Slowlife บางกอก: พื้นที่ที่รวมทั้งร้านของเชฟ สตูดิโอของศิลปิน บ้านและสวนพืชผักจากคนแค่สองคน

Space and Time
29 Jul 2020
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

Highlights

Slowlife บางกอก ตั้งอยู่ในซอยรัชดา 32 ลึกเข้าไปในซอยเล็กๆ ที่ปากซอยมีต้นจามจุรีขนาดใหญ่ ก่อนจะลัดเลาะเลี้ยวขวาซ้ายอีกนิด จนเบื้องหน้าจะพบกับถนนส่วนบุคคลที่มีประตูเหล็กดัดเปิดไว้ ให้เดินเข้าไปจนสุดทาง ที่นั่นจะมีบ้านชั้นครึ่งสีขาวอยู่ซ้ายมือ มีบ่อปลาและสะพานไม้จิ๋วอยู่หน้าบ้าน แวดล้อมไปด้วยผักกินได้นานาชนิด ส่วนขวามือคือแปลงผักขนาดย่อม ถัดไปอีกหน่อยคือสวนมะนาว ที่แซมด้วยมะกรูด มะละกอ ถั่วผักยาว พริกกะเหรี่ยง กะเพรา และกล้วย      
 

slow life bangkok

กลับบ้าน

         “ก่อนอื่นเลย เราอยากรู้ว่า พอเดินเข้ามาแล้วรู้สึกว่าที่นี่สมชื่อว่า Slowlife บางกอก หรือเปล่า” ‘เชฟจิ้น’ – กวีวิรัญจ์ บัวสุวรรณ เอ่ยถาม

        เราพยักหน้าแล้วตอบว่า หากเทียบกับความรู้สึกตอนที่เดินผ่านถนนส่วนบุคคล แล้วมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้าน พื้นที่โดยรวมทำให้ความรู้สึกของเราเปลี่ยน กลายเป็นคำถามว่า ยังมีสถานที่แบบนี้เหลืออยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยหรือ เชฟจิ้นยิ้มน้อยๆ แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวของที่นี่ให้ฟัง

        เขาบอกว่า จากย่านนี้เรื่อยไปจนถึงคลองลาดพร้าวด้านหลังคือพื้นที่ของเครือญาติทั้งหมด เขาเกิดและเติบโตที่นี่ เคยเห็นว่าในอดีตลุงป้า ตายาย ปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ไว้กินเองเป็นเรื่องปกติ จนยุคสมัยเปลี่ยนเริ่มมีตึก มีคอนโดมิเนียมเข้ามารอบด้าน ทุกคนต่างคิดว่าคงหมดยุคทำสิ่งเหล่านี้ แล้วหันมาทำบ่อกบ บ่อปลา จนราวๆ สิบปีที่แล้วก็ปล่อยให้พื้นที่ว่างเปล่า กระทั่งวันที่ลุงของเขาคิดที่จะแบ่งขายพื้นที่ด้านในสุดตรงนี้

        “ในเมื่อเขาจะขายให้คนอื่น เราซื้อไว้เองดีกว่า” นี่คือจุดเริ่มต้นของบ้านหลังนี้ บวกกับเขาสนใจเรื่องแนวคิดสีเขียว เช่น การลดขยะ การไม่พึ่งพาสารเคมี การปลูกผักกินเอง เลือกใช้ของที่กระทบต่อโลกให้น้อยลง เรื่อยไปจนถึงการตามหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่ใช้สารเคมีในทุกๆ กระบวนการ เพื่อนำมาทำอาหารให้กับลูกค้า

        “เราใช้เวลาเรียนรู้กับสิ่งเหล่านี้อยู่สามปี ออกตามหาและนำแนวคิดไร้สารเคมีเข้าไปบอกชาวบ้าน เมื่อเขาเห็นด้วยและยอมทำ เราก็จะรับซื้อในราคาที่ยุติธรรม นำมาทำอาหาร ซึ่งก่อนหน้านี้เราทำแบบไม่มีหน้าร้าน ส่งอาหารถึงมือลูกค้าด้วยตัวเองมาตลอด จนที่นี่เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา” เขายิ้มอย่างภาคภูมิใจ

 

slow life bangkok

ร้านอาหารของจิ้น

        “ตรงนี้คือโซนของเรา” เชฟจิ้นเอ่ยขึ้น หลังจากพาเราเข้ามานั่งที่โต๊ะกลางตัวยาว ตรงข้ามคือเคาน์เตอร์ครัวเป็นแนวยาว เมื่อมองจากตรงที่เรานั่ง สามารถเห็นเชฟทำอาหารได้โดยไม่มีอะไรกั้น… ยกเว้นแผ่นหลังของเขา

        “เราออกแบบที่นี่ด้วยตัวเอง ตามความชอบของเราสองคน เราเลือกที่จะทำครัวเปิด เพื่อให้คนที่มานั่งกินได้เห็นและได้คุยกับเราระหว่างการทำอาหาร เพื่อให้รู้สึกเหมือนมาบ้านเพื่อน สบายและเป็นกันเอง ส่วนชั้นลอยด้านบนจะเป็นพื้นที่ทำงานสำหรับจิง ซึ่งไม่มีผนังกั้น ทำให้มองเห็นได้ทุกส่วนของบ้าน เรื่อยไปจนถึงหลังคาที่สูง เพื่อระบายอากาศและลดกลิ่นจากการทำอาหาร”

        ว่าแล้วเชฟก็หันหลังให้เรา แล้วง่วนอยู่กับการทำอะไรบางอย่างตรงหน้า

        เรามองไปเรื่อยๆ พบกับโหลหมักเหล้ากุหลาบ โหลเหล้าพีช และโหลหมักซีอิ๊ว เราจึงชวนเชฟคุยถึงเรื่องการแปรรูปอาหารให้กลายเป็นเครื่องปรุง เชฟจิ้นบอกว่า ส่วนหนึ่งของที่นี่คือพื้นที่ทดลองและเป็นคลังรสชาติ เขาและจิงชอบที่ค้นคว้ารสชาติใหม่ๆ ผ่านการหมักวัตถุดิบต่างๆ ที่ปลูกในพื้นที่ เพื่อให้รู้ว่ารสชาติปลายทางจะเป็นอย่างไร นำไปปรุงกับอะไรแล้วอร่อย หรือหมักต่อไปจะกลายเป็นรสแบบไหน

        “อย่างกุหลาบ เรานำมาหมักกับน้ำตาล ใช้เวลาแค่สามวันก็กลายเป็นแอลกอฮอล์ เราเซอร์ไพรส์กับกลิ่นและรสมาก พวกเราจึงนำมาทำเป็น welcome drink ในวันขึ้นบ้านใหม่ที่ผ่านมา ตอนนี้เหลือแค่นี้ น่าจะชืดแล้ว แต่ก็คิดว่าหากหมักต่อไปจะกลายเป็นน้ำส้มสายชูกุหลาบ ส่วนซีอิ๊ว เราก็หมักเองด้วยความอยากรู้ว่าผลที่ได้จะเป็นอย่างไร และเมื่อเปิดออกมาคือ ดี (หัวเราะ) ทั้งกลิ่นและรสได้แบบที่เราชอบ” เชฟจิ้นอธิบายพร้อมเปิดโหลซีอิ๊วเหล่านั้นให้ชิมเรียกน้ำย่อย   

        “ไหนๆ มาแล้วต้องได้กินของอร่อย” เชฟจิ้นยิ้มกว้าง

 

slow life bangkok

 

        นี่เป็นคำชวนเชิญให้เราสัมผัสร้านอาหารแบบ chef table เฉพาะกิจ ด้วยเมนูที่คิดขึ้นใหม่อย่าง ‘ยำใหญ่กุ้งลายเสือ’ โดยมีไฮไลต์อยู่ที่น้ำยำรสเข้มมัน ทำจากซีอิ๊วส้มซ่าและซีอิ๊วถั่วดำที่หมักไว้เอง มาผสมกับไข่แดงต้มจากแม่ไก่อารมณ์ดี แนมด้วยผลมะตูมแขก ที่ให้รสเผ็ดซ่า มีตับต้มแต้มอยู่ถั่วลิสงบด เพิ่มโปรตีนด้วยแฮมสามชั้นหั่นเต๋า มีแตงกวาฝานบางๆ หัวไช้เท้าซอย ใบชบาเมเปิลสีแดงเข้มที่ออกรสฝากอมเปรี้ยว แต่เคี้ยวเพลิน ดอกขจร สะระแหน่ และวอเตอร์เครส เมื่อเคี้ยวทุกอย่างเข้าด้วยกัน นอกจากความอร่อยแล้ว ยังได้ความสนุกที่ได้ทดลองรสชาติจากการแนมวัตถุดิบต่างๆ

        “เมนูนี้จะกลายเป็นหนึ่งในเมนูประจำคอร์สของช่วงนี้ และเปิดให้จองตั้งแต่ตอนนี้เลย” เชฟจิ้นขายของเก่ง เราเอ่ยแซว    

 

slow life bangkok

สตูดิโอของจิง

        เมื่อชิมทุกอย่างจนเกลี้ยง ก็ถึงคราวโซนของ ‘จิง’ – ธีรา ลื้อบาย (T-ra Missu) บ้าง

        เราแค่ขยับเท้าก้าวออกจากตรงกลาง ก็จะพบโซน shop จำหน่ายผลงานของจิง ถัดไปหน่อยบริเวณหน้าบันไดทางขึ้นชั้นลอย ก็จะเป็นมุม refill station จากตรงนี้จะแบ่งออกเป็นสองฝั่ง

 

slow life bangkok

 

        “ฝั่งตรงข้ามสตูดิโอคือที่นอนของเรา” จิงยังบอกอีกว่า “ที่นอนชั่วคราวนี้จำลองมาจากตู้นอนบนรถไฟ และเป็นเตียงชั้นบนที่ต้องปีนบันไดเล็กๆ ขึ้นไปด้านบน เพราะแต่ก่อนเราเดินทางด้วยรถไฟเพื่อกลับบ้านที่ภาคใต้อยู่บ่อยๆ เราจะจองรถไฟตู้นอนโดยเลือกเตียงชั้นบนเสมอ เรารู้สึกว่าการได้ปีนขึ้นบันไดมันสนุกและรู้สึกปลอดภัยกว่านอนชั้นล่าง เราอยากได้ความรู้สึกแบบนั้นกลับมาอีกครั้ง”

 

slow life bangkok

 

        จากตู้นอนบนรถไฟ สู่พื้นที่ทำงานของจิง เราต้องเดินขึ้นบันไดที่มีลักษณะเหมือนชั้นวางของทรงกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสไปสู่ชั้นลอย ด้านบนมีหน้าต่างบานใหญ่สองด้าน ด้านหนึ่งเป็นทรงสี่เหลี่ยม อีกด้านหนึ่งเป็นทรงกลมขนาดใหญ่ เพื่อให้แสงจากทางทิศตะวันออก เข้ามาได้อย่างเต็มที่

        “ส่วนใหญ่เราทำงานตรงนี้เสมอ เพราะเงียบและมีสมาธิมากกว่าอยู่ที่บ้าน” จิงหัวเราะ ก่อนจะพาเราเดินต่ออีกสองสามก้าว เข้าสู่ระเบียงภายในบ้านที่เป็นมุมแกลเลอรีไว้จัดแสดงผลงาน

 

slow life bangkok

 

        “เราชอบตรงนี้ เพราะสามารถมองลงไปตรงโซนพี่จิ้นได้ (หัวเราะ) แต่จริงๆ แล้วคือแกลเลอรีไว้แสดงผลงานของเราเอง และเปิดโอกาสให้กับคนอื่นๆ ได้มาจัดแสดงงานสลับกับเราได้ด้วย”

สวนของเรา

        เราสำรวจภายในบ้านทุกซอกทุกมุมด้วยความรู้สึกชื่นชม จากนั้นจิ้นจึงเอ่ยชวนออกไปเก็บวัตถุดิบที่ไว้ทำซีอิ๊วหมักเองรอบใหม่ แล้วเล่าให้เราฟังว่า

        “เราเลือกที่จะปลูกพืชผักที่กินได้ทั้งหมด โดยปลูกไว้เป็นสัดส่วน แต่สำหรับจิงแล้ว รายนั้นจะทำสวนธรรมชาติ คือปล่อยให้พืชผักเติบโตเองในที่ที่อยากจะขึ้น เราว่าตรงนี้แหละที่บอกถึงความชอบที่แตกต่างกันของเราสองคน”

 

slow life bangkok

 

       แต่ในสายตาของผู้มาเยือนอย่างเรากลับไม่เห็นความต่าง เราเห็นแต่ความเขียวชอุ่มของพืชผักที่ผ่านการดูแลมาอย่างดี แม้จะดูกระเจิดกระเจิงไปบ้างเพราะเพิ่งโดนลมแรงพัดมาหมาดๆ เราเห็นคะน้าไชยาต้นสูงใบสีเขียวเข้มเลื้อยจนแน่นขนัดริมกำแพงด้านหนึ่ง กะเพราแดง สะระแหน่ วอเตอร์เครสหลายสายพันธุ์ปลูกไว้ขอบบ่อน้ำ ข้างบ้านปลูกมะยม ตะลิงปิง เลมอน ต้นมะตูมแขกที่ให้ผลคล้ายเม็ดพริกไทย ปลูกต้นขจรไว้เลื้อยริมกำแพงอีกด้าน และก็ยังมีต้นชบาเมเปิลในกระถางเล็กๆ ที่หน้าบ้าน ส่วนต้นฝรั่งใจกลางสวนที่ทั้งคู่ได้กินผลอยู่หลายปี เวลานี้กลับโค่นล้มลงมาเพราะฝนตกหนัก

       “ไม่เป็นไรหรอก รากไม่ได้หัก เขาต้องรอด” เชฟจิ้นและจิงมายืนดูต้นฝรั่งที่ปลูกมาตั้งแต่ต้นความสูงเท่าแขน ค่อยๆ เติบโตกลายเป็นไม้ผลที่ไว้เก็บกินได้หลายครั้ง พวกเขายืนมองต้นฝรั่งด้วยรอยยิ้ม แล้วปรึกษาหารือกันว่าอาจจะหาไม้มาพยุงลำต้นไว้ กระชับโคนต้นด้วยดินอีกชั้น เสริมใยเสริมด้วยปุ๋ยอินทรีย์อีกหน่อย ก็คงกลับมายืนและแข็งแรงได้เหมือนเดิม

 

slow life bangkok

 

        จากแค่ต้นฝรั่งโค่นล้มลง ประโยคปลอบโยนที่ฟังแล้วยิ้มตามจากเชฟจิ้น โดยมีหญิงคนรักอยู่เคียงข้าง เราไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่แห่งนี้จึงมีบรรยากาศอบอวลไปด้วยความเบาสบาย คล้ายมาหาเพื่อนสนิทที่มีกลิ่นอายของความรัก และความเชื่อมั่นในวิถีดั้งเดิมที่สอดคล้องไปกับยุคสมัยใหม่ได้อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่นเดียวกับแนวคิดของทั้งคู่ ที่นำพาสิ่งดีๆ ให้กลับคืนสู่ตัวเอง ผู้คนรอบข้างและสิ่งแวดล้อมในทุกๆ วันที่แสงอาทิตย์ทาบทอขึ้นจากแผ่นฟ้า

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง