หลงกลิ่นกาแฟของ Turn on Coffee คาเฟ่ที่กรุ่นกลิ่นอายจางๆ ของยุค 60-70s

Space and Time
23 Apr 2020
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

Highlights

พิจิตรเป็นจังหวัดเล็กๆ ที่ไม่มีทางผ่านไปสู่จังหวัดอื่นๆ ที่นี่ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวโดดเด่น ไม่มีวิวธรรมชาติสวยๆ ผู้คนมากมายต่างพากันทยอยทิ้งถิ่นฐานย้ายออกไปสู่เมืองใหญ่ เวลาของที่นี่จึงเดินช้า เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เงียบสงัด แต่ถึงอย่างนั้น ชายหนุ่มอย่าง ‘ตาว’ – พัฒน์ นวลจีน กลับพกคาถาฮิปปี้ที่เชื่อว่า หากละทิ้งทุกอย่างแล้วจะได้มาซึ่งบางอย่าง และวันนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขาก็ตัดสินใจเปิดบาร์กาแฟ ทั้งๆ ที่ในตอนนั้น ชาวพิจิตรรู้จักแค่เพียงกาแฟโบราณที่คุ้นเคยกันมานาน

turn on coffee

Slow Bar

        จำได้ว่าครั้งแรกที่ไปชิมกาแฟที่ Turn on Coffee วันนั้นเป็นวันสงกรานต์ ปี 2558 เราบังเอิญเสิร์ชเจอชื่อร้านแห่งนี้ในเฟซบุ๊ก จึงขับรถข้ามอำเภอกว่า 50 กิโลเมตร เพื่อมาลองชิม ตอนนั้นที่นี่เป็นเพียงร้านกาแฟไซซ์จิ๋ว หลบซ่อนตัวอยู่ในห้องแถวชั้นเดียว มีไม้เลื้อยใบใหญ่คลุมหน้าร้านบดบังจนเกือบมิด

        “สวัสดีครับ Turn on Coffee เปิดแล้วครับ” นี่คือประโยคแรกที่ตาวทักทาย เขายืนอยู่หลังสโลว์บาร์แคบๆ ที่มีอุปกรณ์การชงเพียงสองสามอย่าง และมีแค่กาแฟดริป Black and White คือกาแฟดำ และกาแฟใส่นม ให้เลือกเท่านั้น ตอนนั้นเราเลือกดริปเย็น เพราะอากาศเดือนเมษายนร้อนเหลือใจ ระหว่างนั้นบทสนทนาที่หอมกลิ่นกาแฟก็ทำหน้าที่ให้ความสดชื่นอย่างดีเยี่ยม และจากวันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่เรากลับมายังพิจิตร เราจะต้องแวะมาดื่มกาแฟของตาวเป็นประจำ

        ส่วนปีนี้ไม่ได้แวะไป แต่ด้วยความคิดถึงและความชื่นชอบในรสชาติของกาแฟทำให้เราต่อสายหาตาวเพื่อไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ เวลานั้นเองที่ตาวมีโอกาสได้ย้อนเวลาเล่าเรื่องร้านแห่งนี้ให้เราฟัง

        “ผมจำได้ขึ้นใจเลยนะ ว่าวันแรกที่เปิดร้านคือวันปีใหม่ไทย วันที่ 13 เมษายน 2558 ผมเชื่อว่าหากเริ่มในวันนี้ อะไรดีๆ ก็จะตามมา ตอนนั้นผมเปิดร้านนี้เพราะชอบกินกาแฟ ชอบทำกาแฟ ชอบเฟอร์นิเจอร์ ชอบเรื่องอินทีเรียร์ ชอบเปิดเพลง เอ๊ะ! ทำไมผมชอบหลายอย่างจัง (หัวเราะ) อ๋อ… แล้วก็ชอบอ่านหนังสือ ตอนนั้นชอบหนังสือของ คุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ มาก ผมชอบในความเป็นฮิปปี้ของเขา ทั้งความคิดและการใช้ชีวิต ผมจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่อยากทำดูบ้าง มุ่งไปให้สุด ร้านนี้จึงเกิดขึ้น

 

 

        “เริ่มต้นที่สโลว์บาร์ในตึกแถวชั้นเดียว 1 คูหาเล็กๆ มีเพียงชุดดริปสองสามอย่าง ยังไม่มีเครื่องชงกาแฟขนาดใหญ่ และด้วยความคับแคบของร้าน การชงกาแฟสดแบบดริปที่ไม่มีชาวพิจิตรคนไหนคุ้นเคยกลับกลายเป็นเรื่องดี เพราะลูกค้าที่เข้ามาดูตื่นเต้นกับสิ่งที่เรานำเสนอ ได้เล่าเรื่องราวของกาแฟดริป เรื่องเครื่องเอสเพรสโซแมชีนขนาดใหญ่ เรื่องเมล็ดกาแฟ ทำให้เราคุยกับใครสักคนได้ไม่รู้เบื่อเท่าที่เขาอยากจะฟัง ไปๆ มาๆ คนเหล่านี้แหละครับ จากลูกค้า มาเป็นคนรู้จัก แล้วกลายเป็นเพื่อนกันจนถึงทุกวันนี้” (ยิ้ม)

        ตาวบอก ช่วงปีแรกๆ เปิดร้านทั้งวันลูกค้ามีแค่สองคน บางวันขายได้แก้วเดียวก็ปิดร้านเลยก็มี เพราะเขาเองก็รู้อยู่เต็มอกว่า มีคนซื้ออยู่แค่นั้นจริงๆ 

        “แต่ผมก็ยังเชื่อในคาถาฮิปปี้ เชื่อเรื่องการเปิดและปรับทัศนคติ ผมลองค้นหาตัวตนอีกสักครั้ง ขยับตัวอีกนิด ด้วยการสั่งซื้อเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซและอุปกรณ์ต่างๆ ที่หลากหลาย รวมทั้งเมล็ดกาแฟ รวมทั้งพยายามอธิบายเรื่องกาแฟสดให้ลูกค้าฟังเสมอ กระทั่งผมได้ลูกค้าแบบปากต่อปาก ลูกค้าเก่าแนะนำลูกค้าใหม่ไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน กลุ่มเพื่อนที่กลับมาทำงานที่บ้านอีกครั้ง เรื่อยไปจนถึงคนอายุ 70 ปี ที่บางคนเคยแต่ดื่มกาแฟโบราณหวานมัน ดื่มทีเบาหวานแทบขึ้นตา พอมาลองดื่มกาแฟอาราบิกาแบบดริปร้อน ไม่ช้าก็กลายเป็นลูกค้าประจำไปเลย”

 

turn on coffee

Slow Life

        เมื่อเข้าสู่ปีที่สอง สาม สี่ เราได้เดินทางไปยัง Turn on Coffee ตลอดทุกปี เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของร้าน ที่มีการขยายใหญ่ขึ้น เพิ่มที่นั่งทั้งด้านในและด้านนอกร้าน มีมุมนั่งชิลริมกระจกบานใหญ่ มีเสียงเพลงคลอเบาๆ ชวนเคลิ้ม ที่สำคัญ มีกาแฟให้เลือกดื่มมากขึ้น รวมทั้งมีเบเกอรีโฮมเมดจากภรรยาของตาวไว้รับรองอีกเพียบ

        “เหตุผลของการขยายร้านคือ มีเพื่อนๆ เข้ามาจอยพื้นที่ร้าน เปิดเป็นร้านขายของด้วย ผมจึงทุบผนังด้านหนึ่งของร้านเพื่อขยายออกไปอีก 1 คูหา ที่นี่จึงกว้างขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก แต่ไปๆ มาๆ เพื่อนกลับได้งานทำที่ใหม่ และแยกย้ายกันไป แต่ผมยังอยู่ตรงนี้ที่เดิม ร้านที่กว้างขึ้น ตอนแรกก็เงียบเหงา แต่แล้วกลายเป็นเรื่องดี เพราะรับรองลูกค้าได้มากขึ้นตามไปด้วย

        Turn on Coffee มีพื้นที่ให้ลูกค้านั่งได้ดื่มได้สบายๆ มากขึ้น มีมุมต่างๆ ให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสโลว์บาร์ดั้งเดิมที่ใกล้ประตูทางเข้าร้าน ที่นั่งริมกระจกบานใหญ่หน้าร้าน ซึ่งมีทั้งสองฝั่ง มุมเงียบๆ ชิดริมกำแพง หรือเก้าอี้ไม้ตัวยาวหน้าร้านที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิด   

        ที่นี่ทำให้เราเห็นคำว่า เวลาและการใช้ชีวิตที่เนิบช้า ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่มีรถติด มีกับข้าวท้องถิ่นที่คุ้นลิ้น และมีกาแฟให้ดื่ม

        “แต่บางวันก็จะเหงาๆ หน่อยนะ ร้านโล่งเชียว” (หัวเราะ)

 

Slow Time

        ความเนิบช้าและความเงียบสงัดของเมืองพิจิตร กลายเป็นข้อดี เพราะด้วยปริมาณผู้คนที่ไม่มากเท่าไหร่ ไม่มีคนเข้าออกบ่อย ทำให้ที่นี่ไม่ต่างจากนาฬิกาที่เดินช้ากว่าปกติ ส่งผลให้ผู้คนรู้จักกันได้ง่ายขึ้น ถ้อยทีถ้อยอาศัยและคอยช่วยเหลือกันอยู่ โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ชาวบ้านได้ร่วมมือร่วมใจกันดูแลตัวเองตามมาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ใส่หน้ากากอนามัยก่อนออกจากบ้านเสมอ ทำให้ที่นี่ไม่พบผู้ติดเชื้อสักราย กลายเป็นว่าแทบจะไม่กระทบกับธุรกิจร้านกาแฟของตาวเท่าไหร่นัก

        “สถานการณ์นี้เกิดมาก็ไม่เคยเจอเหมือนกัน ที่นี่ผู้คนก็ไม่ต้องปรับตัวอะไรกันมากเท่าไหร่ ทุกคนยังใช้ชีวิตปกติ เพียงแค่สวมหน้าอนามัยก่อนออกจากบ้านแทบทุกคน ตอนเช้าก็ไปตลาดกันเหมือนเดิม ร้านรวงต่างๆ ก็เปิดตามปกติ เคอร์ฟิวก็ทำตาม ส่วนร้านอาหารก็ปรับตัวนิดหน่อย เน้นซื้อกลับบ้าน เพิ่มบริการส่ง ร้านของผมก็เหมือนกัน ต้องปรับตามระเบียบของสาธารณสุขจังหวัด หากจะกระทบจริงๆ นั้นก็ถือว่ายังไม่มาก ผมยังไหวอยู่ แค่ไม่มีใครมานั่งดื่มในร้านเหมือนก่อน กระทบต่อความเหงามากกว่า”

 

Slow Love

        ตาวบอกว่า ที่พิจิตร อะไรๆ ช่างเนิบช้าก็จริง แต่ในความเนิบนั้นกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของยุค 60s-70s และนี่คือความโชคดี ที่ทำให้เขาสามารถบาลานซ์ชีวิตตัวเอง ร้านกาแฟ ครอบครัว ภรรยา และลูกน้อยที่กำลังจะเกิดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า รวมทั้งเพื่อนแสนรักอย่างเจ้าทองพับ สุนัขพันธุ์ English Bulldog ได้อย่างราบรื่น

        “ทุกวันนี้ผมคิดเสมอว่า ตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกเปิดร้านนี้ แล้วมีทองพับเป็นเจ้าของตัวจริง เพราะทำให้ทุกๆ ความสำคัญในชีวิตของผมยังคงอยู่เสมอ ต่อให้วันหนึ่งความสำคัญบางอย่างนี้จะเกิดปัญหาขึ้นมา ก็จะมีมือจากคนที่เรารักเข้ามาช่วยประคับประคองให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีเสมอ ร้านกาแฟแห่งนี้ก็ไม่ต่างจากคนในครอบครัว ที่ผมทั้งรักและอยากจะดูแลต่อไปให้ดีที่สุด”

 


ภาพ: พัฒน์ นวลจีน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ