แนวคิดในการค้นหาคุณค่าที่อยู่ในตัวเองและของเหลือใช้ภายในพื้นที่ของ TAM:DA Studio

Space-Craft
9 Jan 2022
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

Highlights

ปัจจุบันผู้คนสนใจเรื่องของการแยกขยะและปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังคิดไม่ออกว่าจะสามารถจัดการกับของเหลือใช้ที่มีอย่างไรให้เกิดคุณค่าได้มากขึ้นกว่าการนำไปขายหรือทิ้ง เราจึงชวนไปหาไอเดียที่ว่านี้ด้วยการพูดคุยกับ ‘เป๋’ – ธนวัต มณีนาวา ศิลปินที่สร้างสรรค์งานเจ๋งๆ จากข้าวของที่คนคิดว่าไม่มีคุณค่าเหลือแล้ว ให้กลายเป็นงานศิลปะที่มีมูลค่าอีกครั้ง

TAM:DA เจออะไรทำหมด

        เราเข้ามาที่สตูดิโอซึ่งเป็นพื้นที่ในการทำงานของผู้ชายคนนี้ ที่ต่อเติมขึ้นมาจากบริเวณริมบ้านที่ยังพอมีพื้นที่ให้เป็นห้องรูปตัว L มีสองชั้น ซึ่งชั้นล่างคือโต๊ะทำงาน และถัดไปเป็นโต๊ะยาวสำหรับการเนรมิตขยะที่ได้มาให้เกิดเป็นงานที่เปี่ยมคุณค่าทางศิลปะ โดยเขาเล่าว่าก่อนที่จะออกจากงานประจำมาลุยการทำงานภายใต้แบรนด์ TAM:DA ต้องให้เวลาเตรียมตัวและวางแผนถึง 5 ปี ก่อนที่จะมั่นใจ

        “โปรเจกต์ TAM:DA ตอนแรกผมคิดทำขึ้นมาเล่นๆ เพราะตัวเองทำงานประจำอยู่บริษัทโฆษณา ในตำแหน่งครีเอทีฟอีเวนต์ จนวันหนึ่งเรารู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวกับงานประจำที่ทำ รู้สึกอิ่มตัวแล้ว ทำงานมา 20 ปี ความอยากทำงานโฆษณามันลดลงไปมากๆ ไม่เหมือนตอนเด็กๆ ที่เราคิดว่าทำงานโฆษณานี้ดูเท่ สนุก ซึ่งในความเป็นจริงงานแบบนั้นก็มีบ้าง แต่ไม่เยอะ พอได้เริ่มสร้างเพจ TAM:DA ขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าตัวเองได้ปลดปล่อย ได้เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องสนใจว่างานที่ทำออกมาจะดูปัญญาอ่อนไหม หรือมีคนมาบอกเราว่าต้องแก้งาน ทั้งหมดที่ทำออกมาเป็นตัวเราจริงๆ”

        เมื่อเขามองเห็นลู่ทางบางอย่าง จึงเริ่มวางแผนเกษียณตัวเองออกจากงานประจำ โดยเริ่มจากการเช็กตัวเองว่ามีหนี้สินที่ติดค้างอยู่หรือไม่ มีภาระอะไรบ้างที่ต้องจัดการ

        “ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะทุบหม้อข้าว แล้วบอกว่า เฮ้ย! ออกไปทำงานที่ใช่ดีกว่า ต้องวางแผนให้ดีก่อน” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี

        “ขั้นตอนของผมคือเช็กตัวเองก่อนว่าเราไม่มีหนี้ มีฐานลูกค้าของ TAM:DA แค่ไหน มีงานรองรับในปีนี้และปีต่อไปจำนวนเท่าไหร่ ผมใช้เวลาทดลองเรื่องนี้อยู่หลายปี จนตัดสินใจออกมาทำ TAM:DA แบบเต็มตัว พอเราไม่ต้องไปทำงานประจำก็ลดค่าใช้จ่ายได้หลายส่วน ทั้งค่าเครื่องแต่งตัว ค่ากาแฟ ค่าน้ำมัน เพราะวันๆ ผมก็จะทำงานอยู่ในสตูดิโอนี้”

        เมื่อเราทำงานประจำเพื่อหล่อเลี้ยงชีพ และทำงานที่รักเพื่อเลี้ยงหัวใจ เป็นเรื่องธรรมดาที่มักจะเกิดความรู้สึกไม่ค่อยสนใจหรือใส่ใจกับงานประจำอีกต่อไป ประเด็นนี้เป็นเรื่องน่าสนใจที่เราถามเขาต่อว่า ควรจะจัดสมดุลกับตัวเองอย่างไร เพื่อให้เราไม่ทำให้งานที่มีความหมายต่อการดำรงชีวิตนั้นถูกมองว่าทำให้เสร็จไปวันๆ

        “ถ้าคุณทำงานประจำมานาน คุณจะสามารถหาแบบแผนอะไรบางอย่างในงานที่ทำอยู่ได้ เราก็จัดระเบียบการทำงานนั้นให้เสร็จสมบูรณ์” หาจังหวะให้ตัวเอง เขาหมายถึงอย่างนั้น

        “อีกเรื่องที่ผมทำคือ บอกกับหัวหน้าเลยว่าผมทำเพจ TAM:DA ขึ้นมา และผมอาจจะไม่สามารถทำงานกับบริษัทได้ตลอดไป ผมอาจจะขอทำอีกไม่เกิน 5 ปี ก็พูดตรงๆ กับเขาไป ซึ่งหัวหน้าผมเองก็เข้าใจและสนับสนุนผมด้วยซ้ำ”

        เรามองไปรอบๆ ห้องอย่างสนใจเพราะโต๊ะทั้งสองตัวในห้องนี้ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่า มีร่องรอยของการถูกใช้งานในทุกรูปแบบสำหรับการผลิตชิ้นงานจากของเหลือใช้ให้เห็น จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ส่วนผนังนั้นก็เป็นที่วางเครื่องมือช่างต่างๆ โดยเฉพาะตอนที่เขาเอาเครื่องจัดเหล็กมาตัดของบนโต๊ะใหญ่จนเกิดประกายไฟ เราแซวเขาไปว่าเหมือน โทนี สตาร์ก ที่กำลังทำหุ่นไอรอนแมนขึ้นมาเลย

        “TAM:DA ไม่ใช่งานที่ทำแค่ว่าเอากระดาษมากางแล้วสเกตช์ลงไปก็จบ แต่เมื่อเราได้รับโจทย์มา เช่น อยากได้ตัวหมีแพนด้า เราจะมีภาพคร่าวๆ ในหัว แต่สุดท้ายก็ต้องออกไปข้างนอก ไปหาของ ไปดูวัสดุเหลือใช้ ให้ได้ตรงกับจำนวนที่อยู่ในหัวเรา เพื่อเอามาผสมผสานกันจนกลายเป็นหมีแพนด้าตัวนั้น”

ไอเดียจากความธรรมดา

        เรื่องต่อมาที่เราถามคือ การหาไอเดียในการทำงาน เขามีวิธีคิดแบบไหนที่สามารถสร้างผลงานขึ้นมาได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด

        “TAM:DA ไม่ได้เกิดความคิดว่าจะต้องเป็นคนรักษ์โลก เอาขยะมาเปลี่ยนเป็นของต่างๆ ขนาดนั้น แต่มาจากการเอาของที่อยู่ใกล้ตัว เช่น เอาปากกามาทำเป็นปืน หรือทำอะไรขึ้นมาจากความสนุกกับความคิด แต่หลังๆ ลูกค้าส่วนใหญ่อยากได้เรื่องการรักษ์โลกมาเป็นคอนเซ็ปต์ในงาน เขาก็จะถามผมว่าทำได้ไหม แน่นอนผมทำได้ จากนั้นมาแนวคิดนี้ก็ค่อยๆ ซึมซับเข้ามาเรื่อยๆ หลังๆ งานของ TAM:DA จึงเป็นงานที่เกิดจากวัสดุเหลือใช้ทั้งหมด ยกเว้นว่าถ้าเป็นงานที่ด่วนมากๆ วัสดุที่นำมาใช้จะเป็นขยะไม่น้อยกว่า 80% อาจจะมีบางส่วนที่ต้องยอมใช้ของใหม่เข้าไปประกอบบ้างเพื่อให้งานออกมาเสร็จสมบูรณ์”

        เราถามเขาต่อมาว่า กลัวงานตัวเองจะไปคล้ายคลึงกับงานของศิลปินอื่นๆ ที่ทำแนวทางคล้ายๆ กันบ้างไหม 

        “ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ดูงานของใครเลย” เขาตอบทันที

         “แต่แรกๆ ก็กลัวจะไปติดภาพจำงานของคนอื่นมาเหมือนกัน เพราะเราทำงานครีเอทีฟ ต้องดูเยอะ อ่านเยอะ แต่ถ้าจะทำงานที่เป็นแบบตัวของตัวเองจริงๆ บางทีเราจะเผลอจำงานของคนอื่นมาแน่ๆ หลังๆ จะใช้วิธีมองวัสดุและคิดว่ามันจะเป็นอะไรได้

        “การคิดงานของผมจึงแบ่งเป็น 2 แบบ คือ เจออะไรแล้วคิดเองว่ามันจะเอามาทำเป็นตัวอะไรขึ้นมาได้ เราจะทำเผื่อให้เกิดฟังก์ชันการใช้งาน หรืออาจจะสร้างเป็นตัวคาแรกเตอร์ขึ้นมา ส่วนแบบที่สองคือ เมื่อได้รับการติดต่อมา เช่น เจ้านี้อยากให้ทำตัวยักษ์ ผมก็จะลงมือสเกตช์ภาพแล้วออกไปหาสิ่งของมาทำ ระหว่างทางผมก็จะไปดูรูปยักษ์แล้วสะกดจิตตัวเอง จำจุดเด่นของยักษ์แล้วก็ออกไปหาของที่สามารถเอามาทำเป็นชิ้นส่วนต่างๆ จนเกิดเป็นยักษ์ขึ้นมาได้ ซึ่งเมื่อออกไปข้างนอกตาของเราจะมองเห็นเองว่า ของชิ้นนี้เอาไปทำเป็นชฎาได้ ชิ้นนี้เอาไปทำเป็นเขี้ยวได้ เหมือนเราตั้งโปรแกรมไว้ในหัวนั่นเอง”

คุณค่าของวัสดุ

        วัสดุที่ TAM:DA นำมาใช้เกิดจากสิ่งของมากมาย ทั้งพลาสติก เศษเหล็ก ขวดแก้ว ไปจนถึงสิ่งของจากโรงงานที่ไม่สามารถนำมาใช้การได้อีกแล้ว รวมถึงขยะที่กองไว้เพื่อนำไปคัดแยกหรือทำลายจากสถานที่ต่างๆ นำไปสู่คำถามที่ว่า แล้ววัสดุที่ตัวเขาชอบจริงๆ นั้นคืออะไร

        “สิ่งที่เป็นสัจจะวัสดุ เช่น เหล็ก ไม้ ปูน” เขาวางค้อนในมือลงแล้วหยิบอเมริกาโนใส่น้ำตาลมะพร้าวเล็กน้อยขึ้นมาจิบ ก่อนเล่าต่อ

        “แต่ถ้าพูดถึงผลงานภาพรวม ผมชอบพลาสติก หรือของเหลือใช้ เพราะความหลากหลายของมันทำให้เราเอามาทำเป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นในแบบที่มันเป็นตั้งแต่แรก ผมจะไม่พ่นสีทับชิ้นเลย ถ้าอยากให้งานออกมาเป็นสีโทนไหน ผมจะไปหาของที่มีสีใกล้เคียงกันมาใช้ ผมจะไม่มีการเอาสีสเปรย์มาพ่นงานอีกทีแน่นอน”

        “แค่คิ้วของตัวยักษ์ที่เพิ่งส่งมอบให้ลูกค้าไป พี่เป๋เขาก็ตามหาจนวินาทีสุดท้าย เขาไม่ยอมจริงๆ ถ้าสิ่งที่ได้มาไม่ตรงกับความต้องการในหัวเขา” ‘แนน’ – วิจิตรากรณ์ วชิรศรีสุนทรา ผู้อยู่เคียงข้างศิลปินคนนี้ กล่าวเสริมแกมฟ้องแบบติดตลก

        “ไม่ได้เลยจริงๆ ผมเป็นคนที่ต้องเอาให้ได้” เขาหัวเราะลั่น

        “ผมไม่ใช่คนที่ประมาณว่า มีของอยู่หนึ่งกอง แล้วก็ใช้ของในกองนั้นทำขึ้นมาเป็นงานก็พอ ผมไม่สามารถเอาเศษขยะมายัดๆ ให้เสร็จๆ ไป ของที่กองอยู่ 100 ชิ้น ผมหยิบมาใช้ได้แค่ไม่กี่ชิ้นเองด้วยซ้ำ อย่างคิ้วของตัวยักษ์ที่ไม่ผ่านการคัดของเรา ก็กองอยู่ตรงที่จอดรถหน้าบ้านนั่นแหละ”

        แต่สุดท้ายงานประติมากรรมก็เหมือนกับงานวาดภาพหรืองานศิลปะอื่นๆ ที่เมื่อถึงจุดหนึ่งศิลปินก็ต้องมีสายตาที่มองว่าพอดีแล้ว โดยเขายกตัวอย่างเหมือนการวาดรูปที่ต้องมีทั้งการใช้สีเพื่อสร้างจุดเด่น จุดรองสายตา เพื่อให้องค์ประกอบภาพสมบูรณ์


มองหาคุณค่าในตัวเอง

        หลังจากเดินดูสตูดิโอรอบๆ หยิบสิ่งของมาเชยชมถึงความงามเฉพาะตัวตามที่เขาเล่า และได้มุมมองใหม่ๆ กลับมา ประกอบกับกาแฟอเมริกาโนที่เอามาให้ชิมหมดลง เราก็มาถึงคำถามสุดท้ายที่ถามแทนหลายๆ คนที่ทำงานสร้างสรรค์อยู่แต่รู้สึกท้อแท้ เพราะยังไม่ประสบความสำเร็จและคิดไปเองว่าผลงานที่ลงมือทำอย่างทุ่มเทนั้นคงไม่มีค่าสำหรับสายตาคนอื่น

        “ทุกคนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง” เขาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

        “เหมือนที่หลายคนบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร แค่ทำในสิ่งที่เราชอบ เหมือนสิ่งที่ผมทำตอนแรกก็มีคนมองว่าดูปัญญาอ่อน หรือแม้แต่คุณแม่ของผมเองที่ถามว่า ‘ทำอะไร มีเงินกินข้าวไหม’ คุณอย่าไปด้อยค่าตัวเอง แค่ทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าเราทำได้ดี คุณอาจจะไม่ใช่คนที่เตะฟุตบอลเก่ง แต่คุณสามารถเดาะลูกบอลได้ทั้งวัน นั่นก็เป็นจุดเด่นที่คนอื่นเขาทำไมได้แบบคุณ ดังนั้น ทุกคนมีมุมที่ตัวเองมีคุณค่าอยู่ในจุดที่คุณยืน คุณไปยืนตรงที่มีคนเต็มไปหมดก็อาจจะไม่มีคนเห็นคุณ แต่ถ้าลองไปยืนอีกที่ใกล้ๆ แต่ไม่มีคนอยู่ตรงนั้นเลย คุณก็จะรู้สึกสบายตัวกว่า และมีโอกาสที่คนจะมองเห็นคุณมากกว่าด้วยซ้ำ”

        ไม่มีใครรู้มาแต่ต้นว่าชีวิตจะดำเนินไปอย่างไร เหมือนตัวเขาเองที่ลองทำงานมาหลายรูปแบบ และพบว่าสิ่งที่เคยคิดฝันอยากทำ เมื่อทำจริงๆ กลับไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองมีความสุข แต่การได้ทดลองค้นหาในสิ่งที่ใช่ต่อไปเรื่อยๆ ทำให้เขาเริ่มพบความชัดเจนของตัวเองมากขึ้นเป็นลำดับ

        “ไปเจ็บให้เยอะ แบบที่ผมโดนมา” ทั้งเป๋และแนนหัวเราะพร้อมกันอย่างมีความสุข

        “ผมลองทำอะไรมาหลายอย่างจนพบว่าการได้อยู่กับของเหล่านี้ ผมสามารถอยู่ได้กับมันทั้งวันทั้งคืน ผมสนุกไปกับการคิด การลงมือทำสิ่งของ นั่นแปลว่าผมเจอสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเองแล้ว”

        เสียงหัวเราะจากการพูดคุย ตัวคาแรกเตอร์ทั้งหลายที่รายล้อม ภาพของเขาที่เดินไปเดินมา หยิบจับสิ่งต่างๆ มาทำนั่นทำนี่ไปด้วยระหว่างการพูดคุย และกาแฟดำที่เจือรสหวานนิดๆ จากน้ำตาลมะพร้าว ทั้งหมดนี้น่าจะยืนยันได้ว่า TAM:DA Studio คือสถานที่ที่เขาและครอบครัวได้พบความสุขที่ตามหากันแล้ว และหวังว่าเรื่องราวดีๆ ในวันนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังมองหาเส้นทางที่รักของตัวเองให้เจอได้เร็วขึ้น


ภาพ: สันธิพงศ์ ศิลปไชย

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon