VS Gallery พื้นที่แสดงงานศิลปะการเล่าเรื่องจาก Content มากกว่าความงามตามขนบ

Space-Craft
3 Dec 2021
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

Highlights

“อันดับแรกเรามองหาคนที่อยากจะเล่าเรื่อง ซึ่งก็สำเร็จในแง่ของความหลากหลาย เราเชื่อว่าการมุ่งเน้นที่การตามหาศิลปินที่เราสนใจ มักจะนำมาซึ่งโชว์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นได้เรื่อยๆ และจะเป็นโชว์ที่ไม่ซ้ำเดิม เนื่องจากศิลปะไม่จำเป็นต้องมีแค่แนวเดิมๆ เราไม่ได้บังคับให้ศิลปินคนไหนจะต้องทำงานแบบไหนหรือว่าทำซ้ำอย่างที่เคยทำมา เพียงแค่เขามีเรื่องที่อยากจะเล่าออกมาก็พอ”

        นี่อาจเป็นเหตุที่ทำให้เรามีโอกาสเดินทางมาที่นี่ ณ ชุมชนศิลปะ ‘N22 ซอยนราธิวาส 2’ สถานที่ที่รวมตัวกันของหลายๆ แกลลอรี โดยจุดหมายในครั้งนี้คือ ‘VS Gallery’ แกลเลอรีแสดงงานที่ให้ความสำคัญกับ ‘คอนเซ็ปต์การเล่าเรื่อง’ มาก่อนสไตล์อันโดดเด่นและความงามทางศิลปะ

หนุ่มโรงงานน้ำตา VS นักเขียน  

        เขาเริ่มต้นเรื่องราวของตัวเองจากการเป็นนักทำหนังสั้น สู่นักเขียนบทกวีบนเพจเฟซบุ๊ก และตีพิมพ์เรื่องสั้นมากมายที่เล่าถึงเรื่องราวความรักเคล้าน้ำตา อันชวนให้พินิจพิเคราะห์ไปถึงระบบโครงสร้างทางสังคม ผ่านนามปากกาอันแสนเรียบง่ายตามสไตล์นักกวีว่า ‘หนุ่มโรงงานน้ำตา’ แต่หลังจากผ่านไป 10 ปีในฐานะนักเขียน ‘บี’ – วรวุฒิ สัจจะปรเมษฐ เจ้าของนามปากกานี้ ก็หันมาทุ่มเทให้กับการเปิดแกลเลอรีของตัวเองคือ ‘VS Gallery’ นั่นเอง 

        “ตอนแรกผมตั้งใจที่จะใช้คำว่า VS ในความหมายที่ว่า เราหาคิวเรเตอร์มาเป็นคนที่หาศิลปินอีกทีหนึ่ง ซึ่งก็มองหาคิวเรเตอร์ในวงการเขียนเป็นหลัก แต่เมื่อเข้ามาค้นดูแล้วก็เห็นว่านักเขียนส่วนใหญ่เป็นศิลปินที่ดีได้ 

        “จากโจทย์แรกจึงค่อยๆ พัฒนามาเป็นแบบนี้จะดีกว่า จากแต่ก่อนเราจะนำนักเขียนมาชนกับศิลปิน ก็เปลี่ยนมาเป็นนักเขียนมาชนกับงานศิลปะแทน ซึ่งก็ยังเคล้าแนวคิดเดิมที่ว่า จับนักเขียนมาชนกับงานศิลปะอยู่ แต่ดีกว่าเยอะเลย จึงทำให้เราเห็นว่าวรรณกรรมมันไปได้ไกลขนาดไหน

        “ผมมองหาการเล่าเรื่อง เพราะโดยพื้นเพแล้วเราเป็นคนเขียนหนังสือ ทำหนังสั้นอยู่แล้ว ก็อยากจะหาการเล่าเรื่องใหม่ๆ ซึ่งคิดว่าใครบ้างที่มีเรื่องจะเล่าแต่ไม่มีโอกาสเล่า ก็เลยคิดว่าเลือกคนกลุ่มเหล่านี้มานำเสนอ อันดับแรกคือเขามีคนฟังอยู่แล้ว แล้วเขาก็ยังไม่มีโอกาสที่จะพูด”

        เจ้าของแกลลอรีหนุ่มเล่าที่มาของชื่อและคอนเซปต์ของสถานที่แห่งนี้ ที่เขาตั้งใจปลุกปั้นขึ้นมาให้เราฟัง พลางพาเดินชมพื้นที่เล็กๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือห้องแสดงงานสำหรับนักเขียน กับห้องแสดงงานสำหรับศิลปินชายขอบ และความหลากหลายทางเพศ 

        ผลงานศิลปะที่แสดงอยู่ในห้องแรก ณ วันที่เราไปเยี่ยมเยือนคือ ผลงานของ ‘โอ๋’ – จิรภัทร อังศุมาลี นักคิด นักเขียนรุ่นใหญ่เจ้าของนามปากก ‘สิเหร่’ ผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองเรื่อยมา และยังเป็นหนึ่งในกูรูด้านดนตรีแจ๊ซที่ออกหนังสือแจ๊ซมาแล้วถึง 3 เล่ม ในวันนี้เขาขอสื่อสารข้อความบางอย่างที่ชวนให้ผู้คนได้ขบคิด ผ่านผลงานศิลปะที่สะท้อนเหตุการณ์อันไม่ปกติที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองในขณะนี้ (สามารถอ่านบทสัมภาษณ์ของ ‘โอ๋’ – จิรภัทร อังศุมาลี ได้ที่นี่)

หนุ่มโรงงานน้ำตา VS กลุ่มคนชายขอบ และความหลากหลายทางเพศ

        เราเดินมาถึงที่ห้องแสดงงานอีกห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องโชว์งานของเหล่าศิลปินที่สนใจเล่าเรื่องราวในประเด็นคนชายขอบ และความหลากหลายทางเพศ งานที่แสดงอยู่เป็นภาพวาดจากฝีแปรงของ อนุวัฒน์ อภิมุขมงคล ศิลปินหนุ่มชาวใต้จากจังหวัดปัตตานี 

        “ก่อนหน้านี้ผมเคยไปออกงานแสดง Art Fair และพยายามมองดูว่ามีคนกลุ่มไหนอีกบ้างไหม ที่เป็นกลุ่มซึ่งไม่ค่อยมีใครเห็นพวกเขามากนัก แต่ก็มีคนรอฟังอยู่ ซึ่งผมก็ได้มองเห็นคน 2 กลุ่มนี้ค่อนข้างชัด (นักเขียน กับศิลปินชายขอบ และความหลากหลายทางเพศ)

        “ผมจึงเข้าไปคุยกับพวกเขา และมองเห็นว่าแต่ละคนมีเรื่องราวที่จะเล่าค่อนข้างลึกซึ้ง เลือกที่จะเล่าไม่ใช่แค่ประเด็น LGBTQA+ ที่ทำเป็นธงสายรุ้งอย่างเดียว แต่เขามีประเด็นที่เบื้องหลังอาจจะเป็นเรื่องที่ดีมากหรืออาจจะเป็นเรื่องที่แย่มาก ซึ่งทั้งหมดเป็นปมในใจของเขา และอยากจะถ่ายทอดออกมาทำให้คนเห็นว่า การมีอยู่ของพวกเขามีมากกว่าแค่รอยยิ้ม แต่มีเรื่องบางเรื่องที่อยากจะให้คนที่ไม่ใช่พวกของเขาเองได้ฟังเหมือนกัน” 

        เช่นเดียวกับผลงานของอนุวัฒน์ ที่เขาเลือกสะท้อนประเด็นของชนชั้นทางสังคม ระบอบชายเป็นใหญ่ที่กดขี่มนุษย์อีกหลายกลุ่มกระทั่งผู้ชายด้วยกันเอง และกิเลสของมนุษย์ผ่านภาพของ ‘มนุษย์สีน้ำเงิน’ ที่ตามหารักแท้ผ่านการหลับนอนกับคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเพศใดก็ตาม ซึ่งกิมมิกการใช้สีน้ำเงินเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของผลงานแสดงไว้ 2 ความหมายคือ สีน้ำเงินที่เป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นสูงในสังคมทั้งในต่างประเทศและสังคมไทย รวมถึงยังเป็นสีประจำบาปราคะ (หนึ่งในบาป 7 ประการ) อีกด้วย 

        ดังนั้น มนุษย์ผู้นี้จะไม่สามารถเจอรักแท้ที่ตามหาได้เลยหากไม่ชำระบาปออกไปจนหมดสิ้น นี่คือคอนเซปต์ที่ศิลปินตั้งใจสื่อออกมา แต่ขึ้นอยู่กับผู้ชมว่าจะตีความ หรือคิดต่อยอดไปในด้านไหน ความรื่นรมย์ของการชมงานศิลปะจึงอยู่ที่ขั้นตอนของการตีความนี้เอง 

VS Gallery พื้นที่แสดงงานศิลปะที่เริ่มจากประเด็นต้องมาก่อนฝีมือ

        “สิ่งที่เรามองเห็นคือ ศิลปินไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันค่อนข้างจะเน้นสไตล์ แต่เนื้อหาที่อยากจะเล่ามักสื่อสารออกมาสั้นๆ แต่เรามองว่าไม่ว่าจะเป็นศิลปินหรือว่าคนขายของก็ตาม เขาต่างมีประเด็นที่รู้สึกว่าตัวเองผูกพันกับมันมากๆ และผู้ชมสามารถที่จะเข้าไปค้นหาเรื่องราวเหล่านั้นในงานศิลปะได้ เราก็เลยอยากจะมุ่งเน้นในเชิงที่ได้เล่าเรื่องให้ลึกก่อน ก่อนจะมุ่งไปที่การสร้างผลงานที่สะท้อนไปถึงสไตล์” 

        อย่างที่เราเห็นจากการเข้ามาของ NFT ทำให้ผู้คนได้เห็นความสามารถของศิลปินไทยมากมาย เพียงแต่หลายคนมักไม่ค่อยได้รับการมองเห็น หรือไม่มีพื้นที่ให้แสดงถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการสื่อสารออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจตัวเองจริงๆ ซึ่งแกลเลอรีนี้เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่พวกเขาจะได้มาปล่อยของกัน 

        “เป้าหมายของผมคือ คนที่เข้ามาดูแล้วจะต้องรู้สึกว่าเขาได้รับอะไรกลับไป อาจจะมุมมองใหม่ ได้เปลี่ยนทัศนคติ” 

        หนุ่มโรงงานน้ำตากล่าวเสริมว่า การเข้าชมงานศิลปะในแกลลอรีอาจจะเข้าใจเนื้อหาในเบื้องต้น แต่หากมีเนื้อหาใดที่ชวนให้ผู้คนได้ตกตะกอนทางความคิดมากขึ้น หลังจากกลับออกไปแล้ว เท่านี้ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของแกลเลอรีแล้ว

        “คุณมีเหตุผลในการเลือกมาเปิดแกลเลอรีในโซนนี้ไหม” เราถามเขา เพราะโดยปกติมักจะเห็นแกลเลอรีตั้งอยู่ตามโซนพื้นที่ของเมืองชั้นใน อย่างแถวเจริญกรุงเสียมากกว่า 

        “ผมค่อนข้างจะเชื่อมั่นในคอมมูนิตี้แถวนี้นะ” เจ้าของแกลลอรีหนุ่มตอบ “อย่างบางทีมีคนมาดูงานของเรา เขาก็จะไปดูงานของแกลเลอรีอื่นๆ ด้วย หรือดูที่อื่นมาแล้ว ค่อยเข้ามาดูของเรา ผมชอบวิถีแบบนี้ มันค่อนข้างเป็นระบบที่เกื้อหนุนกัน ตอนนี้ในเวิ้ง N22 เลยตั้งใจจะจัดให้มีการเปิดนิทรรศการในวันเดียวกัน เพื่อให้คนมีโอกาสได้ชมแต่ละแกลเลอรีพร้อมกันในครั้งเดียว

        “หลักๆ คืออยู่ในชุมชนที่ช่วยกันได้ ต้นทุนไม่สูง ส่วนเรื่องของสถานที่ เราก็ไม่คิดว่าเราจะตั้งในสถานที่ที่มีสิ่งรบกวนเยอะ ซึ่งยอมรับว่าอาจจะเดินทางยากในระดับหนึ่ง แต่ก็ถ้ารู้ทางมาแล้วก็เป็นประโยชน์สำหรับผู้ชม เพราะเขาก็จะได้ชมหลายงานพร้อมกัน” 

VS เรื่องราวและความงามทางศิลปะ 

        แม้ว่าส่วนตัวเราจะชื่นชมงานศิลปะ แต่ก็ยังมีคำถามในใจว่าจริงๆ แล้ว เวลาเราเข้าไปดูงานศิลปะตามแกลเลอรี หรือสถานที่จัดแสดงงานต่างๆ มีวิธีการดูอย่างไรบ้างให้ได้อะไรกลับไป เจ้าของแกลเลอรีครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะแสดงความเห็นให้ฟังว่า

        “อันดับแรกคือ คุณต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจากการดูงานศิลปะบ้าง ทุกๆ เรื่องอาจจะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ หรืออาจจะคาดเดาไม่ได้ ถ้าเรามีการเตรียมใจไว้ก่อนว่า เราจะมองหาอะไรจากงานศิลปะ เราก็จะเริ่มเห็นในสิ่งที่มองหาก่อน หลังจากนั้นก็จะมองหาในสิ่งที่เราไม่ได้คาดหวัง

        “ในทางปฏิบัติ เราจะเริ่มไปอ่านในสิ่งที่ศิลปินเขียนอธิบายอยู่ข้างๆ ผลงานที่โชว์อยู่ ทีนี้เราก็จะเริ่มเข้าใจว่าศิลปินต้องการจะพูดอะไรมากกว่าสิ่งที่เราเห็นด้วยตา ถ้าเราอยากจะรู้อะไรมากกว่านั้น ก็สามารถถามจากภัณฑารักษ์ได้ คุณก็จะเริ่มเข้าใจเนื้อหาที่ลึกขึ้นไปอีก 

        “ถ้าอยากจะมีความสุขกับการดูงานศิลปะ ผมขอแนะนำว่า ให้ลองชมอย่างลงรายละเอียดมากขึ้น เช่น คุณเข้ามาดูงานศิลปะของคนคนนี้ เขาพูดถึงอะไร เขาอิงกับเรื่องปัจจุบันอะไรบ้าง เปรียบเทียบเรื่องราวปัจจุบันกับในอดีตยังไงบ้าง ซึ่งก็จะเริ่มท้าทายความรู้ในด้านประวัติศาสตร์ คราวนี้การชมงานจะเริ่มมีอะไรมากกว่าที่เราคาดหวังไว้ แค่ขอให้ใช้เวลากับการชมให้มากพอ ใช้เวลาในการหาความรู้เกี่ยวกับสังคม ประวัติศาสตร์ ศิลปะ ก็จะยิ่งสนุกขึ้นไปเรื่อยๆ” 

        “การดูงานศิลปะจะเริ่มสนุกขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อมันไปไกลกว่าความคาดหวังที่เราตั้งใจเข้ามาดูงานในตอนแรก” เขากล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะปล่อยให้เราได้พินิจพิเคราะห์อยู่กับงานศิลปะตรงหน้า 


VS Gallery เพิ่งเปิดให้เข้าชมงานนิทรรศการล่าสุดจาก 2 ศิลปิน ได้แก่ 

  1. บ้านเกิดเมืองนอนของใคร? ๒๕๖๔ โดย ประกิต กอบกิจวัฒนา ศิลปินป๊อปอาร์ตสายเสียดสี ที่ยกความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศมาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาเบื้องหน้าผู้ชม ขอเชิญผู้รักศิลปะมาสำรวจความโรแมนติกแบบจอมปลอมที่ยังสร้างไม่เสร็จของประเทศนี้
  2. Nowhere Woman นิทรรศการศิลปะโดย Juli Baker and Summer (‘ป่าน’ – ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา) นิทรรศการนี้จะพาผู้ชมมาสำรวจการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งในฐานะผลลัพธ์ของสังคมของไทยในช่วงเวลาแห่งที่มืดมิดและโกลาหล 

Author

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านตัวอักษร เรียนรู้ที่จะอยู่กับดาร์กไซด์ของตัวเองทุกวัน ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความรัก รักในชาไทยและช็อกโกแลต

ภาพโดย

เชิดวุฒิ สกลยา

จบป.ตรีศิลปะ ไปเป็นช่างภาพนิตยสาร รับงานเอเจนซี เก็บเงินเดินทางไกลไปเรียนต่อมหา'ลัยโลกกว้าง จนโลกมอบใบปริญญาบัตรให้ แล้วกลับมาทํางานศิลปะต่อจนถึงปัจจุบัน