขวัญกันดีกว่า” แม่ชักชวนฉันในคืนวันเสาร์ เพื่อจี่ข้าวเหนียวในวันอาทิตย์

 

ข้าวจี่

 

        แม่ตักข้าวเหนียวซึ่งได้มาจากนาข้าวของครอบครัวน้องสะใภ้ที่จังหวัดชัยภูมิขึ้นจากกระสอบ ซาวข้าวสองสามน้ำ ล้างเมือกข้าวออกจนหมดเพื่อไม่ให้ข้าวบูดเร็ว ก่อนแช่ทิ้งไว้ข้ามคืน

 

ข้าวจี่

 

        รุ่งขึ้นนำข้าวที่แช่ไว้ใส่หวดไม้ไผ่ นึ่งบนหม้อทรงหยดน้ำจนสุกทั่ว ยกขึ้นมาพักให้คลายร้อน ห่อด้วยผ้าขาวบาง เพื่อไม่ให้ข้าวเหนียวที่สุกแล้วแข็งจนเกินไป 

 

ข้าวจี่

 

        จากนั้นแม่จะแตะเกลือป่นที่ปลายนิ้วชี้ จุ่มน้ำเปล่า ถูที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง หยิบข้าวเหนียวอุ่นๆ ปั้นเป็นทรงกลมขนาดเท่าฝ่ามือ เสียบไม้ นำไปจี่ที่ตะแกรงย่างบนเตาถ่าน จี่จนหน้าข้าวเหนียวเกาะกันแน่น ทาไข่ไก่เคลือบทั้งสองด้านสักสองสามครั้ง จี่จนไข่ส่งกลิ่นหอมๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนๆ และแล้วข้าวจี่ดั้งเดิมรสมือแม่ก็เสร็จเรียบร้อย 

 

ข้าวจี่

 

        ส่วนข้าวจี่ของฉันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น แต่ก่อนที่จะจี่ข้าวเหนียว ฉันทำ ‘แจ่ว’ หรือน้ำจิ้มพริกป่นรสแซ่บไว้จิ้มคู่กัน ส่วนผสมหลักคือ พริกป่น น้ำตาล น้ำปลา น้ำมะนาว ข้าวคั่วโขลกละเอียด ผักชีซอย และมะเขือเทศสีดาหั่นชิ้นเล็กๆ คลุกให้เข้ากัน จากนั้นก็ปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนกลมๆ เล็กๆ จี่ไฟให้เหลือง แล้วนำไส้กรอกที่ชอบมาปิ้งข้างๆ ฉันจิ้มข้าวจี่กับแจ่วหนึ่งคำ ตามด้วยไส้กรอก และเคี้ยวยอดใบขิงที่แม่ปลูกไว้ที่หน้าบ้านตบท้าย

 

ข้าวจี่

 

        ช่วงบ่ายวันอาทิตย์นี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ควันไฟจางๆ และแก้มแดงระเรื่อของแม่ที่อยู่หน้าเตาถ่าน ในไม่ช้าคนในบ้านที่เหลือก็ทยอยลงมาหยิบข้าวจี่กินกันคนละคำสองคำจนหมด

        เราเชื่อว่างานบุญข้าวจี่และความคิดถึงตายายของแม่ยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่อาจจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย เมื่อ ‘ตุ้มโฮม’ ของแม่ในปีนี้หมายถึง ‘บ้าน’ ที่มีสมาชิกใหม่อย่างหลานชายตัวน้อยที่ชื่อว่า ‘โฮม’ เพิ่มมาอีกคน

        “เขามาเป็น ‘กาวใจประจำบ้าน” ฉันพยักหน้ารับ คิดเช่นเดียวกับแม่ว่า กาวใจยี่ห้อนี้จะทำให้ครอบครัวของเราเหนียวแน่นอย่างนี้ต่อไปอีกเนิ่นนาน 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ

ภาพโดย

พฤษ อ่าวสมบัติกุล

ว่าที่ช่างภาพ (จำเป็นและชั่วคราว) พ่วงตำแหน่งคุณพ่อลูกอ่อนนอนเยอะ