‘บ้านกางใจ’ พื้นที่แห่งการเรียนรู้ เพื่อกางหัวใจของเด็กให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพและมีความสุข

Space and Time
18 Nov 2020
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

Highlights

ดอกไม้ ประตู แจกัน ต้นไม้ใหญ่… เสียงนุ่มๆ ของ ธีร์ ไชยเดช ที่ร้องเพลง ‘บ้าน’ ก็ลอยขึ้นมา เมื่อเราก้าวมาถึงประตูรั้วสีขาวที่โอบล้อม ‘บ้านกางใจ’ บ้านหลังเก่าสองชั้นอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี หน้าบ้านมีลานปูนเล็กๆ ข้างบ้านมีบ่อทราย อีกฝั่งหนึ่งมีสนามหญ้าขนาดย่อมและเนินน้อยๆ อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศแบบนี้ทำเอาเราหายใจได้ทั่วท้อง และอบอุ่นจนสัมผัสได้ ไม่ต่างจากเสียงเล็กๆ ที่เหมือนนักพากย์นิทานของ ‘ครูไนซ์’ – กวิตา พุฒแดง ผู้ก่อตั้งบ้านกางใจ ที่ออกมาต้อนรับและพูดคุยเรื่องราวเกี่ยวกับพื้นที่แห่งนี้ด้วยรอยยิ้ม

 

บ้านกางใจ

พื้นที่ภายนอกที่เรียกว่า ‘บ้าน’

        บ้านหลังเก่าที่ดัดแปลงให้เป็นบ้านหลังใหม่ที่ใส่หัวใจความเป็นเด็กลงไป โดยมีสิ่งสำคัญคือพื้นที่ส่วนกลาง และการทำทุกพื้นที่ให้เป็นสนามเด็กเล่นในฟังก์ชันที่ต่างกัน ครูไนซ์พาเดินรอบๆ บ้าน ทุกที่ที่เดินผ่าน เด็กๆ สามารถเล่นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นระบายสีบนกำแพงยักษ์ข้างบ้าน แต่มีเงื่อนไขว่าวาดรูปเสร็จจะต้องล้างอุปกรณ์ด้วย เพราะคนอื่นจะได้มาเล่นต่อได้ ด้านสนามหญ้าก็ให้ถอดรองเท้าเดิน แปลงผัก ผลไม้ และดอกไม้หลังบ้าน เมื่อออกดอกออกผลก็จะมาพร้อมกับกิจกรรมเรียนรู้มากมายที่จะเกิดขึ้น

        แต่จุดที่ต้องใส่ใจอย่างมากก็คือ ด้านในของตัวบ้านที่ต้องมีการปรับใหม่กันค่อนข้างเยอะ

        “เราเชื่อว่า เด็กจะรู้สึกตั้งหลักทางความรู้สึกได้ด้วยการใช้สี เพราะผนังเดิมจะทาด้วยสีเทา แต่เราปรับใหม่ด้วยผนังมีชีวิตมีลมหายใจ หรือที่เรียกว่า ‘ลาซัวร์เพนติ้ง’ (lazure painting) ซึ่งเป็นเทคนิคการระบายสีที่เกิดจากความร่วมมือร่วมแรงในการสร้างสรรค์ผนังด้วยสีสันที่นุ่มนวล ราวกับเคลื่อนไหวได้” ครูไนซ์ผายมือไปทางผนังด้านซ้ายมือ ผนังสีรุ้งที่อ่อนนุ่มก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

 

บ้านกางใจ

 

        “เด็กๆ จะเริ่มวอร์มความรู้สึกได้ตั้งแต่เข้ามาด้วยโถงทางเข้าที่มีตู้เล็กๆ สำหรับใส่ของใช้ส่วนตัว พร้อมหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับลมตลอดทั้งวัน เมื่อเข้ามาก็จะพบกับพื้นที่ที่แบ่งเป็นสัดส่วน ตรงผนังลาซัวร์คือโซนเล่นต่อบล็อกต่างๆ ถัดไปเป็นมุมเอกเขนก โทนสีก็จะเริ่มสว่างขึ้น ตรงกลางโล่ง ฝั่งขวามือคือมุมเอกเขนกพร้อมม่านสายรุ้ง และมุมนิทาน สุดท้ายคือห้องกินข้าว อาบน้ำ และใช้เป็นพื้นที่นั่งทำกิจกรรมต่างๆ ตรงนั้นจะใช้แสงธรรมชาติ เราจึงทำเป็นหน้าต่างกระจก เปิดรับสายลมและไอแดด สอดรับไปกับการเปิดประตูบานใหญ่ด้านหน้า เพื่อทำให้อากาศไหลเวียนตามธรรมชาติ ทำให้เด็กๆ รู้สึกไม่ถึงจำกัดพื้นที่ ทั้งๆ ที่มีขอบเขต และที่สำคัญ ยังทำให้เด็กคุ้นชินกับสภาพอากาศในแต่ละวันได้โดยที่ไม่งอแง หากวันไหนอากาศร้อนอบอ้าว แต่เด็กๆ ก็จะเรียนรู้และอยู่ได้ โดยอาศัยพัดลมและกิจกรรมดับร้อน

 

บ้านกางใจ

 

        “ทั้งหมดเราต้องการให้พื้นที่สื่อสารกับเด็ก ตั้งแต่การวางตำแหน่งของเล่น ชั้นวางของเล่นในระดับสายตามองเห็น ทางเดินที่กึ่งบังคับ รวมไปถึงการติดหลอดไฟแกลเลอรี ที่จะช่วยให้เด็กรู้ได้ว่า อีกไม่ช้าหากไฟเปลี่ยนสี เด็กๆ จะต้องเปลี่ยนกิจกรรม พร้อมเปิดเพลงไล่ระดับปรับอารมณ์ จากเล่นเป็นกินข้าว หรือเล่นเป็นพักผ่อน โดยที่ครูไม่ต้องบอกเลย เพียงแค่ใช้กิมมิกเหล่านี้ เด็กก็จะรู้สึกอยากทำและเต็มใจที่จะทำมากขึ้น”

พื้นที่ภายในของผู้เป็น ‘ครู’

        ตัวบ้านแรกรับเด็กๆ ด้วยการกางใจ แต่คนที่จะทำให้เด็กใจกางได้นั้น นอกจากพ่อแม่แล้วก็คงเป็นครูอนุบาล บุคคลที่ต้องมีหัวใจของความเป็นครู ในขณะเดียวกันก็มีหัวใจของความเป็นแม่ ผู้ที่มอบความรัก ความหวังดีและสิ่งดีๆ ให้จากใจ  

        “เราเคยรู้สึกว่า อยากอยู่ตรงกลางใจของเด็กๆ อยากให้เด็กเห็นเราเป็นที่หนึ่งในดวงใจเมื่ออยู่ที่โรงเรียน แต่เวลาผ่านไป เรารู้แล้วว่า ‘กลางใจ’ ไม่สำคัญเท่า ‘การกางใจ’ ของเด็กๆ ให้กว้าง แล้วใครจะเข้าไปอยู่ก็ได้ เพราะกว้างมากพอ เมื่อใจกว้าง การเรียนรู้ต่างๆ ก็ขยาย การเติบโตทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม ก็สามารถทำได้อย่างเต็มศักยภาพและมีความสุข

 

บ้านกางใจ

 

        “เราจึงไม่เคยอยากเป็นครู แต่อยากเป็นแม่” (หัวเราะ) ครูไนซ์หมายถึง คนที่ให้ความรู้ และสนับสนุนให้เด็กได้รับในสิ่งที่ดีตามวัย มีความสดใสในแววตา มีจินตนาการขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ สามารถดูแลตัวเองได้ เห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็น เข้มแข็งแต่ไม่อ่อนแอ สตรองแต่ไม่ก้าวร้าว

        “จนวันนี้เรารู้แล้วว่าท้ายสุดเราอยากเป็นให้ได้เหมือนครูใหญ่ในโรงเรียนใหม่ของโต๊ะโตะจัง (จากหนังสือเรื่อง โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง ซึ่งเป็นเรื่องจริงของ คุโรยานางิ เท็ตสึโกะ ผู้เขียน) ที่เข้าใจเด็กอย่างโต๊ะโตะ คนที่รับฟัง เข้าใจและยอมรับในแบบที่เธอเป็น

        “ต่างจากครูใหญ่โรงเรียนเก่าที่มักจะบอกว่า เธอซนเกินไปและอยู่ร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ ตอนเด็กๆ เราก็คือโต๊ะโตะเลย จนวันนี้เรารู้ชัดแล้วว่า เราอยากมอบพลังชีวิตที่ดีให้กับเด็กคนอื่นเหมือนกับครูใหญ่ในโรงเรียนใหม่ที่ต้อนรับโต๊ะโตะด้วยอ้อมกอดแห่งความเข้าใจในความเป็นเด็ก มีความอ่อนโยน และมีเมตตาที่ออกมาจากหัวใจ”

พื้นที่ของความเป็นเด็ก สำหรับมนุษย์จิ๋ว

        ครูไนซ์เองเชื่อมั่นว่า ความกว้างที่ตาเห็นนั้นสำคัญพอๆ กับความกว้างภายในที่ผู้ใหญ่มองไม่เห็น และเพื่อให้ความกว้าง หรือ ‘ความเป็นเด็ก’ นั้นมีประสิทธิภาพและเต็มศักยภาพ ครูไนซ์จึงออกแบบการเรียนรู้ผ่านการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละคน

        ด้วยวิธีการรับฟังเสียงของเด็ก การเปิดโอกาส การส่งเสริมให้เด็กกล้าคิดและลงมือทำ และการกระตุ้นเด็กด้วยวิธีตามธรรมชาติ ที่ให้ความสำคัญของลงลึกไปในระดับการรับรู้ อย่าง mindfulness การอยู่กับปัจจุบัน หรือการมีสติ และรับรู้สิ่งที่กำลังทำหรือเผชิญอยู่เบื้องหน้า ผ่านการเล่นบำบัด (Play Therapy) ที่สร้างสรรค์และมีอิสระ

 

บ้านกางใจ

 

        “เด็กเล็กคือมนุษย์ที่ฉลาดมาก เรียนรู้ได้เร็วมาก ยิ่งตั้งหลักให้เด็กเล็ก 0 -7 ปีแรกได้มั่นคง แข็งแรงทั้งทางกายและใจได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดีมากเท่านั้น ความฉลาดใดๆ ทั้งด้าน EQ IQ EF ที่ผู้ปกครองอยากให้เด็กมี จึงเริ่มต้นที่วัยนี้ทั้งหมด รวมทั้งระบบการศึกษาด้วย และยิ่งเด็กมีอิสระมากเท่าไหร่ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นมากเท่านั้น แต่ต้องมีขอบเขต ท่ามกลางแวดล้อมที่เอื้อ ไม่ใช่การใช้เสียงและคำสั่งที่ตะโกนดัง เพราะเมื่อทุกอย่างเอื้อต่อความเป็นเด็ก ต่อให้กระซิบ เด็กก็ได้ยินและทำตามโดยง่าย”

 

บ้านกางใจ

 

        ครูไนซ์ยกตัวอย่างให้เราฟังมากมาย จนเราเอ่ยถามความคิดเห็นของครูไนซ์ว่า เด็กคือสีขาวจริงหรือเปล่า และนี่คือคำตอบของเธอ  

        “เราไม่เคยเปรียบเทียบว่าเด็กคือสีขาว สีรุ้งหรือสีอะไร แต่เราเปรียบตัวเองที่เป็นครู เหมือนมีเลนส์วิเศษที่ต้องใช้ใจมองเท่านั้นถึงจะเห็นสีเหล่านั้น เด็กทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นสีแตกต่างกันได้มากมาย และเราคือคนที่ทำให้สีนั้นสวยขึ้นในแบบฉบับของเขาเอง แม้กระทั่งเด็กบอกว่า ตัวเขาคือสีดำ ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีเด็กคนไหนอยากเป็นสีดำ เพราะเขาก็มีสีอื่นอยู่ แต่ว่าเขาสร้างสีดำมาคลุมทับเพราะรู้สึกว่าไม่เป็นที่รักและไม่ปลอดภัย ซึ่งเราได้แง่คิดและมุมมองมาจากหนังสือเรื่อง เด็กน้อยโตเข้าหาแสง เขียนจากประสบการณ์ของ ‘ป้ามล’ – ทิชา ณ นคร ผู้เขียนคือ มิลินทร์”

        เราตามหาหนังสือเล่มนั้นและพบประโยคหลังปกที่เขียนไว้ว่า ‘ตำแหน่งที่ครูยืนอยู่มันเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุดที่เราจะปล่อยแสงสว่างออกจากตัว แล้วอดทนรอคอยให้ต้นอ่อนเหล่านี้งอกงามขึ้นมาเอง เราไม่ต้องไปกังวลว่าเขาจะไม่รู้ว่าอะไรดีไม่ดี เด็กก็เหมือนต้นไม้พวกเขาโตเข้าหาแสงเสมอ ขอให้เราแน่ใจว่าจะทำตัวเป็นแหล่งกำเนิดแสง อย่าเป็นหลุมดำแล้วกัน’

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN