Blue Dye Family: บ้านที่หวังสร้างให้เป็นศูนย์รวมร้านค้าที่ทำให้ลูกค้าติดใจจนต้องกลับมาอีก (หลาย) ครั้ง

Space and Time
20 Feb 2020
เรื่องโดย:

กฤตนัย จงไกรจักร

Highlights

6 ปีก่อน ‘ตั้ม’ – กิตติพงษ์ ไพบูลย์สมบัติ ใช้ชีวิตเป็นพนักงานประจำในออฟฟิศย่านทองหล่อ เหมือนกับคนอื่นทั่วไป จนวันหนึ่งหลังเลิกงาน เขาลองวัดใจตัวเองขับรถสุ่มเข้าไปในซอยต่างๆ ของทองหล่อ เพียงเพื่อหวังว่าจะมีทำเลเล็กๆ สักแห่ง ที่เหมาะสำหรับเปิดร้านขายเสื้อผ้าอันเป็นความใฝ่ฝันของเขามาโดยตลอด

        สุดท้ายเขาได้เช่าบ้านสองชั้นหลังหนึ่งแถวสุขุมวิท 36 (ซอยนภาศัพท์ 1) แต่ต้องยอมรับว่าการเปิดหน้าร้านอยู่ย่านทองหล่อเช่นนี้ ปัญหาที่ตามมาคือเรื่องค่าเช่าที่สูงมาก นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพาพรรคพวกที่รู้จักมาทำธุรกิจในด้านต่างๆ และเปิดหน้าร้านร่วมกัน จนเกิดเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ ในบ้านหลังหนึ่งโดยใช้ชื่อว่า Blue Dye Family

 

Blue Dye Family

 

        “ตอนแรกก็มีแค่ร้านกาแฟกับร้านขายเสื้อผ้าของผมเท่านั้น เป็นบ้านที่ผมเช่ามาเพื่อเปิดหน้าร้านขายของโดยเฉพาะ” นี่คือจุดเริ่มต้นก่อนที่จะกลายเป็น Blue Dye Family ว่าเขาเองมีความสนใจเรื่องการค้าขายเป็นทุนเดิมก่อนแล้ว

        “ผมอยากเปิดร้านขายเสื้อผ้า แต่ถ้าจะให้ขายแต่เสื้อผ้าอย่างเดียวก็จะลำบาก ต้องยอมรับว่าร้านเสื้อผ้าอย่างเดียวไม่ได้ดึงดูดให้คนเดินทางมาร้านขนาดนั้น ผมเลยเปิดร้านกาแฟควบคู่ไปด้วย เพราะตัวเองก็เป็นคนชอบดื่มกาแฟอยู่แล้ว โดยแบ่งให้ร้านกาแฟอยู่ชั้นล่าง ร้านเสื้อผ้าอยู่ชั้นบน

        “ต่อมาผมเริ่มขยับขยายร้านไปเรื่อยๆ เพราะผมเป็นคนขี้เบื่อ บางทีก็เอาเสื้อผ้าวินเทจเข้ามาขาย เปลี่ยนร้านเป็นพื้นที่สำหรับเวิร์กช็อป บางทีก็เลิกขาย เปลี่ยนร้านด้านบนเป็นห้องเก็บของก็มี ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้มีแผนอะไรจริงจัง อย่างบาร์ที่เห็นทุกวันนี้กว่าจะเริ่มสร้างก็ 4 ปีหลังจากผมเริ่มเช่าบ้านหลังนี้”

        นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เขามีไอเดียที่จะพาคนรู้จักมาเปิดกิจการในย่านทองหล่ออยู่ใต้ชายคาหลังเดียวกับเขา

 

Blue Dye Family

 

         “จริงๆ ผมก็มีแผนนี้อยู่ในหัวมานานแล้ว แต่ผมอยากได้คนเช่าที่รู้จักกัน ผมว่าคนเราจะอยู่ด้วยกันได้ มันต้องเข้าใจไลฟ์สไตล์​ รู้จักวิถีชีวิต และมีมุมมองต่อธุรกิจที่เข้ากันได้

        “ซึ่งสมาชิกตอนนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ผมรู้จักมาก่อน อย่างกัสก็เป็นรุ่นน้องที่ชื่นชอบการแต่งตัวเหมือนกัน เป็นคนที่รู้จักมาตั้งแต่สมัยเล่นเว็บบอร์ดประมูลของ ซึ่งพวกเรามีความฝันอยากมีหน้าร้านด้วยกันมานานแล้ว เพราะเราทำร้านออนไลน์กันมาก่อน แต่พอจะทำหน้าร้าน ถ้าไปซื้อที่เองเลยต้นทุนก็สูงไป เมื่อผมมีสถานที่ตรงนี้จึงชักชวนพวกเขามาช่วยกันหารค่าเช่าด้วยกัน (หัวเราะ)

        “การมีร้านหลายรูปแบบในที่เดียวมันดีนะ เวลาคุณไปดื่มกาแฟที่ตั้งอยู่ร้านเดียว คุณต้องขับรถเพื่อไปดื่ม พอเสร็จแล้วก็ขับกลับบ้าน แบบนี้คุณไม่เบื่อเหรอ ผมมองว่าเวลาออกไปข้างนอกแล้ว มันต้องมีที่ให้ไปต่อได้อีก เหมือนเวลาไปที่ห้างสรรพสินค้า คุณก็ไม่ได้เข้าไปร้านเดียวแล้วกลับ ยังเดินเล่นต่อได้ ผมก็อยากให้ร้านผมอยู่ได้นานขึ้น ซึ่งบางทีคุณอาจจะไม่ได้อยากดื่มกาแฟของผม แต่อาจจะอยากไปลองชุดสูท หรือซื้อม้วนฟิล์มก็ได้อะไรแบบนี้

บางทีผมก็ไม่ได้บอกลูกค้าหรอกว่าข้างบนมีอะไร ถ้าเขาอยากรู้ก็จะถามเองว่าข้างบนมีอะไร เพราะเขาก็จะเห็นคนเดินขึ้น เดินลงอยู่ตลอด

        “ความสำคัญของการมีหน้าร้านคือการได้เห็นของจริง ผมไม่ชอบเวลาซื้อขายแล้วลูกค้าบอกว่า ซื้อมาแล้วของไม่ตรงอะไรแบบนั้น ผมเลยให้ลูกค้าได้ลองของทุกชิ้นก่อนซื้อ เพราะบางอย่างขนาดต่างกันแค่มิลเดียวก็มีปัญหาแล้ว”

 

Blue Dye Family

 

Where to Find Blue Dye Cafe

เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวัน เวลา 9.00-18.00

โทรศัพท์: 09-4156-6166 

การเดินทาง: สุขุมวิท 36 (ซอยนภาศัพท์ 1) BTS ทองหล่อ

เฟซบุ๊ก: Blue Dye Cafe

 

Blue Dye Family

Gibgae Film

       “เส้นทางของผมเริ่มจากการเป็นรุ่นน้องของเพื่อนพี่ตั้มที่ขายของด้วยกันที่สยามอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งผมได้กล้องฟิล์มตัวหนึ่งมาจากเขา ก็ลองเอามาเล่นดู แล้วรู้สึกชอบ เลยลองผิดลองถูกมาเรื่อย หลายปีผ่านไปกลายเป็นคนชอบถ่ายรูป ทั้งถ่ายเล่นๆ บ้าง รับงานจ้างบ้าง ก็ใช้กล้องพวกนี้ตลอด รู้ตัวอีกทีก็พบว่ามีกล้องฟิล์มเยอะมาก เลยเริ่มเอาไปขายหรือแลกเปลี่ยน จากนั้นจึงซื้อมาขายเรื่อยๆ จนกลายเป็นร้านอย่างที่เห็น”

        จุดเริ่มต้นของ ‘กัส’ – เจตน์ปิยะ ว่องวุฒิชัยศิลป์ กับความหลงใหลในการใช้กล้องฟิล์มตั้งแต่สมัยกระแสการถ่ายรูปกล้องฟิล์มยังไม่ได้รับความนิยมดังเช่นปัจจุบัน ก่อนที่เขาจะเริ่มปรับตัวและตั้งตัวธุรกิจได้ หลังจากกล้องฟิล์มเริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่งเขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะนี่เป็นสิ่งที่เขาคาดการณ์อย่างมั่นใจเอาไว้แล้วว่า ‘ความสนุกของการเล่นกล้องฟิล์มต้องกลายมาเป็นประแสอีกครั้ง’

 

Blue Dye Family

 

        “เมื่อก่อนกล้องฟิล์มยังไม่ได้เป็นที่นิยมมากขนาดนี้ แต่ก็มีกลุ่มคนรักกล้องฟิล์มอยู่ตลอด อยู่ที่ของเหล่านั้นจะเป็นที่นิยมช่วงไหนมากกว่า ซึ่งตอนนี้เป็นเวลาของกล้องฟิล์ม ถ้าถามว่ามันส่งผลถึงการเป็นธุรกิจได้เลยไหม เราก็ว่าส่งผลจริงๆ

        “แต่ไม่ได้ส่งผลเรื่องราคานะ ราคาไม่ใช่ทั้งหมด เพราะสุดท้ายผมก็ไม่ได้กำไรเยอะขึ้นจากกระแสนี้ด้วยซ้ำ สิ่งที่ได้คือการมีสังคมที่กว้างขึ้น เข้าถึงโอกาสในกล้องฟิล์มรุ่นหายากได้มากขึ้น พูดง่ายๆ คือได้เห็นสังคมและตลาดที่กว้างขึ้น

         “จริงๆ อะไรที่ตอนนี้ถูกเรียกว่าของเก่า จะมีการหวนกลับมาเป็นกระแสอยู่ตลอด เช่น แผ่นเสียง เครื่องแต่งกาย แนวเพลง ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะโซเชียลมีเดียที่พาของพวกนี้ไปได้เร็วมากๆ มันคือการบอกแบบปากต่อปากที่ไวขึ้น

        “ในส่วนของกล้องฟิล์มคงเป็นปรากฏการณ์หลังจากการถูกบอกปากต่อปากมากกว่า พอคนได้รู้จักกล้องฟิล์ม ได้ลองใช้ ก็จะรู้ว่าส่วนที่สนุกของกล้องฟิล์มคือการได้ลองเล่น ได้ลองจับ ได้ลองกดถ่าย สวยบ้าง พลาดบ้าง ตรงนี้ผมว่าเป็นเสน่ห์ที่ทำให้กล้องฟิล์มได้รับความนิยมในยุคดิจิตอลแบบนี้”

การเล่นกล้องฟิล์ม ไม่ได้เพื่อความสมบูรณ์แบบ แต่มีไว้เพื่อความสนุก

        “ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบซื้อของออนไลน์ โดยเฉพาะกล้องฟิล์ม ผมชอบลองให้รู้ว่ากล้องใช้ได้จริงไหม เหมาะกับเราไหม อย่างร้านของผม ถ้าลูกค้ายังไม่มั่นใจ ผมจะให้เขาลองก่อน อย่าเพิ่งตัดสินใจ มาลองเล่น มาถามผมได้เลย ถ้าชอบจริงๆ แล้วค่อยซื้อกลับไป ซึ่งบางทีรุ่นที่ได้กลับไปอาจจะไม่ใช่รุ่นที่เขาตั้งใจมาซื้อด้วยนะ เพราะการมีหน้าร้านแบบนี้ทำให้ผมได้คุยกับเขา ได้ช่วยเขาเลือก ช่วยหาสิ่งที่ชอบสำหรับเขาได้จริงๆ”

 

Where to Find Gibgae Film

เวลาทำการ: ทุกวัน เวลา 9.00-18.00 น.

โทรศัพท์: 09-3539-1426 

เฟซบุ๊ก: กิ๊บเก๋ ฟิล์ม

 

Blue Dye Family

The Primary Haus

        “เราเริ่มจากความชอบนั่นแหละ และต่างคนก็มีความถนัดที่ต่างกัน”

        หลังจากที่ ‘พี’ – พนิตพงค์ วัฒนานุกิจ, ‘เซนส์’ – ภาคภูมิ วิบูลย์พันธ์ุ และ ‘อาร์ม’ – ภูมิพงศ์ อยู่สุวรรณ ได้ศึกษาอยู่คณะเดียวกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกเขาได้ค้นพบว่านอกจากสาขาที่กำลังศึกษาอยู่ ความชอบร่วมกันอีกอย่างก็คือความสนุกในการแต่งตัวและเลือกซื้อเสื้อผ้า โดยเฉพาะชุดสูทอันเป็นที่โปรดปรานสำหรับเพื่อนสามคนนี้

        พี: เริ่มแรกเลยพวกเรารู้จักกันผ่านการเป็นเพื่อนร่วมคณะ แล้วพอเข้าวัยทำงาน เราก็ทำงานในสถานที่ที่ใกล้กันอีก เจอกันทุกพักเที่ยง เลยเริ่มแบ่งปันอะไรที่ชอบๆ เหมือนกัน เช่น เรื่องการแต่งตัว ซึ่งช่วงที่ยังไม่มีทุน เราก็ใช้ของมือสอง ทั้งหามาใส่เองและขาย

        เซนส์: อาจเพราะด้วยสายงานที่เราทำต้องใส่ชุดสูทอยู่แล้ว เลยยิ่งทำให้เราต้องหาวิธีแต่งตัวให้แปลกใหม่อยู่เสมอ ทำอย่างไรก็ได้ให้เราชอบชุดสูทแบบนี้ได้มากขึ้นไปอีก

        พี: การได้แต่งตัวแบบนี้ทำให้รู้สึกสนุกเวลาจะออกไปทำงานมากขึ้น ได้ลองสูทหลากหลายสไตล์ที่ต่างกันไป ทำให้เปลี่ยนจากที่เป็นผู้ซื้อก็เริ่มสะสมชุดสูทมากขึ้นเรื่อยๆ จนเงินแทบจะไม่เหลือแล้ว (หัวเราะ) เลยลองเอาชุดที่ซื้อมาปล่อยขายไปบ้าง ซึ่งก็มีคนรอซื้อชุดพวกนี้อยู่เหมือนกัน เราเลยได้รู้ว่าชุดสูทมีตลาดของมันรองรับอยู่นะ 

        เมื่อรู้ถึงที่มาของการรวมตัวกันแล้ว เราจึงคุยต่อถึงเสน่ห์ของชุดสูทที่เป็นมากกว่าแค่ชุดที่ใส่สำหรับงานที่เป็นทางการเท่านั้นตามความคิดของพวกเขา

        อาร์ม: ชุดสูทเป็นเครื่องแต่งกายที่มีมานานแล้วนะ ตั้งแต่โบราณจนถึงทุกวันนี้คนก็ยังใส่อยู่เลย เรามองว่าเสื้อผ้าที่กำลังเป็นกระแสในปัจจุบัน อีกไม่กี่ปีต่อมากระแสมันก็ต้องตกไป แต่สำหรับสูทนี่ไม่เคยเลย มันไม่ได้เป็นกระแสและก็ไม่ได้ตกกระแส มันคงความคลาสสิกและอมตะเอาไว้อยู่ทุกช่วงเวลา

        พี: เราโตมากับชุดสูทพวกนี้ มันในทุกช่วงชีวิตของเรา ทั้งในหนัง ในหนังสือ กลายเป็นตัวตนเราไปแล้ว ซึ่งมันอมตะอยู่ในใจและค่อยๆ หล่อหลอมให้เป็นตัวตนเรา

        จากแนวคิดของพีที่อธิบายข้างต้นทำให้พวกเขาต่อยอดกลายเป็น The Primary Haus เพื่อหวังให้คนไทยเข้าถึงชุดสูทได้ง่ายมากขึ้น

 

Blue Dye Family

 

         เซนส์: คนไทยชอบมองว่าอากาศร้อนใส่ชุดสูทคงไม่เหมาะ ซึ่งเราอยากแก้ไขปัญหาตรงนี้ เราอยากทำให้เขารู้ว่าชุดสูทใส่ได้ทุกวัน เราเลยตั้งชื่อร้านที่มีคำว่า Primary เพราะเราอยากให้มันเป็นจุดเริ่มต้นของการแต่งตัวแนวนี้ ที่สามารถใส่ได้ทุกวันแค่เลือกเนื้อผ้าที่เหมาะสม

        อาร์ม: หลายคนอาจคิดว่าใส่ชุดสูทแล้วมันร้อน เพราะเราเห็นภาพจำที่มันเป็นเสื้อแขนยาว ต้องใส่ทับสองสามตัว แต่จริงๆ มันก็มีโครงสร้างสูทอยู่หลายรูปแบบ ไม่จำเป็นว่าสูทจะต้องเป็นเสื้อผ้าหนาๆ สวมทบหลายชั้นอย่างเดียว 

        พวกเขายอมรับว่าไม่ใช่สิ่งที่จะมาอธิบายกันผ่านหน้าจอโทรศัพท์ได้ จึงจำเป็นอย่างมากที่การเลือกซื้อสูท ผู้ซื้อต้องมาดู มาพูดคุย มาวัดตัวกันที่หน้าร้านโดยเฉพาะ

        พี: จริงๆ นะ ต้องมาลองเอง มาให้เราอธิบายให้เข้าใจ การเปิดหน้าร้านก็เป็นส่วนที่ทำให้เราได้บอกลูกค้าว่าจริงๆ แล้วมันใส่สบายมาก อีกอย่างมันเป็นช่องทางที่ดีกว่าที่เราจะได้คุยกับเขา เพราะแทบทุกคนเลยต้องมีคำถามว่าประมาณว่า ‘สูทราคาหลักหมื่นของพวกเราต่างกับสูทราคาหลักพันอย่างไร’ ซึ่งหน้าร้านจะเป็นช่องทางที่ดีที่สุดสำหรับการอธิบายเรื่องพวกนี้ให้เข้าใจ

เราอยากขายชุดสูทที่ใครก็สามารถใส่ได้ในเมืองร้อนแบบประเทศไทย

        สุดท้ายการทำกิจการกับเพื่อนที่ดูจะเป็นเหมือนคำสาปต้องห้ามในวงการธุรกิจ แต่พวกเขากลับเลือกที่จะเข้าใจ ‘ยอมรับและพร้อมเผชิญ’ กับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าไว้แล้ว 

        พี: เราเชื่อว่าสุดท้ายต้องเจอปัญหาอยู่แล้ว ปัญหากับธุรกิจมันไม่ได้เกี่ยวกับการเป็นเพื่อนหรือไม่เป็น คนทั่วไปทำธุรกิจร่วมกันเขาก็มีปัญหา พวกเราคิดไว้แล้วว่าถ้าเกิดขึ้นจริง เราจะมานั่งคุยกัน เราจะทะเลาะกัน ดีกว่าเราไม่คุยกันแล้วธุรกิจมันพัง สู้เรามาทะเลาะกันแล้วให้ธุรกิจไปต่อได้ดีกว่า

 

Where to Find The Primary Haus

เวลาทำการ: วันจันทร์-พฤหัสบดี นัดหมายเท่านั้น / วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 13.00-20.00 

โทรศัพท์: 08-2961-9965

เฟซบุ๊ก: The Primary Haus

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตนัย จงไกรจักร

KFC, ฟิลเตอร์สตอรีไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง