Clazy Cafe สภากาแฟยุค 4.0 ที่ให้นิยามใหม่กับร้านกาแฟด้วยคำว่า Co-Changing Space

Space and Time
11 Nov 2020
เรื่องโดย:

ณัชพล เนตรมหากุล

หากพูดถึงสภากาแฟแล้ว มักจะมีกลิ่นอายแห่งความเก่าแก่และความหลังอยู่เสมอ การที่ทุกคนมานั่งคุยกันแลกเปลี่ยนความเห็นได้อย่างเปิดเผย ปราศจากทิฐิและการถือตัว เป็นสถานที่ที่สามารถพบปะกับผู้คนใหม่ๆ มากมายหลายหน้าตา

        กลิ่นอายของคอมมูนิตี้ในชุมชนแบบนี้ค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา เหล่าร้านกาแฟในยุคปัจจุบันได้พัฒนาการออกแบบโครงสร้างร้านให้เน้นบรรยากาศ ‘ความเป็นส่วนตัว’ มากขึ้น ผู้คนต่างสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองมากกว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่คำว่าร้านกาแฟในยุคปัจุบันคงใช้ไม่ได้กับร้าน Clazy Cafe 

 

clazy cafe

Co – ‘Changing’ Space สำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

        ร้าน Clazy Cafe ตั้งอยู่ในโครงการ The Seasons Mall ไม่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสนามเป้า เมื่อเดินเข้าไปในร้าน สิ่งแรกที่สังเกตได้คือความโปร่งโล่งของร้าน เพดานที่มีความสูง ทำให้ร้านดูใหญ่กว่าที่เห็นภายนอกอย่างชัดเจน สิ่งที่ตามมาก็คือชั้นหนังสือที่ประปรายไปด้วยหนังสือหลากหลายชนิด ไม่เยอะเกินไปจนเลือกไม่ถูก แต่ก็ไม่น้อยเกินไปที่จะยังคงความหลากหลายไว้ เหมือนกับว่าได้คัดเลือกมาอย่างดีแล้ว 

        บรรยากาศร้านตกแต่งด้วยกำแพงสีขาวสะอาด ช่วยให้รู้สึกปลอดโปร่งเหมือนเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่หายากเหลือเกินสำหรับคนที่ต้องใช้ชีวิตดีๆ ที่ไม่ค่อยจะลงตัวในกรุงเทพฯ 

        “สังเกตได้ว่าคนไทยหลังจากเลิกงานเนี่ย ก็อาจจะไปปาร์ตี้หรือไปช้อปปิ้งกันต่อ แต่มันจะมีสักที่ไหมที่คนมารวมตัวกันเพื่อขยายไอเดีย ทำไอเดียโปรเจ็กต์ต่างๆ อยากมาขยายผล เราคิดว่าสเปซที่เป็นพื้นที่สาธารณะมันไม่ค่อยมี core idea หลักๆ มันก็คือชมรมของวัยทำงานเพื่อมาหากิจกรรมทำเล่นๆ เป็น creative hub” ‘เควิน’ – กวิน คุณวิศาล และ ชุติพนธ์ วัฒนาเขมาภิรัต ผู้ร่วมก่อตั้ง Clazy Cafe อธิบายถึงไอเดียเบื้องหลัง ‘ร้านกาแฟ’ แห่งนี้ให้พวกเราฟัง

 

clazy cafe

 

        “เป็นไอเดียตั้งแต่แรกว่าอยากจะทำร้านในลักษณะนี้ขึ้นมา อยากจะทำ Food and Beverage แต่จุดแข็งในทีมเราไม่ได้เป็นร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม เพราะว่าพวกเราก็ไม่ได้สนใจเรื่องนั้นกันขนาดนั้น

        “เราเจอกันที่งาน TEDxThammasatU แล้วหลายๆ คนอินเรื่องทำอีเวนต์ การทำคอมมูนิตี้ เราก็เลยเห็นว่านอกจากร้านอาหารก็อยากจะเพิ่มคอมมูนิตี้เข้าไป แล้วก็คิดว่าโมเดลที่เหมาะจริงๆ น่าจะเป็นร้านกาแฟ ให้มันเหมือนสภากาแฟ แต่ทำให้มันโมเดิร์นมากขึ้น เราอยากจะทำร้านกาแฟที่มีมาตรฐานกาแฟในระดับหนึ่ง แต่ใส่คอมมูนิตี้ของเราเป็น value proposition หลัก”

 

clazy cafe

เพราะคอมมูนิตี้ไม่ใช่แค่พื้นที่

        ที่ Clazy Cafe นอกจากจะขายกาแฟแล้ว ยังเป็นพื้นที่ในการจัดอีเวนต์หรือกิจกรรมที่มาหาคำตอบและวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ที่ใครหลายๆ คนไม่คิดว่าจะมีใครเข้าใจ

        ปัญหาโรคซึมเศร้าเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ถูกสนทนาที่ Clazy Cafe อยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการความรู้สึกตัวเองเกี่ยวกับอาการซึมเศร้า การดูแลเพื่อนที่เป็นซึมเศร้า หรือว่าการมีคนรักที่เป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งทั้งหมดเป็นการให้เหล่าผู้คนที่ประสบปัญหาได้รับรู้ว่า พวกเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว และยังมีคอมมูนิตี้ที่จะคอยซัพพอร์ตและคอยช่วยเหลือเขาจริงๆ

        “ปัญหาที่เราเจอก็คือ ลูกค้าคนหนึ่งมาบอกว่าเพื่อนเขาที่เป็นหมอเป็นโรคซึมเศร้า ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าโลกของแพทย์จะมีความเครียดในระดับหนึ่ง ปัญหาก็คือเขาจะให้กำลังใจเพื่อนยังไงดี เพราะเพื่อนเขาทำร้ายตัวเอง เราก็ไม่ได้เรียนมาทางด้านนี้ (ยิ้ม) ไม่มีความรู้เลย แต่โชคดีเรามีคอนเนกชันในระดับหนึ่ง ก็เลยชวนบุคคลที่เกี่ยวข้องมา ผู้ที่เคยใกล้ชิดผู้ป่วย คนที่เคยป่วย คนจากภาครัฐหรือเอกชนมารวมกัน แล้วตั้งชื่อว่า Helping Someone with Depression เป็นวงสนทนาเล็กๆ แล้วให้ทุกคนมาวิเคราะห์กันว่าแต่ละคนจะทำอะไรได้บ้างเพื่อ contribute และแก้ปัญหาตรงนี้ ซึ่งปัญหาพวกนี้ก็จะไม่เจอในคาเฟ่ทั่วไป

        “ตอนแรกเราก็ยังไม่รู้หรอกว่ามันจะออกมาเป็นยังไง มันไม่จำเป็นต้องเป็น physical จะเป็นดิจิตอลก็ได้ เพื่อจะให้คนที่สนใจด้านเดียวกันมาเจอกัน แต่คาแรกเตอร์ของเราก็ชัดขึ้นว่าคนที่มาอีเวนต์ของเราก็จะมีความอยากพัฒนาตัวเองเป็นหลัก หรืออยากพัฒนาสังคม เราก็เลยกล้าที่จะทำอีเวนต์แปลกๆ ที่คนอื่นไม่ทำ หรือพูดถึงปัญหาสังคม ปัญหาของความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ที่อื่นไม่พูดกัน”

 

clazy cafe

 

        นอกจากปัญหาทางใจที่เป็นปัญหาสำคัญในการใช้ชีวิตแล้ว Clazy Cafe ก็พยายามหาคำตอบให้กับปัญหาในระดับสังคมอีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการรวมคนมาทำโปรเจ็กต์ร่วมกันเพื่อพัฒนาการศึกษาในระดับโครงสร้าง หรือว่าเป็นคลาสสอนการป้องกันตัวจากภัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่รู้ตัว

        “อีกเวย์หนึ่งก็คือเกิดจากเหตุการณ์อย่างกราดยิงที่โคราช เราก็เดินไปชวนผู้กำกับฯ ที่นั่งกินกาแฟอยู่ในร้าน มาสอนเรื่องการเอาตัวรอดจากการกราดยิง เป็น protocol ตามอเมริกาเลย มันจะมีหนี ซ่อน และสู้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันแปลก แต่มันเกิดจากความต้องการของตัวผมเองว่าถ้าเกิดเสียงปืนดังขึ้น แล้วเราจะทำยังไงต่อ ถ้าไม่รู้ เราควรจะมาเรียน ตอนนั้นมันมีเหตุการณ์คล้ายๆ กันเกิดขึ้นที่เซนจูรี ก็เลยรู้สึกว่ามันเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้”

Safe Space พื้นที่ปลอดภัย ที่ไม่ว่าใครก็ควรมี

        “ไม่รู้มันมี element อะไรเหมือนกัน ที่ว่าทุกคนที่มาบอกว่าให้ความรู้สึกเป็น safe space หรือเป็น safe zone สำหรับเขา จริงๆ ไม่ใช่แค่คนที่มาร่วมงานนะ คนจัดงานก็ด้วย ไม่ได้บอกว่าจัดงานจะต้องดีทุกครั้ง แต่เราอยากจะพัฒนาไปด้วยกัน”

        พัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ Clazy Cafe นั้นไม่ได้เป็นพัฒนาการสำหรับผู้ที่มาเข้าร่วมงานเท่านั้น ผู้ที่เป็นฝ่ายจัดงานเองก็เป็นฝ่ายที่อยู่ในกระบวนการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันกับผู้เข้าร่วมงาน 

        “จริงๆ นอกจากลูกค้าที่เขามารีเควสต์ปัญหากับเรา ก็มีออร์แกไนเซอร์ที่อยากจะลองจัดงาน แต่ไม่รู้ว่าคนจะมาเยอะขนาดไหน แค่อยากจะมาลองสอนก่อน เราก็ลองชวนลูกค้าจริงๆ มานั่งฟังและขอให้เขาฟีดแบ็กอย่างสร้างสรรค์นิดหนึ่ง

        “ผมรู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนได้แสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง เทรนด์ของคนรุ่นใหม่มักจะทำงานของตัวเอง มีโปรเจ็กต์ของตัวเอง แสดงความเป็น individual ออกมาเป็น Generation Me เป็นตัวฉันเอง ผมก็เลยรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้มันทำให้เขาได้แสดงตัวตน”

        เทรนด์ใหม่อีกอย่างที่เควินจับสังเกตได้ก็คือ คนรุ่นใหม่มักจะพยายามหากิจกรรมหรือโปรเจ็กต์อะไรก็ตามที่ให้ความหมายกับการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับงานที่ทำอยู่ก็ได้ ขอแค่มันเป็นสิ่งที่เติมเต็มอะไรบางอย่างภายในใจก็พอ สิ่งนี้เรียกว่า Side Project Incubator

        “คำที่เราใช้จริงๆ มันจะเป็นคำว่า Side Project Incubator ก็คือคนเราทำงานทั่วไปได้เงินมาแล้ว แต่มันจะมีจุดเล็กๆ ในชีวิตที่ทุกคนทำเพื่อตอบโจทย์ชีวิตตัวเองจริงๆ เขาก็จะมา express idea กับเราที่นี่ มาเสนอและสร้างสรรค์โปรเจ็กต์กับเรา แล้วบางทีก็มี HR บริษัทต่างๆ มาเห็นว่าคนนี้เป็นสปีกเกอร์ที่เก่ง สามารถชวนไปเทรนคนในบริษัทเขาได้ ทำให้จากคนโนเนมกลายเป็นสปีกเกอร์ในบริษัทใหญ่ๆ เรียกได้ว่าเราผลิตสปีกเกอร์ของเราเองก็ได้”

Crazy then Lazy = CLAZY

        หนึ่งในปัญหาโลกแตกของคนทำงานสายครีเอทีฟก็คือการคิดหาไอเดียใหม่ๆ แต่ไม่ว่ายิ่งขมวดคิ้วคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกเสียที ยิ่งถ้ามีเดดไลน์มาเร่งแล้วด้วยยิ่งคิดไม่ออก แต่พอนั่งฟังเพลงเพลินๆ อยู่บนรถหรือกำลังอาบน้ำสบายๆ กลับคิดออกอย่างง่ายดาย โมเมนต์แบบนี้คือ ‘Eureka Moment’ (ยูเรกา โมเมนต์) หรือ ‘Aha Moment’ (อะฮ่า โมเมนต์) ซึ่งเป็นสภาวะที่ Clazy Cafe สร้างสรรค์ให้เกิดอยู่ตลอดเวลา

 

clazy cafe

 

        “พื้นที่ร้านเนี่ยอยากจะเป็นที่ที่คิดอะไรไม่ออกให้มาตรงนี้ มาเจอกัน มาอ่านหนังสือ เจออะไรใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆ”

        “ยูเรกาโมเมนต์ก็คือ เวลาที่คนผ่อนคลายแล้วจะคิดอะไรออก คือคนมักจะคิดอะไรออกตอนอาบน้ำ เพราะว่าเหมือนคนเขา crazy มาก่อน แล้วมาคิดอะไรออกตอน lazy ก็เลยกลายมาเป็น Clazy 

        “มันก็ represent ความบ้าของตัวเองที่อยากจะทำอะไรที่แตกต่างด้วยเหมือนกัน”

        ในโลกที่หมุนไปตามกาลเวลาที่ไม่เคยรอใคร มักจะทำให้คนเรารู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกอ้างว้างเพราะไม่มีใครเข้าใจ Clazy Cafe ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เหล่าคนที่มีความสนใจคล้ายๆ กันมารวมตัวกันเพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับสังคม เป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญว่า แท้จริงแล้ว ไม่มีใครอยู่ตัวคนเดียวโดดเดี่ยวจริงๆ หรอก 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ณัชพล เนตรมหากุล

เด็ก 1997 ที่ชอบวง The 1975

ภาพโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN