ความสนุกใดเล่าจะเท่า ‘ข้าวต้มมัด’

รสกับข้าว
21 Aug 2020
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

ฤดูลม และว่าวจุฬาอีสาน

        “ปีนี้จะหนาวไหมนะ” ฉันจำได้ว่าแม่มักเอ่ยถามท้องฟ้าแบบนี้เป็นประจำทุกปี หลังจากบ่นเรื่องฝนตกหนักจนทำให้เสื้อผ้าส่งกลิ่นเหม็นอับแทบทุกวัน ถึงอย่างนั้นแม่ก็ยังชอบฤดูฝน แต่ก็อดคิดถึงฤดูหนาวไม่ได้  

        แม่บอกว่า หน้าหนาวที่บ้านกอกจะเริ่มตั้งแต่ราวปลายเดือนพฤศจิกายน สังเกตได้จากไอเย็นที่เริ่มพัดมาเป็นระลอกๆ มองไปในนาก็จะเห็นรวงข้าวของตาเริ่มโน้มตัวลงต่ำ อีกไม่ช้าก็จะได้เวลาเก็บเกี่ยว ระหว่างนั้น ตาจะทำ ‘ว่าว’ ของเล่นชิ้นใหญ่ที่จะเกิดขึ้นเพียงปีละครั้ง

        ตาจะเรียกฤดูต้นหนาวนี้ว่า ‘ฤดูลม’ ซึ่งมีความหมายเดียวกับ ‘ลมบน’ หรือลมมรสุมพัดผ่าน ที่จะได้เล่นสนุกประจำปีครั้งสำคัญ ตาและพี่ชายทั้งสองคนของแม่จะเร่งฝีเท้าเข้าป่าตัดไม้ไผ่ โดยจะแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกตัดเป็นปล้องๆ ไว้ทำกระบอกใส่ ‘ข้าวหลาม’ ของว่างแสนอร่อยหลังเกี่ยวข้าวเสร็จใหม่ๆ ส่วนที่สองจะเหลาให้หนาและผ่าซีกสำหรับทำไม้ปิ้งกบ กระปอม ปลาดุก หรือปลาช่อน และสุดท้าย เหลาให้บางเพื่อใช้ทำตอกสำหรับมัดข้าวตัมมัด และทำโครงว่าว

        “แม่ชอบนั่งดูตาทำว่าวที่สุด” เมื่อพูดถึงตา ดวงตาของแม่จะเป็นประกายวิบวับเหมือนเด็กๆ รอยยิ้มน้อยๆ ของแม่ไม่ต่างจากเด็กสาวที่กำลังเขินอาย นี่คงเป็นความรักให้พ่อที่เจ้าตัวก็คงไม่เคยได้เห็น

        ตาจะมัดโครงไม้ไผ่กับเชือกจนแน่น ยึดด้วยกระดาษแข็ง ติดหูและหางว่าวด้วยผ้าที่มีน้ำหนักเบา เพื่อทำให้ว่าวยกตัวและลอยอยู่บนอากาศได้นาน หางว่าวที่พลิ้วไหว ทำให้นึกถึงตอนที่พี่ชายตัวแสบคว้าชุดนักเรียนของแม่ซึ่งตากแดดไว้หน้าบ้าน นำมาผูกเป็นหางว่าว ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า ก่อนจะหลุดหายไปเพราะสายลมที่แรงจัด

        “วะซั่น” (เป็นคำลงท้ายในภาษาอีสาน ที่แปลว่า ตามนั้น ประมาณนั้น) แม่เน้นหนักในน้ำเสียงพร้อมกับลากเสียงท้ายยาวๆ ด้วยความขบขัน แถมตอนนั้นยังดีใจด้วยซ้ำ เพราะวันรุ่งขึ้นไม่ต้องไปโรงเรียน

        เทศกาลเล่นว่าวจะกินเวลาสั้นๆ ราว 1-2 เดือน ตั้งแต่พฤศจิกายนถึงธันวาคม ส่วนเวลาที่ดีที่สุดของการเล่นว่าวคือ ตั้งแต่ห้าโมงเย็นจนฟ้ามืด หลังจากนั้นก็ยึดว่าวด้วยสมอบกปักไว้ตามเถียงนา ให้ติดลมบนยามค่ำคืน ก่อนที่จะค่อยๆ ร่วงลงมาเองในช่วงรุ่งสาง

        “ว่าวของตาส่งเสียงได้ไพเราะ มันจะดังคล้ายเสียงคนผิวปากเก่งๆ” แม่เอ่ยถึงเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นที่ติดอยู่กับว่าว สิ่งนั้นชาวบ้านจะเรียกว่า ‘สะนูว่าว’ หรือ ‘ธนูว่าว’ เป็นของเล่นที่มีลักษณะคล้ายกับธนูล่าสัตว์ เวลาแกว่งจะเกิดเสียง ชาวบ้านมักจะนำไปผูกติดไว้ที่ส่วนหัวของว่าว เวลาติดลมบนแล้วจะทำให้เกิดเสียงดนตรีธรรมชาติ บรรเลงได้อย่างไพเราะ ขับกล่อมให้หมู่บ้านที่เงียบเหงา ครึกครื้นไปด้วยเสียงจากสะนูว่าวของแต่ละบ้าน

        “เมื่อไหร่ก็ตามที่เสียงสะนูว่าวเงียบลง เมื่อนั้นก็จบฤดูกาลการเก็บเกี่ยว และหากปีไหนว่าวติดลมบนค้างได้ตลอดทั้งคืน ก็จะใช้เป็นการพยากรณ์ว่า ปีหน้า ฝนฟ้าจะดี ข้าวปลาจะอุดมสมบูรณ์” ตาเคยเล่าให้แม่ฟังถึงความเชื่อตามที่ฟังกันต่อๆ มา

เข็มนาฬิกาที่บอกเวลาความสนุก

        แม่เล่าว่า ตั้งแต่แม่จำความได้ ว่าวของตาก็ไม่เคยตกก่อนรุ่งสาง แม่จึงเชื่อว่า การพยากรณ์จากว่าวเป็นเรื่องจริง ครอบครัวของแม่จึงอิ่มท้องกันตลอดทั้งปี แม้ว่าจะไม่มีเงินทองมากมาย แต่แม่ก็เล่นสนุกได้ทุกฤดู สองเท้าของแม่ได้ออกวิ่งตามใจต้องการ สองมือของแม่ได้ปีนป่าย สองตาได้ทอดมองท้องนาและเวิ้งฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตา หัวใจของแม่เต้นเป็นเสียงดนตรีที่ขับกล่อมมาจากนกนานาชนิด หรือเสียงใบไม้ที่สีกันเป็นระยะๆ  

        “อิจฉาแม่ตอนเด็กๆ ล่ะสิ” – ใช่ ฉันอิจฉา แม้ว่าตัวฉันเองจะเกิดในยุค 90s ที่ไร้เทคโนโลยี ได้เล่นกระโดดหนังยาง ดีดลูกแก้ว เป่ากบ โค่นต้นกล้วยทำกระทง เล่นตี่จับ อยู่กับแก๊งเด็กรุ่นเดียวกันข้างบ้าน แต่ฉันก็เป็นคนเมืองที่อยู่ท่ามกลางตึกคอนกรีต ดีหน่อยที่สมัยก่อนในซอยบ้านไม่มีตึกสูง มีแต่ตึกแถวเพียงไม่กี่หลัง นอกนั้นเป็นไม้บ้านเตี้ยๆ และทุ่งนา

 

ข้าวต้มมัด

 

        แต่ปัจจุบันที่ดินส่วนใหญ่กลายเป็นอพาร์ตเมนต์ให้เช่าและหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ พื้นที่สีเขียวที่เคยมีสูญหาย หลงเหลือไว้เพียงที่ดินรกร้างบางส่วนให้พอได้ฟอกปอด

        ถึงอย่างนั้น นาฬิกาของคนเมืองก็ต้องหมุนต่อไป

        แต่สำหรับแม่แล้ว หากเปรียบการเล่นสนุกในวัยเด็ก ก็คงเหมือนนาฬิกาเรือนเล็กที่ผูกติดอยู่กับฤดูกาล อย่างในช่วงต้นฤดูหนาว หลังจากทำกิจวัตรที่บ้านเรียบร้อย แม่จะสวมเสื้อกันหนาวตัวโปรด เดินไปโรงเรียนที่อยู่หน้าหมู่บ้าน บ้านของแม่จะอยู่ท้ายหมู่ท้าย ดังนั้น แม่และเพื่อนๆ จะแวะหาบปิ่นโตตามหน้าบ้านเพื่อไปทำบุญที่วัดระหว่างทาง แทนผู้เฒ่าผู้แก่ที่เดินไปวัดไม่ไหว กลางวันก็เล่นสนุกกับเพื่อนในโรงเรียน เลิกเรียนก็วิ่งแข่งเท้าเปล่ากับเพื่อนๆ ใครถึงบ้านก่อนคนนั้นชนะ ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ความเร็วของฝีเท้า แต่อยู่ที่ใครทนฝ่าความหนาวและยอมให้ผิวแห้งปากแตกได้ดีกว่ากัน

        “ตกกลางคืน อากาศหนาวๆ แม่ชอบนั่งให้ตาเล่านิทานให้ฟัง ตาจะจุดตะเกียงน้ำมันก๊าซที่ทำจากกระป๋องนมข้นหนาวคลายหนาว พอแม่ง่วงได้ที่ก็มุดเข้ามุ้งไปนอนกอดยาย ซึ่งอุ่นกว่าผ้าห่มผืนหนา และเฝ้ารอความสนุกในวันรุ่งขึ้น เช้าวันใหม่ที่แม่และพี่สาวจะได้ช่วยยายทำกับข้าว และขนมประจำฤดูหนาว หนึ่งในนั้นก็คือข้าวต้มมัด และพรุ่งนี้ เราจะได้ทำด้วยกัน” – ได้เวลาสนุกแล้วสิ ฉันกระโดดโลดเต้น

ของว่างประจำฤดูหนาว

        ตอนเย็นๆ แม่อุ้มหลานชายเข้าเอว และชวนฉันไปตลาดข้างบ้าน เลือกซื้อใบตอง และกล้วยน้ำว้า แวะไปรับกะทิที่สั่งคั้นสดๆ ไว้ ส่วนข้าวเหนียวและถั่วลิสงแช่ทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ระหว่างทางกลับบ้าน แม่แวะเด็ดดอกอัญชันเพื่อมาคั้นน้ำเติมลงในข้าวเหนียวให้มีสีฟ้า ใส่สลับกับข้าวเหนียวมูนกะทิ

 

ข้าวต้มมัด

 

        “ข้าวต้มมัดอีสานไม่ใส่กะทิ ส่วนภาคกลางจะใส่กะทิผัดกับข้าวเหนียว ก่อนนำไปนึ่งจนสุก” แม่อธิบายขั้นตอนการทำข้าวต้มมัดไป และชวนฉันให้ร่วมวงมัดข้าวต้มพร้อมกับน้องสะใภ้

 

ข้าวต้มมัด

 

        ข้าวต้มมัดของยาย จะใช้ข้าวเหนียวเก่าในยุ้งจากนาของตา ปรุงด้วยเกลือนิดหน่อย ใส่ถั่วลิสงที่ต้มจนสุกแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ตัดใบตองที่ตากไว้จนแห้งให้เป็นทรงรีวางซ้อนกันสองชั้น ตักข้าวเหนียวดิบลงไป ตามด้วยกล้วยที่หั่นครึ่งตามแนวนอน ห่อให้เป็นทรง และมัดด้วยตอกไม้ไผ่ที่ตาเตรียมไว้ให้ จากนั้นก็นำไปต้มในน้ำเดือดจนสุก

 

ข้าวต้มมัด

 

        “อรรถรสของข้าวต้มมัดอยู่ที่การห่อ ขั้นตอนนี้ตอนแม่เป็นเด็กน้อย ห่อยังไงก็แตก มัดยังไงก็หลุด แต่เชื่อว่าความยากนี้คือความสนุกปนความท้าทายที่สักครั้งฉันต้องทำให้ได้ แม้ว่าจนป่านนี้แม่ก็ยังมัดไม่สวยอยู่ดี” แม่หัวเราะให้กับความพยายามของตัวเอง – และก็เป็นจริงอย่างที่แม่เล่า การห่อและมัดข้าวต้มทั้งยากทั้งสนุก

 

ข้าวต้มมัด

 

        “แม่คิดว่า กุศโลบายของการมัดข้าวต้ม คือการได้โฮม (รวมตัวกัน) กันมากกว่า พ่อแม่พี่น้องเพื่อนข้างบ้านญาติๆ ได้มารวมตัวกันทำข้าวต้มมัดด้วยกัน ก่อนแบ่งบางส่วนไว้ทำบุญและส่วนที่เหลือก็แจกจ่าย เป็นภาพที่แม่จำได้ไม่เคยลืม”

 

ข้าวต้มมัด

 

        ระหว่างรอข้าวต้มมัดในซึ้งจนสุก แม่เล่าว่า แต่ก่อนไม่มีขนมถุงให้กินอย่างทุกวันนี้ จะได้กินขนมทั้งทีต้องรอฤดูกาล อย่างช่วงปลายฝนจะได้กิน ‘ข้าวเม่า’ เม็ดข้าวจากต้นอ่อนสีเขียวมรกต คลุกเกลือนิดๆ โรยด้วยมะพร้าวขูด ฤดูหนาวก็จะต้องเป็น ‘ข้าวต้มมัด’  ไม่ก็ ‘ข้าวหลาม’ ซึ่งทำจากข้าวเหนียวใหม่สดๆ ที่เก็บเกี่ยวมาจากนา นำมาใส่ในกระบอกไม้ไผ่ปิ้งกินที่เถียงนา กลิ่นควันจากไม้ไผ่ที่ถูกเผาจะหอมฟุ้งชวนชาวบ้านที่มาดำนาท้องร้องจ๊อกๆ กันถ้วนหน้า

        ขนมที่ทำจากข้าวใหม่อีกอย่างที่แม่นึกถึงก็คือ ‘ข้าวโป่ง’ ที่ทำจากข้าวเหนียวนึ่งสุก ตำในครกมอง หรือครกกระเดื่อง ระหว่างนั้นก็ขยี้ใบตดหมากับน้ำ พรมใส่ในครกตอนตำ เพื่อให้ข้าวเหนียวจับตัว อีกคนจะโขลกน้ำอ้อยก้อนพอแหลก แล้วใส่ลงไปตำด้วยกันจนเหนียวได้ที่

        จากนั้นก็จะทาน้ำมันหมูที่เจียวเองลงบนฝ่ามือ ปั้นข้าวเหนียวกับไข่แดง แล้วกดก้อนแป้งให้เป็นแผ่นบางๆ ยายจะทาน้ำมันหมูที่ฝาบ้านด้านที่เปิดปิดได้ พอแห้ง แม่ก็จะอาสาเป็นคนขอลอกเอง เวลาจะกินก็จะให้ตาปิ้งให้ แม่จะตื่นเต้นทุกครั้งที่แผ่นข้าวแห้งๆ ค่อยๆ เปลี่ยนสภาพกลายเป็นข้าวโป่งที่คล้ายกับริ้วเมฆบนท้องฟ้า – ฉันจินตนาการตาม

 

ข้าวต้มมัด

 

        “แม่ว่าคล้ายกับว่าวของตาที่ลอยอยู่บนท้องฟ้ามากกว่า” แม่ยิ้มตาหยี แล้วหันหลังไปเปิดซึ้ง ก่อนจะตะโกนบอกทุกคนว่า ข้าวต้มมัดสูตรแม่พร้อมเสิร์ฟแล้ว

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ

ภาพโดย

พฤษ อ่าวสมบัติกุล

ว่าที่ช่างภาพ (จำเป็นและชั่วคราว) พ่วงตำแหน่งคุณพ่อลูกอ่อนนอนเยอะ