Progressive Coffee Studio กับซิกเนเจอร์จากกาแฟแต่ไม่มีที่ให้รสขม

Signature
20 Nov 2021
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

ดนตรีแนว Progressive Rock ถือกำเนิดขึ้นเพื่อความก้าวหน้าเหนือมาตรฐานดนตรีของร็อกทั่วไป โดยมีจุดเน้นไปที่เรื่องราว เนื้อหา และคอนเซปต์หลักของเพลงมากกว่าเครื่องดนตรี ดังนั้น เพลงแนวโปรเกรสซีฟร็อกจึงเป็นดนตรีที่หนักหน่วงไปด้วยท่วงทำนอง และเนื้อหาที่แฝงด้วยแนวคิดนามธรรมเชิงปรัชญา จนไปถึงบอกเล่าถึงความแฟนตาซีอันยิ่งใหญ่ 

        ด้วยความชื่นชอบในดนตรีโปรเกรสซีฟร็อกที่พอๆ กับความชื่นชอบในศาสตร์และศิลป์ของกาแฟ ‘ปอ’ – อนุกานต์ จันทร์อุไร มือคีย์บอร์ดจากวง Instinct จึงเปิดร้านกาแฟของตัวเองขึ้นมา แล้วค่อยๆ พัฒนาความก้าวหน้าของร้านไปทีละขั้นตอนตามคอนเซ็ปต์ของคำว่า Progressive คือ ค่อยเป็นค่อยไป ความก้าวหน้า และความล้ำหน้า ซึ่งสิ่งที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจนคงไม่พ้นเมนูที่เราถือโอกาสมาลิ้มลองในวันนี้ ที่พัฒนามาจากเมนูพื้นฐานทั่วไป จนท้ายที่สุดก็กลายเป็นซิกเนเจอร์ของตัวเองในกลิ่นอายของ Progressive Coffee Studio

 

Pull Me Under 
160 บาท

        “คนที่เป็นคอกาแฟจัดๆ เลยอาจจะไม่ชอบเมนูนี้ก็ได้ เราเลยดีไซน์ออกมาเป็นเครื่องดื่มสำหรับคนที่ชอบลองอะไรที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว” 

        เริ่มต้นด้วยเมนูเครื่องดื่มที่เจ้าของร้านทั้งสองภูมิใจนำเสนอ Pull Me Under มาในคอนเซปต์ที่ว่า ‘กาแฟที่ไม่ใช่กาแฟ’ เนื่องจากส่วนผสมข้างบนประกอบด้วยชอตกาแฟที่ออกแบบมาให้เข้ากันกับส่วนผสมของเบอรี องุ่น มะนาว และซินามอนที่นำมาปั่นให้เข้ากัน เมื่อผสมกับส่วนประกอบที่อยู่ชั้นล่างคือน้ำโซดา ทำให้ได้ลิ้มลองรสชาติที่ยากบรรยาย ราวกับว่ากำลังดื่มคราฟต์โคล่า หรือโคล่าโบราณอย่าง Sarsi เครื่องดื่มเมนูนี้เหมาะแก่คนที่กำลังต้องการความสดชื่น หรือต้องการความตื่นตัว แต่ไม่ได้อยากได้ความขมจากกาแฟ

        “ตอนแรกเมนูนี้จะมาแบบเป็นเลเยอร์ (Layer) ข้างล่างคือโซดา ส่วนข้างบนคือส่วนผสมที่เรามิกซ์กันไว้แล้ว ซึ่งปกติเรามักจะชอบใช้หลอดคน หรือเขย่าแก้วก่อนดื่มกันอยู่แล้ว เมนูนี้ก็เลยเชื่อมโยงกับชื่อเพลง Pull Me Under (ศิลปินวง Dream Theater) ที่เราชอบเพราะปกติน้ำโซดาจะมีแรงดันขึ้นข้างบน ดังนั้น เมื่อได้รับเครื่องดื่มนี้มาแล้ว เราต้องพยายามรีบดึงส่วนผสมข้างบนลงมาข้างล่าง เพื่อผสมผสานให้เข้ากัน”

 

Chocky – Crunchy 
180 บาท

        “เราคุยกันว่าคอนเซปต์ของขนมร้านเรา อยากให้มีส่วนผสมของกาแฟทุกเมนู จะได้รู้สึกว่าเป็นร้านกาแฟที่มีความแตกต่างดี แต่สุดท้ายก็เป็นแค่ไอเดีย เพราะชีวิตจริงไม่สามารถทำได้ทั้งหมด (หัวเราะ) เลยได้ Chocky – Crunchy มาหนึ่งเมนู” 

        ความแตกต่างของเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มในสไตล์ของโปรเกรสซีฟคือในเลเยอร์ครีมจะเป็น Mascarpone ครีมกาแฟ ซึ่งถูกดีไซน์ชอตกาแฟในสัดส่วนที่เหมาะสมกับการทำขนมมาแล้วอย่างดี เมื่อกินคู่กับเนื้อเค้กให้รสช็อกโกแลตเข้มข้นจากแบรนด์คุณภาพอย่าง Valrhona จึงทำให้ทั้งคู่ช่วยชูรสชาติแก่กันยิ่งขึ้น ทั้งยังได้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างด้วยความกรอบของเม็ดดาร์กช็อกโกแลตที่แทรกอยู่ในเลเยอร์ของ Mascarpone ครีมกาแฟ ก็ยิ่งทำให้เมนูนี้มีความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น

 

Yuzu Lemon Cake
150 บาท

        จากส่วนผสมของเครื่องดื่มสุดฮอตในร้าน สู่อีกซิกเนเจอร์หนึ่งที่ไม่มีใครเหมือน ด้วยการนำส้มยูสุทำเป็น Yuzu Curd ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเลมอนเค้กเนื้อเจอนัวร์ ซึ่งให้เนื้อสัมผัสที่หยาบกว่าเนื้อเค้กแบบชิฟฟอน จึงเหมาะกับการทำเป็นเลมอนเค้กได้ดีกว่า 

        ภายในเนื้อเค้กแทรกด้วยผิวเลมอนเพื่อเพิ่มผิวสัมผัส และยังขับให้เค้กมีกลิ่นหอมมากขึ้น ท็อปปิ้งด้วย Mascarpone ครีมออกรสเค็มเล็กน้อยเพื่อตัดความเปรี้ยวจากส่วนผสมหลัก และเมื่อนำส่วนผสมทั้งหมดสัมผัสกับต่อมรับรสในปากแล้ว จะได้รสเปรี้ยวอมหวาน ผสมความนุ่มนัวจาก Yuzu Curd จากนั้นกลิ่นหอมจางๆ ก็แทรกขึ้นมาทันใด จึงเป็นที่นิยมในบรรดาลูกค้ามากมาย

 

Progressive Banoffee Pie
140 บาท

        แม้บานอฟฟีพายจะเป็นขนมหวานที่พบได้ทั่วไปตามท้องตลาด และอยู่ในความนิยมมาตลอด แต่บานอฟฟีพายของ Progressive ถูกทำขึ้นด้วยคอนเซปต์ “อยากทำให้ลุกส์ดูมินิมัลหน่อย​ แต่การทำไม่มินิมัลเลย (หัวเราะ)” ปอมบอกให้ฟังอย่างนั้น ซึ่งหากจะพูดด้วยวลีภาษาอังกฤษที่ว่า less is More หรือน้อยแต่มาก ก็ไม่น่าจะหลุดจากคำบอกเล่านี้สักเท่าไหร่ 

        ส่วนผสมหลักและวิธีการไม่ได้แปลกจากบานอฟฟีพายทั่วไปมากนัก แต่ที่แตกต่างออกมาคือนอกจากครีมสีขาวธรรมดาแล้ว พวกเขายังนำกาแฟมาทำเป็นครีมด้วย ทำให้กลิ่นหอมจากครีมกาแฟ กลายเป็นเสน่ห์หนึ่งของเมนูนี้ 

        ส่วนคาราเมลจะทำออกมาให้มีความหนืดพอที่จะสามารถเซตตัวไม่ให้เยิ้มเลอะเทอะได้ จากนั้นนำมาประกอบร่างด้วยการตัดแบ่งเป็น 4 ชิ้นใน 1 ถาด จะไม่ใช่การจัดวางลงถ้วยหรือกล่องในแบบที่เห็นกันตามท้องตลาด ขั้นตอนนี้จึงอาศัยการจัดวางองค์ประกอบที่ต้องพอดีและเหมาะสมเพื่อเวลาที่ตัดแบ่งออกมา ทุกชิ้นจะได้ส่วนผสมทั้งหมดเท่ากัน 

        Progressive Banoffee Pie เป็นซิกเนเจอร์แห่งความภูมิใจอีกเมนูหนึ่งที่ทั้งสองนำกาแฟมาเป็นส่วนผสมในขนมได้ และยังเป็นที่ติดอกติดใจลูกค้าอย่างมาก 

 

Progressive Coffee Studio

        การตกแต่งภายในร้านยังคงเชื่อมโยงกับคอนเซ็ปต์ Progressive คือเน้นความเรียบง่ายที่ดูเท่แต่ลึกล้ำด้วยเสน่ห์ของสัมผัสที่ได้จากเครื่องดื่ม และขนมซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน นอกจากนี้จะเห็นได้ว่ามีการใช้วัสดุที่มีลักษณะเป็นเส้นสาย รูปสี่เหลี่ยมเยอะ เพื่อล้อกับขอบหน้าต่าง รวมถึงระแนงไม้ที่ทำเป็นกำแพงพรางตา เพื่อให้ภายในร้านดูไม่ทึบจนเกินไป ทั้งยังให้กลิ่นอายความวินเทจเท่ๆ ด้วยบรรดาของตกแต่งที่ส่วนใหญ่เป็นไม้สีน้ำตาล ทุกอย่างจึงดูผสมกลมกลืนกันจนกลายเป็นคาแรกเตอร์เฉพาะตัวที่ให้อารมณ์เท่ สุขุม นุ่มลึก แต่เข้าถึงได้ไม่ยาก

 

ปอ และปอม แฟนสาวผู้รับหน้าที่เป็นเชฟขนมหวานของร้าน

        “ร้านเราอาจจะไม่ใหญ่ แต่เราตั้งใจใช้ของเหมือนร้านใหญ่ คือทุกอย่างต้องมีคุณภาพ เมื่อมีกาแฟที่ดีแล้วเราจะมาเสียชื่อที่ขนมไม่ได้ ทุกอย่างต้องไปด้วยกันเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดที่เขาจะสามารถหาของดีๆ กินได้ในแหล่งนี้”

        เมื่อความฝันที่อยากเปิดร้านกาแฟของตัวเองเป็นจริงแล้ว ทั้งคู่ได้เล่าให้ฟังอีกว่า มีความหวังอยากให้ร้านกาแฟแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องกาแฟกับผู้คนได้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานในร้าน หรือลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมเยือน และต่อไปยังวางแผนไว้ว่า อยากทำอะไรสักอย่างที่เป็นประโยชน์ได้มากกว่าแค่การขายของ

 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านการขีดเขียนด้วยตัวอักษร อาศัยอยู่ในโลกจินตนาการ และใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นลูกครึ่งสัตว์วิเศษ

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง