ส่องสตูดิโอในบ้านหลังใหม่ของศิลปินสาว เอิ๊ต ภัทรวี ที่สะท้อนตัวตนและความคิดในการสร้างสรรค์ดนตรี

แดดบ่ายทำมุมทแยงส่องผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้เกิดเป็นร่มเงาบริเวณหน้าบ้านหลังใหม่ที่เงียบสงบของศิลปินสาว ‘เอิ๊ต’ – ภัทรวี ศรีสันติสุข ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับบ้านเดิมที่เธอเคยอยู่ในวัยเยาว์ เรายืนรอเพียงไม่นาน เอิ๊ตก็เดินออกมาต้อนรับพร้อมรอยยิ้มสดใสไม่ต่างจากในมิวสิกวิดีโอเพลงใหม่ล่าสุดของเธออย่าง ‘แค่เราก็พอ’ ที่มียอดวิวทะลุล้านวิวไปเรียบร้อยแล้ว

     “บ้านหลังนี้ซื้อตอนที่เริ่มทำงานสักพักหนึ่งแล้ว ตอนนั้นที่นี่ประกาศขาย ที่บ้านเราเลยบอกว่าซื้อสิ แก่ไปจะได้อยู่ใกล้ๆ กัน ก็เลยตัดสินใจซื้อ เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ประมาณปีกว่าเอง”

     เอิ๊ตเล่าว่า บ้านนี้ตั้งใจซื้อไว้เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับสร้างสรรค์ผลงานของเธอ หากใครติดตามความเคลื่อนไหวของเอิ๊ต ก็อาจเคยได้ดูคลิปต่างๆ ที่เธอเล่นดนตรีเป็นวงเล็กๆ กับเพื่อนศิลปิน ซึ่งสถานที่ก็คือบ้านหลังนี้นั่นเอง

     ภายในห้องทำงานชั้นสองที่เป็นเสมือนสตูดิโอเล็กๆ สำหรับทำเพลงได้รับการตกแต่งอย่างเรียบง่าย ข้าวของเครื่องใช้และอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับดนตรีถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบให้เกิดการใช้สอยอย่างสะดวก รวมไปถึงของประดับตกแต่งอย่างภาพวาดที่แปะไว้ตามผนังที่ทาสี ก็ช่วยสร้างมู้ดและเติมชีวิตชีวาให้พื้นที่ เรามองไปรอบๆ พร้อมซึมซับบรรยากาศห้องที่สะท้อนภาพและตัวตนความเป็นศิลปินของเธอได้เป็นอย่างดี
พร้อมกับจินตนาการไปว่าที่แห่งนี้เองคือจุดเริ่มต้นของเสียงเพลงเพราะๆ ที่เราได้ฟัง

 

เอิ๊ต ภัทรวี

 

Track 1: ไม่ให้เธอหายไป

ได้มองตาก็ลืมไปแล้ว เหมือนเราไม่เคย ไม่เคย ไม่เคยห่างกันไปไหน

 

     “การจัดบ้านเป็นอะไรที่สนุกมาก เพราะเราเป็นคนชอบคิดว่าตัวเองมีความเก่งกาจด้านการจัดบ้าน แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อย (หัวเราะ) แต่เราชอบเรื่องนี้ ชอบดูเฟอร์นิเจอร์ ไปเดินงานบ้านและสวน ไปช้อปฯ ของแต่งบ้าน สนุกมากนะ แต่ก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าข้าวของมันแพงกว่าที่เราเข้าใจเยอะมาก บ้านนี้ก็เลยแต่งไปได้ประมาณ 50% ของสิ่งที่คิดไว้อยู่เลย ที่เหลือก็เลยเป็นการทำแบบ DIY เสียส่วนใหญ่ ชั้นล่างพยายามตกแต่งที่สุดแล้วนะ แต่ชั้นบนเริ่มเงินหมดไปเรื่อยๆ (หัวเราะ)

     “ห้องนี้ตั้งใจสร้างเพื่อการทำงานโดยเฉพาะ ให้เรามาขลุกอยู่ในนี้ ทำเดโมออกมา หรืออัดเพลง ซึ่งตอนที่ทำก็ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องของแอมเบียนซ์หรืออะไรเลยนะ คิดแค่ว่า โอเค อยากมีห้องห้องหนึ่งที่เราได้มานั่งทำงาน เพราะปกติตอนอยู่ที่บ้านพ่อแม่ เราก็จะทำทุกอย่างในห้องนอน มุมหนึ่งก็ทำงาน มุมหนึ่งก็นอน พอมาตรงนี้ก็เลยคิดว่าสร้างห้องทำงานของเราแยกไว้เลยหนึ่งห้องดีกว่า

     “อ๋อ ใช่ อีกสาเหตุหนึ่งที่เราเลือกห้องนี้ทำเป็นห้องทำงานของเรา เพราะหน้าต่างของห้องอยู่เยื้องกับบ้านพ่อแม่เราพอดี เวลาเปิดหน้าต่างเราก็จะเห็นบ้านอยู่ตรงข้ามเลย เหมือนบ้านก็ไม่ได้หายไปไหน บางทีเรามองไปบ้านหลังนั้นก็จะรู้สึกอบอุ่นใจเหมือนกันนะ”

 

เอิ๊ต ภัทรวี

 

Track 2: มีไว้แค่เป็นของเธอเท่านั้น

สุขเพียงพอแล้วหัวใจ อยู่ที่ตรงนี้ของเรา

 

     “อย่างที่บอกว่าพอทำไปเรื่อยๆ เงินเริ่มหมด ชั้นบนนี้ก็เลยทำงาน DIY ในการตกแต่งหลายๆ อย่าง เช่น ผ้าม่านเราก็ซื้อผ้ามาตัดเอง ทำเอง สนุกนะ เหมือนเรามีของเล่นใหม่ หรือโต๊ะทำงานตัวนี้เราวาดรูปให้เขาเลยนะ บอกว่า ‘พี่คะ หนูอยากได้ที่วางลำโพงแบบนี้ ตรงนี้วางคีย์บอร์ดนะ’ ก็เลยได้โต๊ะที่ไม่แพงมากมา เพราะเราร่างแบบไปเอง แฮปปี้มาก เพราะมันเป็นโต๊ะทำงานที่ใหญ่ดี แล้วรอบๆ ข้างก็วางของที่เราอยากเล่นไว้ใกล้ๆ พอมีไอเดียอะไรก็หันไปทำได้ คืออยากให้ทุกอย่างมันพร้อมสำหรับเราในการคิดงานออกมา

     “หรืออย่างเรื่องสีผนังห้องที่เด่นๆ แบบนี้ ความจริงเราทำแบบเด็กไม่รู้เรื่องเลย เราไม่รู้ว่ามันออกมาโอเคไหมด้วยซ้ำ (หัวเราะ) คือทีแรกอยากให้เป็นห้องที่เราอยู่แล้วรู้สึกปลุกตัวเองให้มีพลังงาน ดังนั้น ตอนไปเลือกสีที่ร้านก็คิดว่าจะเอาสีให้เวอร์ๆ ไปเลย เลยเลือกสีชมพูกับสีเหลือง แต่ว่าอันนี้คือขาดประสบการณ์นิดหน่อย เพราะว่าเวลาดูสีจากก้อนกลมๆ เล็กๆ ที่ร้าน ดูแล้วไม่ได้น่ากลัวมาก แต่พอทาออกมาแล้วมันสะพรึงกว่าที่คิด คือมันชมพู้ชมพู ไม่ตุ่นไม่อะไรทั้งสิ้น แต่ก็แฮปปี้นะ เราไม่ได้คิดที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรมัน เพราะว่าหมดงบไปแล้ว (หัวเราะ) แต่มันก็สร้างคำถามให้คนที่เดินเข้ามาในห้องนี้ดี แล้วทำให้เรารู้สึกตื่นตัวประมาณหนึ่งนะ เหมือนจะรู้ว่าการเข้ามาในห้องนี้คือเราต้องการจะทำงาน

     “ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่างๆ เราก็พยายามจัดให้เป็นระเบียบในกล่อง เราค้นพบว่าการทำทุกอย่างให้อยู่ในกล่องหรือเรียบร้อย มันดีต่อใจนะ ดีต่อความคลีนของตัวเอง เวลาอยู่ในที่รกๆ บางทีเครียด เหมือนทุกอย่างจะยากขึ้น เราชอบให้ทุกอย่างเป็นระเบียบ แต่ไม่ได้ชอบแบบเพอร์เฟ็กต์อะไรขนาดนั้น สามอาทิตย์เราจะจัดสักครั้ง ไม่อย่างนั้นเวลาใช้ชีวิตแล้วจะสุมไปเรื่อยๆ แล้วทำให้รู้สึกว่าจัดการอะไรไม่ค่อยได้ แต่ถ้าเวลาห้องเรียบร้อยก็จะรู้สึกทำงานได้ดีขึ้น”

 

เอิ๊ต ภัทรวี

 

Track 3: Sky&Sea

เมื่อไหร่ที่เธอเหงาไม่มีใคร เธอจะยังมีฉันคอยอยู่ตรงนี้ไม่ไกล ให้เป็นดั่งเงาสะท้อนบนผืนน้ำ มองลงมาเมื่อใดก็เห็นฟ้าที่งดงาม

 

     “เราชอบรายละเอียดของห้องที่เราเลือกมาตกแต่ง เช่น รูปภาพ เราเป็นคนชอบภาพวาด บางชิ้นเราไปซื้อมาจากคนที่ไม่รู้จักกันเลย แต่ติดต่อขอไปเจอเขา แล้วบอกว่าอยากซื้อมาก เขาก็บอก ไม่ค่อยได้ขายนะ แต่ถ้าอยากได้ก็จะขายให้ พอคุยกันไปเรื่อยๆ ก็สนิทกันเฉยเลย เจอกันก็จำกันได้ เรารู้สึกว่ารูปภาพเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนความรู้สึกของมุมมุมนั้นได้ เหมือนถ้ามุมนี้ไม่มีรูปภาพก็จะดูไม่มีชีวิตไปเลย รูปภาพจึงเป็นอะไรที่สร้างชีวิตให้กับห้องมากๆ

     “บางทีรูปก็มีผลกับความคิดในการทำงานของเรานะ อย่างห้องทำงาน เราก็จะเลือกรูปที่รู้สึกว่าเหมาะกับภาวะเรา เพราะเวลาที่คิดอะไรออกมาก็มักจะคิดเป็นภาพก่อน สมมติจะแต่งเพลงสักเพลงหนึ่ง เราก็จะคิดออกมาเป็นซีนหนึ่ง พยายามอธิบายเหตุการณ์ในซีนนั้น หรือพยายามเข้าใจคาแร็กเตอร์ของคนในซีนนั้น เช่น บางรูปเป็นรูปผู้ชายปีนขึ้นไปบนพระจันทร์ เรารู้สึกว่ามันคือการจินตนาการมาก เวลาเราทำเพลงก็คล้ายกันกับสิ่งนี้ เรากำลังสร้างสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง สร้างบางอย่างจากความว่างเปล่า หรือบางรูปที่เป็นผู้หญิงนั่งข้างหน้าต่าง มันดูเหงานะ แต่เรารู้สึกว่าสามารถเล่าเรื่องอะไรจากรูปนั้นได้

     “หรืออย่างรูปตัวการ์ตูนมะม่วง อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับการแต่งเพลงเลย แต่เรารู้สึกว่ามันดีต่อจิตใจ ด้วยคำบรรยาย ด้วยภาพ ทำให้รู้สึกว่าเรายังมีอะไรให้ค้นหาอยู่ เพราะบางทีเวลาทำงานไปนานๆ ก็รู้สึกตันเหมือนกัน บางอย่างเรารู้รูทีนว่าเป็นอย่างไร เรารู้ว่าเราปล่อยเพลง ไปโปรโมต รอให้มีงานจ้าง สักพักงานจ้างเริ่มหมด เราทำเพลงใหม่ แล้วก็ไปโปรโมต มันเป็นสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเป็นอิสระ แต่จริงๆ แล้วเป็นฟรีแลนซ์ที่มีลูปเท่านั้นเอง แต่เราคิดว่าทุกคนก็คงมีลูปแหละ เพียงแค่การที่เห็นลูปแบบนี้บ่อยๆ ก็จะเริ่มรู้สึกเหมือนคาดเดาอะไรได้ เราจะไม่ตื่นเต้นอะไรอีกแล้ว ซึ่งเราไม่อยากเป็นแบบนั้น เรายังอยากให้ตัวเองตื่นเต้นเรื่อยๆ ฉะนั้น เวลาเห็นรูปนี้เราก็จะคิดว่า เออ ต้องมีอะไรในตัวเราอีก ต้องมีอะไรใหม่ๆ อีก”

 

เอิ๊ต ภัทรวี

 

Track 4: You You You

จะข่มตาแต่ฉันคงไม่อาจจะข่มใจ ยังคิดถึงแค่เธออยู่เรื่อยไป เรื่อยไป จะฝืนจะฝืนสักเท่าไหร่ ใจยังห้ามไม่ค่อยอยู่

 

     “เราค่อนข้างชอบเรื่องการสร้างบรรยากาศในการทำงานนะ สมมติว่าจะเริ่มทำงาน เราจะบิลด์ตัวเองตั้งแต่ไปชงชามา มีขนมเล็กๆ น้อยๆ เพราะว่าการทำเพลง ข้างในใจต้องรู้สึกนิ่งหน่อย ถ้าเราไม่โฟกัส เราจะเบนไปทำอย่างอื่นเร็วมาก แต่บางทีก็ไม่ได้ช่วยมากนะ สมมติบางทีชงชามาก็คิดไม่ออก แต่บทจะคิดออกจู่ๆ มันก็มาเอง

     “เราเข้าใจอารมณ์ของการที่ทำอะไรให้เราสบายใจแล้วอาจจะคิดงานออกหรือมีไอเดีย แต่ด้วยอาชีพของเรา ส่วนใหญ่เวลาที่คิดอะไรออกมักจะเป็นช่วงที่ได้โฟกัสกับตัวเองมากๆ โดยไม่จำเป็นว่าเป็นที่ที่เสียงดัง คนเยอะ หรือไม่มีใคร เช่น เวลานั่งรถไฟไปเที่ยวแล้วเราทำอะไรไม่ได้ เพราะมือถือสัญญาณไม่ดี เราก็นั่งมองนู่นมองนี่ไป บางทีอาจจะคิดอะไรออก หรือตอนเข้าห้องน้ำแล้วลืมเอามือถือเข้าไป บางทีก็คิดออก (หัวเราะ) คือกลายเป็นว่ายุคนี้คนเราอยู่กับตัวเองน้อยมาก เราเองก็อยู่กับตัวเองน้อยมาก น้อยครั้งมากเลยที่เราจะไม่ทำท่านี้ (ทำท่าไถมือถือ) ก็เลยรู้สึกว่าสิ่งสำคัญนอกจากการสร้างบรรยากาศภายนอก คือการสร้างบรรยากาศจากภายในของตัวเอง

     “เราเป็นคนคิดตลอดเวลา หมายถึงว่าคิดคอนเทนต์ตลอดเวลา แล้วบางทีก็ชอบลืม เลยต้องจดเอาไว้ เราว่าทุกคนที่ทำคอนเทนต์เป็นเหมือนกัน คือไม่ว่าจะเจออะไร เห็นอะไร ก็จะพยายามคิดว่าสิ่งนี้เป็นศิลปะได้ไหม เอาไปทำอะไรต่อได้ไหม ก็เลยคิดอยู่ตลอด แต่เราไม่รู้สึกเหนื่อยกับการเปิดสวิตช์ความคิดไว้ตลอดนะ เหมือนเราลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเปิดอยู่ เราชอบนะ ชอบเวลาที่คิดอะไรออก”

 

เอิ๊ต ภัทรวี

 

     “ส่วนใหญ่การเข้ามาในห้องนี้คือเราจะมีอะไรที่อยากทำอยู่แล้ว อย่างเช่นมีเพลงที่รู้สึกว่าธีมนี้ดีจัง อยากลองแต่ง ก็จะมานั่งคิดคอร์ดคิดอะไรในนี้ จะไม่ค่อยคิดคอนเทนต์ในนี้ คือเหมือนจะมีคอนเทนต์อยู่แล้ว แล้วห้องนี้เหมือนเราหยิบเมล็ดเข้ามาปลูก ห้องนี้เป็นห้องสำหรับการอัดร้อง อัดเบส อัดกีตาร์ ทำคีย์บอร์ด คือทำในนี้หมดเลย แต่บางทีพอคิดได้เราก็หยิบคอมฯ ไปทำที่อื่นบ้าง เพราะอยู่ที่เดียวนานๆ ก็เหนื่อยหรือตึงๆ เหมือนกัน

     “งานของเราเป็นงานแบบที่ทำที่ไหนก็ได้แต่ขอให้ทำ ขอให้มีความสุขกับการนั่งคิด ขอให้มีสมาธิเถอะ โอเค เราทำห้องนี้เพื่อการทำงาน แต่อยู่ในห้องนี้เราคิดไม่ออก เราก็ต้องออกจากบ้าน มันขัดขืนตัวเองไม่ได้ การออกไปดูคอนเสิร์ต หรือแค่แฮงเอาต์โดยไม่มีจุดหมาย ก็ไม่ได้เป็นการเสียเวลา บางทีเราอยู่กับเพื่อนๆ ได้คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ ได้ถกกับคนอื่น ก็เหมือนเป็นการสะสมสิ่งที่จะอยู่ต่อไปในชีวิต สะสมบทสนทนา สะสมโมเมนต์ดีๆ ที่อยู่ในชีวิตเรา”

 

เอิ๊ต ภัทรวี

 

Track 5: แค่เราก็พอ

ไม่ว่าที่ไหนแค่มีเธออยู่กับฉัน ไม่ว่าจะหันไปเมื่อไหร่ ยังมองเห็นเธอข้างๆ กัน

 

     “การมีห้องทำงานที่เรารู้ว่าทุกอย่างที่อยู่ในนี้คือสิ่งที่เป็นตัวเรา ก็เหมือนเป็นการกลับมาสู่ตัวของเราว่า อย่าพยายามที่จะเป็นคนอื่นมาก ในจุดหนึ่งของการใช้ชีวิต ถ้าอะไรที่ไม่ใช่เราก็ตัดทิ้งได้ เวลาไปเห็นชีวิตคนอื่นจะได้ไม่หลงทาง จะได้ไม่นั่งดูอินสตาแกรมคนอื่นแล้วเปรียบเทียบว่าชีวิตเขาดีกว่าชีวิตเราเยอะเลย ซึ่งเราคิดว่าบั้นปลายชีวิตของตัวเองก็คงหนีไม่พ้นการทำเพลงหรอก อาจจะทั้งทำเพลงเองหรือเป็นการทำเพลงให้คนอื่นก็ได้

     “เราเป็นคนที่ทุ่มเททุกอย่างให้ดนตรีจริงๆ อย่างที่เห็น ของส่วนใหญ่ในบ้าน ในห้อง ก็จะเป็นเครื่องดนตรี เรารู้สึกว่านี่คือแพสชัน มีเงินมีทองก็จะเอาไปลงกับเครื่องดนตรี เอามาลองซาวนด์ใหม่ๆ ซึ่งก็เป็นการ remind ว่าเรามีแพสชันทางนี้นะ แล้วเราก็เดินทางมาไกลแล้วนะ ไม่ใช่ว่าเราห่วยนะ เพราะเราสามารถสังเกตเห็นตัวเองได้จากห้องทำงานของเรา สิ่งที่เราเอามาใส่ไว้ก็เป็นของที่เรารัก เป็นของที่บอกว่าเราอยากเติบโตไปเป็นอะไร สำหรับเราคือการเป็นโปรดิวเซอร์ที่ทำเพลงให้คนอื่น ห้องนี้จะพาเรากลับมาสู่ความคิดและความฝันของเราเสมอ

     “แต่ถ้าห้องนี้เป็นเพื่อนคนหนึ่ง เราจะแอบกลัวว่าเขาจะคิดน้อยใจบ้างไหมนะ เพราะรู้สึกว่าเป็นเพื่อนที่เราเจอกันทุกครั้งจะต้องมีเป้าหมายอะไรบางอย่างจริงๆ เรากลัวเขาจะคิดว่า ‘มาหาฉันทีไร เธอต้องหาผลประโยชน์ตลอด เธอไม่คิดจะมานั่งเล่นเฉยๆ บ้างเลยเหรอ’ อะไรแบบนี้ (หัวเราะ)”

Share Post
Like 1 View 1589

Author

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง