Roof Hair Salon ร้านตัดผมใต้หลังคาที่เชื่อว่าการมีทรงผมที่ดีทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้

Space-Craft
5 Oct 2021
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

ถ้าให้บอกพิกัดสั้นๆ ของร้าน Roof Hair Salon ให้คนที่เดินในย่านสยามสแควร์เข้าใจตรงกันก็คือ ร้านนี้ตั้งอยู่บนชั้น 4 ของ Lido Connect อดีตโรงภาพยนตร์เก่าแก่ที่แปรสภาพมาเป็นพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ขนาดย่อมกลางเมือง  

        ทางเดินขึ้นไปยังร้านเป็นซอกบันไดเล็กๆ ที่ชันพอตัว พอขึ้นไปถึงชั้น 4 เราก็ต้องหยุดพักหายใจหอบถี่อยู่ที่หน้าประตูร้าน พลางนึกย้อนไปถึงวัยเยาว์ ถ้าไม่ได้ไปเที่ยวตามสถานที่ที่เหมาะสำหรับเด็กๆ แล้ว ร้านตัดผมหรือ  ‘ซาลอน’ ถือเป็นหนึ่งในสถานที่เดียวที่เราโปรดปราน เพราะทุกครั้งที่เข้าไปใช้บริการในซาลอน ก็เหมือนได้ชมการทำงานศิลปะ เราจึงรู้สึกว่าอาชีพช่างตัดผมเป็นอาชีพที่มหัศจรรย์มาก เพราะสามารถเปลี่ยนเราให้เป็นคนใหม่ได้ตลอดทุกครั้งที่มา 

        เราผลักประตูเข้าไป จากภาพมุมแคบของซอกบันไดเปลี่ยนเป็นภาพกว้างของห้องใต้หลังคา บรรยากาศโดยรวมออกแนวสบายตาสบายใจด้วยการตกแต่งสไตล์ลอฟต์กึ่งมินิมอล บวกกับด้านหน้าเป็นหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงอย่างเต็มที่ ส่วนบริเวณโถงกลางห้องคือโซนตัดผมที่แบ่งโซนย่อยด้วยกระจกบานใหญ่ รวมแล้วได้ประมาณ 5-6 ที่นั่ง 

Roof Hair Salon

        ‘เอิร์ธ’ – พุฒิพงศ์ จำเริญสมบัติ ในชุดคุมโทนสีดำตัดกับผมที่ฟอกเป็นไฮไลต์สีบลอนด์เพียงช่อเดียวข้างหน้า แทบไม่ต่างจากนายแบบที่หลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น เดินเข้ามาทักทายเราด้วยความเป็นกันเอง 

        หลังจากนั้นไม่ถึงสิบนาที ‘เต้’ – วิพุธ จารุธรรมากร ในลุกส์ที่เติมสีสันมากขึ้น ก็ตามเข้ามา ทั้งสองคนคือสองในสี่เจ้าของร้านตัดผมใต้หลังคาแห่งนี้ (อีกสองคนคือ ‘ก้อย’ – วรัญญา พุกผาสุข และ ‘นุช’ – อัญชลี ประจงสาร ส่วนใหญ่ประจำอยู่ที่สาขาสุขุมวิท)

        เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว วงสนทนาขนาดย่อมก็เริ่มต้น 

ภายใต้หลังคา | มากมายด้วยกระบวนการคิด

        เอิร์ธเริ่มต้นอธิบายความเป็นมาของร้านให้ฟังว่า “ตอนแรกเราไม่ได้คิดชื่อร้านไว้ก่อน แต่มีเพื่อนแนะนำที่ที่หนึ่งให้ไปดู (สาขาสุขุมวิท) พวกเรา 4 คนก็ไปดูแล้วแฮปปี้กันหมด ซึ่งห้องนั้นอยู่ใต้หลังคาพอดี เราจึงรู้สึกว่า คำว่า roof น่ารักดี คนต่างชาติก็เข้าใจได้ว่านี่คือพื้นที่ใต้หลังคา แล้วยังเข้ากับการเปรียบเทียบตลกๆ ของคนไทยสมัยก่อนด้วย เวลาไปตัดผมแล้วมีคนถามว่าไปไหนมา เขาก็จะตอบว่า ‘ไปเปลี่ยนหลังคามา’ ทั้งหมดนี้ก็เลยเชื่อมโยงกันได้” 

Roof Hair Salon

        แต่พวกเขาก็ยืนยันว่าไม่ได้ยึดติดให้ที่ตั้งร้านต้องอยู่ใต้หลังคาเพียงที่เดียว แต่เป็นทั้งความบังเอิญและข้อจำกัดเรื่องค่าเช่าพื้นที่ซึ่งมีอัตราค่อนข้างสูง ดังนั้น เมื่อมาเปิดสาขาที่สอง กลางสยามสแควร์ ยิ่งอยู่สูง จึงไม่ได้เกี่ยวกับความหนาว แต่เกี่ยวกับราคาค่าเช่าที่ย่อมเยาลงด้วย คอนเซปต์ห้องใต้หลังคาจึงกลายเป็นกิมมิกที่ทรงพลังของร้านในตอนนี้

        ทั้งคู่เล่าให้ฟังว่า เดิมทีพวกเขาทำงานอยู่ที่ร้านเดียวกัน ซึ่งเป็นร้านตัดผมญี่ปุ่นที่มีความเป็นมืออาชีพในการตัดผมมาก 

        “เขาสอนละเอียด สอนลึก และสอนถึงความเป็นมืออาชีพจริงๆ ตอนนั้นเราเห็นว่ายังไม่มีช่างตัดผมคุณภาพประมาณนี้ในเมืองไทยเลย เราก็เลยสนุกมาก แต่พอทำงานกับเขาเป็นระยะเวลานาน พวกเราก็จะมีจุดอิ่มตัว

        “อยากมีอิสระในการแสดงออก หรือการเป็นตัวเองได้มากกว่านี้ เช่น เราชอบแสดงความคิดเห็นประเด็นเรื่องการเมือง หรือเอิร์ธก็ชอบทำคราฟต์เบียร์ พี่ก้อยชอบวาดรูป แล้วก็จะนำไอเดียจากสิ่งเหล่านี้ใส่ลงไปในงานของเขาด้วย ดังนั้น พอพวกเราได้ออกมาเปิดร้านเป็นของตัวเองจึงมีอิสระได้เต็มที่มากขึ้น แต่ถ้ามองในมุมธุรกิจ สิ่งที่พวกเราทำ ก็แค่ถึงจุดหนึ่งที่ต้องโตขึ้นเท่านั่นเอง”

Roof Hair Salon 

ภายใต้หลังคา | มีความใส่ใจซ่อนอยู่

        “ในเชิงธุรกิจ ทุกตลาดมีการวางตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์ไว้อยู่แล้ว ถามว่าเราอยากจะเป็นร้านตัดผมราคาแพงไหม… ก็ไม่เชิง แต่เราอยากเป็นร้านตัดผมที่ดี แต่มันก็มีราคาที่ต้องจ่าย” 

        “เพราะสำหรับเรา การตัดผมไม่ใช่แค่ตัดแล้วได้ทรงผมแบบที่ลูกค้าต้องการแล้วจบ แต่รวมถึงความภูมิใจในตัวเองที่เกิดกับลูกค้าแต่ละคนด้วย” เอิร์ธแชร์ต่อให้ฟังว่าเขาเคยมีประสบการณ์กับช่างตัดผมที่ไม่ฟังลูกค้า “เราอยากไว้จอน แต่อยู่ดีๆ เขาก็ไถออกหมดเลย ทำให้เรารู้สึกไม่ถูกใจทุกครั้งที่มาตัดผม นี่จึงเป็นส่วนหนึ่งที่มาเป็นช่างด้วย แต่มากกว่านั้นคือการฟังลูกค้าให้มากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ก็กลับไปที่เหตุผลว่าทำไมเราต้องตั้งราคาสูงด้วยเหมือนกัน”

        “สิ่งที่เรากำลังทำคือกำลังจะพิสูจน์ว่า ‘ผม’ มีคุณค่าในมุมมองแบบนี้ได้ และการที่จะมาซึ่งคุณค่านี้ได้นั้น ช่างตัดผมเองก็จะต้องมีคุณสมบัติ ต้องมีการฝึกฝน และต้องมีความทุ่มเท นี่คือสิ่งที่เราอยากทำให้วันหนึ่งช่างตัดผมไทยสามารถมีชื่อเสียง และเก่งได้แบบเวลาคนคิดถึงทรงผมเกาหลี ทรงผมญี่ปุ่น” 

        พวกเขาจึงพยายามสร้างบรรยากาศในร้านให้ลูกค้ามีได้รู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ และเป็นกันเองมากที่สุด เต้บอกเราว่าให้นึกเสียว่าเหมือนมาหาพี่หรือเพื่อนสนิทที่สามารถตัดผมได้ สามารถเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตให้ฟังได้ ไม่ว่าจะกำลังเจอกับปัญหาอะไร หรือมีเรื่องที่ทำให้ดีใจ ก็มาเล่าสู่กันฟัง ระหว่างนั้นช่างที่ร้านก็จะตีโจทย์ออกมาเป็นทรงผมที่เหมาะกับลูกค้า

Roof Hair Salon

        “แล้วช่างจะทำอย่างไร เมื่อต้องเลือกระหว่างสิ่งที่ถูกใจลูกค้าแต่อาจไม่เข้ากับเขา กับสิ่งที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่อาจไม่ถูกใจ” – เราถาม เพราะบางทีสิ่งที่เราชอบคิดว่าเหมาะ เมื่อทำออกมาอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิดก็ได้ ทั้งสองคนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเต้จะเอ่ยปากตอบว่า

        “นี่เป็นจุดขายของช่างแต่ละคนเลย เพราะเราจะไม่มีทิศทางที่แน่นอนว่าสิ่งนี้ถูกหรือผิด แต่ว่าเราให้ตัวช่างเป็นคนที่ตัดสินใจเองว่าจะแก้ปัญหาแบบนี้ให้กับลูกค้าอย่างไร สำหรับตัวเราจะใช้วิธีการอธิบายความเสี่ยงทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นจากการที่จะทำทรงนั้นๆ แต่เราจะไม่ตัดสินว่าอันนี้ไม่เหมาะกับเขาเสียทีเดียว หรือบางทีก็อาจจะต้องบอกว่าไม่เหมาะจริงๆ นะ แล้วให้เขาเป็นคนตัดสินเองว่าสุดท้ายตัวเองสามารถรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้ไหม ส่วนหน้าที่เราคือการทำหาตรงกลางระหว่างทรงที่เขาชอบ กับทรงที่เหมาะสมกับเขามากที่สุด” 

ภายใต้หลังคา | คือพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยน

        ทั้งสองคนเล่าถึงอีกหนึ่งความตั้งใจสำคัญให้ฟังว่า พวกเขาอยากทำให้ Roof Hair เป็นพื้นที่แห่งการเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันและกัน และเป็นพื้นที่ของความคิดสร้างสรรค์ด้วย 

        “อย่างเด็กๆ บางคนที่กำลังจะเรียนต่อแล้วไม่รู้จะเรียนอะไร ถ้าสมมติเป็นคณะที่เกี่ยวกับการออกแบบ เราก็สามารถให้คำปรึกษากับเขาได้ หรืออย่างน้องๆ ในร้านซึ่งแต่ละคนจบมาจากสาขาที่ต่างกัน แต่ละคนจึงมีความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว บางทีเราก็ให้เขามาเสนอแนวทางว่าร้านควรจะต้องพัฒนา หรือปรับปรุงอะไรอีกบ้าง

        “เราคิดว่าคอมมูนิตี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับช่างตัดผม เพราะเราทำงานกับคน การที่เราจะพัฒนาได้ทุกคนก็ต้องช่วย และเรียนรู้ไปด้วยกัน จริงๆ เราอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่ที่สายวิชาชีพต่างๆ หรือคนทำงานด้านความคิดสร้างสรรค์มาช่วยกันแลกเปลี่ยน เพราะว่าข้างนอกไม่มีข้อมูล ไม่มีการสนับสนุนเลย ประเทศไทยเราควรจะได้รับการสนับสนุนทางศิลปะที่มากกว่านี้ หรือต้องมีแหล่งพัฒนาสกิลของแต่ละสายวิชาชีพมากกว่านี้ เพื่อให้พวกเขามีคุณสมบัติที่พร้อมจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ขึ้นมาได้”

        ปกติแล้วที่ร้านมีการจัดอีเวนต์ นิทรรศการ หรือเวิร์กช็อปเล็กๆ กันทุกเดือน เพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างคนในคอมมูนิตี้ให้แข็งแกร่งขึ้น และเพื่อให้เหล่าสมาชิกในร้านได้แสดงความสามารถเฉพาะตัวของตัวเอง ทั้งระหว่างช่างตัดผมเอง และระหว่างลูกค้ากับช่างตัดผม

        เอิร์ธจึงเสริมต่อจากเต้ว่า “อยากให้สังคมไทยมีค่านิยมใหม่ๆ กับความหลากหลายของอาชีพ แต่กลายเป็นว่าทุกคนอยากเป็นคนดังในสายงาน ดารา นักร้อง เพราะทุกคนจะยกยอปอปั้น เรารู้สึกว่าทุกคนอยากเป็นแบบนั้น แต่พอโตขึ้นมาเราเชื่อว่าถ้าทำอะไรแล้วเก่งจริงๆ สักอย่างมันเท่หมด ไม่ว่าอาชีพอะไรก็สามารถมีคุณค่าในตัวเองได้ แล้วสังคมก็จะเกิดความหลากหลาย และมีคุณภาพมากขึ้น”

Roof Hair Salon

        อย่างที่เห็นตอนนี้คือ เหล่าช่างตัดผมของ Roof Hair ก็ใช้ทักษะด้านศิลปะที่มี สร้างผลงานที่หลากหลาย นอกเหนือไปจากการตัดผม เช่น ในร้านจะมีภาพวาดประดับผนังอยู่ 2-3 ภาพ นั่นก็เป็นการแสดงฝีมือของช่างฝึกหัดในร้านที่จบจิตรกรรมมา หรือกระเป๋าที่ช่างทำออกมาขาย ส่วนหนึ่งก็เพื่อหารายได้เข้าร้านในช่วงโควิด-19 อีกส่วนหนึ่งก็เป็นอีกทางที่พวกเขาสามารถแสดงออกทางศิลปะและสื่อสารกับสังคมได้ สิ่งที่พวกเขาทำ จึงไม่ใช่แค่การเป็นช่างตัดผม แต่เป็นศิลปินคนหนึ่ง 

ภายใต้หลังคา (ผม) | คือความมั่นใจ

        สำหรับเรา การตัดสินใจเปลี่ยนทรงผมทุกครั้ง นอกจากเหตุผลด้านความสวยความงามแล้ว บางครั้งก็เป็นเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้อยากออกไปใช้ชีวิตในไตรมาสต่อไปของปีก็เท่านั้น เอิร์ธเห็นด้วยกับเรา พร้อมกับเสริมว่า 

        “บางทีนั่งตัดอยู่แล้วลูกค้าหน้าเปื้อนยิ้มขึ้นมาแสดงให้เห็นว่าเขาชอบ นี่เป็นเรื่องดีนะ เสมือนเราได้สร้างบุญกุศล (หัวเราะ) ได้ทำให้ลูกค้าปลดปล่อย ให้เขาค้นพบโลกใบใหม่อาจจะแค่เวลาหนึ่งเดือน แล้วก็ต้องกลับมาตัดแต่นั่นเป็นความสุขของเขานะแล้วก็เป็นรางวัลของเราด้วย”

        “ลึกๆ แล้วส่วนตัวเรายังเชื่อว่าทรงผมที่ดีจะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น” เต้จึงอยากให้คนไทยเปิดใจว่าจริงๆ แล้วการตัดผมในราคาที่สูงขึ้นมาจากราคาทั่วไปสักนิดหนึ่งย่อมตามมาด้วยคุณค่าที่มากกว่า อย่างการที่มาตัดที่นี่ก็เป็นการสนับสนุนช่างฝึกหัดให้เขามีอนาคตมากขึ้น

Roof Hair Salon

        ย้อนกลับไปนึกถึงช่วงที่เราเคยนั่งรอแม่ในร้านซาลอนเจ้าประจำอีกครั้ง ร้านที่เป็นเหมือนพื้นที่แห่งความสบายใจ ที่แม่จะใช้เวลานานเป็นพิเศษ และเมื่อทำผมเสร็จ แม่จะถามเราเสมอว่า “เป็นยังไง แม่สวยไหม” 

        มาถึงช่วงวัยนี้เราคิดว่าเข้าใจความรู้สึกของแม่ในวันนั้นแล้ว “เพราะเราไม่ได้ปรารถนาที่จะสวยที่สุดเมื่อเข้าร้านซาลอน แต่เราหวังจะเดินออกมาด้วยความมั่นใจที่สุดต่างหาก” เมื่อส่องกระจกที่อยู่ในร้าน ตอนนี้เราก็ชัดเจนแล้วว่า ถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง


Roof Hair Salon มีทั้งหมด 2 สาขา ได้แก่
• สาขาสุขุมวิท ชั้น 4 ด้านบน Baker Gonna Bake ซอยสุขุมวิท 26 เวลาทำการ วันพฤหัส-อาทิตย์ 10:00-18.00 น. โทร. 09-5526-3351 
• สาขาลิโด้ คอนเน็คท์ ชั้น 4 สยามสแควร์ ซอย 2 เวลาทำการ วันพฤหัส-อาทิตย์ 10:00-18.00 น. โทร. 0-2006-0015


‘Space-Craft’ คือคอลัมน์ที่เราอยากนำเสนอสเปซที่คราฟต์ ตั้งแต่วิธีคิดและเป็นเสมือนตัวแทนแนวคิด และการใช้ชีวิตของเจ้าของพื้นที่นั้น ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นร้าน มุมเล็กๆ ที่ว่าง หรือแม้แต่โต๊ะกว้างๆ สักตัว ที่เจ้าของใช้เพื่อสร้างสรรค์งานที่ตัวเองรักขึ้นมา 

อีกนัยหนึ่ง คำนี้ก็แปลว่า ‘จรวด’ ที่จะพาเราพุ่งไปสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่ ในที่นี้ก็คือจักรวาลแห่งจินตนาการและแรงบันดาลใจที่ไม่มีวันสิ้นสุดของเจ้าของพื้นที่ ซึ่งในที่สุดแล้ว ก็จะนำมาซึ่งการจุดประกายให้คนอื่นสร้างพื้นที่เพื่อขยายขอบเขตแห่งจินตนาการและใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ต่อไป

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านการขีดเขียนด้วยตัวอักษร อาศัยอยู่ในโลกจินตนาการ และใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นลูกครึ่งสัตว์วิเศษ

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง