The Moon: Crypto & NFT Café สภากาแฟของชาวคริปโตเนียน

Space-Craft
17 Dec 2021
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

Highlights

ราวกับเหยียบย่างเข้าสู่โลกอนาคต เมื่อสองเท้าของเราหยุดอยู่หน้าคาเฟ่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของศูนย์การค้าชื่อดังย่านศรีนครินทร์ ภายในร้านมีการออกแบบเหมือนกับกำลังอยู่ในยานอวกาศในภาพยนตร์ไซ-ไฟสักเรื่องหนึ่ง 

        ที่นี่คือ The Moon: Crypto & NFT Café สถานที่รวมตัวในโลกแห่งความเป็นจริงของเหล่าคริปโตเนียน และ NFT ครีเอเตอร์ หากใครที่คิดว่าคาเฟ่แห่งนี้เป็นเพียงการหยิบยกเอาบรรยากาศของโลกอนาคตมาสร้างเป็นกิมมิกให้กับร้าน ขอบอกว่าคุณกำลังเข้าใจผิด เพราะ ‘อาร์ต’ – พงศธร จันทวิมล หนึ่งใน Community creator ตั้งใจเนรมิตพื้นที่แห่งนี้สำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวง Crypto และ NFT อย่างแท้จริง การสนทนาของเราเริ่มต้นขึ้นไปพร้อมๆ กับสำรวจพื้นที่ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นชุมชนของชาวคริปโตเนียนแห่งแรกๆ ของเมืองไทยก็ว่าได้

พื้นที่ส่วนกลาง ที่ไร้คนกลาง 

        เขาเล่าให้ฟังว่าแม้ในโลกดิจิทัลจะมีความสะดวกสบายในแง่ของความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสารที่เข้าถึงง่าย ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน แห่งหนใดก็สามารถใกล้ชิดกันได้ง่ายมากขึ้น แต่ใช่ว่าโลกดิจิทัลจะมีแต่ข้อได้เปรียบเสมอไป เพราะยังมี pain point ในบางเรื่องอยู่

        “ผมยกตัวอย่าง pain point อย่างหนึ่งให้ฟัง คือตอนนี้คนที่อยู่ในโลกทั่วไปที่ไม่ใช่คนที่อยู่ในแวดวงคริปโต ผมว่าใน 98-99 เปอร์เซ็นต์ มักจะมีคนที่เก่ง หรือเชี่ยวชาญในสัดส่วนที่น้อยมาก แม้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่คนที่อยู่ใน 90 กว่าเปอร์เซ็นต์นั้น เขาก็ยังกลัวที่จะลองของใหม่ หรือต่อให้เข้าไปศึกษาในยูทูบหรือเข้าคอร์สเสริมก็ตาม แต่มันก็ยังยากเกินไปอยู่ดี หรือบางคนเจอว่าโดนเอาเงินไปใช้ในการทำธุรกรรมที่ผิด เงินของเขาก็จะหายไปเลย 

        ตรงจุดนี้เลยเป็น pain point ที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้ามาในวงการนี้อย่างจริงจัง เราจึงอยากใช้ประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้ สร้างให้กลายเป็น community ขึ้นมา เพื่อให้คนที่ยังไม่อยู่ในวงการนี้เข้ามาเรียนรู้ โดยเราอาจจะมีคลาสสอน หรือเข้ามาเจอรุ่นพี่คนที่อยู่ในวงการมาก่อนมาพูดคุยกัน ซึ่งอาจทำให้โปรเจกต์ใหม่ๆ หรือโอกาสใหม่ๆ เกิดขึ้น”

        โดยมุมที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้เองที่เป็นส่วนของการเปิดคลาส เวิร์กช็อป หรือเสวนาเกี่ยวกับเรื่องของคริปโตและ NFT ระหว่างที่นั่งคุยกันอยู่ เรายังได้เห็นวงสนทนาขนาดย่อมที่นั่งอยู่ตรงโถงกลางร้าน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือสมาชิกส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้นี้นี่เอง 

        “ปกติกลุ่มคนที่อยู่ในแวดวงคริปโต เขาจะเล่นอยู่ที่หน้าจอคอมพ์ที่บ้าน แต่จริงๆ คนพวกนี้เขาขี้เหงา การได้เข้าไปเจอคอมมูนิตี้ในออนไลน์ มันก็คุยกันได้แค่เฉพาะออนไลน์ แต่พอได้มาคุยกันแบบเจอหน้ากัน ต่างคนต่างมีรีแอ็กชันต่อกัน มันมีอะไรที่มากกว่าการคุยในออนไลน์อย่างมหาศาล 

        เราเลยคิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นประโยชน์ และที่ผ่านมามีโปรเจกต์เปิดตัวหลายงาน แต่บางครั้งโปรเจกต์ในโลกออนไลน์ก็ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ แต่พอได้มาเปิดตัวในโลกทางกายภาพแล้วก็แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือ และความตั้งใจจริงของผู้สร้างว่าเขาจริงจังขนาดไหน จึงทำให้โปรเจกต์นั้นเป็นที่ยอมรับมากขึ้น คอมมูนิตี้นี้จึงน่าจะมาตอบโจทย์คนที่อยู่ในโลกของคริปโตได้ดีมากๆ”

Community ที่ทุกคนเป็นเจ้าของ

        คำหนึ่งที่เรามักจะได้ยินจากคนในแวดวง Crypto & NFT คือคำว่า ‘Decentralized’ หมายถึง ระบบการกระจายศูนย์อำนาจบนบล็อกเชนที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว แม้กระทั่งความสามารถในการควบคุม แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ก็ตาม จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกทั้งหมด เช่น ใช้วิธีโหวตโดยใช้เหรียญ ทำให้สมาชิกทุกคนมีอำนาจเท่ากันอย่างเต็มที่ และรวดเร็วผ่านระบบออนไลน์ ดังนั้น ระบบนี้จึงตัดสิ่งที่เรียกว่า ‘ตัวกลาง’ ทิ้งไปได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ 

        The Moon: Crypto & NFT Café จึงได้มีความพยายามนำลักษณะของระบบดังกล่าวมาใช้ โดยพื้นที่ทุกตารางวาที่เห็นอยู่ในคอมมูนิตี้แห่งนี้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของเพียงคนเดียว แต่เกิดจากคนหลายๆ คน และจากหลายๆ ด้านของวงการคริปโตมารวมตัวกันสร้างขึ้นมา 

        “เนื่องจากทางทีมผู้สร้างคอมมูนิตี้ไม่ได้เชี่ยวชาญทุกเรื่อง อย่างผมเทรดมาประมาณสัก 5-6 เดือน ก็ยังติดดอยอยู่เลย (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าถ้าเราจะสร้างคอมมูนิตี้นี้ขึ้นมา เราต้องรวบรวมคนเก่งมาอยู่ด้วยกัน ในระยะแรกเราจึงรวบรวมกูรูในวงการคริปโต ทั้งอินฟลูเอนเซอร์ ผู้ที่เก่งเรื่องเหรียญ NFT ผู้สร้างเกม รวมถึงเหมืองขุดเหรียญให้มารวมกัน และพอหลังจากที่กลุ่มแรกนี้แข็งแรง เราก็จะเปิดเป็นพื้นที่ส่วนกลาง คือคาเฟ่แห่งนี้ให้สำหรับคนอยู่ในโลกคริปโตให้มาทำกิจกรรมร่วมกัน 

        ซึ่งตอนนี้มีคนสนใจที่จะมาร่วมโปรเจกต์กับ The Moon เป็นจำนวนมาก อีกหน่อยอาจจะมีหลายวงการที่เข้ามา เรียกว่าเป็นโลกสมัยใหม่ที่ไร้พรมแดน ดังนั้น เราเชื่อว่าความเป็น physical ก็ไม่ได้หายไป ต่อให้สมัยนี้อาจจะถูก disruption จากอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของ การจับจ่ายใช้สอย หรือว่าไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป แต่อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่า physical ก็ต้องอยู่ เพราะคนเราอยู่ในสังคม เราต้องการประสบการณ์ ต้องการ community social แล้ว The Moon นี่แหละจะเป็นที่ที่สร้างสังคมให้คนในโลกคริปโต และเป็นสะพานสำหรับสองโลกนี้อย่างแท้จริง”

Universe of Crypto & NFT Café เทรดเหรียญ ซื้องานศิลปะ ขุดเหมือง และโซเชียลมีเดีย

        หลังจากนั่งคุยกันประมาณหนึ่ง เราก็ขอให้ Community creator หนุ่มพาเดินทัวร์แต่ละจุดของคอมมูนิตี้ โดยเริ่มจากแลนด์มาร์กด้านนอกเรียกว่า ‘สวนของ BitToon’ เพจให้ความรู้และการ์ตูนแก๊กของชาวคริปโตเนียน ประกอบด้วยมาสคอตที่แสดงถึงคำศัพท์ต่างๆ ที่คนในแวดวงมักพูดกันในสถานการณ์ต่างๆ 

        อย่างตัวบิตตูนที่อยู่บนภูเขาแทนคำว่า ‘ติดดอย’ หมายถึง สถานการณ์ที่เราตัดสินใจซื้อเหรียญคริปโตหนึ่งมาด้วยความหวังที่ว่าราคาจะขึ้น แต่ความเป็นจริงกลับพลิกผัน ราคาเหรียญนั้นกลับตกลงอย่างรวดเร็ว แต่หากจะให้ขายก็อาจจะขาดทุน จึงตัดสินใจถือเหรียญนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าวันใดวันหนึ่งสถานการณ์จะดีขึ้นมา เหมือนกับการติดอยู่บนภูเขาที่ยังไม่สามารถหาทางลงไปได้นั้นเอง

        “สมมติเหรียญราคากำลังขึ้น แต่ซื้อเก็บไว้ไม่ทัน เราก็ต้องไปถ่ายกับฉากตกรถ หรือหากเรารีบขายเหรียญที่ถืออยู่ออกไปด้วยราคาถูก แต่หลังจากนั้นราคากลับขึ้นสูง เช่น เราขายไป 10 บาท พรุ่งนี้ราคาเหรียญขึ้นไป 20-30 บาท แบบนี้เขาจะเรียกกันว่า ‘ขายหมู’ ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์นี้ก็มาถ่ายกับฉากนี้เก็บไว้ได้ (หัวเราะ)”

        เขาค่อยๆ พาเราเดินกลับเข้ามายังภายในร้านทีละจุด เริ่มจากจุดแรกเมื่อก้าวเข้าร้านมาจะเจอเคาน์เตอร์ด้านซ้ายมือ ซึ่งอาร์ตบอกว่าจะเป็นส่วนพาร์ตเนอร์อีกเจ้าหนึ่งที่ทำเหมืองขุดเหรียญ Bitcoin โดยสามารถมาลงทุนกับเหมืองด้วยการเช่าขุดได้

        “แล้วเราก็จะได้รับ Bitcoin เข้ากระเป๋าทุกเดือน” เขาว่า

        ส่วนโซนถัดไปด้านหลังเคาน์เตอร์เหมืองขุดเหรียญคือ โซนจัดแสดงผลงาน NFT ด้วยการฉายภาพจากจอ LED ความละเอียดสูง  เราสามารถซื้อขายผลงานกันตรงนี้ได้เลยเพียงสแกนคิวอาร์โค้ด ถัดไปด้านขวามือคือจอแสดงผลของกราฟเหรียญคริปโตที่ผันผวนตามกระแสตลาดของนักลงทุน ซึ่งเชื่อมกับโซนไฮไลต์อีกจุดหนึ่ง ที่ถึงแม้จะไม่ใช่ชาวคริปโตเนียนก็น่าจะถูกใจได้ไม่ยาก นั่นคือ I Learn a Lot Café (จากเพจแชร์มุมมองด้านการลงทุน I Learn a Lot)

        “นี่คือโซน Meeting place ให้คนมานั่งคุยพร้อมจิบกาแฟ แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้กัน” อาร์ตเสริมต่อ เพราะข้างหน้าเคาน์เตอร์สั่งขนมและเครื่องดื่ม คือบรรดาโต๊ะรับแขกที่เตรียมไว้ในคนที่เข้ามาได้นั่งสนทนากัน

        บรรดาเมนูต่างๆ ในคาเฟ่นี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะทุกเมนูจะสะท้อนความเป็น Universe of Crypto & NFT จากชื่อที่ถูกตั้งขึ้น และความพิเศษสำหรับคนที่ถือเหรียญคริปโต เพราะ ในอนาคตสามารถนำเหรียญที่ถือไว้มาซื้อของในคอมมูนิตี้นี้ได้เช่นเดียวกัน 

        “เมนูดังของเขาเป็นขนม มีคุกกี้เหรียญคริปโต ตอนนี้มี 3 เหรียญคือ BTC (BitCoint) ETH (Ethereum) และ Shiba Coin มีเมนูชื่อที่เกี่ยวกับคริปโตอย่าง All Time High หมายถึงเหรียญที่ราคาพุ่งขึ้นสูง หรือ To the Moon ก็เป็นซิกเนเจอร์ที่ขายดี พอทานไปแล้ว เวลาเราซื้อเหรียญอะไรมันก็จะ go to the moon หมายถึง จรวดที่ทะยานขึ้นไปสู่ดวงจันทร์ เป็นกราฟที่มันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่การค่อยๆ ไต่ขึ้นไป”

        มาถึงแลนด์มาร์กสุดท้ายที่ตั้งอยู่กลางโถงถัดออกมาจากโซน Meeting place อีกหน่อยคือ มาสคอตบิตตูนอีเธียเรียมที่กำลังสร้างงานอยู่ซึ่งโปรเจกต์ที่กำลังตั้งโชว์อยู่นั้นชื่อว่า ‘Moonalisa’  

        “ทำไมถึงต้องเป็น Mona Lisa” – เราถามด้วยความสงสัย

        “Mona Lisa เป็นรูปที่วงการ NFT ยกมาเป็นตัวอย่าง เพราะภาพนี้เดิมทีก่อนที่ศิลปินจะเสียชีวิตอาจจะไม่ได้ดัง ไม่มีมูลค่าอะไรมากมาย แต่สมัยนี้ Mona Lisa กลับตีมูลค่าไม่ได้ และยังมีหนึ่งเดียวในโลก ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ต่อให้คุณไปซื้อของที่ระลึกก็ไม่ใช่ของจริง หรือต่อให้บันทึกรูปจากอินเทอร์เน็ตแต่ก็ไม่ใช่เจ้าของอยู่ดี ซึ่งสอดคล้องกับคอนเซปต์ของ NFT ซึ่งคุณเทอร์โบ (ชุมพล วงศ์มติกุล เจ้าของเพจ BitToon) ที่ออกแบบผลงานนี้ขึ้นมาได้ไอเดียมาจากจุดนี้ แล้วโปรเจกต์นี้ก็เป็นชิ้นแรกที่คุณเทอร์โบร่วมกับ The Moon จึงชื่อว่า Moonalisa”

        เราเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้จะสามารถเป็นสภากาแฟของชาวคริปโตเนียนแห่งแรกที่ยิ่งใหญ่ของวงการคริปโตและ NFT อย่างแน่นอน เพราะพื้นที่ตรงนี้ได้รวบรวมแทบทุกอย่างที่วงการนี้มีไว้หมดแล้ว แถมอาร์ตยังเล่าให้ฟังอีกว่าหลังจากนี้มีแผนการจัดกิจกรรมร่วมกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ อีกหลายงาน

        หลังจากดื่ม Crips’to (เอสเปรสโซ ช็อต ผสมครีมชีส) จนหมด เรากลับออกมาสัมผัสความแตกต่างสุดขั้วกับอากาศร้อนอบอ้าวจากท่อไอเสียของบรรดารถยนต์ และฝุ่นควันที่ลอยฟุ้งอยู่ทั่วถนน ราวกับเมื่อชั่วโมงที่แล้วได้หลุดออกไปอยู่ในโลกอนาคตจริงๆ 


สามารถติดตามข่าวสารโปรเจกต์ กิจกรรม และเวิรก์กช็อปต่างๆ ได้ที่: https://www.facebook.com/TheMoonCafe.MUNx2

Author

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านตัวอักษร เรียนรู้ที่จะอยู่กับดาร์กไซด์ของตัวเองทุกวัน ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความรัก รักในชาไทยและช็อกโกแลต

ภาพโดย

เชิดวุฒิ สกลยา

จบป.ตรีศิลปะ ไปเป็นช่างภาพนิตยสาร รับงานเอเจนซี เก็บเงินเดินทางไกลไปเรียนต่อมหา'ลัยโลกกว้าง จนโลกมอบใบปริญญาบัตรให้ แล้วกลับมาทํางานศิลปะต่อจนถึงปัจจุบัน